تسجيل الدخولนางขอสมรสพระราชทานเพราะรัก แต่คืนแต่งงาน เขารังเกียจนางและทิ้งไป ห้าปีผ่านไปพระชายาที่ถูกลืม กลับเป็นสตรีที่เขาต้องตามจีบ และศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเขาก็คือลูกชายของตนเอง
عرض المزيد“ข้าไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างเขา ข้าก็พอใจแล้ว”
“ข้ากำลังจะแต่งงานกับเขา ข้ากำลังจะได้เป็นพระชายาขององค์ชายสาม”
สองข้างทางของถนนหลวง เต็มไปด้วยผู้คนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีอันยิ่งใหญ่ รถม้าแกะสลักลวดลายงดงามวิจิตรตระการตา แล่นผ่านท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชน
เสียงกลองมงคลดังสนั่นกึกก้องทั่วพระราชวัง ประกาศให้ทุกผู้คนทั่วแผ่นดินรับรู้ถึงพิธีสมรสพระราชทานอันยิ่งใหญ่ ระหว่าง หลงเจิ้งหยาง องค์ชายสามแห่งแคว้นต้าเฉิน และไป๋ลี่เยว่ ธิดาของเสนาบดีไป๋
ไป๋ลี่เยว่ในอาภรณ์เจ้าสาวสีแดงสดงดงามปักลายดอกเหมย ก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง มือของนางเย็นเฉียบ แต่นางรู้ดีว่าไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นยินดี ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความดีใจ วันนี้ นางกำลังจะได้สมรสกับบุรุษที่เฝ้าหลงรักมาเนิ่นนาน
ตั้งแต่วันที่ช่วยชีวิตเขาไว้ วันที่หัวใจของนางตกเป็นของเขาโดยสมบูรณ์
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าองค์ชายสามมิได้รักนาง แต่นางยังมีความหวัง นางยังเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งเขาจะมองเห็นความจริงใจของนาง เมื่อนั้นนางจะสามารถอยู่เคียงข้างเขาได้อย่างแท้จริง
“เพียงแค่ได้อยู่ข้างกายท่าน ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีก”
พระราชวังถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรแดงสดปักลายมังกรหงส์อย่างวิจิตร กลิ่นกำยานหอมจรุงลอยคลุ้งอ้อยอิ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสิริมงคล ทว่าท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น ขุนนางและเหล่าสตรีในวังต่างมาร่วมเป็นสักขีพยาน
แต่ภายใต้ความโอ่อ่าหรูหรานี้ บรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ล้วนมิใช่มาเพราะความปีติยินดีเสมอไป หากแต่เป็นเพราะหลายคนอยากรู้อยากเห็น และมาด้วยความเย้ยหยัน ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้มิใช่เพราะความรัก แต่มันคือผลลัพธ์จากการร้องขอสมรสพระราชทานของสตรีผู้หนึ่ง สตรี ที่ไม่มีผู้ใดคิดว่านางคู่ควร
“เจ้าสาวขององค์ชายสามงั้นหรือ ช่างเป็นเรื่องน่าขันนัก”
“แม้ไป๋ลี่เยว่จะมีใบหน้าที่งดงาม แต่นางก็อ้วนเกินไป เจ้าสาวที่รูปร่างเช่นนั้น คงเป็นเพียงตัวตลกในงานแต่งเท่านั้น”
“ถูกต้อง องค์ชายสามคือวีรบุรุษแห่งแผ่นดิน รูปร่างสง่างามราวกับเทพเซียน แล้วดูเจ้าสาวของพระองค์สิ ข้าละอายแทนจริงๆ”
เสียงกระซิบกระซาบดังไปทั่ว เหล่าสตรีสูงศักดิ์ในงานต่างปิดปากหัวเราะเบาๆ ซ่อนรอยยิ้มเยาะไว้ใต้แขนเสื้อ ไม่มีใครคิดว่าสตรีที่มีรูปร่างเช่นนี้จะคู่ควรกับองค์ชายสาม
“พระชายาไป๋ผู้นี้ช่างโชคดีนัก ได้สมรสพระราชทานกับองค์ชายสาม”
“โชคดีหรือ หึ ถ้านางไม่ไร้ยางอายขอสมรสพระราชทาน คนอย่างนางก็เป็นได้แค่หมูอ้วนไร้ยางอาย”
“ใช่แล้ว รูปร่างเช่นนั้นจะคู่ควรกับองค์ชายสามได้อย่างไร”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากกลุ่มขุนนางสตรี สายตาของพวกนางเต็มไปด้วยความเหยียดหยันเจ้าสาวของงาน
“ข้าได้ยินมาว่า นางเป็นคนขอสมรสพระราชทานเองด้วยใช่หรือไม่”
“ไป๋ลี่เยว่ผู้นี้ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก บีบบังคับให้องค์ชายต้องแต่งงานกับสตรีอัปลักษณ์ นี่มิใช่เป็นการดูหมิ่นพระองค์หรอกหรือ”
ไม่มีใครคิดว่าหญิงที่ “อ้วนและไร้เสน่ห์” เช่นไป๋ลี่เยว่ จะสามารถยืนอยู่เคียงข้างองค์ชายสามได้อย่างแท้จริง
เมื่อเสียงกลองมงคลดังขึ้น ขบวนเสด็จขององค์ชายสามเคลื่อนเข้าสู่ท้องพระโรง
องค์ชายหลงเจิ้งหยาง เจ้าบ่าวของงาน ปรากฏกายในอาภรณ์สีแดงปักดิ้นทองสง่างาม ร่างสูงสมบูรณ์แบบราวกับรูปสลัก สายตาเย็นชาราวคมดาบ แผ่รังสีของแม่ทัพผู้เกรียงไกร รัศมีของเขาเป็นบุรุษผู้ที่ไม่มีสตรีใดกล้าต้านทาน
เขาเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าคมคายดุดัน สายตาเย็นชา เปี่ยมไปด้วยอำนาจของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายที่เคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้วนับไม่ถ้วน แม้เหล่าสตรีในงานจะรู้ดีว่า เขาเย็นชาและไร้เยื่อใย แต่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ว่าเขาคือบุรุษที่น่าหลงใหลที่สุดในแผ่นดิน
“หากข้าได้เป็นเจ้าสาวของพระองค์ก็คงดี”
“น่าเสียดาย ที่เจ้าสาวของพระองค์ เป็นเพียงสตรีอ้วนที่ไม่มีผู้ใดต้องการ”
ร่างสูงยืนเด่นเป็นสง่ากลางท้องพระโรง รัศมีแห่งแม่ทัพทำให้เขาดูน่าเกรงขามราวเทพสงคราม เสียงกระซิบยังคงดังไม่หยุด แต่สิ่งที่เรียกเสียงกระซิบกระซาบได้มากกว่าคือสายตาขององค์ชายสามที่มีต่อเจ้าสาวของพระองค์ เขามองไป๋ลี่เยว่เพียงแวบเดียว ก่อนเมินหน้าหนีอย่างไม่ใยดี ราวกับว่า นางมิได้มีค่าพอให้เขาเสียเวลามอง และนี่ กลับทำให้เสียงนินทาดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“ดูสิ องค์ชายสามแม้แต่มองยังไม่อยากมองเลยด้วยซ้ำ”
“ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่า คืนเข้าหอจะเป็นเช่นไร”
“สมรสพระราชทาน” หลงเจิ้งหยางแค่นเสียงในใจ สีหน้าและหัวใจของเขากลับเย็นชา องค์ชายสาม แม่ทัพผู้เกรียงไกร ผู้เป็นดั่งเสาหลักของแผ่นดินอย่างเขา กำลังเข้าพิธีสมรสกับ ไป๋ลี่เยว่ บุตรสาวขุนนางผู้มีความดีความชอบเพียงเพราะนางเคยช่วยชีวิตเขาไว้ตอนที่เขาโดนทำร้ายร่างกายจนเกือบเขาชีวิตไม่รอด ใครจะไปคิดว่านางจะถือโอกาสนี้ขอสมรสพระราชทานต่อฮ่องเต้
“ข้ามิใช่บุรุษที่จะถูกบังคับให้แต่งงานกับสตรีที่ข้ามิได้เลือก ผ่านพ้นคืนนี้ไปก่อนเถอะ”
เขามิได้หันไปมองด้วยซ้ำว่าข้างกายมีสตรีผู้หนึ่งกำลังเฝ้ามองเขาด้วยความหวัง
เขายืนอยู่ท่ามกลางเหล่าขุนนางและราชวงศ์ แต่เพียงแค่ปรายตามอง ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา
“ข้าต้องแต่งงานกับสตรีที่ข้าไม่ได้เลือก เรื่องเช่นนี้ช่างน่าขันนัก”
ใต้ผ้าคลุมหน้า ไป๋ลี่เยว่รับรู้และได้ยินทุกคำพูด แต่หัวใจของนางยังคงหนักแน่น ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงนี้ ทุกสายตาที่จับจ้องมาที่นางล้วนเต็มไปด้วยการดูถูก
“ข้าไม่คู่ควรหรือ”
“ข้าอาจมิใช่เจ้าสาวที่ผู้คนคาดหวัง”
“แต่ข้าก็เป็นพระชายาของเขา และไม่ว่าใครจะพูดเช่นไร ข้าก็จะทำหน้าที่ของข้าให้ดีที่สุด”
“แม้ข้าจะมิใช่หญิงที่งดงามที่สุด แต่ข้าก็จะทำให้เขามองข้าให้ได้”
หัวใจของนางยังคงมีความหวัง แม้เขาจะเย็นชา แม้ผู้คนจะดูถูก แต่นางเชื่อว่าหากนางตั้งใจ เขาจะยอมรับนางเข้าสักวัน
ไป๋ลี่เยว่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับองค์ชายสามเพียงชั่วครู่ แต่เขากลับมิแม้แต่จะปรายตามองนาง
และพิธีสมรสพระราชทาน ก็ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบที่ไม่เคยหยุดลง จนกระทั่งเสียงบรรเลงขลุ่ยและพิณดังขึ้น ก้องไปทั่วพระราชวัง
“คารวะฟ้าดิน”
ไป๋ลี่เยว่คุกเข่าลงทำพิธีอย่างศรัทธา หวังว่าวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่ดี ทว่าข้างกายนาง องค์ชายสามกลับทำตามพิธีอย่างไร้หัวใจ
“คารวะบรรพบุรุษ” นางก้มศีรษะ เสียงหัวเราะเยาะรอบข้างดังขึ้น เพราะนางก้มได้เพียงเล็กน้อยจากอุปสรรครูปร่างของนาง แต่นางก็มิได้หวั่นไหว
“สามีภรรยาคารวะกัน”
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้น มุมปากประดับรอยยิ้มบางๆ นางมีเพียงความสุข แต่เมื่อสบตากับองค์ชายสาม นางกลับพบเพียงความเย็นชาไร้ความรู้สึกของบุรุษตรงหน้า
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขามิใช่เพียงความเมินเฉย แต่เป็นความรังเกียจที่เด่นชัด
“…”
“ข้าทนแตะต้องนางมิได้จริงๆ”
“นี่คือผู้หญิงที่ข้าต้องแต่งงานด้วยอย่างนั้นหรือ”
แม้เขาจะมิได้พูดออกมา แต่นางก็อ่านออกได้จากสายตาของเขา
“องค์ชายสามรังเกียจนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“หึ เป็นข้า ก็คงรับมิได้เช่นกัน”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไป
ในขณะที่ไป๋ลี่เยว่ยินดี บุรุษที่นางรักสุดหัวใจกลับไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความสุข เขาเพียงปรายตามองนางอย่างเย็นชา
“นางเป็นเพียงภาระ เป็นเพียงสตรีที่ข้าถูกบังคับให้แต่งด้วยเท่านั้น”
“วันนี้เป็นวันมงคล” ฮ่องเต้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยพระเมตตา
“ข้าหวังว่าเจ้าทั้งสองจะครองคู่กันอย่างมีความสุข และร่วมกันดูแลแผ่นดินนี้ต่อไป”
“หลงเจิ้งหยาง เจ้าต้องปกป้องและดูแลพระชายาของเจ้าให้ดี”
หลงเจิ้งหยางคุกเข่าลงอย่างสง่างาม แม้ภายในใจจะมิได้ยินดี แต่เขาก็ไม่อาจขัดรับสั่งได้
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
ไป๋ลี่เยว่คุกเข่าลงตาม นางยิ้มอ่อนโยน ดวงตาส่องประกายแห่งความสุข
“หม่อมฉันจะดูแลพระสวามีอย่างดีที่สุดเพคะ”
“ดีมาก”
ฮองเฮาทรงยิ้มอ่อนโยน พระนางทอดพระเนตรไปยังไป๋ลี่เยว่ ด้วยสายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ไป๋ลี่เยว่ ตั้งแต่เล็กจนโตเจ้าก็เป็นเด็กดีและเฉลียวฉลาด บัดนี้ เจ้าได้กลายเป็นพระชายาแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะมีความสุขและนำพาสิ่งดีๆ มาสู่องค์ชายสาม”
ไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะ ซ่อนรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มเอาไว้
“ขอบพระทัยเพคะ เสด็จแม่”
รถม้าสีดำไร้ตราประจำตระกูลแล่นฝ่าม่านราตรีที่มืดมิดอย่างเงียบเชียบและเร่งรีบ ภายในนั้น อวี่เยี่ยนนั่งกอดห่อผ้าไหมไว้แนบอกแน่น ประหนึ่งกุมดวงใจของตนเองราวกับกลัวว่ามันจะหายไป แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างกระทบดวงตาคู่งามที่ส่องประกายวาววับ ด้วยเพลิงแห่งความทะเยอทะยานและตื่นเต้นจนแทบมิอาจข่มกลั้นปลายนิ้วเรียวค่อย ๆ คลี่ห่อผ้าไหมออกช้าๆ อย่างอดใจไว้ไม่อยู่ รอยยิ้มบนริมฝีปากงดงามราวบุปผาแย้มออกเบาๆ เมื่อ แสงนวลของจันทร์สาดกระทบตราพยัคฆ์ในมือของนางเกิดประกายแผ่ไอเย็นเยียบ หยกขาวเนียนละเอียด รูปพยัคฆ์หมอบทรงอำนาจ ทุกอย่างสมบูรณ์แบบดั่งคำเล่าลือ อวี่เยี่ยนเผลอหัวเราะออกมาเบา ๆ“ในที่สุด…” นางพึมพำ น้ำเสียงนั้นทั้งสั่นพร่า ด้วยความลุ่มหลงในอำนาจ“ต่อให้เป็นเทพสงครามผู้เกรียงไกร สุดท้าย…ก็ยังต้องพ่ายแพ้ ให้แก่บ่วงสิเน่หาของสตรีอย่างข้า...”อวี่เยี่ยนยกตราพยัคฆ์ขึ้นแนบอก ราวกับกำลังกอดอำนาจทั้งแผ่นดินเอาไว้ ภาพตอนหวงไท่จื่อผู้สูงศักดิ์ฟุบหลับอยู่บนโต๊ะทรงอักษรผุดขึ้นมาในหัว ทำให้นางยิ่งเหยียดยิ้ม“เป็นมังกรแห่งต้าเฉิงแล้วอย่างไร… หากลุ่มหลงในรูปโฉมของสตรีเพียงชั่วครู่ สุดท้ายก็มิต่างจากส
แสงทองอร่ามของยามเช้าสาดส่องผ่านม่านมุกของตำหนักเยว่หาน บรรยากาศภายในห้องบรรทมยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งรักที่เพิ่งมอดดับลงสองร่างกำลังกกกอดกันบนแท่นบรรทมในภวังค์รัก ทว่าความสงบนั้นกลับพังทลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและรีบร้อนจากภายนอก“เปิดประตู!” สุรเสียงทรงอำนาจดังกึกก้องกลางลานหน้าห้องบรรทมของไท่จื่อเฟย เหล่าองครักษ์หน้าตำหนักถึงกับสะดุ้งพร้อมกัน สีหน้าซีดเผือด ก่อนจะรีบคุกเข่าลง“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ…ฮองเฮา!”“ฮองเฮาเสด็จ!!!” เสียงประกาศของขันทีหน้าตำหนักดังขึ้นไม่ทันที่วรกายงดงามปรากฏกายฮองเฮาในชุดหงส์เพลิงสง่างามเสด็จเข้ามาด้วยพักตร์ที่เคร่งเครียด กลิ่นอายความสูงศักดิ์และอำนาจบารมีแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ สายพระเนตรเย็นเยียบกวาดมองประตูห้องบรรทมที่ยังปิดสนิท “ยังไม่ตื่นสินะ เจ้าโจรถ่อย” น้ำเสียงเรียบ…แต่กดดันจนลมหายใจคนฟังแทบสะดุดนางกำนัลประจำตำหนักรีบก้มหน้าลงต่ำ “ทูลฮองเฮา…ไท่จื่อเฟยทรงพักผ่อนยัง…”“หลบไป” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่หนักพอจะทำให้ทุกคนถอยกรูออกโดยไม่กล้าทูลรายงานให้จบ ฮองเฮาก้าวตรงไปยังบานประตู…แล้ว ผลัก! ปัง! บานประตูถูกเปิดออกอย่างแรงภายในห้องบรรทม ม่านบ
“เสียใจด้วยนะพระชายา คืนนี้ต่อให้เจ้าอ้อนวอนจนสิ้นเสียง ข้าก็มิอาจหยุดพักได้ตามคำบัญชาของเจ้าแล้ว!”ยังไม่ทันให้นางได้ตอบ มือแกร่งก็ตรึงข้อมือบางไว้เหนือศีรษะอย่างแน่นหนาร่างสูงโน้มลงบดทับช้า ๆ แต่หนักแน่นจนนางแทบจมลงไปในแท่นบรรทม ราวกับเขา ใช้ทั้งน้ำหนักและลมหายใจกลืนกินนางเข้าไปทั้งตัว ปลายจมูกคมสันเขาแนบแก้มของนางช้า ๆ ก่อนจะไล้ไปตามแนวลำคอที่เต้นระริก ก่อนจะฝังรอยจุมพิตที่เน้นย้ำความตีตราจอง“กลิ่นของเจ้า…” เขากระซิบเสียงต่ำ“ข้าคิดถึงจนแทบเสียสติ”ไป๋ลี่เยว่หอบหายใจแผ่ว ร่างกายที่พยายามแข็งขืนเริ่มทรยศต่อเจ้าของ แม้นางยังคงเชิดหน้าดื้อดึง แต่ปลายนิ้วกลับเผลอกำชายเสื้อเขาแน่นขึ้นคล้ายรั้งให้เขาเข้าใกล้โดยมิรู้ตัว“อย่า…คิดว่าทำเช่นนี้แล้วหม่อมฉันจะยอมง่าย ๆ นะเพคะ”“ข้าไม่ต้องการให้เจ้ายอมง่ายๆ หรอก” เขาตอบทันที เสียงแหบพร่าจนแทบแตก“ข้าต้องการให้เจ้าจำ…จนลืมไม่ลงต่างหากเล่า เยว่เอ๋อร์” คำพูดนั้นทำให้ลมหายใจของนางสะดุดริมฝีปากร้อนของเขาแตะลงอย่างแผ่วเบา ไม่ใช่จูบที่รุนแรง แต่เป็นจูบที่ค่อย ๆ กัดกินทีละน้อย ราวกับตั้งใจทรมานให้ความรู้สึกมันค่อย ๆ ลุกไหม้ จากริมฝีปากเลื่อนลง ช้าเนิ
จะ...จะทำอะไรเพคะ” นางเริ่มเสียงสั่น เมื่อสัมผัสได้ถึงความตื่นตัวของพยัคฆ์หนุ่มที่แนบชิดหน้าท้อง“ก็พิสูจน์ไงเล่า...” หลงเจิ้งหยางยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาเปลี่ยนเป็นร้อนแรงจนแทบจะเผาไหม้อาภรณ์ของนาง “พิสูจน์ว่าทั้งตัว... ทั้งหัวใจ และสิ่งที่อยู่ใต้ร่มผ้านี้ เป็นของไป๋ลี่เยว่แต่เพียงผู้เดียว”“อย่ามาทำปากหวานนักเลยเพคะ และอย่าเพิ่ง…แตะหม่อมฉัน ตอนนี้” “เจ้ายังไม่หายโกรธ ข้าอีกเหรอ”“ยัง…ไม่หายง่ายๆ หรอก เพคะ” นางกระซิบ ทว่าร่างกายกลับเริ่มอ่อนระทวยในอ้อมกอด“ไม่หายโกรธ... เช่นนั้นต้องให้ข้าง้อเยี่ยงไร” หลงเจิ้งหยางพรมจูบไปตามซอกคอระหง กลิ่นดอกเหมยเฉพาะกายของนางปลุกเร้าสัญชาตญาณพยัคฆ์ให้ตื่นตัวมากขึ้น “ต้องให้ข้าพิสูจน์ด้วยกายทั้งคืน... จนกว่าเจ้าจะสิ้นแรงคลายงอนดีหรือไม่” เขาก้มลงอีกครั้ง ครั้งนี้…ช้ากว่าเดิม ใกล้กว่าเดิม ลมหายใจประสานกัน หยุดเพียงเส้นบาง ๆ ระหว่างสัมผัสใบหน้าของไป๋ลี่เยว่ร้อนฉ่า นางหอบหายใจแผ่วเมื่อฝ่ามือร้อนของเขาเริ่มซุกซนล่วงล้ำเข้ามาภายใต้อาภรณ์ของนาง “ข้ายอมทุกอย่าง…เพื่อเจ้า” คำพูดนั้นหนักแน่นจนแทบเหมือนคำสัตย์สาบาน“เพื่อหม่อมฉัน แต่พระองค์... มาช้าไปเพคะ หม่อ
‘มีผู้ใช้แผนการ... เจตนาจะให้เลือดมงคลกลายเป็นลางวิบัติพินาศ เพื่อดับสูญวาสนาของรัชทายาทกลางพิธีสถาปนาอันศักดิ์สิทธิ์นี้’จิ่นอวิ๋นเหลือบมองไปยังตำแหน่งของผู้เจตนาร้ายสายตาเรียบนิ่งเพียงเสี้ยววินาทีทันที เขาได้เห็นมุมปากของผู้นั้นกระตุกยิ้มอย่างพึงใจประหนึ่งผู้ชนะที่กุมหมากเหนือกว่า เด็กน้อยมิได้แ
ในขณะที่บรรยากาศในสนามประลองยังคงอาบด้วยความตึงเครียด เสียงฝีเท้าหนักแน่นของขบวนเสด็จใหม่ก็ดังขึ้นจากหน้าประตูสำนักศึกษา เสียงนั้นมิได้เร่งรีบ หากหนักแน่น เป็นจังหวะของผู้คุ้นชินกับการก้าวผ่านสนามการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนประตูไม้จันทน์ถูกผลักเปิดออกช้า ๆ ร่างสูงสง่าในฉลองพระองค์สีกรมท่าปักลายเมฆเง
จิ่นอวิ๋นน้อยที่เอนกายนั่งฟังอยู่บนตักกว้างพระบิดาพยักหน้าหงึกหงักอย่างรู้ความ ดวงตาใสซื่อทว่าฉายแววรู้ความเกินวัยจดจ้องไปยังภาพแผนผังพิธีการ“ท่านแม่กล่าวได้มิจิดผิดขอรับไหน่ไหน่...” เสียงเล็กๆ กระซิบแผ่วทว่าชัดเจน “หากวัวไท่เหลาล้มตายในพิธี เหล่าขุนนางขี้ขลาดพวกนั้นจะต้องจ้องจะเหยียบย่ำท่านพ่อ ย
“ทูลฝ่าบาท… ศึกชิงโจว กองทัพต้าเฉิงสามารถรบได้ชัยชนะกลับมาก็จริง ทว่าระหว่างทางกลับเผชิญอุปสรรคเหลือคณา มิใช่เพราะศัตรูภายนอกเข้มแข็ง แต่เพราะมีหนอนบ่อนไส้ คอยชำแรกกัดกินรากแก้วของแผ่นดินจนผุกร่อนพ่ะย่ะค่ะ”สิ้นคำกราบทูล ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันตกอยู่ในความเงียบที่ชวนให้หายใจขัด ม่านทองเหนือบัลลังก์ม


















المراجعات