INICIAR SESIÓNนางขอสมรสพระราชทานเพราะรัก แต่คืนแต่งงาน เขารังเกียจนางและทิ้งไป ห้าปีผ่านไปพระชายาที่ถูกลืม กลับเป็นสตรีที่เขาต้องตามจีบ และศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเขาก็คือลูกชายของตนเอง
Ver más“ข้าไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างเขา ข้าก็พอใจแล้ว”
“ข้ากำลังจะแต่งงานกับเขา ข้ากำลังจะได้เป็นพระชายาขององค์ชายสาม”
สองข้างทางของถนนหลวง เต็มไปด้วยผู้คนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีอันยิ่งใหญ่ รถม้าแกะสลักลวดลายงดงามวิจิตรตระการตา แล่นผ่านท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชน
เสียงกลองมงคลดังสนั่นกึกก้องทั่วพระราชวัง ประกาศให้ทุกผู้คนทั่วแผ่นดินรับรู้ถึงพิธีสมรสพระราชทานอันยิ่งใหญ่ ระหว่าง หลงเจิ้งหยาง องค์ชายสามแห่งแคว้นต้าเฉิน และไป๋ลี่เยว่ ธิดาของเสนาบดีไป๋
ไป๋ลี่เยว่ในอาภรณ์เจ้าสาวสีแดงสดงดงามปักลายดอกเหมย ก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง มือของนางเย็นเฉียบ แต่นางรู้ดีว่าไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นยินดี ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความดีใจ วันนี้ นางกำลังจะได้สมรสกับบุรุษที่เฝ้าหลงรักมาเนิ่นนาน
ตั้งแต่วันที่ช่วยชีวิตเขาไว้ วันที่หัวใจของนางตกเป็นของเขาโดยสมบูรณ์
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าองค์ชายสามมิได้รักนาง แต่นางยังมีความหวัง นางยังเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งเขาจะมองเห็นความจริงใจของนาง เมื่อนั้นนางจะสามารถอยู่เคียงข้างเขาได้อย่างแท้จริง
“เพียงแค่ได้อยู่ข้างกายท่าน ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีก”
พระราชวังถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรแดงสดปักลายมังกรหงส์อย่างวิจิตร กลิ่นกำยานหอมจรุงลอยคลุ้งอ้อยอิ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสิริมงคล ทว่าท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น ขุนนางและเหล่าสตรีในวังต่างมาร่วมเป็นสักขีพยาน
แต่ภายใต้ความโอ่อ่าหรูหรานี้ บรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ล้วนมิใช่มาเพราะความปีติยินดีเสมอไป หากแต่เป็นเพราะหลายคนอยากรู้อยากเห็น และมาด้วยความเย้ยหยัน ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้มิใช่เพราะความรัก แต่มันคือผลลัพธ์จากการร้องขอสมรสพระราชทานของสตรีผู้หนึ่ง สตรี ที่ไม่มีผู้ใดคิดว่านางคู่ควร
“เจ้าสาวขององค์ชายสามงั้นหรือ ช่างเป็นเรื่องน่าขันนัก”
“แม้ไป๋ลี่เยว่จะมีใบหน้าที่งดงาม แต่นางก็อ้วนเกินไป เจ้าสาวที่รูปร่างเช่นนั้น คงเป็นเพียงตัวตลกในงานแต่งเท่านั้น”
“ถูกต้อง องค์ชายสามคือวีรบุรุษแห่งแผ่นดิน รูปร่างสง่างามราวกับเทพเซียน แล้วดูเจ้าสาวของพระองค์สิ ข้าละอายแทนจริงๆ”
เสียงกระซิบกระซาบดังไปทั่ว เหล่าสตรีสูงศักดิ์ในงานต่างปิดปากหัวเราะเบาๆ ซ่อนรอยยิ้มเยาะไว้ใต้แขนเสื้อ ไม่มีใครคิดว่าสตรีที่มีรูปร่างเช่นนี้จะคู่ควรกับองค์ชายสาม
“พระชายาไป๋ผู้นี้ช่างโชคดีนัก ได้สมรสพระราชทานกับองค์ชายสาม”
“โชคดีหรือ หึ ถ้านางไม่ไร้ยางอายขอสมรสพระราชทาน คนอย่างนางก็เป็นได้แค่หมูอ้วนไร้ยางอาย”
“ใช่แล้ว รูปร่างเช่นนั้นจะคู่ควรกับองค์ชายสามได้อย่างไร”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากกลุ่มขุนนางสตรี สายตาของพวกนางเต็มไปด้วยความเหยียดหยันเจ้าสาวของงาน
“ข้าได้ยินมาว่า นางเป็นคนขอสมรสพระราชทานเองด้วยใช่หรือไม่”
“ไป๋ลี่เยว่ผู้นี้ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก บีบบังคับให้องค์ชายต้องแต่งงานกับสตรีอัปลักษณ์ นี่มิใช่เป็นการดูหมิ่นพระองค์หรอกหรือ”
ไม่มีใครคิดว่าหญิงที่ “อ้วนและไร้เสน่ห์” เช่นไป๋ลี่เยว่ จะสามารถยืนอยู่เคียงข้างองค์ชายสามได้อย่างแท้จริง
เมื่อเสียงกลองมงคลดังขึ้น ขบวนเสด็จขององค์ชายสามเคลื่อนเข้าสู่ท้องพระโรง
องค์ชายหลงเจิ้งหยาง เจ้าบ่าวของงาน ปรากฏกายในอาภรณ์สีแดงปักดิ้นทองสง่างาม ร่างสูงสมบูรณ์แบบราวกับรูปสลัก สายตาเย็นชาราวคมดาบ แผ่รังสีของแม่ทัพผู้เกรียงไกร รัศมีของเขาเป็นบุรุษผู้ที่ไม่มีสตรีใดกล้าต้านทาน
เขาเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าคมคายดุดัน สายตาเย็นชา เปี่ยมไปด้วยอำนาจของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายที่เคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้วนับไม่ถ้วน แม้เหล่าสตรีในงานจะรู้ดีว่า เขาเย็นชาและไร้เยื่อใย แต่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ว่าเขาคือบุรุษที่น่าหลงใหลที่สุดในแผ่นดิน
“หากข้าได้เป็นเจ้าสาวของพระองค์ก็คงดี”
“น่าเสียดาย ที่เจ้าสาวของพระองค์ เป็นเพียงสตรีอ้วนที่ไม่มีผู้ใดต้องการ”
ร่างสูงยืนเด่นเป็นสง่ากลางท้องพระโรง รัศมีแห่งแม่ทัพทำให้เขาดูน่าเกรงขามราวเทพสงคราม เสียงกระซิบยังคงดังไม่หยุด แต่สิ่งที่เรียกเสียงกระซิบกระซาบได้มากกว่าคือสายตาขององค์ชายสามที่มีต่อเจ้าสาวของพระองค์ เขามองไป๋ลี่เยว่เพียงแวบเดียว ก่อนเมินหน้าหนีอย่างไม่ใยดี ราวกับว่า นางมิได้มีค่าพอให้เขาเสียเวลามอง และนี่ กลับทำให้เสียงนินทาดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“ดูสิ องค์ชายสามแม้แต่มองยังไม่อยากมองเลยด้วยซ้ำ”
“ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่า คืนเข้าหอจะเป็นเช่นไร”
“สมรสพระราชทาน” หลงเจิ้งหยางแค่นเสียงในใจ สีหน้าและหัวใจของเขากลับเย็นชา องค์ชายสาม แม่ทัพผู้เกรียงไกร ผู้เป็นดั่งเสาหลักของแผ่นดินอย่างเขา กำลังเข้าพิธีสมรสกับ ไป๋ลี่เยว่ บุตรสาวขุนนางผู้มีความดีความชอบเพียงเพราะนางเคยช่วยชีวิตเขาไว้ตอนที่เขาโดนทำร้ายร่างกายจนเกือบเขาชีวิตไม่รอด ใครจะไปคิดว่านางจะถือโอกาสนี้ขอสมรสพระราชทานต่อฮ่องเต้
“ข้ามิใช่บุรุษที่จะถูกบังคับให้แต่งงานกับสตรีที่ข้ามิได้เลือก ผ่านพ้นคืนนี้ไปก่อนเถอะ”
เขามิได้หันไปมองด้วยซ้ำว่าข้างกายมีสตรีผู้หนึ่งกำลังเฝ้ามองเขาด้วยความหวัง
เขายืนอยู่ท่ามกลางเหล่าขุนนางและราชวงศ์ แต่เพียงแค่ปรายตามอง ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา
“ข้าต้องแต่งงานกับสตรีที่ข้าไม่ได้เลือก เรื่องเช่นนี้ช่างน่าขันนัก”
ใต้ผ้าคลุมหน้า ไป๋ลี่เยว่รับรู้และได้ยินทุกคำพูด แต่หัวใจของนางยังคงหนักแน่น ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงนี้ ทุกสายตาที่จับจ้องมาที่นางล้วนเต็มไปด้วยการดูถูก
“ข้าไม่คู่ควรหรือ”
“ข้าอาจมิใช่เจ้าสาวที่ผู้คนคาดหวัง”
“แต่ข้าก็เป็นพระชายาของเขา และไม่ว่าใครจะพูดเช่นไร ข้าก็จะทำหน้าที่ของข้าให้ดีที่สุด”
“แม้ข้าจะมิใช่หญิงที่งดงามที่สุด แต่ข้าก็จะทำให้เขามองข้าให้ได้”
หัวใจของนางยังคงมีความหวัง แม้เขาจะเย็นชา แม้ผู้คนจะดูถูก แต่นางเชื่อว่าหากนางตั้งใจ เขาจะยอมรับนางเข้าสักวัน
ไป๋ลี่เยว่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับองค์ชายสามเพียงชั่วครู่ แต่เขากลับมิแม้แต่จะปรายตามองนาง
และพิธีสมรสพระราชทาน ก็ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบที่ไม่เคยหยุดลง จนกระทั่งเสียงบรรเลงขลุ่ยและพิณดังขึ้น ก้องไปทั่วพระราชวัง
“คารวะฟ้าดิน”
ไป๋ลี่เยว่คุกเข่าลงทำพิธีอย่างศรัทธา หวังว่าวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่ดี ทว่าข้างกายนาง องค์ชายสามกลับทำตามพิธีอย่างไร้หัวใจ
“คารวะบรรพบุรุษ” นางก้มศีรษะ เสียงหัวเราะเยาะรอบข้างดังขึ้น เพราะนางก้มได้เพียงเล็กน้อยจากอุปสรรครูปร่างของนาง แต่นางก็มิได้หวั่นไหว
“สามีภรรยาคารวะกัน”
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้น มุมปากประดับรอยยิ้มบางๆ นางมีเพียงความสุข แต่เมื่อสบตากับองค์ชายสาม นางกลับพบเพียงความเย็นชาไร้ความรู้สึกของบุรุษตรงหน้า
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขามิใช่เพียงความเมินเฉย แต่เป็นความรังเกียจที่เด่นชัด
“…”
“ข้าทนแตะต้องนางมิได้จริงๆ”
“นี่คือผู้หญิงที่ข้าต้องแต่งงานด้วยอย่างนั้นหรือ”
แม้เขาจะมิได้พูดออกมา แต่นางก็อ่านออกได้จากสายตาของเขา
“องค์ชายสามรังเกียจนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“หึ เป็นข้า ก็คงรับมิได้เช่นกัน”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไป
ในขณะที่ไป๋ลี่เยว่ยินดี บุรุษที่นางรักสุดหัวใจกลับไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความสุข เขาเพียงปรายตามองนางอย่างเย็นชา
“นางเป็นเพียงภาระ เป็นเพียงสตรีที่ข้าถูกบังคับให้แต่งด้วยเท่านั้น”
“วันนี้เป็นวันมงคล” ฮ่องเต้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยพระเมตตา
“ข้าหวังว่าเจ้าทั้งสองจะครองคู่กันอย่างมีความสุข และร่วมกันดูแลแผ่นดินนี้ต่อไป”
“หลงเจิ้งหยาง เจ้าต้องปกป้องและดูแลพระชายาของเจ้าให้ดี”
หลงเจิ้งหยางคุกเข่าลงอย่างสง่างาม แม้ภายในใจจะมิได้ยินดี แต่เขาก็ไม่อาจขัดรับสั่งได้
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
ไป๋ลี่เยว่คุกเข่าลงตาม นางยิ้มอ่อนโยน ดวงตาส่องประกายแห่งความสุข
“หม่อมฉันจะดูแลพระสวามีอย่างดีที่สุดเพคะ”
“ดีมาก”
ฮองเฮาทรงยิ้มอ่อนโยน พระนางทอดพระเนตรไปยังไป๋ลี่เยว่ ด้วยสายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ไป๋ลี่เยว่ ตั้งแต่เล็กจนโตเจ้าก็เป็นเด็กดีและเฉลียวฉลาด บัดนี้ เจ้าได้กลายเป็นพระชายาแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะมีความสุขและนำพาสิ่งดีๆ มาสู่องค์ชายสาม”
ไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะ ซ่อนรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มเอาไว้
“ขอบพระทัยเพคะ เสด็จแม่”
ภายในคุกหลวงใต้ดินอันมืดอับและชื้นเย็นเงียบงันราวสุสาน กลิ่นสาบของฟางเก่าและกลิ่นคาวโลหิตแห้งกรังคละคลุ้งไปทั่วชั้นบรรยากาศ เสียงหยดน้ำกระทบหินผสานกับเสียงโซ่ตรวนกระทบพื้นดังก้องสะท้อนชวนให้จิตใจหดหู่ หลงจิ้งหรงนั่งพิงกำแพงอย่างหมดสภาพ ฉลองพระองค์สีทองที่เคยสวมใส่บัดนี้ฉีกขาดเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตและฝุ่นสกปรก ส่วนอวี่เยี่ยนถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนเส้นหนานั่งกอดเข่าอยู่มุมหนึ่งที่ลึกที่สุดของห้องขัง ดวงตาแดงช้ำและเหม่อลอย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำสิ้นไร้ซึ่งสง่าราศี ทันใดนั้นเอง...เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังกังวานสม่ำเสมอดังขึ้นจากสุดทางเดินท่ามกลางความเงียบงัน พร้อมกับแสงจากคบเพลิงที่สว่างวาบเข้ามาขับไล่ความมืด เหล่าทหารยามพากันรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที“ถวายบังคมหวงไท่จื่อ ไท่จื่อเฟย”อวี่เยี่ยนสะดุ้งเฮือก หลงจิ้งหรงเงยหน้าขึ้นทันที แสงจากคบเพลิงสาดส่องเข้ามาปรากฏร่างของหลงเจิ้งหยางในฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกรทองอันทรงอำนาจยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มือหนาของเขาโอบประคองแผ่นหลังของพระชายาที่ทรงครรภ์แก่แผ่วเบาด้วยความทะนุถนอม สายตาที่ทอดมองนางเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและอ่อนโยนอย่างถึงที่สุด ทว่า
แม่ทัพเกอซื่อก้าวออกมาจากแถวทหารอย่างองอาจ เขาคุกเข่าลงก่อนประสานมือแล้วชูกล่องไม้แดงขึ้นเหนือศีรษะ“กราบทูลฝ่าบาท รายชื่อขุนนางที่ติดต่อกับชินอ๋องตลอดสามปีที่ผ่านมา รวมถึงหลักฐานรับสินบน จดหมายลับ บัญชีเงินคลังที่ถูกยักยอก และตราประจำตัวของผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมด ล้วนอยู่ที่นี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”ทั่วพระโรงพลันเกิดเสียงสูดลมหายใจดังพร้อมกัน หลายคนถึงกับทรุดฮวบลงกับพื้น สีหน้าสิ้นหวัง เพราะรู้ดีว่า...จุดจบมาถึงแล้วจริง ๆ ฮ่องเต้รับกล่องไม้มาถือไว้ พระองค์เปิดอ่านทีละหน้า ยิ่งอ่าน พระพักตร์ยิ่งเย็นชา จนในที่สุด พระองค์ทรงปิดบัญชีลงปัง! เสียงกระแทกดังลั่นสะท้อนทั่วพระโรง“ดี”เพียงคำเดียว ทำเอาขุนนางจำนวนมากตัวสั่นสะท้าน โอรสสวรรค์ลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกรอย่างเชื่องช้า แม้ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว แต่ยามนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าสบสายพระเนตร“ในเมื่อพวกเจ้าพร้อมหน้ากันแล้ว” พระองค์ตรัส“เช่นนั้น วันนี้… เจิ้นจะชำระล้างราชสำนักเสียพร้อมกัน”วินาทีนั้นฮ่องเต้ทรงสูดหายใจเข้าลึก พระหัตถ์ที่ถือกระบี่มังกรทองคำสั่นระริกเล็กน้อย ทว่าแววตาของโอรสสวรรค์กลับทอประกายเด็ดขาดสะท้านแผ่นดิน ทั้งท้องพระโรงพลันเกิดระล
หลังหลงจิ้งหรงและอวี่เยี่ยนถูกลากออกไปจนเสียงโหยหวนค่อย ๆ เลือนหายไปตามทางเดินหินอ่อน ท้องพระโรงหลวงกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง ทว่าความเงียบนั้นหาใช่ความสงบไม่ หากเป็นความเงียบก่อนพายุเลือดจะโหมกระหน่ำ กลิ่นอายอัปยศของกบฏโฉดยังคละคลุ้งอยู่ในอากาศเปรียบเสมือนหมอกแห่งความตายที่เข้าปกคลุม ความเงียบนั้นหนักอึ้งเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของเหล่าขุนนางสายพระเนตรอันเฉียบคมและทรงอำนาจขององค์โอรสสวรรค์ที่ประทับนิ่งอยู่บนราชบัลลังก์ ทอดพระเนตรรายชื่อในฎีกาบัญชีกบฏ ก่อนจะตวัดกวาดมองลงไปยังขุนนางกังฉินซึ่งถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนเกือบครึ่งท้องพระโรง ที่บัดนี้คุกเข่าตัวสั่นเทาจนฟันกระทบกัน หน้าผากแนบชิดติดศิลาขาวจนโลหิตสีเข้มหลอมรวมกับฝุ่นผง พวกมันต่างหน้าซีดเผือดดุจคนตาย พากันร่ำไห้สะอึกสะอื้น บางคนถึงกับทรุดฮวบหมดเรี่ยวแรง สิ้นสภาพเสนาผู้ทรงเกียรติ เมื่อครู่พวกเขายังคิดว่าเพียงก้มศีรษะเข้าหากบฏก็จะได้เป็นขุนนางผู้มีความดีความชอบ แต่ยามนี้…ไม่ต่างจากฝูงสุนัขจนตรอกที่รอคมดาบของเพชฌฆาตสายพระเนตรที่ทอดลงมาจากบัลลังก์มังกรสงบนิ่ง นิ่งเสียจนผู้คนหวาดกลัวยิ่งกว่าการทรงพิโรธ พระองค์มิได้ตรัสสิ่ง
“ดี... สมแล้วที่เป็นหลานของเจิ้น!”คำชมเพียงประโยคเดียวจากโอรสสวรรค์ มีค่ามากกว่าคำสรรเสริญจากคนทั้งใต้หล้าร้อยประโยคเสียอีก และคำชมนี้... เปรียบเสมือนฝ่ามือที่มองไม่เห็น ตบเข้าที่ใบหน้าของหลงจิ้งหรงอย่างรุนแรงและสมบูรณ์แบบที่สุดวิญญาณของหลงจิ้งหรงคล้ายถูกกระชากออกจากร่าง จี้หยกปลอมในมือร่วงหล่นกระทบพื้นศิลาแตกออกเป็นสองเสี่ยง ดุจเดียวกับความทะเยอทะยานอันแรงกล้าตลอดชีวิตของเขาที่แตกสลายลงต่อหน้าพญามังกรทั้งสามรุ่นของตระกูลหลงจิ่นอวิ๋นเอียงศีรษะเล็กน้อย แววตาฉายความฉงนราวกับกำลังสงสัยจากใจจริง เสนาอำมาตย์ทั้งหลายต่างก้มหน้าลงต่ำ บางคนถึงกับหลุดสีหน้าสมเพชเวทนา ชินอ๋องหน้าบิดเบี้ยวราวดวงหน้าถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้ ทว่าจิ่นอวิ๋นยังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง“ตอนแรกหลานนึกว่าเสด็จอาสี่เป็นพญามังกรผู้ปรีชาสามารถและเก่งกาจเหนือผู้ใด แต่วันนี้หลานเพิ่งรู้...” เด็กน้อยทอดสายตามองอีกฝ่ายอย่างสงบนิ่ง “แท้จริงแล้วท่านเป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่ง ที่กลัวความพ่ายแพ้จนต้องใช้เด็กหกขวบเป็นโล่กำบัง”หลงจิ้งหรงตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ราวกับถูกกระบี่ที่มองไม่เห็นแทงทะลุขั้วหัวใจ ดวงตาแดงก่ำเบิกค้าง จ้องมององ
“ฝ่าบาท…” เสียงของฮองเฮาดังกังวานสะท้อนทั่วท้องพระโรง นางก้าวออกมาจากบัลลังก์ฝ่ายในทีละก้าว แต่ละก้าว เนิบช้าทว่าหนักแน่น ราวย่างเหยียบลงบนหัวใจของผู้คิดท้าทายระเบียบวังหลัง ผ้าคลุมไหล่สีทองปักหงส์สะบัดเงียบงาม ดวงพระเนตรเรียวยาวเยียบเย็น บรรยากาศท้องพระโรงใหญ่ยังอาบด้วยแสงโคมทอง กลิ่นกำยานจันทน
“ต่อไป ด่านที่สอง ด่านปรุงตำรับยา ขอเชิญท่านหมอหานเซียว หัวหน้าแพทย์หลวง แถลงกติกา” เสียงขันทีประกาศก้องในลานประลองร่างสูงโปร่งของหานเซียว ไท่ยี่หลิ่งวัยชราประจำราชสำนัก ผู้ผ่านร้อนหนาวนับศตวรรษ ลุกขึ้นจากแท่น เขาจัดสมุนไพรหลากชนิดลงบนโต๊ะหินกลางลานด้วยท่วงท่าสงบงาม ก่อนจะวางมือเงยหน้าขึ้นมาเมื่อจ
แสงแดดยามเช้าอ่อนโยนสาดลอดผ่านพุ่มไม้เขียวขจีข้างทาง เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ กลิ่นหอมจางของดอกเหมยที่โรยตามทาง ประกอบกับเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ทำให้เช้านั้นดูสดใสกว่าทุกวันไป๋ลี่เยว่จับมือโอรสน้อยแน่น ขณะพากันเดินไปที่รถม้าริมประตูตำหนัก สายตาของนางทอดมองลูกน้อยด้วยรอยยิ้มอ่อนละมุน วันนี้นางตั้งใจจะพาเด็กน
ภายในตำหนักฉือหนิง ไทเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์กลางห้อง พระพักตร์เปี่ยมความสุข รายล้อมด้วยนางกำนัลและขันทีผู้ภักดีคอยรับใช้ ในอ้อมกอดมีองค์ชายตัวน้อยซุกตัวแอบอิงอยู่อย่างออดอ้อน บรรยากาศภายในห้องอบอวลด้วยกลิ่นหอมของชาดอกบัว เสริมให้บรรยากาศอบอุ่นชวนรื่นรมย์คล้ายห้วงเวลาแห่งความสงบสุข ฮองเฮาและพระชาย












reseñas