تسجيل الدخولจิงหว่านหรงไม่เคยคิดว่าเพียงแค่ช่วยคนจรจัดคนนึงไม่ให้ถูกรถชน จะทำให้เธอทะลุมิติมายังดินแดนใหม่ในยุคโบราณ ความแห้งแล้งกันดาร ไม่น่ากลัวเท่า…การแย่งชิงดีกันในหมู่ญาติของสามี!! “อ่า ท่านเป็นสามีข้า คนที่กำลังถูก..พี่สะใภ้ไล่ออกจากบ้านงั้นสินะ!!” ท่าทางเงอะงะของบุรุษที่ทำอะไรไม่ถูก ทำนางทดท้อ “ไล่มาก็ไล่กลับเซ่!! ยืนบื้อให้เขาทำฝ่ายเดียวทำไม หากเจ้าไม่กล้า ข้าออกหน้าให้เอง!!”
عرض المزيد“หลบไปรถเบรคแตก!! หลบบบ” เสียงตะโกนโวยวายบนถนนในชนบท ทำคนที่กำลังจับจ่ายซื้อของหนีกันจ้าละหวั่น จิงหว่านหรงที่ทำงานเป็นหน่วยรบพิเศษในเขตหยางชุน มองชาวบ้านที่หนีตายอลม่าน ก่อนสายตาจะปะทะเข้ากับร่างผอมแห้งของชายชราที่นั่งขายผักเหี่ยวๆแล้วเบิกตากว้าง
“ช่วยเขา!! ช่วยเขา!!” แม้ตะโกนสั่งให้ลูกน้องที่อยู่ใกล้ที่สุดช่วย แต่ทุกคนก็ยังอยู่ในอาการตื่นตะหนก เท้าของพวกเขาไม่ขับสักนิด!! พรึบ!! “อัก!!” ปึง!! ทุกอย่างที่เคยวุ่นวายบัดนี้เงียบกริบ คนที่เป็นกำลังสำคัญของกองทัพกำลังใช้สมองสำรวจหาอาการเจ็บปวดจากแรงกระแทกของรถคันนั้น แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร เธอก็พบเพียงอาการร้อนรุ่มตามลำตัวคล้ายเป็นไข้ มาพร้อมอาการแสบขัดที่ลำคอ ปึงๆ “คนบ้านสาม!! เหตุใดจึงไม่ลุกมาหุงหาอาหาร ไม่อยากทำก็ไสหัวออกไป!! ข้าชักจะเหลืออดกับพวกแกแล้วจริงๆ” เสียงโวยวายจากที่ใกล้ๆ ทำจิงหว่านหรงพยายามลืมตา แต่ยากลำบากนัก!! ก่อนจะมีความทรงจำบางอย่างไหลบ่าเข้ามาดั่งสายน้ำ “นี่มัน…อะไรกัน!!” ภาพเด็กสาวและเด็กหนุ่มที่โดนจับคลุมถุงชน มีสีหน้าเบื่อหน่ายโชคชะตามากที่สุด หลังแต่งงานก็อยู่กันแบบเงียบเฉียบ คนเป็นสามีแม้ที่บ้านยากจน แต่ยังพอมีแรงหากินก็ยังพยายามส่งเสียให้ไปศึกษาเล่าเรียนถึงในเมืองหลวง 4-5เดือนจึงจะกลับมาเจอกันที ส่วนคนเป็นภรรยานั้น อยู่บ้านแม่สามีทำงานปรนนิบัติทุกคนเสมือนเป็นลูกสาวคนนึง พ่อแม่สามีนั้นดีด้วยไม่น้อย ผิดแต่พี่สะใภ้คนโตและคนรองที่หาเรื่องใช้งานและกลั่นแกล้งสาระพัด จนเมื่ออาทิตย์ก่อน พ่อแม่สามีไปเก็บสมุนไพร กลับเจอพายุลูกใหญ่พัดกระหน่ำ แรงลมแรงฝนทำให้มองไม่เห็นทาง ทั้งคู่ตกจากหน้าผา กว่าจะเจอศพก็ผ่านไปหลายวัน และพึ่งจะจัดการฝังไปไม่นาน ลูกชายคนเล็กที่ได้ข่าวรีบกลับมาบ้านทันที แต่ต้องพบกับความจริงที่น่าปวดใจว่า…เขาถูกพี่ๆยึดมรดกไปโดยไม่เอ่ยถามสักคำ ตอนนี้เมียที่ทำงานแทนพ่อแม่สามีก็ป่วยไข้จนเหมือนคนตายไปแล้ว นอนอยู่ในห้องเก็นฟืนเย็นชื้นและเหม็นอับอย่างน่าอดสู “อ่า ทะลุมิติสินะ” ดวงตากลมโตลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง มองบุรุษที่สวมอาภรณ์สีน้ำเงินยืนอยู่หน้าประตู โดยมีพี่สะใภ้ใหญ่ตะโกนด่าทอไม่เว้นวรรค “ดีเลย!! ทะลุมิติมาก็เครียดได้ที่เลย ฉันจะระบายอารมณ์กับยัยป้านี่เอง!!” คนที่นอนเป็นผักมา2วันเต็มๆ ลุกขึ้นช้าๆ ก่อนจะบิดตัวยืดเส้นยืดสาย สายตาสาดส่องหาท่อนฟืนขนาดเหมาะมือก่อนเดินไปเงียบๆด้วยฝีเท้าที่เบาที่สุด “โม่หยวน นายถอยออกไปหน่อย” เสียงแหบพล่าทำบุรุษผู้นั้นตกใจ หันมามองนางอย่างตกตะลึง แต่นางกลับไม่สนสีหน้าที่ตื่นเต้นนั้น พุ่งตัวเข้าไปหา หลินหว่าน พี่สะใภ้ใหญ่ด้วยความเร็ว ท่อนฟืนขนาดพอดีมือฟาดลงบนหม้อดินเผาที่มีน้ำร้อนอยู่เต็มนั้นจนแตกกระจาย เพล้ง!! ”ว๊ายยยย“ เสียงกรีดร้องในยามเข้ามืดแบบนี้ทำหลายบ้านเปิดประตูกันพรึบพรับ ”พี่สะใภ้ใหญ่เมื่อครู่ข้าเห็นตะขาบไต่หม้อเลยรีบตีมันก่อนพี่สะใภ้จะเจ็บตัว แย่แล้ว ลำบากท่านแล้วจริงๆ“ คนที่โดนน้ำร้อนลวกทั้งมือและเท้าร้องไห้โอดครวญที่พื้น ก่อนที่ร่างหนาของพี่ชายคนโตจะวิ่งออกมาจากเรือนนอนใหญ่ ”หว่านหว่าน เจ้าเจ็บตรงไหน? สะใภ้สามเจ้าทำสิ่งใด!!“ นางทิ้งไม้ลงที่พื้นสุดแรง มันกระแทกลงเท้าพี่ชายสามีเข้าเต็มๆ ”อ๊ากกกก“ ”โอ๊ะ พี่ใหญ่ ท่านเสียงดังจนข้าตกใจ เมื่อครู่ข้าเห็นตะขาบสัตว์มีพิษไต่ที่หม้อต้มน้ำข้าจึงยกไม้มาตีมัน แต่ลืมไปว่าหม้อนี้บอบบางนัก ข้าต้องขอโทษพวกท่านจริงๆ“ ท่าทางสำนึกผิดของนาง ทำคนอื่นเอ่ยปากไม่ออก ตุบ! นางคุกเข่าลงก่อนดึงมือพี่สะใภ้ที่แดงเถือกออกมาจับ ใช้ชุดเก่าๆขาดๆที่เป็นผ้าหยาบของนางถูที่บาดแผลสุดแรง ”แย่จริงๆ มือท่านคงเจ็บไม่น้อย ข้าจะช่วยพี่สะใภ้เอง“ นางดึงชายเสื้อตัวเองมาห่อบนมืออวบอ้วนนั้นก่อนจะถูไปมา ยิ่งสร้างความเจ็บแสบอย่างสาหัส ”พะ พอ พอแล้วๆ อ๊ายยย“ นางทั้งดึงทั้งขย้ำอยู่ในท่าทีรนราน ก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้เข่าของนางกดลงบนท่อนไม้ที่วางพลาดบนเท้าพี่สามีเต็มๆ ”อ๊ากกกก“ ความชุลมุลเกิดขึ้น กินเวลานานพอควร นางพอใจแล้วกับการแก้นแค้นแทนร่างเดิมเล็กๆน้อยๆนี้จึงแสร้งร้องไห้ออกมา เมื่อบ้านพี่ชายรองวิ่งมาด้วยท่าทางตื่นตะหนกและแยกนางออก ”ฮึก เป็นข้าที่ซุ่มซ่าม ขอโทษที่ชายกับพี่สะใภ้ใหญ่จริงๆเจ้าค่ะ“ นางมองท่าทางเครียดแค้นนั้นก่อนยิ้มเยาะ ”รีบไปหาหมอเถอะ“ พี่ชายคนรองกล่อมให้ทุกคนพากันไปหาหมอ ”หว่านหรง เจ้าสำนึกผิดอยู่ที่นี่ แล้วข้าจะกลับมาจัดการเจ้า!!“จบคำพูดของหว่านหรง โม่หยวนกลับมีแรงฮึดที่จะสู้ขึ้นมาต่อ ทั้งคู่เดินเข้าไปในบ้านของผู้นำหมู่บ้าน ก่อนจะเอยเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง“ข้าเองก็คิดอยู่ว่าเจ้าจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร วันนี้เห็นเจ้าพูดเรื่องนี้เสียที ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย วางใจเถอะเรื่องนี้ข้าจะจัดการให้” ผู้ใหญ่บ้านสกุลมิ่งผู้นี้เป็นสหายกับบิดาเขามานานแล้ว รู้จักนิสัยของพี่น้องเขาดีและยังเป็นคนไปแจ้งข่าวการตายของพ่อแม่เขาด้วยตัวเอง เขาจึงวางใจหากได้ท่านลุงมิ่งมาช่วยจัดการเรื่องในบ้าน“เช่นนั้นข้ากับหว่านหรงจะไปเชิญท่านลุงผู้นำตระกูล มาช่วยเป็นพยายานอีกแรงขอรับ!!” “ไปเถอะ ข้าต้องเตรียมของบางอย่างไปด้วย แล้วจะไปรอที่ลานบ้านจิง“ ”ขอบคุณขอรับ“ เขาเดินออกมาหลังพูดคุยเสร็จ เห็นคนเป็นภรรยาอย่างหว่านหรงกำลังนั่งเท้าคางมองเด็กวัย2หนาวอยู่ที่หน้าประตูก็นึกแปลกใจ จึงเดินเข้าไปถาม”เหตุใด เจ้าจึงมองเด็กเช่นนั้น“ นางมองเฉยๆไม่ได้หยอกล้อ และไม่ได้กลั่นแกล้ง ส่วนเด็กน้อยนั่น น่าจะเป็นหลานของท่านลุงมิ่งกัดหมั่นโถวไปด้วยจ้องหน้านางไปด้วยเช่นกัน”ข้าแค่สงสัย เด็กวัยนี้…เหตุใดจึงไม่ถูกเลี้ยงดูอย่างดี“ หากเป็นหลานของนางที่อยู่โลกเดิม ปู่ย
“หากไม่สงสารตัวเจ้าเองก็จงสงสารภรรยาของเจ้าเถิด นางมิควรได้ใช้ชีวิตปกติเฉกเช่นคนอื่นงั้นหรือ” คำพูดของสตรีสูงอายุผู้นั้นทำชายหนุ่มอย่างจิงโม่หยวนฉุกคิด เขาไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย มีภรรยาแล้ว และควรปกป้องนาง“ขอบพระคุณท่านยายกุ่ยขอรับ เช่นนั้นข้าต้องขอตัวไปหาท่านลุงผู้ใหญ่บ้านเสียก่อน” เขาเดินจูงมือนางให้ตามไปเส้นทางในหมู่บ้านนั้นไม่ได้เป็นถนนราบเรียบ เป็นเพียงดินแห้ง มีหลุมบ่อบ้าง คาดการณ์ว่าอาจเกิดจากฝนตกและพายุที่เพิ่งผ่านพ้น บางช่วงบางตอนยังมีดินโคลน เละจนเดินผ่านแทบไม่ไหว มือหนากุมมือนางเอาไว้แน่นหนัก ประคองไว้ตลอดทางเพราะกลัวว่านางจะล้มหรือลื่นไถลจนเจ็บตัว“เจ้าจับมือข้าแน่นเกินไปเกินไปแล้ว” เมื่อเห็นว่าตอนนี้เขามีจุดมุ่งหมายอะไร และคงคิดวกวนจนลืมตัว นางจึงต้องเอ่ยเบาๆ เพื่อดึงสติ ด้วยเกรงว่าจิงโม่หยวนจะคิดมากจนเกินไป“ทางด้านหน้านี้ทั้งลาดและชัน แถมยังลื่นจากฝนตกหนัก ข้าจับเจ้าเอาไว้ย่อมดีกว่า” นางมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาและอ่อนเยาว์ หวนนึกถึงในช่วงชีวิตของโลกเดิม นางไม่เคยได้ใช้ชีวิตเฉกเช่นวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป เพราะถูกบิดาบังคับให้เข้ารับการฝึกทหารอย่างแข็งขัน ตั้งแต่อายุเพียง
ดวงตากลมโตกรอกล่อกแล่กไปมา ใช้ความคิดในสมองอย่างหนัก จนสุดท้ายก็ยอมพยักหน้า“ก็เพียงแค่เคยเห็นผ่านๆ แต่ข้าไม่เคยได้พกเงินพวกนี้อยู่แล้ว เงินค่าสินสอดที่บ้านท่านมอบให้ ท่านแม่ของข้าก็เอาไปหมด สินเดิมของข้ามีเพียงปิ่นเงินที่อยู่บนหัวที่มารดาของข้ามอบให้ไว้ก็เท่านั้น” จิงโม่หยวนเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อ และเขาเองก็เห็นมากับตาว่าตอนที่นางมานางมีเพียงผ้าห่มที่รอยปะชุนเต็มผืน1ผืน และปิ่นปักที่ติดตัวมาเท่านั้น“จากนี้เงินนี่เป็นของเจ้าแล้ว หากเจ้าอยากใช้สิ่งใดก็เอาไปใช้เถิด มีทั้งหมด 300 อีแปะ หรือว่าเจ้าอาจจะเอาไปไว้เป็นทุนรอนในภายภาคหน้าก็ย่อมได้“ เขายืนมันให้นางเก็บเอาไว้”ท่านแม่บอกที่ซ่อนแก่เจ้า นั่นแปลว่าท่านตั้งใจจะมอบมันให้เจ้าแล้ว” ฝ่ามือกนาลูบลงบนหัวนางคล้ายเอ็นดูเหลือแสน ท่าทางอ่อนโยนที่เขาแสดงออก ทำเอาสตรีที่ไม่เคยได้รับการปฏิบัติที่ดีเช่นนี้จากโลกเดิมถึงกับทำตัวไม่ถูกนางกอดกล่องไม้ที่บรรจุเงินเอาไว้แน่น ก่อนจะคิดอะไรบางอย่างออก รีบเอาเงินและทองพวกนั้นยื่นไปให้เค้า“ฝากท่านเอาไว้ก่อนอย่างน้อย คนพวกนี้จะต้องค้นตัวข้าแน่นอน เอ่อ…ท่านมีที่ซ่อนที่ดีกว่านี้หรือไม่” หากคนพวกน
นางพูดตามความทรงจำของร่างเดิม จิงโม่หยวนไม่ได้คิดว่านางล้อเล่น เพียงแต่เขาแปลกใจนิดหน่อย“ทั้งๆที่ท่านแม่เป็นคนไปสู่ขอเจ้าด้วยตัวเอง แล้วเหตุใดจึงคิดว่าจะมีวันที่เจ้ากับข้าจะเลิกกันเล่า ทั้งยังเตรียมเงินไว้ให้เจ้าอีก!!” นางยกมือขึ้นกอดอกก่อนจะถอนหายใจ“เพราะข้าเป็นเพียงสตรีบ้านนอก วันหน้าหากเจ้าได้เป็นจอหงวนได้รับราชการใหญ่โต อาจจะมีสตรีที่บ้านรวย หรืออาจจะเป็นคุณหนูบุตรสาวข้าราชการชั้นสูงเข้ามาให้ท่านเลือก และเพื่อหน้าที่การงานที่จะนำพาหนุนนำให้ท่านได้เป็นใหญ่เป็นโต ข้าจะได้ไม่ต้องอยู่ขวางทางท่านอย่างไรเล่า” จิงโม่หยวน ไม่เคยคิดว่าบิดามารดามีความคิดเช่นนี้ เพราะก่อนหน้านี้ดูอย่างไรเขาก็เห็นเพียงแต่ความเอ็นดูที่มารดาเขามีต่อสะใภ้คนเล็ก“แล้วเจ้ามิน้อยใจหรือที่มารดาข้า…ดูถูกเจ้าถึงเพียงนั้น เหมือนกับหลอกเจ้ามาแต่งงานให้เป็นเพียงสตรีที่คอยดูแลสามี เมื่อถึงวันที่คนเป็นสามีได้ดิบได้ดี เจ้าก็ต้องเป็นคนที่หลีกทางออกไป” จนถึงเวลานี้จิงหว่านหรงเชื่อแล้วว่า จิงโม่หยวนเป็นคนฉลาด เขาใช้วิธีคิดและพูดจากการไตร่ตรองมาแล้วอย่างดี ถึงจะเอ่ยคำคำนึงออกมา ไม่ใช่พูดตามที่ใจคิดและไร้สติเพียงแค่มีโทสะ“ไ

















