로그인นางขอสมรสพระราชทานเพราะรัก แต่คืนแต่งงาน เขารังเกียจนางและทิ้งไป ห้าปีผ่านไปพระชายาที่ถูกลืม กลับเป็นสตรีที่เขาต้องตามจีบ และศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเขาก็คือลูกชายของตนเอง
더 보기“แล้วหากวันหนึ่ง…ข้าได้นั่งบัลลังก์มังกรจริง” เขากดเสียงต่ำ “เจ้าจะทำเช่นไร หากมีสตรีทั่วทั้งวังหลวงมาคุกเข่าให้ข้าเลือก”อวี่เยี่ยนหัวเราะเบาๆ นางใช้ปลายนิ้วไล้แผงอกของเขาช้า ๆ “หากพระองค์ได้ครอบครองใต้หล้า” “หม่อมฉันก็จะกำจัดสตรีทั้งใต้หล้าให้สิ้น มิให้เหลือผู้ใดกล้ามาแย่งสายตาของพระองค์จากหม่อมฉันเพคะ”คำตอบนั้นทำให้เขาหัวเราะลั่น หลงจิ้งหรงก้มจุมพิตนางอย่างรุนแรง ไร้ความอ่อนโยน ไร้การทะนุถนอม มีเพียงความกระหายและความอยากครอบครองเท่านั้น มือหนาบีบเคล้นจนผิวขาวผ่องขึ้นรอยมือ พลางฝังใบหน้าลงกับซอกคอของนาง เขาใช้ริมฝีปากขบเม้มจนเกิดรอยช้ำสีเข้ม คล้ายจะประกาศความเป็นเจ้าของของร่างนี้ อวี่เยี่ยนเงยหน้ารับจุมพิตอย่างไม่ยอมแพ้ นางกัดริมฝีปากเขาจนเลือดซึมเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นรอยเลือดนั้น“อีกไม่นาน…” นางพึมพำ ทั้งที่ลมหายใจยังพันกันยุ่งเหยิง “บัลลังก์ และอำนาจทั้งหมด…จะเป็นของเราเพคะ”หลงจิ้งหรงจ้องมองสตรีบนตักนิ่งงัน แววตาดำลึกดุจอสรพิษกำลังมองเหยื่อที่ทั้งงดงามและมีพิษร้าย“อวี่เยี่ยน…” เสียงเขาแผ่วต่ำ “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าสตรีที่ฉลาดเกินไป มักมีจุดจบไม่สวยนัก”อ
รถม้าสีดำไร้ตราประจำตระกูลแล่นฝ่าม่านราตรีที่มืดมิดอย่างเงียบเชียบและเร่งรีบ ภายในนั้น อวี่เยี่ยนนั่งกอดห่อผ้าไหมไว้แนบอกแน่น ประหนึ่งกุมดวงใจของตนเองราวกับกลัวว่ามันจะหายไป แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างกระทบดวงตาคู่งามที่ส่องประกายวาววับ ด้วยเพลิงแห่งความทะเยอทะยานและตื่นเต้นจนแทบมิอาจข่มกลั้นปลายนิ้วเรียวค่อย ๆ คลี่ห่อผ้าไหมออกช้าๆ อย่างอดใจไว้ไม่อยู่ รอยยิ้มบนริมฝีปากงดงามราวบุปผาแย้มออกเบาๆ เมื่อ แสงนวลของจันทร์สาดกระทบตราพยัคฆ์ในมือของนางเกิดประกายแผ่ไอเย็นเยียบ หยกขาวเนียนละเอียด รูปพยัคฆ์หมอบทรงอำนาจ ทุกอย่างสมบูรณ์แบบดั่งคำเล่าลือ อวี่เยี่ยนเผลอหัวเราะออกมาเบา ๆ“ในที่สุด…” นางพึมพำ น้ำเสียงนั้นทั้งสั่นพร่า ด้วยความลุ่มหลงในอำนาจ“ต่อให้เป็นเทพสงครามผู้เกรียงไกร สุดท้าย…ก็ยังต้องพ่ายแพ้ ให้แก่บ่วงสิเน่หาของสตรีอย่างข้า...”อวี่เยี่ยนยกตราพยัคฆ์ขึ้นแนบอก ราวกับกำลังกอดอำนาจทั้งแผ่นดินเอาไว้ ภาพตอนหวงไท่จื่อผู้สูงศักดิ์ฟุบหลับอยู่บนโต๊ะทรงอักษรผุดขึ้นมาในหัว ทำให้นางยิ่งเหยียดยิ้ม“เป็นมังกรแห่งต้าเฉิงแล้วอย่างไร… หากลุ่มหลงในรูปโฉมของสตรีเพียงชั่วครู่ สุดท้ายก็มิต่างจากส
แสงทองอร่ามของยามเช้าสาดส่องผ่านม่านมุกของตำหนักเยว่หาน บรรยากาศภายในห้องบรรทมยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งรักที่เพิ่งมอดดับลงสองร่างกำลังกกกอดกันบนแท่นบรรทมในภวังค์รัก ทว่าความสงบนั้นกลับพังทลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและรีบร้อนจากภายนอก“เปิดประตู!” สุรเสียงทรงอำนาจดังกึกก้องกลางลานหน้าห้องบรรทมของไท่จื่อเฟย เหล่าองครักษ์หน้าตำหนักถึงกับสะดุ้งพร้อมกัน สีหน้าซีดเผือด ก่อนจะรีบคุกเข่าลง“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ…ฮองเฮา!”“ฮองเฮาเสด็จ!!!” เสียงประกาศของขันทีหน้าตำหนักดังขึ้นไม่ทันที่วรกายงดงามปรากฏกายฮองเฮาในชุดหงส์เพลิงสง่างามเสด็จเข้ามาด้วยพักตร์ที่เคร่งเครียด กลิ่นอายความสูงศักดิ์และอำนาจบารมีแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ สายพระเนตรเย็นเยียบกวาดมองประตูห้องบรรทมที่ยังปิดสนิท “ยังไม่ตื่นสินะ เจ้าโจรถ่อย” น้ำเสียงเรียบ…แต่กดดันจนลมหายใจคนฟังแทบสะดุดนางกำนัลประจำตำหนักรีบก้มหน้าลงต่ำ “ทูลฮองเฮา…ไท่จื่อเฟยทรงพักผ่อนยัง…”“หลบไป” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่หนักพอจะทำให้ทุกคนถอยกรูออกโดยไม่กล้าทูลรายงานให้จบ ฮองเฮาก้าวตรงไปยังบานประตู…แล้ว ผลัก! ปัง! บานประตูถูกเปิดออกอย่างแรงภายในห้องบรรทม ม่านบ
“เสียใจด้วยนะพระชายา คืนนี้ต่อให้เจ้าอ้อนวอนจนสิ้นเสียง ข้าก็มิอาจหยุดพักได้ตามคำบัญชาของเจ้าแล้ว!”ยังไม่ทันให้นางได้ตอบ มือแกร่งก็ตรึงข้อมือบางไว้เหนือศีรษะอย่างแน่นหนาร่างสูงโน้มลงบดทับช้า ๆ แต่หนักแน่นจนนางแทบจมลงไปในแท่นบรรทม ราวกับเขา ใช้ทั้งน้ำหนักและลมหายใจกลืนกินนางเข้าไปทั้งตัว ปลายจมูกคมสันเขาแนบแก้มของนางช้า ๆ ก่อนจะไล้ไปตามแนวลำคอที่เต้นระริก ก่อนจะฝังรอยจุมพิตที่เน้นย้ำความตีตราจอง“กลิ่นของเจ้า…” เขากระซิบเสียงต่ำ“ข้าคิดถึงจนแทบเสียสติ”ไป๋ลี่เยว่หอบหายใจแผ่ว ร่างกายที่พยายามแข็งขืนเริ่มทรยศต่อเจ้าของ แม้นางยังคงเชิดหน้าดื้อดึง แต่ปลายนิ้วกลับเผลอกำชายเสื้อเขาแน่นขึ้นคล้ายรั้งให้เขาเข้าใกล้โดยมิรู้ตัว“อย่า…คิดว่าทำเช่นนี้แล้วหม่อมฉันจะยอมง่าย ๆ นะเพคะ”“ข้าไม่ต้องการให้เจ้ายอมง่ายๆ หรอก” เขาตอบทันที เสียงแหบพร่าจนแทบแตก“ข้าต้องการให้เจ้าจำ…จนลืมไม่ลงต่างหากเล่า เยว่เอ๋อร์” คำพูดนั้นทำให้ลมหายใจของนางสะดุดริมฝีปากร้อนของเขาแตะลงอย่างแผ่วเบา ไม่ใช่จูบที่รุนแรง แต่เป็นจูบที่ค่อย ๆ กัดกินทีละน้อย ราวกับตั้งใจทรมานให้ความรู้สึกมันค่อย ๆ ลุกไหม้ จากริมฝีปากเลื่อนลง ช้าเนิ
‘มีผู้ใช้แผนการ... เจตนาจะให้เลือดมงคลกลายเป็นลางวิบัติพินาศ เพื่อดับสูญวาสนาของรัชทายาทกลางพิธีสถาปนาอันศักดิ์สิทธิ์นี้’จิ่นอวิ๋นเหลือบมองไปยังตำแหน่งของผู้เจตนาร้ายสายตาเรียบนิ่งเพียงเสี้ยววินาทีทันที เขาได้เห็นมุมปากของผู้นั้นกระตุกยิ้มอย่างพึงใจประหนึ่งผู้ชนะที่กุมหมากเหนือกว่า เด็กน้อยมิได้แ
ในขณะที่บรรยากาศในสนามประลองยังคงอาบด้วยความตึงเครียด เสียงฝีเท้าหนักแน่นของขบวนเสด็จใหม่ก็ดังขึ้นจากหน้าประตูสำนักศึกษา เสียงนั้นมิได้เร่งรีบ หากหนักแน่น เป็นจังหวะของผู้คุ้นชินกับการก้าวผ่านสนามการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนประตูไม้จันทน์ถูกผลักเปิดออกช้า ๆ ร่างสูงสง่าในฉลองพระองค์สีกรมท่าปักลายเมฆเง
จิ่นอวิ๋นน้อยที่เอนกายนั่งฟังอยู่บนตักกว้างพระบิดาพยักหน้าหงึกหงักอย่างรู้ความ ดวงตาใสซื่อทว่าฉายแววรู้ความเกินวัยจดจ้องไปยังภาพแผนผังพิธีการ“ท่านแม่กล่าวได้มิจิดผิดขอรับไหน่ไหน่...” เสียงเล็กๆ กระซิบแผ่วทว่าชัดเจน “หากวัวไท่เหลาล้มตายในพิธี เหล่าขุนนางขี้ขลาดพวกนั้นจะต้องจ้องจะเหยียบย่ำท่านพ่อ ย
“ทูลฝ่าบาท… ศึกชิงโจว กองทัพต้าเฉิงสามารถรบได้ชัยชนะกลับมาก็จริง ทว่าระหว่างทางกลับเผชิญอุปสรรคเหลือคณา มิใช่เพราะศัตรูภายนอกเข้มแข็ง แต่เพราะมีหนอนบ่อนไส้ คอยชำแรกกัดกินรากแก้วของแผ่นดินจนผุกร่อนพ่ะย่ะค่ะ”สิ้นคำกราบทูล ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันตกอยู่ในความเงียบที่ชวนให้หายใจขัด ม่านทองเหนือบัลลังก์ม
리뷰