Chapter 3
'อยากได้สิ่งเหล่านั้นบ้าง'
“ไยนางถึงลุกมาปกป้องศิษย์ไร้อาจารย์ผู้นั้นกัน” จางซุนพูดบ่นออกมาด้วยท่าทางหงุดหงิด น้ำชาชั้นดีรสชาติละมุนลิ้นก็ไม่ทำให้จิตใจสงบลงได้เลยมันยังคุกรุ่นร้อนเสียยิ่งกว่าน้ำต้มชาเสียอีก
“ข้าเองก็ประหลาดใจ ตั้งแต่ฉีชิงหมิงตายไปนางก็เอาแต่เก็บตัวไม่พบปะผู้ใด แม้แต่งานบวงสรวงฟ้าดินก็ยังไม่ออกจากเรือน แต่ไยตอนนี้ถึงออกมาแผลงฤทธิ์แผลงเดชได้เล่า?” หลี่จือที่นั่งฝั่งตรงข้ามกันกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าสงสัย
“หรือเพราะเจ้าเด็กพวกนั้นไปก่อความวุ่นวายใกล้ ๆ เรือนของนาง?”
“ปกติต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายนางก็ไม่เคยออกจากเรือนเลย นางไม่ยุ่งเรื่องในสำนัก ไม่ข้องเกี่ยวกับผู้ใดมาตั้งแต่ฉีชิงหมิงตาย”
“หรือนางอาจจะทำใจเรื่องฉีชิงหมิงได้แล้ว”
“แต่นิสัยของนางก็หาใช่คนดุร้าย นางมีจิตใจโอบอ้อมอารี อ่อนโยนเสมอ แม้นโดนดูถูกข่มเหงก็ไม่เคยคิดแค้นเอาแต่บำเพ็ญตนละทางโลก แล้วทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นคนที่เหี้ยมโหดและเอาแต่ใจตนนัก”
“เรื่องนี้ข้าก็สงสัย” จางซุนถอนหายใจออกมาเล็กน้อยอย่างคิดไม่ตกว่าเพราะเหตุใด
“แต่เรื่องที่นางหยามเกียรติพวกเราวันนี้คงจะลืมไม่ลงมีโอกาสต้องเอาคืนให้สาสม” หลี่จือกล่าวด้วยความเจ็บแค้น
“ก็ในเมื่อนางปกป้องเจ้าศิษย์ไร้อาจารย์ผู้นั้นนัก งั้นเราก็ไปกลั่นแกล้งเขาเสีย ข้าจะให้ลูกศิษย์ไปบอกโรงครัวให้เจ้าศิษย์ไร้อาจารย์ผู้นั้นกินข้าวแค่มื้อเดียวพอ”
“งั้นคงต้องฝากเจ้าจัดการเรื่องนี้ ตอนนี้ยังเอาคืนนางไม่ได้งั้นก็ทำร้ายผู้คนที่นางรักและห่วงใยก็เหมือนได้ทำร้ายตัวนางเช่นกัน”
หลี่จือยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจในแผนการของจางซุน มันคงจะอยู่กันอย่างสงบสุขได้ถ้าเยี่ยนฟางมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเด็กเล่นกัน แต่นี่กลับกระทำให้พวกเขาอับอายต่อหน้าลูกศิษย์มากมายมันก็ต้องเอาคืนให้สาสมเพื่อล้างอายของตนเอง
……….
ภายในเรือนของเยี่ยนฟางนั้นเงียบสงบจนได้ยินเสียงธารน้ำตกเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังเรือนชัดเจน เหล่านกน้อยร้องเจื้อยแจ้วคล้ายกำลังคุยโต้ตอบกันสักเรื่องหนึ่งบางทีพวกมันอาจจะกำลังพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็ได้ ผ้าม่านปลิวไสวไปตามแรงลมที่พัดผ่านเข้ามาจากประตูหน้าต่างที่เปิดโล่ง
กลางเรือนมีตงป๋อเหวินกำลังนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ก้มหน้าลงมองต่ำมือกำชายอาภรณ์แน่นด้วยท่าทางประหม่าชัดเจนเมื่อต้องอยู่ภายในเรือนกับอาจารย์อาผู้งดงามดั่งเทพธิดาสวรรค์เพียงลำพังเพราะเย่ไป๋ฉีถูกใช้ไปโรงปรุงยาเพื่อเอายามารักษาบาดแผลฟกช้ำบนใบหน้าของเขา
แต่ทำไมอาจารย์อาถึงได้แต่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ทำไมเอาแต่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่หันมาคุยกับเขาเลยสักคำหรือว่าอาจารย์อาก็ไม่ได้อยากจะคุยกับเขานัก แต่ที่ช่วยเหลือเพราะนางเป็นคนมีจิตใจดีเกินกว่าจะปล่อยผ่านหรือเปล่า มันอาจจะไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเลยก็แค่ทำไปตามหน้าที่
“ทำไมท่านอาจารย์อาถึงช่วยข้าขอรับ”
“ฉีชิงหมิงเป็นพี่น้องร่วมสาบานของข้า เจ้าเองก็เรียกข้าว่าอาจารย์อา การช่วยเหลือเจ้าย่อมเป็นสิ่งที่ข้าควรทำ ผิดที่ข้าละเลยเจ้ามานานถึงได้โดนรังแก”
เยี่ยนฟางกล่าวออกไปตามเนื้อหาในนิยายที่นางอ่านมาแล้ว ฉีชิงหมิงอาจารย์ของตงป๋อเหวินเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน เปรียบได้ว่าเขาเป็นศิษย์หลานของนาง ความจริงในฐานะอาจารย์อาก็ควรปกป้องเขาอยู่แล้วแต่ที่ผ่านมามัวแต่เก็บตัวเพราะความเสียใจที่สูญเสียฉีชิงหมิงจนละเลยตงป๋อเหวินปล่อยให้เขาโดนรังแกจนกลายเป็นปมฝังใจ
แต่หลังจากนี้จะไม่มีเยี่ยนฟางคนเก่าอีกแล้ว ตัวนางเองก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับฉีชิงหมิงให้ต้องเสียใจจนละทางโลกไม่สนใจสิ่งใด โลกใบนี้มีอะไรให้ค้นหาอีกต้องมากมาย ยุทธภพกว้างใหญ่มีเรื่องราวนับร้อยนับพันนางไม่มานั่งเสียใจให้กับคนที่ตายไปแล้วหรอกนะ ไว้ทุกข์แค่ปีเดียวก็เพียงพอ ชีวิตคนเราต้องเดินต่อ คนตายคือตาย คนเป็นคือเป็น เส้นทางมันแยกกันออกไปแล้วและเธอเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งถึงเข้าใจสัจธรรมเรื่องเหล่านี้ดี ไม่มีใครหลีกหนีความตายพ้นสักวันหนึ่งนางก็คงต้องตายอีกครั้งแต่ไม่ใช่เร็ววันนี้แน่นอน ที่สำคัญก่อนจะตายต้องได้ใช้ขีวิตให้คุ้มค่าด้วย
“ไม่ใช่ความผิดท่านอาจารย์อาเลยขอรับ ข้าเข้าใจว่าท่านอาจารย์อาเสียใจกับการจากไปของท่านอาจารย์”
น้ำเสียงของตงป๋อเหวินเริ่มแผ่วเบาลง น้ำตาคลอเบ้าตาเล็กน้อยยามพูดถึงอาจารย์ผู้ล่วงลับ อาจารย์เป็นคนมีคุณธรรมสูงแต่น่าเสียดายที่อายุสั้นไปเสียหน่อย จากไปอย่างกะทันหันไม่ทันได้ร่ำลาผู้ใดด้วยซ้ำ ยามนั้นตัวเขาเองอยู่สำนักไม่ได้ออกไปปราบปีศาจกับอาจารย์กว่าจะรู้ว่าอาจารย์สิ้นแล้วก็ตอนที่ศพถูกนำกลับมาที่สำนัก
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่มีผู้ใดได้ทันตั้งตัวทั้งนั้นถึงแม้ตอนนี้จะผ่านไปสามปีแล้วแต่เขาเองก็ยังทำใจรับเรื่องนี้ได้ไม่เต็มอกเสียด้วยซ้ำไป
“ใช่ ข้าเสียใจมาก” น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้นแต่ทำไมหัวใจของตงป๋อเหวินกลับรู้สึกหนักหน่วงกับคำกล่าวสั้น ๆ นั้น
ถึงแม้จะไม่ได้เปิดเผยชัดเจนอะไรแต่ทุกคนก็รับรู้ว่าเยี่ยนฟางมีใจให้ฉีชิงหมิงแต่เพราะสาบานเป็นพี่น้องกันแล้วจึงไม่สามารถข้ามขั้นไปมากกว่านี้ได้เพราะมันเป็นเรื่องที่ผิดเกินไป
บางทีที่ตงป๋อเหวินเศร้าใจเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะเขาอยากได้รับความรัก ความใส่ใจ หรือแม้กระทั่งความเสียใจจากอาจารย์อาเหมือนที่นางมีให้กับอาจารย์ของเขาบ้างก็เป็นได้
“บางทีข้าก็อยากได้รับความรักจากผู้อื่นบ้าง” ตงป๋อเหวินตัดพ้อออกมาด้วยท่าทางเศร้าสลดใจ
เยี่ยนฟางถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะมองออกไปยังหลังคาเรือนที่ตั้งเรียงรายไม่รู้ว่าเรือนไหนเป็นเรือนไหนบ้าง แม้ว่าตงป๋อเหวินจะตัดพ้อออกมาแต่เหมือนว่าจะไม่เข้าหูนางเลย มือเล็กยกขึ้นลูบท้องตนเองด้วยความรู้สึกหิวเพราะยังไม่ได้กินข้าวสักเม็ดดันเกิดเรื่องเสียก่อนและกำลังคิดว่าหลังคาเรือนที่มีควันไฟลอยออกมาไกล ๆ ตรงนั้นจะใช่โรงครัวหรือเปล่านะ แล้วคนครัวกำลังทำอะไรอยู่ควันไฟมากเช่นนี้จะใช่หมูย่างไก่ย่างหรือเปล่า
ชายหนุ่มที่กำลังนั่งตัดพ้อเงียบลงเมื่อเห็นสายตาเหม่อลอยของอาจารย์อาที่เหมือนมองไปทางสุสานของอาจารย์ตน ลมหายใจถูกถอนออกมาแผ่วเบาสีหน้าหมองลงจนเหมือนโลกทั้งใบจะพังลงมาเสียให้ได้ ริมฝีปากขบเม้มเล็กน้อยแม้นจะมีแผลแตกแต่ก็ไม่เจ็บเท่าแผลใจตอนนี้ที่เหมือนถูกมีดแทงซ้ำ ๆ
สุดท้ายนางก็เมินเฉยต่อเขา สุดท้ายคนที่อาจารย์อาคะนึงหาอยู่ตลอดเวลาก็คืออาจารย์ไม่ใช่เขา ทำไมต้องเป็นฉีชิงหมิงด้วยทำไมไม่เป็นตงป๋อเหวินบ้าง
“ท่านคงคิดถึงท่านอาจารย์มาก”
“ทำไมเจ้าถึงคิดแบบนั้น” นางหันกลับมามองหน้าของเจ้าเด็กน้อยที่ทำหน้าเศร้าตลอดเวลา เหมือนโลกทั้งใบที่แบกเอาไว้กำลังจะพังทลายลงมา
“ก็ท่านเอาแต่มองไปทางสุสานของท่านอาจารย์ขอรับ”
“เจ้าคิดว่าข้าเหม่อลอยมองสุสานของฉีชิงหมิงหรือ?”
ตงป๋อเหวินไม่ได้ตอบแต่ใช่การพยักหน้าแทนคำตอบจนเยี่ยนฟางหัวเราะออกมาเล็กน้อยใจหนึ่งก็นึกขำใจหนึ่งก็เอ็นดูเสียเต็มประดา ทำไมเจ้าเด็กคนนี้มันซื่อขนาดนี้กันนะและยังชอบมาทำหน้าเป็นหมาจ๋อยเหมือนเจ้านายไม่ซื้อขนมกระดูกมาให้แทะอีก
“ข้าไม่ได้มองสุสานฉีชิงหมิง”
“แล้วท่านมองอะไรขอรับ?”
“ข้ามองโรงครัวต่่างหาก”
“…..” เขาเงียบพร้อมทำหน้ามึนใส่นาง
“ข้าไม่ได้คิดถึงอาจารย์เจ้า แต่คิดถึงหมูย่างอยู่”
เหมือนโดนอสนีบาตฟาดลงกลางหัวจนตงป๋อเหวินได้แต่นั่งทำตาปริบ ๆ ใสซื่อราวกับลูกหมาตัวน้อย ริมฝีปากขบเม้มเข้าหากันพูดไม่ออกเลยเพราะสิ่งที่เขาคิดกับความเป็นจริงมันเหมือนจะห่างกันหลายลี้
เยี่ยนฟางที่เห็นก็อดจะขำไม่ได้กับท่าทางเคอะเขินแบบคนโดนช็อตฟีลของตงป๋อเหวิน เด็กน้อยนะเด็กน้อยคิดเองเออเองทั้งนั้น คนอย่างนางเนี่ยนะจะมานั่งเสียใจกับคนตาย เสียน้ำตาให้หมูย่างที่หมดยังน่าจะเข้าทีกว่า
นางเดินเข้ามาหาเด็กหนุ่มก่อนจะเลื่อนมือไปเชยคางมนให้เงยขึ้นสบตากันจนตงป๋อเหวินตกใจเล็กน้อยพยายามจะก้มหน้าหลบสายตา เห็นแล้วก็หงุดหงิดเหมือนกันทำไมถึงได้ขี้อายขนาดนี้นะ สงสัยนางต้องสอนให้เขามั่นใจเพิ่มขึ้นเสียหน่อยแล้วจะได้ใช้ความหล่อตัวเองให้เป็นประโยชน์หาเมียรวย ๆ สักคนได้หลุดออกไปจากสำนักนี้สักที
“เจ้ารูปงามขนาดนี้ไยถึงได้ขี้อายนักนะ”
“ขะ… ข้ารูปงามจริงหรือขอรับ?”
“ใช่” นางเลื่อนมือขึ้นมาสัมผัสแก้มของเขาอย่างไม่อาจจะข่มกลั้นอารมณ์ชื่นชมได้
เด็กหนุ่มเอียงใบหน้าเอนซบลงบนมือเล็กที่แสนอุ่นก่อนจะคลี่ยิ้มหวานที่ขับให้ใบหน้าผ่องใสมากขึ้น
“แล้วท่านอาจารย์อาชอบไหมขอรับ?”
“ชอบสิ ชอบริมฝีปาก และดวงตาของเขายิ่งนัก”
นางเกลี่ยนิ้วลงบนริมฝีปากเอิบอิ่มสีแดงธรรมชาติของตงป๋อเหวินอย่างหลงใหล ยิ่งมองใกล้ ๆ ก็ยิ่งรูปงามชวนให้คะนึงหาในยามค่ำคืนที่เงียบเหงาใจเหลือเกิน
“หมายถึงชอบข้าผู้นี้หรือไม่?”