Masukนางขอสมรสพระราชทานเพราะรัก แต่คืนแต่งงาน เขารังเกียจนางและทิ้งไป ห้าปีผ่านไปพระชายาที่ถูกลืม กลับเป็นสตรีที่เขาต้องตามจีบ และศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเขาก็คือลูกชายของตนเอง
Lihat lebih banyakภายในคุกหลวงใต้ดินอันมืดอับและชื้นเย็นเงียบงันราวสุสาน กลิ่นสาบของฟางเก่าและกลิ่นคาวโลหิตแห้งกรังคละคลุ้งไปทั่วชั้นบรรยากาศ เสียงหยดน้ำกระทบหินผสานกับเสียงโซ่ตรวนกระทบพื้นดังก้องสะท้อนชวนให้จิตใจหดหู่ หลงจิ้งหรงนั่งพิงกำแพงอย่างหมดสภาพ ฉลองพระองค์สีทองที่เคยสวมใส่บัดนี้ฉีกขาดเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตและฝุ่นสกปรก ส่วนอวี่เยี่ยนถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนเส้นหนานั่งกอดเข่าอยู่มุมหนึ่งที่ลึกที่สุดของห้องขัง ดวงตาแดงช้ำและเหม่อลอย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำสิ้นไร้ซึ่งสง่าราศี ทันใดนั้นเอง...เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังกังวานสม่ำเสมอดังขึ้นจากสุดทางเดินท่ามกลางความเงียบงัน พร้อมกับแสงจากคบเพลิงที่สว่างวาบเข้ามาขับไล่ความมืด เหล่าทหารยามพากันรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที“ถวายบังคมหวงไท่จื่อ ไท่จื่อเฟย”อวี่เยี่ยนสะดุ้งเฮือก หลงจิ้งหรงเงยหน้าขึ้นทันที แสงจากคบเพลิงสาดส่องเข้ามาปรากฏร่างของหลงเจิ้งหยางในฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกรทองอันทรงอำนาจยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มือหนาของเขาโอบประคองแผ่นหลังของพระชายาที่ทรงครรภ์แก่แผ่วเบาด้วยความทะนุถนอม สายตาที่ทอดมองนางเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและอ่อนโยนอย่างถึงที่สุด ทว่า
แม่ทัพเกอซื่อก้าวออกมาจากแถวทหารอย่างองอาจ เขาคุกเข่าลงก่อนประสานมือแล้วชูกล่องไม้แดงขึ้นเหนือศีรษะ“กราบทูลฝ่าบาท รายชื่อขุนนางที่ติดต่อกับชินอ๋องตลอดสามปีที่ผ่านมา รวมถึงหลักฐานรับสินบน จดหมายลับ บัญชีเงินคลังที่ถูกยักยอก และตราประจำตัวของผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมด ล้วนอยู่ที่นี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”ทั่วพระโรงพลันเกิดเสียงสูดลมหายใจดังพร้อมกัน หลายคนถึงกับทรุดฮวบลงกับพื้น สีหน้าสิ้นหวัง เพราะรู้ดีว่า...จุดจบมาถึงแล้วจริง ๆ ฮ่องเต้รับกล่องไม้มาถือไว้ พระองค์เปิดอ่านทีละหน้า ยิ่งอ่าน พระพักตร์ยิ่งเย็นชา จนในที่สุด พระองค์ทรงปิดบัญชีลงปัง! เสียงกระแทกดังลั่นสะท้อนทั่วพระโรง“ดี”เพียงคำเดียว ทำเอาขุนนางจำนวนมากตัวสั่นสะท้าน โอรสสวรรค์ลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกรอย่างเชื่องช้า แม้ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว แต่ยามนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าสบสายพระเนตร“ในเมื่อพวกเจ้าพร้อมหน้ากันแล้ว” พระองค์ตรัส“เช่นนั้น วันนี้… เจิ้นจะชำระล้างราชสำนักเสียพร้อมกัน”วินาทีนั้นฮ่องเต้ทรงสูดหายใจเข้าลึก พระหัตถ์ที่ถือกระบี่มังกรทองคำสั่นระริกเล็กน้อย ทว่าแววตาของโอรสสวรรค์กลับทอประกายเด็ดขาดสะท้านแผ่นดิน ทั้งท้องพระโรงพลันเกิดระล
หลังหลงจิ้งหรงและอวี่เยี่ยนถูกลากออกไปจนเสียงโหยหวนค่อย ๆ เลือนหายไปตามทางเดินหินอ่อน ท้องพระโรงหลวงกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง ทว่าความเงียบนั้นหาใช่ความสงบไม่ หากเป็นความเงียบก่อนพายุเลือดจะโหมกระหน่ำ กลิ่นอายอัปยศของกบฏโฉดยังคละคลุ้งอยู่ในอากาศเปรียบเสมือนหมอกแห่งความตายที่เข้าปกคลุม ความเงียบนั้นหนักอึ้งเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของเหล่าขุนนางสายพระเนตรอันเฉียบคมและทรงอำนาจขององค์โอรสสวรรค์ที่ประทับนิ่งอยู่บนราชบัลลังก์ ทอดพระเนตรรายชื่อในฎีกาบัญชีกบฏ ก่อนจะตวัดกวาดมองลงไปยังขุนนางกังฉินซึ่งถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนเกือบครึ่งท้องพระโรง ที่บัดนี้คุกเข่าตัวสั่นเทาจนฟันกระทบกัน หน้าผากแนบชิดติดศิลาขาวจนโลหิตสีเข้มหลอมรวมกับฝุ่นผง พวกมันต่างหน้าซีดเผือดดุจคนตาย พากันร่ำไห้สะอึกสะอื้น บางคนถึงกับทรุดฮวบหมดเรี่ยวแรง สิ้นสภาพเสนาผู้ทรงเกียรติ เมื่อครู่พวกเขายังคิดว่าเพียงก้มศีรษะเข้าหากบฏก็จะได้เป็นขุนนางผู้มีความดีความชอบ แต่ยามนี้…ไม่ต่างจากฝูงสุนัขจนตรอกที่รอคมดาบของเพชฌฆาตสายพระเนตรที่ทอดลงมาจากบัลลังก์มังกรสงบนิ่ง นิ่งเสียจนผู้คนหวาดกลัวยิ่งกว่าการทรงพิโรธ พระองค์มิได้ตรัสสิ่ง
“ดี... สมแล้วที่เป็นหลานของเจิ้น!”คำชมเพียงประโยคเดียวจากโอรสสวรรค์ มีค่ามากกว่าคำสรรเสริญจากคนทั้งใต้หล้าร้อยประโยคเสียอีก และคำชมนี้... เปรียบเสมือนฝ่ามือที่มองไม่เห็น ตบเข้าที่ใบหน้าของหลงจิ้งหรงอย่างรุนแรงและสมบูรณ์แบบที่สุดวิญญาณของหลงจิ้งหรงคล้ายถูกกระชากออกจากร่าง จี้หยกปลอมในมือร่วงหล่นกระทบพื้นศิลาแตกออกเป็นสองเสี่ยง ดุจเดียวกับความทะเยอทะยานอันแรงกล้าตลอดชีวิตของเขาที่แตกสลายลงต่อหน้าพญามังกรทั้งสามรุ่นของตระกูลหลงจิ่นอวิ๋นเอียงศีรษะเล็กน้อย แววตาฉายความฉงนราวกับกำลังสงสัยจากใจจริง เสนาอำมาตย์ทั้งหลายต่างก้มหน้าลงต่ำ บางคนถึงกับหลุดสีหน้าสมเพชเวทนา ชินอ๋องหน้าบิดเบี้ยวราวดวงหน้าถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้ ทว่าจิ่นอวิ๋นยังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง“ตอนแรกหลานนึกว่าเสด็จอาสี่เป็นพญามังกรผู้ปรีชาสามารถและเก่งกาจเหนือผู้ใด แต่วันนี้หลานเพิ่งรู้...” เด็กน้อยทอดสายตามองอีกฝ่ายอย่างสงบนิ่ง “แท้จริงแล้วท่านเป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่ง ที่กลัวความพ่ายแพ้จนต้องใช้เด็กหกขวบเป็นโล่กำบัง”หลงจิ้งหรงตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ราวกับถูกกระบี่ที่มองไม่เห็นแทงทะลุขั้วหัวใจ ดวงตาแดงก่ำเบิกค้าง จ้องมององ
“ฝ่าบาท…” เสียงของฮองเฮาดังกังวานสะท้อนทั่วท้องพระโรง นางก้าวออกมาจากบัลลังก์ฝ่ายในทีละก้าว แต่ละก้าว เนิบช้าทว่าหนักแน่น ราวย่างเหยียบลงบนหัวใจของผู้คิดท้าทายระเบียบวังหลัง ผ้าคลุมไหล่สีทองปักหงส์สะบัดเงียบงาม ดวงพระเนตรเรียวยาวเยียบเย็น บรรยากาศท้องพระโรงใหญ่ยังอาบด้วยแสงโคมทอง กลิ่นกำยานจันทน
“ต่อไป ด่านที่สอง ด่านปรุงตำรับยา ขอเชิญท่านหมอหานเซียว หัวหน้าแพทย์หลวง แถลงกติกา” เสียงขันทีประกาศก้องในลานประลองร่างสูงโปร่งของหานเซียว ไท่ยี่หลิ่งวัยชราประจำราชสำนัก ผู้ผ่านร้อนหนาวนับศตวรรษ ลุกขึ้นจากแท่น เขาจัดสมุนไพรหลากชนิดลงบนโต๊ะหินกลางลานด้วยท่วงท่าสงบงาม ก่อนจะวางมือเงยหน้าขึ้นมาเมื่อจ
แสงแดดยามเช้าอ่อนโยนสาดลอดผ่านพุ่มไม้เขียวขจีข้างทาง เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ กลิ่นหอมจางของดอกเหมยที่โรยตามทาง ประกอบกับเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ทำให้เช้านั้นดูสดใสกว่าทุกวันไป๋ลี่เยว่จับมือโอรสน้อยแน่น ขณะพากันเดินไปที่รถม้าริมประตูตำหนัก สายตาของนางทอดมองลูกน้อยด้วยรอยยิ้มอ่อนละมุน วันนี้นางตั้งใจจะพาเด็กน
ภายในตำหนักฉือหนิง ไทเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์กลางห้อง พระพักตร์เปี่ยมความสุข รายล้อมด้วยนางกำนัลและขันทีผู้ภักดีคอยรับใช้ ในอ้อมกอดมีองค์ชายตัวน้อยซุกตัวแอบอิงอยู่อย่างออดอ้อน บรรยากาศภายในห้องอบอวลด้วยกลิ่นหอมของชาดอกบัว เสริมให้บรรยากาศอบอุ่นชวนรื่นรมย์คล้ายห้วงเวลาแห่งความสงบสุข ฮองเฮาและพระชาย


















Ulasan-ulasan