Chapter 2
‘กระทำผู้ใดก็ขอโทษผู้นั้น’
“ปะ… ปล่อยพวกข้านะขอรับ”
“พวกเด็กเวรอย่างพวกเจ้าห้อยอยู่บนนั้นดีแล้ว”
เยี่ยนฟางกอดอกจ้องมองเหล่าลูกศิษย์วัยคะนองที่ถูกนางจับห้อยโตงเตงอยู่บนต้นไม้เป็นมักกะลีผล เด็กดื้อต้องโดนอะไรนะ โดนกระทืบมันก็จะรุนแรงไปสักหน่อย งั้นจับห้อยแบบนี้แหละประจานให้สำนักรู้ไปเลยว่าเด็กพวกนี้มันเป็นเด็กเวร
“ข้าจะฟ้องท่านอาจารย์”
“เอาสิ ไปฟ้องเลย อาจารย์พวกเจ้ามาก็ดีข้าจะได้ด่าอาจารย์พวกเจ้าด้วยที่สั่งสอนลูกศิษย์อย่างไรถึงโตมากลายเป็นเด็กเวรแบบนี้”
“นี่ท่าน!”
“ทำไม ข้าทำไม เจ้าจะทำไมข้า?”
เยี่ยนฟางโบกสะบัดมือเพียงเล็กน้อย กิ่งก้านไม้ที่กำลังรัดตัวของพวกลูกศิษย์วัยคึกคะนองก็มัดแน่นขึ้นและลอยสูงขึ้นจนพวกเขาร้องเสียงหลงโวยวายออกมาไม่หยุด
“ข้าจะฟ้องอาจารย์ให้มาจัดการท่าน!”
“ต่อให้เป็นพระโพธิสัตว์ก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้หรอก”
“ปล่อยพวกข้านะ!”
เยี่ยนฟางเลือกจะไม่สนใจหันกลับมาหาตงป๋อเหวินที่นั่งคุกเข่าท่าทางประหม่าที่พื้น เขาก้มหน้าจนแทบจะแนบติดพื้นอยู่แล้วเห็นแล้วมันก็หงุดหงิดอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
“ที่พื้นมีอะไรหรือ?”
“ขะ… ขอรับ?” ตงป๋อเหวินเงยหน้ามองเยี่ยนฟางอย่างใสซื่อ
“ข้าถามว่าที่พื้นมีสิ่งใดเจ้าถึงเอาแต่มอง”
“มะ… ไม่มีขอรับ”
“เงยมองใบหน้างดงามของข้าแทนสิ”
นางส่งยิ้มหวานให้ตงป๋อเหวินแต่เหมือนจะทำให้เขาตกใจมากกว่าเดิมจนรีบก้มหน้าลงต่ำอีกรอบ มันทำให้นางเสียความมั่นใจเล็กน้อยได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ พร้อมคำถามมากมายกับท่าทางประหม่าของเขา
นางไม่สวยเหรอ?
ก็เบอร์ต้นของนิยายปะ ถ้าประกวดนางงามกรรมการต้องหนักใจอะ สวยเกินไปตัดสินยาก แต่ทำไมเจ้าเด็กคนนี้มันไม่ยอมมองหน้านางกันมีของสวย ๆ งาม ๆ ให้มองดันไม่มอง มองทำไมพื้นเนี่ยจะหาไส้เดือนกินหรือไง
“เยี่ยนฟางเซียนจวิน”
เสียงเข้มดังขึ้นจนเยี่ยนฟางตกใจเล็กน้อย นางหันสายตาไปมองทางต้นเสียงก็เห็นว่ามีผู้อาวุโสสองท่านและลูกศิษย์เดินตามมาอีกเล็กน้อย ไม่ต้องถามก็รู้ว่าสองคนนั้นต้องเป็นอาจารย์ของพวกเจ้าลูกศิษย์ตัวดีพวกนี้แน่นอน
ลืมบอกไปว่าที่นี่มีอาจารย์อยู่หลายคน อาจารย์แต่ละคนก็มีลูกศิษย์ของตนเอง มีมากมีน้อยก็แล้วแต่ว่าจะมีเด็กมากราบไหว้ขอเป็นลูกศิษย์มากแค่ไหน ที่นี่ไม่ได้มีการขัดเลือกอะไรใครอยากเป็นศิษย์คนไหนก็นำของมากราบไหว้ขอติดตามอาจารย์คนนั้น
แต่ก็มีอาจารย์บางคนที่ไม่รับลูกศิษย์หรือมีลูกศิษย์เพียงคนเดียว หนึ่งในนั้นก็คือเยี่ยนฟางเนี่ยแหละ ตามที่อ่านในนิยายเยี่ยนฟางมีลูกศิษย์เพียงคนเดียวคือเย่ไป๋ฉีและนางไม่รับผู้อื่นอีก
“คารวะหลี่จือเซียนจวิน คารวะจางซุนเซียนจวินเจ้าค่ะ” เย่ไป๋ฉีรีบทำความเคารพผู้อาวุโสทั้งสอง
ที่แท้ก็ตัวตึงสำนักนี่เอง เมื่อได้ยินชื่อเยี่ยนฟางก็เข้าใจตามเนื้อหานิยายสองคนนี้มักจะเข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยเรียกว่าคู่หูดูโอ้เลย แต่ไม่เกินมือของเยี่ยนฟางคนนี้หรอก ใครมันกล้าลองดีแม่จะทุบให้หลังหักให้หมด
“คารวะเซียนจวินทั้งสอง” นางประสานมือกันแล้วโค้งหัวลงเล็กน้อยอย่างมีมารยาท คนเราควรเอาน้ำเย็นเข้าลูบก่อนแต่ถ้ามันระอุก็ค่อยเอาน้ำร้อนสาดหน้าที่หลัง
“เจ้าทำสิ่งใด”
เป็น หลี่จือ ที่กล่าวด้วยท่าทางดุดันก่อนจะใช้พลังช่วยคลายผนึกที่พันธนาการลูกศิษย์ของตนให้ลงมาจากต้นไม้สิ้นตำนานมักกะลีผลแห่งสำนักหลานเฟิน
“ก็พวกเขามารังแกตงป๋อเหวินก่อน เขามีเพียงผู้เดียวแต่ลูกศิษย์พวกนี้กลับรุมรังแกเขา” นางชี้ไปทางกลุ่มลูกศิษย์ที่ตอนนี้ยืนหลบอยู่ข้างหลังอาจารย์ของตนเอง
“พวกข้าไม่ได้ทำนะขอรับ”
“ไม่เชื่อถามตงป๋อเหวินดูก็ได้”
ลูกศิษย์กลุ่มนั้นรีบปฏิเสธทันที แน่นอนว่าอาจารย์ย่อมเข้าข้างลูกศิษย์ตนเองเป็นธรรมดา หลี่จือหันมาหาเยี่ยนฟางก่อนจะยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“ก็แค่เด็ก ๆ เล่นกัน เยี่ยนฟางเซียนจวินอย่าจริงจังนักเลย”
“เล่นกันแบบเด็ก ๆ หรือ หึ! เล่นด้วยการรุมทำร้ายเขา ให้เขาคลานสี่ขาเหมือนสัตว์น่ะหรือ?”
“เล่นซุกซนตามประสาเด็กเท่านั้น ทำเหมือนท่านไม่เคยเป็นเด็ก”
หลี่จือยังคงเข้าข้างลูกศิษย์ของตนจนเยี่ยนฟางเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้เสียเต็มประดาอยากจะประทานบาทาให้ประทับบนหน้า ยังมีหน้ามายิ้มระรื่นอีกลูกศิษย์ตัวเองก่อเรื่องระยำเสียขนาดนี้ถ้าอยู่ในยุคปัจจุบันการกระทำแบบนี้มีหวังโดนชาวทวิตรุมด่าจนติดเทรนด์แน่
“ท่านช่างพูดได้ดูเหมือนว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย”
“แล้วไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยหรอกหรือ ก็แค่เด็กซุกซน เล่นหยอกเอินกันตามประสาเท่านั้น”
“แต่ท่านจะมองว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ก็ไม่แปลกนักหรอก เชื้อพระวงศ์อย่างท่าน วัยเด็กคงเติบโตมาอย่างมีระเบียบในรั้ววังคงไม่ได้เล่นซุกซนเหมือนเด็กชาวบ้าน เด็กนอกรั้ววังก็เล่นกันเช่นนี้แหละ”
จางซุน ลูกรับลูกคู่ของหลี่จือกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มมุมปากเล็กน้อย แม้นในน้ำเสียงจะดูนิ่งเรียบแต่วาจาก็ฉายชัดว่ากำลังเหน็บแนมเยี่ยนฟางไม่น้อย
เยี่ยนฟางเกิดในราชวงศ์มีเชื้อสายสูงศักดิ์ แต่เพราะนางไม่อยากถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือในการแต่งงานเลยเลือกจะออกจากวังมาบำเพ็ญตนตั้งแต่เด็ก แต่การทำแบบนั้นเลยถูกองค์จักรพรรดิโกรธแม้นแต่ชื่อของนางก็ไม่มีเขียนในบันทึกราชวงศ์ไม่ได้รับการยกย่องเป็นองค์หญิงอีก แต่นางก็หาได้สนใจยอมอับอายโดนลบชื่อออกจากราชวงศ์ดีกว่าต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักแล้วต้องทนทุกข์ไปตลอดชีวิต องค์หญิงที่เกิดในราชวงศ์จะมีหน้าที่อะไรนอกจากแต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์
“มันก็หมายความว่าเด็กทุกคนไม่ใช่ว่าจะต้องเล่นสนุกสนาน ซุกซนด้วยวิธีห่ามเช่นนี้ ลูกศิษย์ของท่านอาจจะเติบโตมาในสังคมต่ำทรามที่มองว่าการกลั่นแกล้งรังแกผู้อื่นเป็นเรื่องปกติสุข แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนฝังรากลึกในจิตใจของคนผู้นั้น มันจะเป็นสิ่งที่ติดในใจของเขาตลอดไปแล้วพวกท่านคิดว่ามันเหมาะสมแล้วหรือกับการที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะได้รับความทรงจำย่ำแย่ที่จะคอยกัดกินจิตใจจากมนุษย์อีกคนหนึ่งที่มองว่าเป็นแค่การเล่นซุกซนตามประสาเด็ก”
เยี่ยนฟางกล่าวเดินเข้าไปใกล้ ๆ อาจารย์ทั้งสองก่อนจะมองเลยไปยังด้านหลังที่พวกลูกศิษย์กำลังหลบอยู่หลังพวกเขาอย่างหัวหดตดหายเชียว ทีนี่ล่ะมาทำหวาดกลัวทำอ่อนแอตอนแกล้งคนอื่นไม่เห็นกลัวแบบนี้เลย
“พวกท่านคิดว่าการกลั่นแกล้งกันมันเป็นเรื่องเหมาะสมหรือ?”
เมื่อได้รับถ้อยคำที่เป็นเหมือนมีดกรีดลงในใจ อาจารย์ทั้งสองก็หันมองหน้ากันเล็กน้อยใบหน้าซีดอย่างไร้คำพูดใดจะกล่าวออกมาเพื่อแก้ตัว
“พวกเจ้าจงขอโทษเยี่ยนฟางเซียนจวินเสีย”
“ทะ… ท่านอาจารย์”
“ข้าบอกให้ขอโทษ!”
“ขะ… ขอรับ”
“ออกมานี่!” เยี่ยนฟางกระดิกนิ้วเรียกพวกลูกศิษย์เลวออกมา “ออกมายืนเรียงหน้ากระดาน”
พวกเขารีบทำตามคำสั่งของนางทันทีด้วยท่าทางหวาดกลัวอย่างชัดเจน อยู่ดี ๆ อาจารย์เยี่ยนผู้เรียบร้อยอ่อนโยนก็กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์มิหนำซ้ำยังดุร้ายขึ้นมาจะไม่ให้หวาดกลัวกันได้อย่างไร ปกตินางยุ่งเรื่องในสำนักเสียที่ไหนได้แต่เก็บตัวในตำหนักตั้งแต่พี่น้องร่วมสาบานตายไป
“จะขอโทษข้าทำไมกัน ในเมื่อเรื่องนี้ผู้ที่เป็นเหยื่อคือตงป๋อเหวิน”
“ท่านต้องการอะไรกันแน่เยี่ยนฟางจวิน”
“ต้องการคำขอโทษให้ตงป๋อเหวิน” นางหันไปกระดิกนิ้วเรียกตงป๋อเหวิน “ตงป๋อเหวินมาตรงนี้”
“ขะ… ขอรับ” ตงป๋อเหวินเดินออกมายืนข้าง ๆ เยี่ยนฟางก่อนจะก้มหน้าลงอย่างไม่กล้าสบตากับคนอื่น
“พวกเจ้าขอโทษตงป๋อเหวินเสีย” หลี่จือกล่าวขึ้น
“ขอโทษอย่างเดียวจะไปพออะไรกัน” เยี่ยนฟางพูดขัดขึ้นจนจางซุนทำหน้าไม่พอใจ
“เยี่ยนฟางเซียนจวินท่านต้องการอะไรอีก อยากได้คำขอโทษ ลูกศิษย์ของพวกข้าก็ขอโทษแล้ว”
“จางซุนเซียนจวินท่านใจเย็นลงเสียหน่อย” เยี่ยนฟางยกแขนขึ้นกอดอกก่อนจะเดินอ้อมมายังด้านหลังของพวกลูกศิษย์ชั่ว
“โอ๊ย!” นางใช้พลังซัดไปที่ขาของลูกศิษย์เหล่านั้นจนล้มลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นสร้างความตกใจให้กับสองอาจารย์เป็นอย่างมาก
“เจ้าทำสิ่งใด!” หลี่จือกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน
“จุ๊ ๆ ใจเย็นก่อนท่านทั้งสอง”
นางกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินกลับมายืนด้านหน้าแล้วใช้พลังทำให้ลูกศิษย์พวกนั้นก้มลงไปกับพื้นในท่าเหมือนคลานสี่ขาแบบที่พวกเขาเคยกลั่นแกล้งให้ตงป๋อเหวินทำ
“ในเมื่อพวกเขากลั่นแกล้งตงป๋อเหวิน บังคับให้คลานสี่ขาเหมือนสุนัข เหยียดหยามความเป็นมนุษย์ของเขาถึงเพียงนี้จะให้ยืนขอโทษเปล่าคงทำไม่ได้ เช่นนั้นก็จงคลานสี่ขาแล้วเอ่ยคำขอโทษตงป๋อเหวินเสีย”
“มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือ!” จางซุนกล่าวอย่างไม่ยินยอม
“งั้นให้เจ้าสำนักตัดสินดีหรือไม่?”
เยี่ยนฟางกระตุกยิ้มเล็กน้อยแต่คำพูดเพียงสั้น ๆ ก็ทำให้ทั้งสองอาจารย์หวาดหวั่นได้เพราะไม่ว่าจะยุคสมัยไหนทุกคนย่อมมีคนที่อยู่สูงกว่าให้ต้องเคารพเชื่อฟังเสมอ สำนักเซียนแบบนี้จะมีใครใหญ่สุดนอกจากเจ้าสำนัก พวกนางที่เป็นอาจารย์ก็แค่พูดใต้บังคับบัญชาเท่านั้น
“พวกเจ้าขอโทษตงป๋อเหวินเสีย”
“ทะ… ท่านอาจารย์”
“ทำ!”
“ขอรับ” เหล่าพวกลูกศิษย์ต่างพากันคลานสี่ขาก่อนจะกล่าวออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ขออภัยด้วยตงป๋อเหวิน!”
“เจ้าพอใจหรือไม่?” เยี่ยนฟางหันไปถามตงป๋อเหวินที่ตอนนี้ยังคงก้มหน้าก้มตาท่าทางประหม่าชัดเจน
“พะ… พอใจขอรับ” เสียงสั่นเครือกล่าวออกมา
“เท่านี้ก็พอแล้วใช่หรือไม่” หลี่จือกล่าว
“ถ้าตงป๋อเหวินพอใจข้าก็พอใจ”
นางยกแขนขึ้นกอดอกด้วยรอยยิ้มถึงแม้ว่านางจะยังไม่สะใจก็ตาม แต่ถ้าตงป๋อเหวินพอใจก็ยอมรับได้อย่างน้อยก็ทำให้พวกเลวพวกนี้ได้รู้จักคำว่าอับอายเสียบ้าง เรื่องคลานสี่ขาขอโทษตงป๋อเหวินคงถูกนินทาออกไปเป็นวงกว้าง ลูกศิษย์กระทำเรื่องไม่ดีผู้คนย่อมตำหนิติเตียนถึงผู้เป็นอาจารย์อยู่แล้ว
“ในเมื่อเรื่องจบแล้วก็แยกย้ายกันเถิดจะมัวมายืนสามัคคีชุมนุมอะไรกันอีก”
“พวกเจ้ากลับไปทบทวนตนเองที่เรือนเดี๋ยวนี้!”
หลี่จือกล่าวกับลูกศิษย์ของตนก่อนจะสะบัดชายอาภรณ์เดินออกไปพร้อมกับจางซุนด้วยท่าทางขุ่นเคืองเสียเต็มประดา แต่ก็ไม่แปลกนักหรอกโดนเหยียดหยามถึงเพียงนี้จะไม่เจ็บแค้นได้อย่างไร
จะโทษผู้ใดได้ในเมื่อตัวเองสั่งสอนลูกศิษย์ได้ไม่ดีเองแทนที่ลูกศิษย์ทำผิดจะลงโทษตักเตือนดันเข้าข้าง มันก็ต้องโดนเช่นนี้แหละ จะได้รู้ว่าคนอย่างเยี่ยนฟางไม่ใช่หมูให้ผู้ใดเชือดง่าย ๆ