Chapter 4
'ยาทาเท้า'
“หมายถึงชอบข้าผู้นี้หรือไม่?”
“ฮะ?”
เยี่ยนฟางทำหน้าเหลอหลาเล็กน้อยกับคำถามของตงป๋อเหวิน ชอบในที่นี้หมายถึงแบบไหนกันล่ะน้องชาย คำถามค่อนข้างกำกวมและไม่ควรตอบอย่างยิ่งเพราะไม่รู้ว่าต้องตอบในส่วนไหนดี โลกนี้มีเทพไหมช่วยส่งใครสักคนลงมาบรรเทาความกระอักกระอ่วนนี้ที
“ท่านอาจารย์!” เสียงสวรรค์ดังขึ้นพร้อมประตูเรือนที่เปิดออก
เย่ไป๋ฉีเดินยิ้มร่าเข้ามาภายในห้องแต่ก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อเห็นว่าอาจารย์ของตนกำลังจับใบหน้าของตงป๋อเหวินอยู่เลยรีบวางถาดยาลงแล้ววิ่งเข้ามาจับมือของอาจารย์ออกจากใบหน้าของเด็กหนุ่ม
“ท่านอาจารย์ไยไปถูกเนื้อต้องตัวเขาเช่นนั้นเจ้าคะ”
“อะ… อ๋อ หน้าเขาเปื้อนฝุ่นข้าจะเช็ดออกให้เฉย ๆ” เยี่ยนฟางรีบหาคำแก้ตัวก่อนจะผละตัวถอยออกมาอย่างเลิ่กลั่กหันมองซ้ายมองขวาเพื่อหาอะไรแก้ความเคอะเขินจึงเห็นถาดยา
“อ๋อใช่ ทายา ต้องทายา” นางรีบเดินมาหยิบถาดยาก่อนจะเดินกลับมาหาตงป๋อเหวินด้วยรอยยิ้ม “มา ๆ มาทายาเสียก่อน”
ตงป๋อเหวินมองใบหน้ารูปงามดั่งเทพธิดาที่ตอนนี้กำลังแย้มยิ้มหวานฉ่ำแต่ก็อดจะทอดถอนใจไม่ได้เพราะเรื่องที่คุยกันค้างไว้ก่อนหน้านี้เขาก็ยังไม่ได้รับคำตอบอะไรเลย ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเยี่ยนฟางชอบเขาหรือไม่
ชอบที่แบบหนุ่มสาวเขาชมชอบกัน
“อันนี้ยาทา มา ๆ ข้าทาให้”
นางหยิบกระปุกยาที่มันมีลักษณะคล้ายขี้ผึ้งขึ้นมาแต่เหมือนจะเหลวกว่าหน่อย มีสีเขียวกลิ่นสมุนไพรชัดเจน นิ้วขาวดั่งหยกป้ายยาลงบนรอยฟกช้ำบนใบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบาแต่เย่ไป๋ฉีกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ทะ… ท่านอาจารย์เจ้าคะ”
“มีอะไรหรือเสี่ยวฉี?” นางหันกลับมามองลูกศิษย์ด้วยรอยยิ้ม
“นะ… นั่น นั่นยาทาเท้าเจ้าค่ะ”
“ฮะ?” ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเล็กน้อยมองกระปุกยาในมือกับใบหน้าของตงป๋อเหวินสลับกัน เขาเองก็ดูตกใจไม่น้อยเหมือนกัน
“เอาน่าไม่เป็นไรหรอก เท้ากับหน้าก็มีเนื้อหนังเหมือนกัน”
“มะ… ไม่เหมือนนะเจ้าคะ ยาทาเท้ามันผสมสมุนไพรแรงกว่าเพราะเท้ามันหนังหนา ไม่เหมือนหน้าคนเราสักหน่อย”
เย่ไป๋ฉียังกล่าวต่อจนเยี่ยนฟางเริ่มเสียความมั่นใจเลยหันไปเอ็ดลูกศิษย์ของตน “แล้วเจ้าจะเอายาทาเท้ามาทำไมเล่า!”
“กะ… ก็ ก็ที่เท้าของตงป๋อเหวินมีแผล เห็นว่ามันรุนแรงจึงนำยาทาเท้ามาเผื่อให้เขาเจ้าค่ะ” เย่ไป๋ฉีเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ก้มหน้าลงต่ำอย่างรู้สึกผิดที่ไม่บอกอาจารย์ก่อนก็ใครมันจะไปคิดว่าอาจารย์จะเอายามาทาเองกัน
เยี่ยนฟางก้มลงมองเท้าของตงป๋อเหวินก็เห็นว่ามันมีบาดแผลจริง ๆ ทั้งที่ใส่รองเท้าแต่ทำไมเท้าถึงได้เลือดออกเหมือนคนไม่เคยใส่รองเท้าเดินกันนะ
“ทำไมเท้าเจ้าถึงมีแผล?”
“ระ… รองเท้าข้ามันเก่าแล้วขอรับ ใส่เดินก็เหมือนไม่ได้ใส่”
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างไม่กล้าสบตาเป็นคนที่ชอบทำท่าทางแบบนี้จริง ๆ สินะ นางถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปจะจับเท้าของเขาแต่เด็กหนุ่มก็ดึงหนี
“ข้าจะใส่ยาให้เจ้า”
“ไม่ต้องขอรับเดี๋ยวข้าใส่เอง แค่ท่านอาจารย์อาเมตตานำยามาให้ข้า ข้าก็ซาบซึ้งใจมากแล้วขอรับ” ตงป๋อเหวินรีบยกมือขึ้นประสานกันก่อนจะก้มหัวลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม
“เจ้าแน่ใจใช่ไหมว่าอันนี้ทาเท้าไม่ผิดกระปุก”
ด้วยความกลัวว่าจะผิดกระปุกผิดสูตรยาอีกเลยเอนตัวไปหาเย่ไป๋ฉีเพื่อให้ดูยาอีกรอบ
“ถูกเจ้าค่ะ ส่วนอันนี้ไว้ทารอยฟกช้ำบนหน้า อันนี้ทาแผลในปาก เจ้าท่องจำให้ดีอย่าหยิบผิดสูตรเพราะยาทาเท้ามันทาหน้าไม่ดีนัก” เย่ไป๋ฉีรีบอธิบายให้ตงป๋อเหวินเข้าใจแต่คำท้ายมันยังไง ๆ อยู่นะลูกรัก
เจ้าจะตอกย้ำข้าหรือไงเสี่ยวฉี!
คนไม่รู้คือคนไม่ผิดนี่ ใครมันจะไปคิดว่ายุคสมัยนี้มันจะแยกยาทาหน้ากับทาเท้าออกจากกันเหมือนยุคสมัยใหม่ เห็นเป็นกระปุกก็นึกว่าเหมือนกันหมดแบบยาสารพัดโรคป้ายตรงไหนหายตรงนั้น
“เอาเถอะ เจ้ากลับไปพักได้แล้วจะมาอยู่เรือนข้าทั้งวันทั้งคืนไม่ได้ ยังไงเจ้าก็เป็นบุรุษและเรือนข้าไม่เคยให้บุรุษเข้ามา”
เยี่ยนฟางรีบลุกขึ้นยืนเพื่อกลับไปวางมาดดั่งอาจารย์เช่นเดิม นางหันตัวเดินมานั่งที่เก้าอี้ก่อนจะมองสำรับอาหารที่ยังไม่ได้กินสักนิด “เสี่ยวฉีเจ้าไปส่งตงป๋อเหวินแล้วไปเปลี่ยนสำรับให้ข้าที น้ำแกงมันอุ่นหมดแล้ว”
“เจ้าค่ะ” เย่ไป๋ฉีรับคำก่อนจะหันมาหาตงป๋อเหวินที่อายุน้อยกว่าตัวเองสัก 2-3 ปีได้
“ไป ลุกขึ้นได้แล้ว เจ้าเป็นบุรุษอย่ามาทำสำออยอ่อนแอนัก บาดแผลแค่นี้ไม่เป็นอะไรมากหรอก”
“ขะ… ขอรับศิษย์พี่”
ตงป๋อเหวินลุกขึ้นยืนก่อนจะหันมาก้มหัวลาเยี่ยนฟาง นางก็โบกสะบัดมือเป็นเชิงให้ออกไปเขาเลยรีบเดินตามเย่ไป๋ฉีออกไปทันที แต่ก็ไม่วายที่จะเสียใจอยู่ลึก ๆ เหมือนกัน มันก็จริงที่เรือนของเยี่ยนฟางเซียนจวินห้ามบุรุษเข้า แต่ก็มีบุคคลที่ได้รับการยกเว้นนั่นก็คือฉีชิงหมิงอาจารย์ของเขาเอง อาจารย์เข้าออกเรือนนี้แทบทุกวัน
จนลูกศิษย์ภายในสำนักต่างติฉินนินทาว่าพวกเขามีความสัมพันธ์มากกว่าพี่น้องร่วมสาบาน
หรือว่ามันจะเป็นความจริงกันนะ ทำไมเขาถึงอยู่ที่เรือนนี้ไม่ได้ ทำไมเข้าออกไม่ได้ แต่อาจารย์กลับทำได้ตามใจชอบ แล้วทำไมสิทธิ์นั้นตงป๋อเหวินคนนี้ไม่ได้รับบ้าง ทำไมต้องมีแต่ฉีชิงหมิงผู้เดียว เขาเคารพอาจารย์เหนือหัวแต่พอเป็นเรื่องของเยี่ยนฟางกลับรู้สึกอิจฉาเสียจนบางทีก็อยากขุดอาจารย์ขึ้นมาจากหลุมเพื่อพูดเรื่องนี้ให้รู้เรื่องเหมือนกัน
เยี่ยนฟางถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินมายังหน้าต่างเพื่อมองตงป๋อเหวินที่กำลังเดินขากะเผลกตามหลังเย่ไป๋ฉีต้อย ๆ แม้นแต่ลูกศิษย์ของนางก็ไม่ได้ชมชอบเขานักหรอก สายตาของเย่ไป๋ฉีแสดงออกชัดเจนว่ารังเกียจเดียดฉันท์เขาไม่ต่างจากผู้อื่น
ถ้าตามนิยายที่อ่านมาครึ่งเรื่องแล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนอกจากความเป็นมาของตัวละคร เหตุการณ์ที่ฉีชิงหมิงตาย ความวุ่นวายภายในสำนักที่เกิดหลังจากฉีชิงหมิงตาย ส่วนเหตุการณ์ที่มันลึกมากกว่านั้นคงน่าจะอยู่ครึ่งหลังซึ่งนางยังอ่านไม่จบ
ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ!
มันอยู่ตรงที่ว่าครึ่งหลังมันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ร้ายแรงขนาดไหน นางก็ไม่สามารถรับรู้ได้เลยได้แต่คาดเดาไปเท่านั้น
นางเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ก่อนจะเทน้ำลงไปบนจานฝนหมึกเพื่อทำน้ำหมึกในการเขียน พู่กันแตะลงบนหมึกสีดำขลับแล้ววาดมันลงบนแผ่นกระดาษที่ทำจากเยื่อไผ่ กระดาษแบบนี้ถ้าไม่ถูกไฟเผาไม่โดนความชื้นก็อยู่ได้หลายร้อยปีเลยนะ จารึกที่ยังเหลือรอดมาถึงปัจจุบันให้ผู้คนได้รู้ว่าอดีตเป็นเช่นใดก็เขียนลงบนกระดาษเหล่านี้แหละ
ชื่อของฉีชิงหมิงถูกเขียนลงกลางกระดาษ การตายของเขานางคิดว่ามีเงื่อนงำ ฉีชิงหมิงอยู่ในขั้นตี้เซียน เก่งกาจและมีฝีมือมากขนาดนั้นไยถึงตายง่าย ๆ เพียงแค่ออกไปปราบปีศาจเท่านั้น การตายของเขาทำให้เจ้าสำนักเสียใจมากและปิดด่านบำเพ็ญตนไม่ออกมาพบปะผู้คนอีก เลยทำให้หลี่จือขึ้นมาเป็นใหญ่ในสำนักเพราะเขาเป็นลูกชายของเจ้าสำนัก
มองยังไงก็มีเงื่อนงำ ที่ไม่ใช่เงี่ยนงำ
“แต่อุตส่าห์ทะลุมิติเข้ามาที่นี่ อุตส่าห์ได้มีชีวิตใหม่อีกครั้งทำไมจะต้องไปสืบคดีอะไรด้วย ข้าควรใช้ชีวิตให้มีความสุขออกท่องยุทธภพหาของกินอร่อย ๆ ไม่ใช่หรือไง ใครจะเป็นจะตายก็ช่างเถอะ”
นางทิ้งตัวลงนอนบนพื้นแล้วมองไปยังหน้าต่างที่กำลังมีนกตัวหนึ่งเกาะอยู่ แต่เพราะนางทำเสียงดังจนเกินไปมันถึงได้บินหนีไป เห็นแล้วก็อยากใช้ชีวิตอิสระแบบนกอยากจะไปที่ไหนก็แค่กระพือปีกแล้วโบยบินบนท้องฟ้ากว้างใหญ่ มองโลกจากเบื้องบนที่สูงที่สุด มองผู้คนแล้วความเป็นไปของทุกสรรพสิ่งบนพื้นดิน
ตอนที่อยู่ในยุคปัจจุบันก่อนจะทะลุนิติมาที่นี่ นางป่วยเป็นโรคมะเร็งชีวิตต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น มันทำให้ไม่สามารถไปเที่ยวที่ไหนได้ สถานที่ที่เห็นมากที่สุดก็คงเป็นห้องในบ้านกับห้องของโรงพยาบาลเท่านั้น แม้แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตจะร้องขอออกไปเที่ยวเพื่อหวังจะเห็นโลกเป็นครั้งสุดท้ายยังไม่ได้เลยสุดท้ายก็ตายลงแบบไร้อิสระ
มันก็คงไม่แปลกเท่าไหร่นักหรอกที่นางจะอยากใช้ชีวิตยังสงบสุขและมีอิสระในโลกใบนี้ โลกของนิยายที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีตอนจบยังไง