Partager

บทที่5 หานเผยหนิง

last update Date de publication: 2024-12-09 12:42:48

กัวเหม่ยอิงมองปากทางเข้าอำเภออย่างตื่นเต้น วันนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เข้าอำเภอ แต่ก็ไม่เชิงว่าเป็นครั้งแรกเพราะกัวเหม่ยอิงคนก่อนก็เคยเข้ามาอยู่ในอำเภอเพราะมาเรียน แต่ถ้าถามถึงเธอ เธอเพิ่งเคยมาครั้งแรก

“พี่สะใภ้จะไปสหกรณ์เลยไหมคะ” เป็นสะใภ้รองที่ถามขึ้นมา

“เดี๋ยวพี่จะไปทำธุระก่อน อีกสักพักจะตามไปที่สหกรณ์” พี่ใหญ่กัวว่า

เพราะกัวเหม่ยอิงอยากซื้อของไปตุนเอาไว้ก็เลยให้สะใภ้รองมาช่วย ส่วนพี่ใหญ่จะเข้าอำเภอพอดี พวกเธอจึงเช่าเกวียนคนในหมู่บ้านออกมา

ส่วนเสี่ยวลู่น้อยก็เป็นแม่กัวที่กัวเหม่ยอิงไปขอร้องให้มาช่วยเลี้ยงลูกสาวระหว่างเข้าอำเภอกับฝากดูแลแม่สามีด้วยซึ่งแม่กัวก็ไม่ปฎิเสธ

“เราจะเดินดูรอบ ๆ ก่อน เดี๋ยวไปเจอกันที่สหกรณ์เลยก็ได้ค่ะ” ประโยคแรกบอกผู้เป็นน้องสะใภ้ ส่วนประโยคต่อมาเธอหันไปตอบพี่ชาย

“ได้” พี่ใหญ่กัวพยักหน้าพร้อมกับหันไปลากเกวียนวัวเดินห่างออกไป

กัวเหม่ยอิงหันมองรอบ ๆ ก่อนจะเดินนำสะใภ้รองเดินเข้าตัวอำเภอ เธอไม่ได้ตรงไปที่สหกรณ์เพราะอยากเดินดูที่อื่น ๆ อีกหลายปีถึงจะเปิดการซื้อขายแบบเสรี ที่นี่จึงไม่ได้มีอะไรมากยกเว้นร้านค้าของทางรัฐบาล

“เราไปดูน้องชายสามกันไหมคะ” สะใภ้รองถามเมื่อพวกเธอเดินถึงหน้าโรงเรียนมัธยมในอำเภอ

“ไปก็ได้ เดือนนี้เขายังไม่ได้กลับบ้านเลย” กัวเหม่ยอิงพยักหน้า

หานหรงอี้หรือน้องชายสามเป็นน้องชายคนเล็กของบ้านสามสกุลหาน ปีนี้กำลังศึกษาอยู่ระดับมัธยมตอนปลายปีสุดท้าย เขาเรียนและพักอยู่ในเภอเพราะแม่หานไม่อยากให้ลูกชายตื่นเช้าและกลับบ้านดึกมันจะเหนื่อย จึงตัดปัญหาให้พักในตัวอำเภอแม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

น้องชายสามรับรู้ว่าพี่ใหญ่เสียแล้วผ่านพี่ใหญ่กัวที่อาสามาบอกให้ แต่เนื่องจากช่วงนี้จะมีการสอบจึงไม่สามารถกลับบ้านได้ และเขาก็ได้เงินใช้จ่ายในอำเภอเดือนละสิบหยวน เป็นเงินจำนวนมากสำหรับคนในหมู่บ้านธรรมดาอย่างพวกเธอ แต่มันเป็นเงินที่คนในเมืองใช้ทุกเดือน

โรงเรียนมัธยมในอำเภอไม่ใช่โรงเรียนประจำ ห้องพักสำหรับนักเรียนจึงต้องหาเช่าเอาเอง แต่ห้องพักของน้องชายสามอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน พวกเธอจึงสามารถเดินถึงเพียงไม่กี่นาที

‘แอ้ แอ้ ฮึก แงงงง’

กัวเหม่ยอิงกำลังง้างมือจะเคาะประตูแต่ก็ต้องชะงักเพราะได้ยินเสียงเด็กร้อง เธอมองเลขห้องสลับกับมองหน้าน้องสะใภ้ก่อนจะพากันตกใจ

ในความทรงจำที่มี น้องชายสามยังไม่แต่งภรรยาเพราะเรียนยังไม่จบ และพักอยู่คนเดียวไม่ได้พักรวมกับใคร ทำไมถึงมีเสียงเด็กร้องได้?

‘โอ๋ ๆ เสี่ยวหนิงไม่ร้องนะ’ เสียงข้างในดังตะกุกตะกักพร้อมกับน้ำเสียงร้องรนของผู้ชายวัยแตกหนุ่ม

‘ฮึก แงง’

‘โอ๊ย เสียงเด็กเวรนี่ร้องอีกแล้ว!’

‘ฉันจะไม่ทนแล้วนะคะ!’

เสียงดังออกจากห้องข้าง ๆ พร้อมกับการเปิดประตูออกมายิ่งทำให้กัวเหม่ยอิงตกใจ ผู้ชายตรงหน้าของเธอมีร่างที่สูงใหญ่ข้างหลังยังมีผู้หญิงที่ทำหน้าไม่พอใจ

“มองอะไร!” หล่อนรีบเดินมาขวางกัวเหม่ยอิงที่มองสามีของหล่อน

ด้วยความที่ห้องพักมีหลายห้องและอยู่ติดกันจึงไม่แปลกเมื่อมีเสียงดังแล้วทุกคนจะออกมาดู แต่สำหรับที่นี่พวกเขาเริ่มไม่พอใจเมื่อมีเสียงเด็กร้อง ห้องพักที่นี่ส่วนมากจะเป็นนักเรียนที่มาเช่าอาศัยและเป็นคนวัยทำงาน ทุกคนจึงต้องการที่จะพักผ่อน

“เอ่อ…นี่ใช่ห้องของหานหรงอี้หรือเปล่าคะ” กัวเหม่ยอิงชี้ประตูห้องที่เธอยืนอยู่

“ใช่”

“หล่อนเป็นใคร เป็นเมียมันเหรอ ทำไมต้องเอาเด็กเวรมาไว้ที่นี่ด้วย!” หล่อนบ่นออกมาด้วยความรำคาญ หล่อนพักอยู่ที่นี่มาหลายเดือน ทุกวันมีเสียงโวกเวกโวยวายก็รำคาญจะแย่แล้ว สัปดาห์นี้ต้องมาทนฟังเสียงเด็กร้อง

“ฉันเป็นพี่สะใภ้ของเขาค่ะ ยังไงต้องขออภัยด้วยนะคะ เดี๋ยวฉันจะจัดการให้” กัวเหม่ยอิงที่ประเมินสถานการณ์แล้วรีบก้มหัวขอโทษคนที่ออกมาดู

“ดี!” หล่อนว่าก่อนจะดึงแขนสามีเข้าห้องและปิดประตูเสียงดัง

“เธอเป็นพี่สะใภ้ของเขาใช่ไหม ช่วยเอาเด็กออกไปที พวกเราต้องการพักผ่อน”

“ใช่ ฉันไม่รู้ว่าน้องชายหานจะเอาเด็กมาเลี้ยงทำไม แต่เสียงของหล่อนทำพวกเรานอนไม่หลับ”

“เอาเด็กออกไปด้วย ก่อนที่ฉันจะแจ้งเจ้าของห้อง”

“ค่ะ”

ก๊อก! ก๊อก!

“น้องชายสามเปิดประตูที”

กัวเหม่ยอิงหันไปเคาะประตูหลังทุกคนแยกย้ายกันและเสียงเด็กในห้องเงียบลง ใบหน้าของเธอยังมีสีหน้ากังวลปรากฏอยู่

“พะ…พี่สะใภ้!”

คนที่เดินมาเปิดประตูมีสีหน้าซีดเผือกเมื่อเห็นเหล่าพี่สะใภ้ยืนอยู่หน้าประตู 

กัวเหม่ยอิงมองลอดประตูเข้าไปข้างในเห็นเด็กที่น่าจะอายุเท่าเสี่ยวลู่นอนอยู่ เธอถอนหายใจก่อนจะเดินเข้าไปในห้องที่แคบ ที่บ้านก็ว่าไม่น่าอยู่แล้ว ที่นี่ยิ่งไม่น่าอยู่มากกว่า กลิ่นอับชื้นตีขึ้นจนเกือบจะอ้วก กัวเหม่ยอิงจึงยกแขนเสื้อขึนมาปิดแล้วเข้าไปอุ้มเด็กขึ้นมาดู

“เด็กคนนี้คือใคร” กัวเหม่ยอิงถามคนที่ยืนหลบสายตา “ไม่ได้ยินที่ถามหรือยังไง!”

“ละ…ลูก ผ ผมเอง” น้องชายสามหลับตาด้วยความกลัว

“เฮ้อ เรื่องราวมันเป็นยังไง” กัวเหม่ยอิงถอนหายใจ

เธอส่งเด็กไปให้สะใภ้รองอุ้มส่วนตัวเองก็หันมาถามน้องชายสามที่ไม่กล้าพูดอะไร ได้ความว่าปีที่แล้วมีการจัดงานเลี้ยงปีใหม่และเขาก็ไม่ได้กลับบ้าน เขาดื่มเหล้ากับสหายภาพก็ตัดไป ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ได้นอนกับผู้หญิงคนหนึ่ง ในตอนนั้นเขาไม่ได้รับผิดชอบเพราะหล่อนไม่ต้องการ

แต่แล้วไม่กี่เดือนต่อมาหล่อนก็มาบอกว่าท้องกับเขาและต้องการให้เขารับผิดชอบ หล่อนเป็นลูกสาวของหนึ่งในครูที่โรงเรียน หล่อนจบไปได้หลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ทำงานจึงมางานเลี้ยงของโรงเรียน ที่บ้านของหล่อนไม่มีใครต้องการเด็กเพราะอยากให้ลูกสาวแต่งงานกับคนในเมือง

ทว่าหญิงสาวกลับดื้อรั้นที่จะเอาเด็กไว้จึงมีปัญหากับคนในครอบครัว สุดท้ายหล่อนก็ต้องย้ายมาอยู่กับเขา และที่เขาไม่ได้บอกคนในครอบครัวก็เพราะยังไม่กล้าสู้หน้าใคร จนกระทั่งต้นปีที่ผ่านมาหล่อนได้คลอดลูกสาว

ยิ่งทำให้บ้านของหล่อนไม่พอใจ มีลูกก่อนแต่งงานก็ว่าเสียหายมากแล้ว ยังจะคลอดเด็กหญิงไร้ประโยชน์มาอีก

หล่อนกับลูกกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมเพราะต้องอยู่ไฟ แม่ของหล่อนยังมีเยื่อใยอยู่บ้างจึงเป็นห่วงหล่อน แต่พอหมดช่วงอยู่ไฟหล่อนก็มาหาเขาประจำ จนกระทั่งเกิดข่าวร้ายกับพี่ชาย วันนั้นเขาจำได้ดี พี่ชายของพี่สะใภ้มาแจ้งว่าพี่ใหญ่พลีชีพไปแล้ว และพี่รองบาดเจ็บหนักน่าจะต้องออกจากทหาร

 วันนั้นเป็นวันที่เขาเสียใจแต่ยิ่งเสียใจหนักก็หล่อนเอาลูกสาวมาให้เขาเลี้ยง พร้อมกับบอกว่าอย่าติดต่อพวกหล่อนถ้ายังอยากจะเรียนให้จบอยู่ ซึ่งแม้พ่อของหล่อนจะเป็นเพียงคุณครู แต่ก็มีผลต่อการจบของเขาหากเขาไม่เชื่อฟัง

“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ยังจะทำเหมือนเรื่องมันนิดเดียว!” กัวเหม่ยอิงโมโห

ยอมมีปัญหากับคนที่บ้านเพราะอยากจะเก็บเด็กเอาไว้ แต่พอน้องชายสามมีเรื่องกลับทิ้งเด็กไว้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่เพราะหล่อนต้องการจะมาเป็นน้องสะใภ้ของพวกเธอหรือจึงทำแบบนี้? ในโรงเรียนใคร ๆ ก็ต่างรู้ว่าบ้านของนักเรียนหานเป็นทหารหมดบ้าน

“กะ…ก็”

“ไหนบอกช่วงนี้มีสอบ ไม่ใช่ว่าต้องเลี้ยงเด็กแล้วไม่ไปสอบนะ!”

“สอบ! ผะ…ผมไปสอบอยู่นะ” น้องชายสามพยักหน้ารัว ๆ 

“แล้วนายเอาเวลาไหนไปเรียน”

“สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ของการสอบ ใครจะสอบวันไหนเวลาไหนก็ต้องไปแจ้งครู ผมเข้าสอบสลับกับให้สหายช่วยเลี้ยงเสี่ยวหนิงให้” น้องชายสามอธิบาย ยังดีที่เขามีสหายให้ปรึกษาและสหายของเขาก็ช่วยเลี้ยงลูกสาวตั้งแต่หล่อนมาอยู่ที่นี่

“สอบเสร็จหรือยัง”

“เสร็จแล้ว”

“มีเรียนอีกวันไหน” เพราะน้องชายสามเป็นคนบอกว่าเป็นสัปดาห์ของการสอบ คุณครูทุกคนในโรงเรียนต่างก็อยากให้เด็กตัวเองสอบผ่านมีคะแนนสูง ๆ การเรียนจึงละเลยไป และแทนที่ด้วยการติวข้อสอบ ส่วนใครที่สอบเสร็จก็เจอกันวันเรียนได้เลย แต่ส่วนมากทุกคนจะเลือกสอบวันละหนึ่งวิชาแต่ไม่เกินสามวิชา เพราะการสอบสำคัญจึงไม่ต้องการจะกดดันตัวเองมาก

“สัปดาห์หน้าครับ”

เป็นไปตามที่กัวเหม่ยอิงคิด หลายปีก่อนเธอก็สอบแบบนี้โดยสอบเพียงวันละสองวิชาเท่านั้น

“เก็บของของหล่อนให้หมด สัปดาห์นี้นายต้องกลับบ้าน”

น้องชายสามสอบเสร็จก็จริงแต่เขายังต้องไปเรียนต่อ ในวันที่ต้องไปเรียนใครจะดูแลลูกสาวให้เขากันล่ะ

 จะหวังพึ่งสหายก็คงไม่ได้เพราะเขาก็เรียนเช่นกัน จึงมีวิธีเดียวก็คือต้องเอาเด็กกลับบ้านด้วย

“ตะ…แต่”

“ไม่มีแต่ ฉันกับพี่สะใภ้รองของนายจะไปซื้อของ ระหว่างที่พวกฉันจะกลับมารับนายต้องเก็บของ เอาชุดนายไปด้วย ไปอยู่บ้านสักห้าวันแล้วค่อยกลับ” กัวเหม่ยอิงว่า

กัวเหม่ยอิงเดินออกจากห้องพักของน้องชายสามเพื่อกลับไปซื้อของที่สหกรณ์ ข้างหลังก็มีสะใภ้รองตามออกมา ตอนแรกเธอจะให้สะใภ้รองรออยู่ที่นี่ แต่ก็เปลี่ยนใจเพราะถึงจะเป็นพี่สะใภ้กับน้องเขย แต่ที่นี่ก็ถือว่าเป็นผู้ชายกับผู้หญิง หรือแม้แต่สามีภรรยายังต้องถือใบสมรสไปไหนมาไหนด้วยหากเดินทางไกล แม้แต่เดินจับมือก็ยังไม่ได้

“พี่สะใภ้ใหญ่จะทำยังไงคะ” สะใภ้รองคิดไม่ตก

การที่น้องชายสามของสามีมีลูกก่อนที่จะแต่งงานก็ว่าผิดประเพณีแล้ว การที่ไม่มีแม่ของลูกยิ่งแย่ไปใหญ่ เด็กคนนี้ควรจะมีพ่อแม่คอยอยู่ข้าง ๆ ไม่ใช่ต้องรอฟังเสียงนินทาของคนในหมู่บ้าน

“เราค่อยไปคุยที่บ้านอีกที” กัวเหม่ยอิงตอบ

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เธอไม่สามารถตัดสินเองได้ จึงควรจะให้แม่สามีเป็นผู้ตัดสิน อีกอย่างเด็กคนนี้พวกเธอคงจะต้องเลี้ยงเอาไว้

กัวเหม่ยอิงเดินเข้าสหกรณ์ประจำอำเภอ ภายในสหกรณ์เต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ของคนในหมู่บ้านที่นำมาขายให้กับกองผลิตอำเภอที่จะนำมาวางจำหน่ายที่สหกรณ์ สินค้าบางส่วนก็เป็นสินค้าต่างมณฑล

สิ่งแรกที่กัวเหม่ยอิงต้องการนั้นก็คือนมผงสำหรับเด็กแรกเกิด ตอนแรกเธอคิดที่จะซื้อไปเพียงพอสำหรับกินหนึ่งสัปดาห์

 วันหลังค่อยมาซื้อใหม่จะได้ไม่เป็นที่จับตาของคนในหมู่บ้าน แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจเพราะมีเด็กเพิ่มมาอีกหนึ่งคน

“กระป๋องละ 5 หยวนเลยเหรอ” กัวเหม่ยอิงอุทานเบา ๆ นมผงพวกนี้นอกจากต้องใช้เงินแล้วยังต้องใช้คูปองอีก

“ถ้านมผงหมดล็อตนี้ทางสหกรณ์จะเอามาอีกทีคือสิ้นเดือนเลยนะคะ” พนักงานของสหกรณ์เดินเข้ามาบอกกัวเหม่ยอิงที่ลังเลจะซื้อ

วันนี้เพิ่งจะกลางเดือน แบบนี้แล้วหากเธอไม่ซื้อนมผงไปตุนเอาไว้ เธอก็จะไม่สามารถหาซื้อนมผงได้อีก จนกว่าจะขึ้นเดือนใหม่

“ถ้าหมดไม่ใช่ว่าต้องสั่งมาเพิ่มเหรอคะ” กัวเหม่ยอิงสงสัย เพราะนมผงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทางสหกรณ์กลับบอกว่าต้องรอหากต้องการจะมาซื้อ

“นมผงพวกนี้เราสั่งมาจากปักกิ่งค่ะ มันจึงต้องใช้เวลาในการขนส่ง และที่นี่ไม่ค่อยจะมีใครซื้อนมผงกันหรอกน่ะค่ะ” ค่านมผงทำให้พวกหล่อนได้กินข้าวหลายมื้อ พนักงานในโรงงานหรือร้านต่าง ๆ จึงไม่ค่อยมีใครจะซื้อนมผงให้ลูก ส่วนมากถ้าไม่ให้กินน้ำนมตัวเองก็จะกินน้ำข้าวแทน

และนมผงพวกนี้ก็อยู่มาเกือบจะสองเดือนแล้ว เหลืออีก 10 กระปุกจึงจะหมดในล็อตนี้ หล่อนที่เห็นคนในหมู่บ้านเข้ามาซื้อจึงรีบแนะนำ

“ขอบคุณค่ะ” กัวเหม่ยอิงพยักหน้า

กัวเหม่ยอิงมองกระป๋องนมผงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจยกใส่ตะกร้าทั้ง 10 กระป๋อง แม้จะต้องใช้เงินเยอะมากแต่กัวเหม่ยอิงไม่ได้สนใจ เธอกลัวเด็กจะขาดสารอาหารมากกว่า

“เธออยากได้อะไรก็ไปเลือกเอาเถอะ” กัวเหม่ยอิงบอกน้องสะใภ้ที่ทำตัวเหมือนคนติดตามของเธอ

“ฉันไม่ต้องการจะซื้ออะไรค่ะ” หล่อนส่ายหัวปฎิเสธ

“ตามใจก็แล้วกัน”

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ทะลุมิติไปเป็นแม่ม่ายเลี้ยงครอบครัวสามียุค70   บทที่89 บทส่งท้าย

    “กรี๊ด”“พี่เสี่ยวลู่!”“หลิงเฟยยย”“ช่วยด้วย!”“ฮ่า ฮ่า”กัวเหม่ยอิงส่ายหัวให้กับภาพตรงหน้า ในรอบหลายเดือนที่สาว ๆ ได้กลับมาเจอกันยังทำตัวเป็นเด็กเหมือนเดิมหานหลินเฟยกับหานหลิงเฟยปิดเทอมได้สองสัปดาห์แล้ว แต่ที่เพิ่งมาถึงปักกิ่งก็เพราะทั้งสองกลับไปหาพ่อกับแม่ที่บ้านก่อน ค่อยขึ้นมาหาผู้เป็นป้าที่ปักกิ่งแต่น้องชายคนเล็กไม่ได้มาด้วยกัวเหม่ยอิงที่เห็นว่าเด็ก ๆ ได้กลับมาเจอกันในรอบหลายเดือนจึงชวนพี่น้องบ้านหลี่ บ้านสามของน้องชายสามมากินข้าวมื้อเย็นนอกบ้านนอกบ้านก็คือนอกบ้านจริง ๆ บริเวณหน้าบ้านของกัวเหม่ยอิงนอกจากจอดรถไว้แล้วก็ยังมีที่ให้นั่งได้อีก และแต่ก่อนเด็ก ๆ เรียนอยู่ในปักกิ่งก็จะนั่งกินข้าวด้านนอกกันเพราะคนเยอะ ซึ่งทุกคนก็คุ้นเคยกันดีวันนี้กัวเหม่ยอิงลงมือทำกับข้าวมื้อเย็น ทั้งเคาหยก ไข่ตุ๋น ต้มยำปลา ไก่ทอด สามชั้นทอดเกลือ หมูต้มสาหร่าย และของหวานอีกหลายอย่าง เป็นการลงครัวในรอบเดือนด้วยซ้ำเพราะทุกวันนี้หานเมิ่งลู่ลูกสาวคนเดียวของเธอห้ามไม่ให้กัวเหม่ยอิงทำกับข้าว หรือทำงานบ้านเพราะหล่อนจะทำเอง แต่กว่าจะเลิกงานในแต่ละวันกัวเหม่ยอิงทำงานบ้านรอแล้ว“เล่นกันเป็นเด็ก ๆ เลย” เหอลี่

  • ทะลุมิติไปเป็นแม่ม่ายเลี้ยงครอบครัวสามียุค70   บทที่88 ลูกสาวคนสวย

    ในระแวกตลาดประจำกรุงปักกิ่งใคร ๆ ก็รู้จักบ้านของคุณนายหานที่มีลูกสาวแสนสวยกับหลาน ๆ ที่สวยไม่แพ้กัน ยิ่งปีนี้พากันเรียนจบถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศแล้วต้องบอกว่านอกจากภูมิใจลูกสาวแล้วกัวเหม่ยอิงก็ภูมิใจหลาน ๆ ด้วย เลี้ยงมาตั้งแต่ตีนเท้าฝาหอย ตอนนี้โตพอจะเลี้ยงเธอได้กันหมดแล้ว“คุณนายแม่”“หื้ม”กัวเหม่ยอิงลูบหัวลูกสาวที่พุ่งเข้ามากอด เธอรู้ว่าลูกสาวเครียดเพราะช่วงนี้หล่อนเข้าไปเรียนรู้งานในร้าน แม้จะมีผู้เป็นแม่คอยช่วยเหลือแต่ก็เครียดอยู่ดี เสี่ยวลู่บอกที่ผ่านมาคนเป็นแม่เก่งมาก จากที่มีร้านเล็ก ๆ ตอนนี้ขยายร้านใหญ่มากร้านเสื้อผ้าเมิ่งลู่มีมากถึงสิบสาขา สาขาหลักและสาขาที่สามตั้งอยู่มณฑลบ้านเกิด สาขารอง สาขาสี่ และสาขาห้า กระจายอยู่ในปักกิ่งแต่ก็ไม่ได้ห่างกันมาก เพราะกัวเหม่ยอิงกลัวลูกสาวจะไปมาร้านลำบากสาขาที่หกและสาขาที่เก้าตั้งอยู่ในมหานครฉงชิ่ง สาขาที่เจ็ดและสาขาที่แปดตั้งอยู่ในมหานครเซี่ยงไฮ้ และสาขาที่สิบตั้งอยู่ในมหานครเทียนสินยังไม่รวมกับพ่อค้า แม่ค้า ที่เข้ามาขอซื้อเสื้อไปขายต่ออีก หลัง ๆ มานี้กัวเหม่ยอิงให้สั่งเป็นรอบ ๆ จะได้ตัดแยกกับที่เอามาขายในร้าน“เหนื่อยมากเหรอจ๊ะ

  • ทะลุมิติไปเป็นแม่ม่ายเลี้ยงครอบครัวสามียุค70   บทที่87 ของว่างของเด็ก ๆ

    หลังจากเสร็จงานของย่าหานกัวเหม่ยอิงก็พาสามีกลับปักกิ่งทันที เพราะเป็นห่วงเด็ก ๆ นี่ก็ทิ้งมากันหลายวันแล้วและเป็นไปตามที่สะใภ้รองบอกจริง ๆ แม่หานไม่ยอมไปปักกิ่งด้วย หลานก็เป็นห่วง แต่ห่วงลูกชายคนกลางที่ต้องทำงานอยู่ที่บ้านคนเดียวกัวเหม่ยอิงก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่เธอก็ให้สะใภ้รองไปด้วย ให้สะใภ้รองไปช่วยงานสักเดือนสองเดือนก็จะให้กลับมาอยู่ที่บ้านจริง ๆ ก็ไม่ได้ช่วยงานหรอก แค่ช่วยอยู่กับเด็ก ๆ ระหว่างที่กัวเหม่ยอิงกับหานหรงเจ๋อไปทำธุระกันก็พอ ยิ่งช่วงนี้มีการติดประกาศขายที่ดิน ขายบ้าน ขายตึก กัวเหม่ยอิงก็อยากซื้อเก็บไว้ ถ้าไม่ใช้ค่อยขายต่อหรือให้คนอื่นเช่าแทนกัวเหม่ยอิงคิดว่าตัวเองจะทำงานได้อีกไม่เกินสามสิบปี ระหว่างที่สามารถทำงานได้เธอจึงรีบทำ ยิ่งพื้นที่ทำเลทองในอนาคตกัวเหม่ยอิงก็ต้องรีบซื้อเก็บไว้ เพราะบางผืนสามารถขายต่อในอนาคตได้มากกว่าเดิมหลานพันหยวน“พี่จะทำแบบนี้ทุกวันเลยเหรอคะ” สะใภ้รองถามกัวเหม่ยอิงที่ล้างผลไม้อยู่ทั้งสี่คน กัวเหม่ยอิง หานหรงเจ๋อ สะใภ้รอง และน้องชายสามพึ่งมาถึงบ้านเมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี้ แต่เด็ก ๆ ไปโรงเรียนกันแล้ว กัวเหม่ยอิงเลยปล่อยให้ไปพักกัน แต่ถ้าถึงเวลาเด็ก

  • ทะลุมิติไปเป็นแม่ม่ายเลี้ยงครอบครัวสามียุค70   บทที่86 ย่าหานถึงแก่กรรม

    กัวเหม่ยอิงมองคนในบ้านใหญ่ที่ร้องห่มร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาตั้งแต่ที่เธอ หานหรงเจ๋อกลับมาถึงบ้านแล้วแวะมาดูย่าหาน มันคงจะดีกว่านี้ถ้าคนในบ้านใหญ่ร้องไห้มีน้ำตาบ้าง และย่าหานยังไม่ถึงแก่กรรมแต่บ้านใหญ่กลับทำเหมือนย่าหานถึงแก่กรรมแล้ว“ทำไมเขาร้องไห้ไม่มีน้ำตาเลยล่ะคะ” กัวเหม่ยอิงกระซิบถามสามีด้วยความอยากรู้ แต่จริง ๆ ก็คือจะบอกว่าพวกเขาแสดงไม่เนียนกันเลยหานหรงเจ๋อส่ายหน้าเพราะไม่มีคำตอบ แค่ตอนนี้เขาก็เอือมระอาเต็มทนแล้ว มีที่ไหนบ้างที่คนป่วยไม่ไหวแล้วแต่เอาออกมานอนกลางบ้าน ทั้งยังฉุนไปด้วยกลิ่นฉี่และสิ่งปฏิกูลอีก นอกจากกลิ่นแล้วยังไม่ทำความสะอาดอีก“จะ..เจ้าใหญ่ แค่ก ๆ ละ…หลาน มารับ…พี่ ชะ ชาย นะ…น้อง ชาย ไป…ทะ ทำงาน ดะ…ด้วย ใช่…มะ ไหม แค่ก ๆ ”กัวเหม่ยอิงหันขวับทันที แค่ตอนนี้ตัวเองก็ยังเอาชีวิตจะไม่รอดยังจะมาห่วงหลานจากบ้านใหญ่แต่มาทำให้หลานอีกบ้านหนักใจอีก แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร เดี๋ยวจะกระอักเลือดซะก่อน“บ้านใหญ่บอกย่าป่วยครับ ผมเลยลงมาดู แต่มานานไม่ได้” หานหรงเจ๋อบอกยังดีที่น้องชายสามทำงานในโรงงานของคนรู้จักจึงลางานมาได้ แต่ก็แลกกับการต้องหาคนไปทำงานแทนระหว่างที่ไม่อยู่ ซึ่งโชคดีที

  • ทะลุมิติไปเป็นแม่ม่ายเลี้ยงครอบครัวสามียุค70   บทที่85 นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น

    ความสำเร็จของลูกสาวถึงแม้จะเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ แต่มันก็ทำให้กัวเหม่ยอิงร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตันใจ แค่ไม่กี่ปีลูกสาวของเธอก็จบในระดับชั้นประถมแล้ว และตอนนี้ยังเข้าเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นกัวเหม่ยอิงรู้สึกว่าวันนี้มันเร็วมาก เหมือนเมื่อวานเด็กคนนี้ยังร้องไห้ข้าง ๆ เธออยู่ แต่จริง ๆ มันผ่านไปเป็นสิบ ๆ ปีแล้วปีนี้เสี่ยวลู่อายุสิบสามแล้วแต่เสี่ยวหนิงยังสิบสองย่างสิบสามอยู่ และเด็กแฝดตอนนี้ก็สิบขวบกันแล้ว ส่วนหลานชายคนเล็กก็เพิ่งจะเจ็ดขวบและกัวเหม่ยอิงก็ให้สามีไปรับเขามาเรียนในปักกิ่งแล้วด้วยหลี่เวยเวยกับหลี่หม่าฮัวเรียนจบโรงเรียนภาคค่ำสาขาบัญชีเมื่อสามปีก่อน ทั้งสองมีงานที่มั่นคงแล้วนั้นก็คืองานในร้านเลยขอออกไปใช้ชีวิตข้างนอกกันสองคน ซึ่งกัวเหม่ยอิงก็อนุญาต ที่บ้านเลยมีแค่กัวเหม่ยอิง หานหรงเจ๋อ เสี่ยวหนิง หานหลินเฟย หานหลิงเฟยและหานหลงเฟย แต่พอมีหลานชายคนเล็กมา กัวเหม่ยอิงก็ให้หลี่เวยเวยกลับมาช่วยในบ้าน บางวันก็ให้น้องชายสามมารับเด็ก ๆ ไปนอนด้วยน้องชายสามเรียนจบเศรษฐศาสตร์สาขาวิชาการเงิน ตอนนี้ทำงานในโรงงานขนาดใหญ่ เงินเดือนยังไม่มั่นคงเพราะเพิ่งเริ่มทำงาน แต่ก็มีเงินที่สามารถเลี้ยงครอ

  • ทะลุมิติไปเป็นแม่ม่ายเลี้ยงครอบครัวสามียุค70   บทที่84 หลี่เวยเวยอยากทำงาน

    การปรับตัวช่วงแรกของเด็กแฝดเป็นการปรับตัวที่ต้องให้เสี่ยวลู่กับเสี่ยวหนิงต้องไปปรับพื้นฐานก่อนเข้าเรียนด้วย เนื่องจากเด็กแฝดไม่ได้เรียนแบบจริงจังและยังไม่เคยเรียนโรงเรียนประถมส่วนสองพี่น้องบ้านลู่ก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพราะทั้งสองมีพื้นฐานที่กัวเหม่ยอิงสอนก่อนเปิดเรียนภาคค่ำแล้ว ยิ่งในแต่ละวันสอนแค่หนึ่งถึงสองชั่วโมง ทั้งหลี่เวยเวยกับหลี่หม่าฮัวก็มีเวลาทบทวนการเรียนมากขึ้นห้องนอนห้องแรกเป็นห้องนอนของกัวเหม่ยอิงกับสามี ห้องนอนห้องที่สองเป็นห้องของลูกสาวกับเสี่ยวหนิงเวลาหล่อนจะมานอนที่บ้านห้องนอนห้องที่สามเป็นห้องของหลินเฟย หลิงเฟย ห้องนอนห้องที่สี่เป็นห้องของหลี่เวยเวย ห้องนอนที่ห้าจะเป็นห้องนอนของหลี่หม่าฮัวและสุดท้ายห้องนอนที่หกกัวเหม่ยอิงสั่งให้หานหรงเจ๋อเอาโต๊ะเข้ามาตั้ง และเอาเตียงนอนชิดผนัง ห้องนี้จะเป็นห้องไว้ทำการบ้านหรือห้องอ่านหนังสือของเด็ก ๆเวลามีการบ้านกัวเหม่ยอิงก็จะสอนให้ทำก่อนที่จะไปเล่น เพราะตอนนี้เด็กทั้งสี่มาอยู่ด้วยกันจึงต้องจัดเวลาให้ดี เลิกเรียนกลับมาถึงบ้านให้ทำการบ้านให้เสร็จ หลังจากนั้นจะทำอะไรก็ไม่มีใครว่า ถ้าให้ทำตอนเย็นก็ยุ่งทำกับข้าว ไม่ต้องพูดถึงเวลาอื่

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status