Masukหน้าอกของลู่เจวี๋ยกระเพื่อมขึ้นลง เขาหันไปมองเจียงถิง “คุณก็ยืนดูเฉย ๆ แล้วปล่อยให้เขาหนีไปงั้นเหรอ?”เจียงถิงเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา “นายขวางเขาไว้ได้หรือไง?”เขาเอาชนะมู่หัวเย่ได้จริง แต่ถ้าเจ้างูนั่นคิดจะหนี ก็ไม่มีใครขวางไว้ได้ รวมถึงตัวเขาเองด้วยลู่เจวี๋ยถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะฝีมือของมู่หัวเย่สูสีกับเจียงถิง หากสู้กันตัวต่อตัว เขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมู่หัวเย่จริง ๆเขากัดฟันอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะปีนผ่านหน้าต่างเข้าไปทันทีทันทีที่เท้าแตะพื้น ก็ได้ยินเจียงถิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“ฝีมือนายตกลงนะ พอหมดวันหยุดแต่งงานแล้ว ปริมาณการฝึกเพิ่มเป็นสองเท่า”ลู่เจวี๋ย “???”เจียงจือเซี่ย “……”……มู่หัวเย่เดินเอื่อย ๆ กลับไปยังเขตรับรองที่ใช้กักตัวเขาไว้เขาไม่ได้ว่างจนไม่มีอะไรทำ ถึงได้ไปแอบดูเจียงจือเซี่ยใกล้ชิดกับเพศผู้ เขามีธุระสำคัญจริง ๆรวมครั้งนี้ เขาปะทะกับลู่เจวี๋ยมาแล้วสองครั้ง จึงมั่นใจอย่างมากว่าพลังจิตของลู่เจวี๋ยเพิ่งเลื่อนขึ้นเป็นระดับ SSเจียงจือเซี่ยทำได้ยังไงกัน?เขาก้มหน้าลูบหน้าอกของตัวเองเดิมทีเขาตั้งใจจะถามเรื่องนี้ และถือโอกาสบอกเจียงจือเซี่ยว่า
เดิมทีเจียงถิงก็อึดอัดใจอยู่แล้วที่ต้องแยกจากกันอีกครั้งแต่พอเห็นเธอซุกอยู่ในอ้อมกอดของเขาด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์ ความหงุดหงิดกลับลดลงไปไม่น้อย“ฉันจะรีบกลับมา” เขาปลอบเธอเสียงเบาเจียงจือเซี่ยตอบรับเสียงอู้อี้อย่างหงอย ๆ “พี่ระวังตัวด้วยนะ”การทำสงครามเป็นเรื่องใหญ่ เธอจะเอาแต่ใจในเรื่องนี้ได้ยังไงกันเจียงถิงไม่ตอบ นิ้วมือลูบแผ่นหลังของเธอเบา ๆ แต่ในใจกำลังคิดถึงอีกเรื่องหนึ่งลู่เจวี๋ยเป็นระดับ SS แล้ว หากผ่านศึกหนักอีกสักไม่กี่ครั้ง ก็จะสามารถรับผิดชอบภารกิจได้ด้วยตัวเองอย่างเต็มตัวต้องรีบผลักดันเขาขึ้นไป ต่อไปถ้ามีเรื่องแบบนี้ก็โยนให้เขาจัดการแทนแบบนี้เขาจะได้มีเวลาอยู่กับเจียงจือเซี่ยดี ๆ แถมยังส่งเจ้าลูกหมาป่าคนโปรดนั่นไปให้พ้นทางได้ด้วยยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวพอดีหลังคิดแผนเสร็จ เขาก็ก้มหน้าหมายจะขอจูบสักครั้ง เพื่อชดเชยความอัดอั้นที่เปิดเผยชาติกำเนิดไม่ได้ จนต้องคอยวางแผนเล่นงานตัวจริงเหมือนตัวเองเป็นคนรักลับ ๆจู่ ๆ แววตาของเขาก็ขรึมลงเขาเงยหน้าขึ้นทันที จ้องเขม็งไปนอกหน้าต่าง “ไสหัวออกมา!”พลังจิตแผ่ออกไปในพริบตา แฝงแรงโจมตีพุ่งตรงเข้าใส่กลิ่นอายที่แผ่ออกมา
มู่หัวเย่เองไม่ยอมไป ทูตจากสหพันธรัฐก็จนปัญญาเขาร้อนใจอยากกลับไปถามว่าผู้นำจะเอาอย่างไร แม้แต่ตอนกล่าวขอตัวยังพูดติด ๆ ขัด ๆ ก่อนจะหนีไปอย่างลนลานมู่หัวเย่ยักไหล่อย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่ได้ใส่ใจอะไร ก่อนจะถูกคุมตัวกลับไปอีกครั้งทันทีที่ทูตจากสหพันธรัฐกลับถึงสถานทูต เขาก็เข้ารหัสข้อความและส่งกลับไปยังสหพันธรัฐทันทีครู่ต่อมา“ปัง——”ผู้นำสหพันธรัฐอ่านรายงานลับจบก็โกรธจนหน้าเขียวคล้ำ ยกมือตบโต๊ะจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ“ไอ้สารเลวนั่น! จะเอาแต่ใจทำตามอำเภอใจไปถึงเมื่อไหร่กัน?!”เขาคิดไม่เข้าใจจริง ๆ ตอนเด็กมู่หัวเย่ยังเป็นคนหัวอ่อนที่ควบคุมได้ง่าย แถมกรุ๊ปเลือดยังเข้ากับลูกชายของเขาที่ร่างกายบกพร่องแต่กำเนิดพอดี เขาถึงรับมาเลี้ยงไว้เป็นคลังอวัยวะสำรองแต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เจ้าคนบ้านี่ก็เหมือนจู่ ๆ จะเลิกไว้หน้าใคร ก่อเรื่องจนทั่วทั้งสหพันธรัฐอยู่ไม่เป็นสุขที่สำคัญกว่านั้น พอเขารู้ตัวและคิดจะจัดการมู่หัวเย่ กลับพบว่าอำนาจทางทหารกว่าครึ่งของสหพันธรัฐอยู่ในกำมือของอีกฝ่ายแล้ว!พูดตามตรง ถ้ามู่หัวเย่เชื่อฟังและภักดี เขาก็ไม่รังเกียจที่จะมีลูกชายดี ๆ เพิ่มอีกคนแต่มู่หัวเย่ก็เ
มู่หัวเย่เป็นพวกดื้อหัวชนฝาเจียงจือเซี่ยถามเท่าไรก็ไม่ได้คำตอบ จึงสรุปในใจด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนหันหลังเดินจากไปแต่มีเรื่องหนึ่งที่แน่ใจได้แล้ว——มู่หัวเย่มีแต่ความเกลียดชังต่อเจียงเหลียนล้วน ๆ“องค์หญิง คุณไม่จำเป็นต้องรู้มากนัก ตอนนั้นคุณตายเร็วเกินไป ผมบอกได้แค่ว่า หลังจากคุณ คนต่อไปที่ถูกความเห็นแก่ตัวและเสแสร้งของเธอทำให้ตาย ก็คือผม”เจียงจือเซี่ย “……”ไม่แปลกที่เจ้าหนุ่มซื่อบื้อไร้เดียงสาในเนื้อเรื่อง จะพัฒนากลายเป็นเจ้าคนโกหกตัวน้อยที่ความบ้าคลั่งเต็มขั้นแบบนี้ดูเหมือนบทของเขาจะเกิดขึ้นหลังตอนจบของเนื้อเรื่องเดิม?เจียงจือเซี่ยแอบกลับตำหนักนอน ในใจยังคิดอยู่ว่า ต้องลองตะล่อมถามมู่หัวเย่ดูว่าเนื้อเรื่องหลังจากนั้นเป็นยังไงวันต่อมา ภายในท้องพระโรงของวังหลวง บรรยากาศตึงเครียดรอไม่นาน ทูตที่สหพันธรัฐส่งมาในครั้งนี้ก็เดินตามผู้ติดตามเข้ามาภายนอกทูตดูสำรวมและวางตัวเหมาะสม แต่ในใจกลับร้อนรนสุด ๆเขาเองก็ฝืนใจมารับคนเหมือนกันเหตุการณ์ที่มู่หัวเย่สังหารหมู่เหล่าดยุกฝ่ายหนึ่งในสหพันธรัฐเมื่อไม่นานมานี้ สร้างความหวาดผวาฝังใจให้เหล่าผู้นำระดับสูงของสหพันธรัฐอย่างหนักคน
เธอพูดถูก พิธีนี้จะเลื่อนออกไปอีกไม่ได้แล้ว“รอส่งคนจากสหพันธรัฐพวกนี้กลับไปก่อน แล้วค่อยกำหนดวัน”เขาไม่พูดอะไรอีก ค่อย ๆ หลับตา ปลดปล่อยพลังจิตออกมาพันเกี่ยวร่างเพศเมียอย่างแผ่วเบาเจียงจือเซี่ยสัมผัสได้ถึงพลังจิตที่เข้ามาใกล้ จึงปลดปล่อยพลังจิตของตัวเองออกไปปลอบประโลมการเกี่ยวกระหวัดของพลังจิต คือการแสดงความครอบครองและความใกล้ชิดที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด……ตอนกลางคืน เจียงจือเซี่ยอาศัยว่าตัวเองปวดเอวปวดหลัง ยืนกรานอย่างเต็มปากเต็มคำว่าจะแยกห้องนอนกับลู่เจวี๋ยหนึ่งคืนเจ้าหมาป่าตัวใหญ่ยังอาลัยอาวรณ์ เดินไปนิดเดียวก็หันกลับมามองแล้วมองอีก กว่าจะกล่อมให้กลับไปได้จากนั้นเธอก็แอบย่องไปทางคุกใต้ดินองครักษ์ที่เฝ้าอยู่เห็นเธอ ก็คิดว่าเป็นคำสั่งขององค์ชายใหญ่ จึงเพียงส่งคนติดตามองค์หญิงไปจนถึงส่วนลึกสุดของคุกหน้าห้องขัง เจียงจือเซี่ยสั่งให้องครักษ์ถอยออกไป แล้วมองเข้าไปด้านในภายในกำแพงกั้นโปร่งใส มู่หัวเย่ยังคงพิงกำแพงราวกับหลับอยู่ ที่ข้อมือมีร่องรอยถูกพันแผลเพิ่มขึ้นมาเสื้อผ้าบนตัวถูกเปลี่ยนแล้ว เส้นผมก็ถูกจัดจนเรียบลื่น ปล่อยสยายอยู่บนบ่า……ทั้งที่เป็นนักโทษแท้ ๆ ทำไมถึงด
ซูเฉินมาที่วังหลวงเพราะหลายโครงการที่ร่วมมือกับกองทัพประสบความสำเร็จอย่างมาก เขาจึงมารายงานต่อราชวงศ์ด้วยตัวเองดังนั้นเขาจึงได้แต่ข่มความปรารถนาไว้ จูบปลายนิ้วขององค์หญิงอย่างสุภาพและสำรวมเช่นเคย ก่อนลุกขึ้นจากไปอย่างสงบนิ่ง“องค์หญิง งั้นผมขอไปหารือกับราชินีเพศเมียก่อน แล้วค่อยมาหาองค์หญิงทีหลัง ได้ไหมครับ?”เจียงจือเซี่ย “...”ถูกจับได้เหมือนกันแท้ ๆ นายชิ่งไปแล้ว แล้วฉันจะทำยังไงล่ะ?จะทำยังไงได้ เธอได้แต่พยักหน้าหลังซูเฉินจากไป เจียงถิงก็อดหรี่ตาลงไม่ได้เสแสร้งตอนนี้ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ แล้วใครกันที่ครั้งก่อนควบคุมตัวเองไม่อยู่ ทั้งขบทั้งจูบจนทิ้งรอยไว้เต็มคอเพศเมีย?เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเจียงจือเซี่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนรวบเอวเธอไว้เขาก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อดมกลิ่น ก่อนขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ“ตัวเธอมีแต่กลิ่นของเขา”เจียงจือเซี่ยถึงกับพูดไม่ออกเธอเพิ่งอยู่กับซูเฉินไม่กี่นาทีเอง จะมีกลิ่นติดมาได้ยังไง?อีกอย่าง ต่อให้มีกลิ่น กลิ่นที่ติดตัวเธอแรงที่สุดก็น่าจะเป็น...กลิ่นของลู่เจวี๋ยเมื่อเห็นแววตาเย็นเยียบของเจียงถิง เธอก็แอบให้กำลังใจตัวเองในใจเธอเป็นเพศเมีย! เป็







