LOGINนางขอสมรสพระราชทานเพราะรัก แต่คืนแต่งงาน เขารังเกียจนางและทิ้งไป ห้าปีผ่านไปพระชายาที่ถูกลืม กลับเป็นสตรีที่เขาต้องตามจีบ และศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเขาก็คือลูกชายของตนเอง
View More“ข้าไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างเขา ข้าก็พอใจแล้ว”
“ข้ากำลังจะแต่งงานกับเขา ข้ากำลังจะได้เป็นพระชายาขององค์ชายสาม”
สองข้างทางของถนนหลวง เต็มไปด้วยผู้คนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีอันยิ่งใหญ่ รถม้าแกะสลักลวดลายงดงามวิจิตรตระการตา แล่นผ่านท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชน
เสียงกลองมงคลดังสนั่นกึกก้องทั่วพระราชวัง ประกาศให้ทุกผู้คนทั่วแผ่นดินรับรู้ถึงพิธีสมรสพระราชทานอันยิ่งใหญ่ ระหว่าง หลงเจิ้งหยาง องค์ชายสามแห่งแคว้นต้าเฉิน และไป๋ลี่เยว่ ธิดาของเสนาบดีไป๋
ไป๋ลี่เยว่ในอาภรณ์เจ้าสาวสีแดงสดงดงามปักลายดอกเหมย ก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง มือของนางเย็นเฉียบ แต่นางรู้ดีว่าไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นยินดี ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความดีใจ วันนี้ นางกำลังจะได้สมรสกับบุรุษที่เฝ้าหลงรักมาเนิ่นนาน
ตั้งแต่วันที่ช่วยชีวิตเขาไว้ วันที่หัวใจของนางตกเป็นของเขาโดยสมบูรณ์
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าองค์ชายสามมิได้รักนาง แต่นางยังมีความหวัง นางยังเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งเขาจะมองเห็นความจริงใจของนาง เมื่อนั้นนางจะสามารถอยู่เคียงข้างเขาได้อย่างแท้จริง
“เพียงแค่ได้อยู่ข้างกายท่าน ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีก”
พระราชวังถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรแดงสดปักลายมังกรหงส์อย่างวิจิตร กลิ่นกำยานหอมจรุงลอยคลุ้งอ้อยอิ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสิริมงคล ทว่าท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น ขุนนางและเหล่าสตรีในวังต่างมาร่วมเป็นสักขีพยาน
แต่ภายใต้ความโอ่อ่าหรูหรานี้ บรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ล้วนมิใช่มาเพราะความปีติยินดีเสมอไป หากแต่เป็นเพราะหลายคนอยากรู้อยากเห็น และมาด้วยความเย้ยหยัน ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้มิใช่เพราะความรัก แต่มันคือผลลัพธ์จากการร้องขอสมรสพระราชทานของสตรีผู้หนึ่ง สตรี ที่ไม่มีผู้ใดคิดว่านางคู่ควร
“เจ้าสาวขององค์ชายสามงั้นหรือ ช่างเป็นเรื่องน่าขันนัก”
“แม้ไป๋ลี่เยว่จะมีใบหน้าที่งดงาม แต่นางก็อ้วนเกินไป เจ้าสาวที่รูปร่างเช่นนั้น คงเป็นเพียงตัวตลกในงานแต่งเท่านั้น”
“ถูกต้อง องค์ชายสามคือวีรบุรุษแห่งแผ่นดิน รูปร่างสง่างามราวกับเทพเซียน แล้วดูเจ้าสาวของพระองค์สิ ข้าละอายแทนจริงๆ”
เสียงกระซิบกระซาบดังไปทั่ว เหล่าสตรีสูงศักดิ์ในงานต่างปิดปากหัวเราะเบาๆ ซ่อนรอยยิ้มเยาะไว้ใต้แขนเสื้อ ไม่มีใครคิดว่าสตรีที่มีรูปร่างเช่นนี้จะคู่ควรกับองค์ชายสาม
“พระชายาไป๋ผู้นี้ช่างโชคดีนัก ได้สมรสพระราชทานกับองค์ชายสาม”
“โชคดีหรือ หึ ถ้านางไม่ไร้ยางอายขอสมรสพระราชทาน คนอย่างนางก็เป็นได้แค่หมูอ้วนไร้ยางอาย”
“ใช่แล้ว รูปร่างเช่นนั้นจะคู่ควรกับองค์ชายสามได้อย่างไร”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากกลุ่มขุนนางสตรี สายตาของพวกนางเต็มไปด้วยความเหยียดหยันเจ้าสาวของงาน
“ข้าได้ยินมาว่า นางเป็นคนขอสมรสพระราชทานเองด้วยใช่หรือไม่”
“ไป๋ลี่เยว่ผู้นี้ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก บีบบังคับให้องค์ชายต้องแต่งงานกับสตรีอัปลักษณ์ นี่มิใช่เป็นการดูหมิ่นพระองค์หรอกหรือ”
ไม่มีใครคิดว่าหญิงที่ “อ้วนและไร้เสน่ห์” เช่นไป๋ลี่เยว่ จะสามารถยืนอยู่เคียงข้างองค์ชายสามได้อย่างแท้จริง
เมื่อเสียงกลองมงคลดังขึ้น ขบวนเสด็จขององค์ชายสามเคลื่อนเข้าสู่ท้องพระโรง
องค์ชายหลงเจิ้งหยาง เจ้าบ่าวของงาน ปรากฏกายในอาภรณ์สีแดงปักดิ้นทองสง่างาม ร่างสูงสมบูรณ์แบบราวกับรูปสลัก สายตาเย็นชาราวคมดาบ แผ่รังสีของแม่ทัพผู้เกรียงไกร รัศมีของเขาเป็นบุรุษผู้ที่ไม่มีสตรีใดกล้าต้านทาน
เขาเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าคมคายดุดัน สายตาเย็นชา เปี่ยมไปด้วยอำนาจของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายที่เคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้วนับไม่ถ้วน แม้เหล่าสตรีในงานจะรู้ดีว่า เขาเย็นชาและไร้เยื่อใย แต่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ว่าเขาคือบุรุษที่น่าหลงใหลที่สุดในแผ่นดิน
“หากข้าได้เป็นเจ้าสาวของพระองค์ก็คงดี”
“น่าเสียดาย ที่เจ้าสาวของพระองค์ เป็นเพียงสตรีอ้วนที่ไม่มีผู้ใดต้องการ”
ร่างสูงยืนเด่นเป็นสง่ากลางท้องพระโรง รัศมีแห่งแม่ทัพทำให้เขาดูน่าเกรงขามราวเทพสงคราม เสียงกระซิบยังคงดังไม่หยุด แต่สิ่งที่เรียกเสียงกระซิบกระซาบได้มากกว่าคือสายตาขององค์ชายสามที่มีต่อเจ้าสาวของพระองค์ เขามองไป๋ลี่เยว่เพียงแวบเดียว ก่อนเมินหน้าหนีอย่างไม่ใยดี ราวกับว่า นางมิได้มีค่าพอให้เขาเสียเวลามอง และนี่ กลับทำให้เสียงนินทาดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“ดูสิ องค์ชายสามแม้แต่มองยังไม่อยากมองเลยด้วยซ้ำ”
“ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่า คืนเข้าหอจะเป็นเช่นไร”
“สมรสพระราชทาน” หลงเจิ้งหยางแค่นเสียงในใจ สีหน้าและหัวใจของเขากลับเย็นชา องค์ชายสาม แม่ทัพผู้เกรียงไกร ผู้เป็นดั่งเสาหลักของแผ่นดินอย่างเขา กำลังเข้าพิธีสมรสกับ ไป๋ลี่เยว่ บุตรสาวขุนนางผู้มีความดีความชอบเพียงเพราะนางเคยช่วยชีวิตเขาไว้ตอนที่เขาโดนทำร้ายร่างกายจนเกือบเขาชีวิตไม่รอด ใครจะไปคิดว่านางจะถือโอกาสนี้ขอสมรสพระราชทานต่อฮ่องเต้
“ข้ามิใช่บุรุษที่จะถูกบังคับให้แต่งงานกับสตรีที่ข้ามิได้เลือก ผ่านพ้นคืนนี้ไปก่อนเถอะ”
เขามิได้หันไปมองด้วยซ้ำว่าข้างกายมีสตรีผู้หนึ่งกำลังเฝ้ามองเขาด้วยความหวัง
เขายืนอยู่ท่ามกลางเหล่าขุนนางและราชวงศ์ แต่เพียงแค่ปรายตามอง ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา
“ข้าต้องแต่งงานกับสตรีที่ข้าไม่ได้เลือก เรื่องเช่นนี้ช่างน่าขันนัก”
ใต้ผ้าคลุมหน้า ไป๋ลี่เยว่รับรู้และได้ยินทุกคำพูด แต่หัวใจของนางยังคงหนักแน่น ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงนี้ ทุกสายตาที่จับจ้องมาที่นางล้วนเต็มไปด้วยการดูถูก
“ข้าไม่คู่ควรหรือ”
“ข้าอาจมิใช่เจ้าสาวที่ผู้คนคาดหวัง”
“แต่ข้าก็เป็นพระชายาของเขา และไม่ว่าใครจะพูดเช่นไร ข้าก็จะทำหน้าที่ของข้าให้ดีที่สุด”
“แม้ข้าจะมิใช่หญิงที่งดงามที่สุด แต่ข้าก็จะทำให้เขามองข้าให้ได้”
หัวใจของนางยังคงมีความหวัง แม้เขาจะเย็นชา แม้ผู้คนจะดูถูก แต่นางเชื่อว่าหากนางตั้งใจ เขาจะยอมรับนางเข้าสักวัน
ไป๋ลี่เยว่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับองค์ชายสามเพียงชั่วครู่ แต่เขากลับมิแม้แต่จะปรายตามองนาง
และพิธีสมรสพระราชทาน ก็ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบที่ไม่เคยหยุดลง จนกระทั่งเสียงบรรเลงขลุ่ยและพิณดังขึ้น ก้องไปทั่วพระราชวัง
“คารวะฟ้าดิน”
ไป๋ลี่เยว่คุกเข่าลงทำพิธีอย่างศรัทธา หวังว่าวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่ดี ทว่าข้างกายนาง องค์ชายสามกลับทำตามพิธีอย่างไร้หัวใจ
“คารวะบรรพบุรุษ” นางก้มศีรษะ เสียงหัวเราะเยาะรอบข้างดังขึ้น เพราะนางก้มได้เพียงเล็กน้อยจากอุปสรรครูปร่างของนาง แต่นางก็มิได้หวั่นไหว
“สามีภรรยาคารวะกัน”
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้น มุมปากประดับรอยยิ้มบางๆ นางมีเพียงความสุข แต่เมื่อสบตากับองค์ชายสาม นางกลับพบเพียงความเย็นชาไร้ความรู้สึกของบุรุษตรงหน้า
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขามิใช่เพียงความเมินเฉย แต่เป็นความรังเกียจที่เด่นชัด
“…”
“ข้าทนแตะต้องนางมิได้จริงๆ”
“นี่คือผู้หญิงที่ข้าต้องแต่งงานด้วยอย่างนั้นหรือ”
แม้เขาจะมิได้พูดออกมา แต่นางก็อ่านออกได้จากสายตาของเขา
“องค์ชายสามรังเกียจนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“หึ เป็นข้า ก็คงรับมิได้เช่นกัน”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไป
ในขณะที่ไป๋ลี่เยว่ยินดี บุรุษที่นางรักสุดหัวใจกลับไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความสุข เขาเพียงปรายตามองนางอย่างเย็นชา
“นางเป็นเพียงภาระ เป็นเพียงสตรีที่ข้าถูกบังคับให้แต่งด้วยเท่านั้น”
“วันนี้เป็นวันมงคล” ฮ่องเต้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยพระเมตตา
“ข้าหวังว่าเจ้าทั้งสองจะครองคู่กันอย่างมีความสุข และร่วมกันดูแลแผ่นดินนี้ต่อไป”
“หลงเจิ้งหยาง เจ้าต้องปกป้องและดูแลพระชายาของเจ้าให้ดี”
หลงเจิ้งหยางคุกเข่าลงอย่างสง่างาม แม้ภายในใจจะมิได้ยินดี แต่เขาก็ไม่อาจขัดรับสั่งได้
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
ไป๋ลี่เยว่คุกเข่าลงตาม นางยิ้มอ่อนโยน ดวงตาส่องประกายแห่งความสุข
“หม่อมฉันจะดูแลพระสวามีอย่างดีที่สุดเพคะ”
“ดีมาก”
ฮองเฮาทรงยิ้มอ่อนโยน พระนางทอดพระเนตรไปยังไป๋ลี่เยว่ ด้วยสายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ไป๋ลี่เยว่ ตั้งแต่เล็กจนโตเจ้าก็เป็นเด็กดีและเฉลียวฉลาด บัดนี้ เจ้าได้กลายเป็นพระชายาแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะมีความสุขและนำพาสิ่งดีๆ มาสู่องค์ชายสาม”
ไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะ ซ่อนรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มเอาไว้
“ขอบพระทัยเพคะ เสด็จแม่”
ภายในห้องรับรองชั้นสองของร้านเยว่ซ่างถัง ม่านแพรสีอ่อนไหวแผ่วตามแรงลม กลิ่นสมุนไพรอุ่นจางลอยคลอไปกับไอชาร้อน บรรยากาศอันสงบอบอวลไปด้วยความอบอุ่นนี้ ช่างแตกต่างจากกำแพงวังหลวงที่เต็มไปด้วยสายตาและเล่ห์กลอย่างสิ้นเชิงบนตั่งไม้ใกล้หน้าต่าง หลงจิ่นอวิ๋นในยามนี้มิได้มีเค้าลางของหวงไท่ซุนผู้สูงศักดิ์แม้แต่น้อย เด็กน้อยขลุกตัวอยู่บนตักของฮูหยินไป๋ แก้มอิ่มพองด้วยขนมโก๋ถั่วเหลืองที่เจ้าตัวกำลังเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย“ท่านยายขอรับ...” เสียงใสเอ่ยออดอ้อนพลางซบศีรษะเข้ากับอกอุ่นของท่านยายอย่างน่ารัก“ขนมของท่านยายอร่อยที่สุดในเมืองหลวงเลยขอรับ อวิ๋นเอ๋อร์อยากกินทุกวันเลยขอรับ”ฮูหยินไป๋หัวเราะแผ่วเบา มือที่เริ่มเหี่ยวย่นลูบเส้นผมหลานชายด้วยความทะนุถนอม “ถ้าเจ้าชอบถึงเพียงนี้ ยายจะให้ลุงซุนเต๋อ ส่งเข้าวังไปให้ทุกเช้าดีหรือไม่เจ้าตัวแสบ” นางเอ่ยพลางสบตาเสนาบดีไป๋ที่นั่งลูบเคราช้าๆ มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเปี่ยมสุข ราวกับความเหนื่อยล้าทั้งชีวิต ถูกปลดเปลื้องลงเพียงเพราะเสียงหัวเราะของหลานรักไป๋ลี่เยว่นั่งมองภาพนั้นเงียบๆ รอยยิ้มอิ่มเอมใจคลี่ประดับอยู่บนริมฝีปาก นางวางมือลงบนครรภ์ที่นูนเด่นขึ้
ตลาดตะวันตก เมืองหลวง...ยามสาย ณ ตลาดตะวันตกแห่งเมืองหลวงคึกคักไปด้วยผู้คน เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังประสานกัน เคล้าไปกับกลิ่นหอมหวานของขนมถังหูลู่และหมั่นโถวนึ่งสุกใหม่ๆ ที่ลอยปะปนกับกลิ่นสมุนไพรแห้งและกลิ่นชาจางๆ จากโรงน้ำชาเบื้องหน้าหลงเจิ้งหยาง ในชุดลำลองสีครามเรียบง่าย ดูองอาจต่างจากยามประทับในวังหลวง แม้จะพยายามแต่งกายให้กลมกลืนกับคุณชายตระกูลใหญ่ ทว่ารัศมีของผู้ผ่านศึกและกลิ่นอายสูงศักดิ์ ยังคงทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกเกรงขามโดยไม่รู้ตัว ข้างกายของเขาคือไป๋ลี่เยว่ ไท่จื่อเฟยผู้งดงามเดินทอดน่องอย่างช้าๆ มือหนึ่งประคองหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่น อีกมือถูกเกาะกุมไว้แน่นด้วยมือน้อยๆ ของหวงไท่ซุนน้อยในชุดผ้าไหมสีฟ้าครามที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู มืออีกข้างของเด็กน้อยชี้ชวนให้ผู้เป็นมารดา ดูนั่นดูนี่ไม่หยุดปาก จนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองด้วยความเอ็นดู“ท่านแม่ ดูนั่นสิขอรับ ขนมงา” หลงจิ่นอวิ๋น ชี้ไปยังแผงขนม พลางทำตาเป็นประกายอ้อนวอน ด้วยท่าทางที่ใครเห็นก็ยากจะปฏิเสธ“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งกินหมั่นโถวไปเองนะลูก” ไป๋ลี่เยว่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าเด็กน้อยกลับทำหน้าครุ่นคิดจริงจั
ท่ามกลางลมเหมันต์ที่พัดหวีดหวิวเสียดแทงผิวบนยอดเขาสูง หลงจิ้นหรงนั่งสงบนิ่งทอดนัยน์ตาเย็นเยียบมองลงไปยังเส้นทางเบื้องล่าง ราวกับสัตว์ร้ายที่เร้นกายเฝ้าเหยื่อในความมืด แสงจากกองไฟเล็กๆ เต้นระริกสะท้อนลายปักปมพิรุณนิรันดร์บนสาบเสื้อของเขาให้เด่นชัด คล้ายดวงตาปีศาจนับร้อยที่กำลังจับจ้องโลกในจังหวะนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านม่านหมอกก้าวเข้ามาหยุดที่หน้าประตู บุรุษในชุดคลุมดำสนิทคุกเข่าลงอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งเงามืดที่ไร้ตัวตน“คารวะนายท่าน...” เสียงนั้นต่ำพร่าและเต็มไปด้วยความระแวดระวังหลงจิ้นหรงมิได้เงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเกียจคร้าน นิ้วเรียวยาวคีบหมากสีดำขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะวางลงบนกระดานไม้จันทน์อย่างแผ่วเบาตั๊ก! เสียงหมากกระทบไม้ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันประดุจเสียงกระดูกที่หักสะบั้น “พูดมา...” กระแสเสียงนั้นเย็นจัดราวน้ำแข็ง “หลงเจิ้งหยางกับพระชายาของมัน... ยามนี้ยังมีความสุขกันถ้วนหน้าใช่หรือไม่”บุรุษชุดดำก้มศีรษะลงจนชิดอกด้วยความยำเกรง “พ่ะย่ะค่ะ วันนี้หวงไท่จื่อเสด็จไปวัดกานลู่พร้อมฮองเฮาและไท่จื่อเฟย” “วัดกานลู่รึ…” มุมปากขอ
“เยว่เอ๋อร์ ความสงบใจที่เจ้าได้รับในวันนี้ จงเก็บมันไว้เป็นโล่กำบังใจ เพราะเมื่อเราก้าวลงจากเขาแห่งนี้... สงครามที่ไร้คมดาบกำลังรอพวกเจ้าอยู่” พระสุรเสียงของพระองค์นุ่มนวล หากแฝงน้ำหนักของผู้ผ่านพายุการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะรับคำตรัสนั้นอย่างสงบ แววตานางนิ่งลึกดุจผิวน้ำในยามไร้ลม แม้ตอนนี้ลานวัดจะเงียบสงบและงดงามเพียงใด นางก็รู้ดีว่าใต้ความสงบนั้นมรสุมลูกใหญ่กำลังตั้งเค้า และนางจะมิยอมให้ใครมาทำลายความสุขของครอบครัวนางได้เป็นอันขาด แต่เมื่อนางหันมองไปยังพระสวามีซึ่งยืนอยู่ข้างกาย ความหนักอึ้งในใจกลับคลายลงอย่างประหลาด“แต่เอาเถิด... อากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเช่นนี้ จิตใจย่อมแจ่มใสกว่าอยู่อุดอู้อยู่ในตำหนักเป็นไหนๆ” ฮองเฮาทรงสรวลเบา ๆ ก่อนจะยื่นพระหัตถ์ไปกุมมือสะใภ้หลวงไป๋ลี่เยว่พยักหน้ารับอย่างนอบน้อม “จริงเพคะเสด็จแม่... ที่นี่สงบเงียบและงดงามยิ่งนัก หม่อมฉันรู้สึกว่าลูกในครรภ์ก็คงจะชื่นชอบอากาศบริสุทธิ์เช่นนี้มิต่างกัน” ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นของนางด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา “ทายาทมังกรน้อยในครรภ์เจ้า คงอยากจะออกมาชมดอกไม้งามพวกนี้ใจจะขาดแล้วกระมัง”
ซิวหรงถูกกดอยู่กลางท้องโถง ใต้แรงกดดันมหาศาล ใบหน้านางซีดเผือดดุจไร้โลหิต มือสั่นระริกไร้เรี่ยวแรง สุดท้ายก็ทรุดฮวบลงกับพื้น ร้องไห้น้ำตาร่วงพรูไม่ขาดสาย“หม่อมฉัน…ผิดไปแล้วเพคะ หม่อมฉันเพียง…เพียงต้องการใส่ร้ายพระชายา หาได้คิดปลงพระชนม์ไทเฮาไม่” นางพร่ำทั้งเสียงสะอื้นขื่นขม“เรื่องแก้พระอาการแพ้ ห
บรรยากาศในท้องพระโรงตึงเครียดดั่งมีก้อนเมฆดำปกคลุมกลางกระหม่อมของทุกคน เหล่าขุนนางและนางกำนัลต่างก้มหน้านิ่ง ราวกับลมหายใจก็หนักเกินจะกลั้น ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับกายซิวหรงยังคุกเข่าแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้ ฝ่ามือกำชายอาภรณ์กำแน่นจนสั่น ราวกับว่าทุกลมหายใจที่ผ่านไป คือเสียงกลองแห่งความตายที่ค
“มิใช่เรื่องของเด็ก แต่เด็กอย่างข้าก็เห็นชัด ว่ายาของหมอหลวงมีปัญหา องค์ชายสามมิเห็น...ไม่รู้ก็โปรดอยู่เงียบๆ ก่อนขอรับ”เด็กน้อยตอบพระบิดาด้วยแววตาวาวโรจน์ไม่พอใจเช่นกัน ก่อนจะหันมาพูดกับหมอหลวง ตาจ้องไปยังถ้วยยาสมุนไพรในมือหมอหลวง“ท่านหมอ สมุนไพรในถ้วยนั้น ท่านใช้ ปี้เยียนเฉ่า กับ ฮวาเต๋อหลิง ร่
ภายในตำหนักฉือหนิง ไทเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์กลางห้อง พระพักตร์เปี่ยมความสุข รายล้อมด้วยนางกำนัลและขันทีผู้ภักดีคอยรับใช้ ในอ้อมกอดมีองค์ชายตัวน้อยซุกตัวแอบอิงอยู่อย่างออดอ้อน บรรยากาศภายในห้องอบอวลด้วยกลิ่นหอมของชาดอกบัว เสริมให้บรรยากาศอบอุ่นชวนรื่นรมย์คล้ายห้วงเวลาแห่งความสงบสุข ฮองเฮาและพระชาย












reviews