LOGINนางขอสมรสพระราชทานเพราะรัก แต่คืนแต่งงาน เขารังเกียจนางและทิ้งไป ห้าปีผ่านไปพระชายาที่ถูกลืม กลับเป็นสตรีที่เขาต้องตามจีบ และศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเขาก็คือลูกชายของตนเอง
View More“ข้าไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างเขา ข้าก็พอใจแล้ว”
“ข้ากำลังจะแต่งงานกับเขา ข้ากำลังจะได้เป็นพระชายาขององค์ชายสาม”
สองข้างทางของถนนหลวง เต็มไปด้วยผู้คนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีอันยิ่งใหญ่ รถม้าแกะสลักลวดลายงดงามวิจิตรตระการตา แล่นผ่านท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชน
เสียงกลองมงคลดังสนั่นกึกก้องทั่วพระราชวัง ประกาศให้ทุกผู้คนทั่วแผ่นดินรับรู้ถึงพิธีสมรสพระราชทานอันยิ่งใหญ่ ระหว่าง หลงเจิ้งหยาง องค์ชายสามแห่งแคว้นต้าเฉิน และไป๋ลี่เยว่ ธิดาของเสนาบดีไป๋
ไป๋ลี่เยว่ในอาภรณ์เจ้าสาวสีแดงสดงดงามปักลายดอกเหมย ก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง มือของนางเย็นเฉียบ แต่นางรู้ดีว่าไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นยินดี ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความดีใจ วันนี้ นางกำลังจะได้สมรสกับบุรุษที่เฝ้าหลงรักมาเนิ่นนาน
ตั้งแต่วันที่ช่วยชีวิตเขาไว้ วันที่หัวใจของนางตกเป็นของเขาโดยสมบูรณ์
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าองค์ชายสามมิได้รักนาง แต่นางยังมีความหวัง นางยังเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งเขาจะมองเห็นความจริงใจของนาง เมื่อนั้นนางจะสามารถอยู่เคียงข้างเขาได้อย่างแท้จริง
“เพียงแค่ได้อยู่ข้างกายท่าน ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีก”
พระราชวังถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรแดงสดปักลายมังกรหงส์อย่างวิจิตร กลิ่นกำยานหอมจรุงลอยคลุ้งอ้อยอิ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสิริมงคล ทว่าท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น ขุนนางและเหล่าสตรีในวังต่างมาร่วมเป็นสักขีพยาน
แต่ภายใต้ความโอ่อ่าหรูหรานี้ บรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ล้วนมิใช่มาเพราะความปีติยินดีเสมอไป หากแต่เป็นเพราะหลายคนอยากรู้อยากเห็น และมาด้วยความเย้ยหยัน ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้มิใช่เพราะความรัก แต่มันคือผลลัพธ์จากการร้องขอสมรสพระราชทานของสตรีผู้หนึ่ง สตรี ที่ไม่มีผู้ใดคิดว่านางคู่ควร
“เจ้าสาวขององค์ชายสามงั้นหรือ ช่างเป็นเรื่องน่าขันนัก”
“แม้ไป๋ลี่เยว่จะมีใบหน้าที่งดงาม แต่นางก็อ้วนเกินไป เจ้าสาวที่รูปร่างเช่นนั้น คงเป็นเพียงตัวตลกในงานแต่งเท่านั้น”
“ถูกต้อง องค์ชายสามคือวีรบุรุษแห่งแผ่นดิน รูปร่างสง่างามราวกับเทพเซียน แล้วดูเจ้าสาวของพระองค์สิ ข้าละอายแทนจริงๆ”
เสียงกระซิบกระซาบดังไปทั่ว เหล่าสตรีสูงศักดิ์ในงานต่างปิดปากหัวเราะเบาๆ ซ่อนรอยยิ้มเยาะไว้ใต้แขนเสื้อ ไม่มีใครคิดว่าสตรีที่มีรูปร่างเช่นนี้จะคู่ควรกับองค์ชายสาม
“พระชายาไป๋ผู้นี้ช่างโชคดีนัก ได้สมรสพระราชทานกับองค์ชายสาม”
“โชคดีหรือ หึ ถ้านางไม่ไร้ยางอายขอสมรสพระราชทาน คนอย่างนางก็เป็นได้แค่หมูอ้วนไร้ยางอาย”
“ใช่แล้ว รูปร่างเช่นนั้นจะคู่ควรกับองค์ชายสามได้อย่างไร”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากกลุ่มขุนนางสตรี สายตาของพวกนางเต็มไปด้วยความเหยียดหยันเจ้าสาวของงาน
“ข้าได้ยินมาว่า นางเป็นคนขอสมรสพระราชทานเองด้วยใช่หรือไม่”
“ไป๋ลี่เยว่ผู้นี้ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก บีบบังคับให้องค์ชายต้องแต่งงานกับสตรีอัปลักษณ์ นี่มิใช่เป็นการดูหมิ่นพระองค์หรอกหรือ”
ไม่มีใครคิดว่าหญิงที่ “อ้วนและไร้เสน่ห์” เช่นไป๋ลี่เยว่ จะสามารถยืนอยู่เคียงข้างองค์ชายสามได้อย่างแท้จริง
เมื่อเสียงกลองมงคลดังขึ้น ขบวนเสด็จขององค์ชายสามเคลื่อนเข้าสู่ท้องพระโรง
องค์ชายหลงเจิ้งหยาง เจ้าบ่าวของงาน ปรากฏกายในอาภรณ์สีแดงปักดิ้นทองสง่างาม ร่างสูงสมบูรณ์แบบราวกับรูปสลัก สายตาเย็นชาราวคมดาบ แผ่รังสีของแม่ทัพผู้เกรียงไกร รัศมีของเขาเป็นบุรุษผู้ที่ไม่มีสตรีใดกล้าต้านทาน
เขาเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าคมคายดุดัน สายตาเย็นชา เปี่ยมไปด้วยอำนาจของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายที่เคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้วนับไม่ถ้วน แม้เหล่าสตรีในงานจะรู้ดีว่า เขาเย็นชาและไร้เยื่อใย แต่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ว่าเขาคือบุรุษที่น่าหลงใหลที่สุดในแผ่นดิน
“หากข้าได้เป็นเจ้าสาวของพระองค์ก็คงดี”
“น่าเสียดาย ที่เจ้าสาวของพระองค์ เป็นเพียงสตรีอ้วนที่ไม่มีผู้ใดต้องการ”
ร่างสูงยืนเด่นเป็นสง่ากลางท้องพระโรง รัศมีแห่งแม่ทัพทำให้เขาดูน่าเกรงขามราวเทพสงคราม เสียงกระซิบยังคงดังไม่หยุด แต่สิ่งที่เรียกเสียงกระซิบกระซาบได้มากกว่าคือสายตาขององค์ชายสามที่มีต่อเจ้าสาวของพระองค์ เขามองไป๋ลี่เยว่เพียงแวบเดียว ก่อนเมินหน้าหนีอย่างไม่ใยดี ราวกับว่า นางมิได้มีค่าพอให้เขาเสียเวลามอง และนี่ กลับทำให้เสียงนินทาดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“ดูสิ องค์ชายสามแม้แต่มองยังไม่อยากมองเลยด้วยซ้ำ”
“ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่า คืนเข้าหอจะเป็นเช่นไร”
“สมรสพระราชทาน” หลงเจิ้งหยางแค่นเสียงในใจ สีหน้าและหัวใจของเขากลับเย็นชา องค์ชายสาม แม่ทัพผู้เกรียงไกร ผู้เป็นดั่งเสาหลักของแผ่นดินอย่างเขา กำลังเข้าพิธีสมรสกับ ไป๋ลี่เยว่ บุตรสาวขุนนางผู้มีความดีความชอบเพียงเพราะนางเคยช่วยชีวิตเขาไว้ตอนที่เขาโดนทำร้ายร่างกายจนเกือบเขาชีวิตไม่รอด ใครจะไปคิดว่านางจะถือโอกาสนี้ขอสมรสพระราชทานต่อฮ่องเต้
“ข้ามิใช่บุรุษที่จะถูกบังคับให้แต่งงานกับสตรีที่ข้ามิได้เลือก ผ่านพ้นคืนนี้ไปก่อนเถอะ”
เขามิได้หันไปมองด้วยซ้ำว่าข้างกายมีสตรีผู้หนึ่งกำลังเฝ้ามองเขาด้วยความหวัง
เขายืนอยู่ท่ามกลางเหล่าขุนนางและราชวงศ์ แต่เพียงแค่ปรายตามอง ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา
“ข้าต้องแต่งงานกับสตรีที่ข้าไม่ได้เลือก เรื่องเช่นนี้ช่างน่าขันนัก”
ใต้ผ้าคลุมหน้า ไป๋ลี่เยว่รับรู้และได้ยินทุกคำพูด แต่หัวใจของนางยังคงหนักแน่น ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงนี้ ทุกสายตาที่จับจ้องมาที่นางล้วนเต็มไปด้วยการดูถูก
“ข้าไม่คู่ควรหรือ”
“ข้าอาจมิใช่เจ้าสาวที่ผู้คนคาดหวัง”
“แต่ข้าก็เป็นพระชายาของเขา และไม่ว่าใครจะพูดเช่นไร ข้าก็จะทำหน้าที่ของข้าให้ดีที่สุด”
“แม้ข้าจะมิใช่หญิงที่งดงามที่สุด แต่ข้าก็จะทำให้เขามองข้าให้ได้”
หัวใจของนางยังคงมีความหวัง แม้เขาจะเย็นชา แม้ผู้คนจะดูถูก แต่นางเชื่อว่าหากนางตั้งใจ เขาจะยอมรับนางเข้าสักวัน
ไป๋ลี่เยว่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับองค์ชายสามเพียงชั่วครู่ แต่เขากลับมิแม้แต่จะปรายตามองนาง
และพิธีสมรสพระราชทาน ก็ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบที่ไม่เคยหยุดลง จนกระทั่งเสียงบรรเลงขลุ่ยและพิณดังขึ้น ก้องไปทั่วพระราชวัง
“คารวะฟ้าดิน”
ไป๋ลี่เยว่คุกเข่าลงทำพิธีอย่างศรัทธา หวังว่าวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่ดี ทว่าข้างกายนาง องค์ชายสามกลับทำตามพิธีอย่างไร้หัวใจ
“คารวะบรรพบุรุษ” นางก้มศีรษะ เสียงหัวเราะเยาะรอบข้างดังขึ้น เพราะนางก้มได้เพียงเล็กน้อยจากอุปสรรครูปร่างของนาง แต่นางก็มิได้หวั่นไหว
“สามีภรรยาคารวะกัน”
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้น มุมปากประดับรอยยิ้มบางๆ นางมีเพียงความสุข แต่เมื่อสบตากับองค์ชายสาม นางกลับพบเพียงความเย็นชาไร้ความรู้สึกของบุรุษตรงหน้า
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขามิใช่เพียงความเมินเฉย แต่เป็นความรังเกียจที่เด่นชัด
“…”
“ข้าทนแตะต้องนางมิได้จริงๆ”
“นี่คือผู้หญิงที่ข้าต้องแต่งงานด้วยอย่างนั้นหรือ”
แม้เขาจะมิได้พูดออกมา แต่นางก็อ่านออกได้จากสายตาของเขา
“องค์ชายสามรังเกียจนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“หึ เป็นข้า ก็คงรับมิได้เช่นกัน”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไป
ในขณะที่ไป๋ลี่เยว่ยินดี บุรุษที่นางรักสุดหัวใจกลับไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความสุข เขาเพียงปรายตามองนางอย่างเย็นชา
“นางเป็นเพียงภาระ เป็นเพียงสตรีที่ข้าถูกบังคับให้แต่งด้วยเท่านั้น”
“วันนี้เป็นวันมงคล” ฮ่องเต้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยพระเมตตา
“ข้าหวังว่าเจ้าทั้งสองจะครองคู่กันอย่างมีความสุข และร่วมกันดูแลแผ่นดินนี้ต่อไป”
“หลงเจิ้งหยาง เจ้าต้องปกป้องและดูแลพระชายาของเจ้าให้ดี”
หลงเจิ้งหยางคุกเข่าลงอย่างสง่างาม แม้ภายในใจจะมิได้ยินดี แต่เขาก็ไม่อาจขัดรับสั่งได้
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
ไป๋ลี่เยว่คุกเข่าลงตาม นางยิ้มอ่อนโยน ดวงตาส่องประกายแห่งความสุข
“หม่อมฉันจะดูแลพระสวามีอย่างดีที่สุดเพคะ”
“ดีมาก”
ฮองเฮาทรงยิ้มอ่อนโยน พระนางทอดพระเนตรไปยังไป๋ลี่เยว่ ด้วยสายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ไป๋ลี่เยว่ ตั้งแต่เล็กจนโตเจ้าก็เป็นเด็กดีและเฉลียวฉลาด บัดนี้ เจ้าได้กลายเป็นพระชายาแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะมีความสุขและนำพาสิ่งดีๆ มาสู่องค์ชายสาม”
ไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะ ซ่อนรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มเอาไว้
“ขอบพระทัยเพคะ เสด็จแม่”
“ท้อง... ท้องของข้า ลูก... ลูกแม่”หานลี่เยี่ยนแผดเสียงร้องด้วยความขวัญเสีย เสียงนางสั่นพร่าด้วยความกลัวที่แท้จริง ไม่ใช่การเสแสร้งเหมือนตอนแรก โลหิตสีคล้ำเริ่มไหลซึมผ่านอาภรณ์หรูหรานองเต็มพื้นหินอ่อน ปะทะเข้ากับกลิ่นธูปมรณะที่ยังอวลอยู่ในห้อง“เป็นไปได้อย่างไร เยี่ยนเอ๋อร์….เจ้าเป็นอะไรไป” หลงเหวินหยางหน้าถอดสี ถลันเข้าไปโอบอุ้มชายาด้วยความตกใจ ก่อนจะหันมาตวาดใส่ไป๋ลี่เยว่ “พระชายาสาม เจ้าทำอะไรนาง... เจ้าบังอาจวางยาชายาข้าเชียวรึ”ไป๋ลี่เยว่หันขวับไปมอง สีหน้าของนางเปลี่ยนจากความแค้นเป็นความตื่นตระหนกในฐานะหมอยา นางมองเห็นโลหิตสีเข้มที่เริ่มไหลซึมออกมาจากชายกระโปรงของหานลี่เยี่ยน“องค์ชายสอง... ท่านกล่าวหาข้าได้หน้าชื่นตาบานนัก” นางก้าวเข้าไปหาหานลี่เยี่ยนช้าๆ “ดูเลือดนี่สิ... นางกำลังจะแท้ง” ไป๋ลี่เยว่อุทาน“แท้งรึ…เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อนางกินยาระงับพิษมาแล้ว” หลงเหวินหยางหลุดปากออกมาด้วยความร้อนรน ก่อนจะรีบตะครุบปากตนเอง แต่มันก็สายไปเสียแล้ว สายตาของฮ่องเต้และหลงเจิ้งหยางจ้องมองมาประดุจจะฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆไป๋ลี่เยว่รีบก้าวเข้าไปคว้าข้อมือหานลี่เยี่ยนเพื่อตรวจชีพจร แววตาข
“น้ำแกงจากจิ่นกุ้ยเฟย... ธูปหอมจากหานเช่อเฟย... พวกเจ้าสองคนพี่น้องจะบอกข้าว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องประจวบเหมาะงั้นรึ”หลงเหวินหยางทรุดกายลงคุกเข่าดังกึกจนพื้นสั่น “เสด็จพ่อโปรดระงับพระโทสะ ลูกมิรู้เรื่องนี้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”“มิรู้เรื่องรึ” หลงเจิ้งหยาง ที่ยืนนิ่งในชุดเกราะเปื้อนเลือดมาตลอด พลันเค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเสียดแทงลึกเข้าไปถึงกระดูกของพี่น้องร่วมสายเลือด“พี่รอง... ท่านมิรู้เรื่อง แต่ชายาของท่านกลับจุดธูปดับวิญญาณข้างหมอนเสด็จแม่ หรือท่านจะบอกว่านางถือธูปเดินหลงทางมาจนถึงตำหนักเยว่หานเองงั้นรึ”เขาก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว กลิ่นคาวเลือดจากชิงโจวพุ่งเข้าปะทะหน้าองค์ชายทั้งสอง“วันนี้... ไม่ว่าใครหน้าไหนที่สมรู้ร่วมคิด ข้าจะลากไส้มันออกมาตอบคำถามฮ่องเต้สะบัดพระหัตถ์ “พวกเจ้าพอก่อน”ฮ่องเต้ประทับยืนนิ่งเป็นประธาน แววตาคมปลาบดุจพญาอินทรีจดจ้องไปยังถ้วยน้ำแกงและตลับธูปที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะไม้“เยว่เอ๋อร์... เจ้าบอกว่าสิ่งเหล่านี้มีพิษ จงพิสูจน์ให้ข้าและทุกคนในที่นี้เห็นว่าเจ้ามิได้กล่าววาจาเลื่อนลอย” ฮ่องเต้สั่งเสียงเด็ดขาดไป๋ลี่เยว่รับคำสั่งด้วยกิริยาสงบนิ่ง นางปาดคราบ
“แล้วกลิ่นธูปนี่อีก ชายารองหาน เจ้ารู้หรือไม่ฮองเฮาแพ้กลิ่นธูปพวกนี้”หานลี่เยี่ยนคลานเข้าไปใกล้พระแท่น บีบน้ำตาพลางประคองตลับธูปด้วยมือที่สั่นเทา “เสด็จแม่... ฮองเฮานำเหนี่ยง โปรดถนอมเมตตาด้วยเพคะ ธูปหอมพันปีนี้ เยี่ยนเอ๋อร์ ตั้งใจคัดเลือกมาถวายเพื่อให้พระองค์ทรงสำราญพระทัย ไม่ทราบมาก่อนว่าพระองค์ทรงแพ้กลิ่นธูป โปรดยกโทษให้เยี่ยนเอ๋อร์เถิดเพคะ”“เอาถ้วยน้ำแกงบำรุงที่เหลือ และยึดธูปนั่นไปตรวจสอบ” ฮองเฮาทรงใช้อำนาจเด็ดขาด สั่งเสียงแหบแห้งในทันที “ใครที่คิดจะลองดีในตำหนักข้า... วันนี้ต้องมีคนชดใช้”“ทหาร! ปิดล้อมตำหนักเยว่หาน อย่าให้ผู้ใดหนีออกไปได้ จนกว่าจะสอบสวนเสร็จ” ฮองเฮาฝืนสั่งเสียงแผ่ว ทหารมหาดเล็กพุ่งเข้ามารวบตัวพระสนมจิ่นซูเหยียนและหานลี่เยี่ยนที่กำลังขวัญเสียจนทำอะไรไม่ถูกทันใดนั้นเอง! ฮองเฮาพลันกระอักเลือดสีเข้มออกมาคำโตอีกครั้ง ร่างทรงสง่าสั่นเทาประดุจใบไม้ร่วง แสงสีทองในแววตาดับวูบลงทันที“เสด็จแม่” ไป๋ลี่เยว่แผดเสียงร้องด้วยความตระหนก “พวกท่านทำอะไรลงไป กลิ่นธูปนั่น... ยาของพวกเจ้านี่เองที่ทำให้เสด็จแม่ทรงพระอาการทรุด”หานลี่เยี่ยนหน้าซีดเผือด ตลับธูปในมือร่วงหล่นแตกกระจ
หน้าตำหนักเยว่หานณ หน้าตำหนักเยว่หาน บานประตูไม้แกะสลักลายหงส์ปิดสนิท เงียบงันราวปิดตายทั้งตำหนัก... หรือแท้จริงแล้วมันกำลังปิดบังความลับอันมืดดำที่มิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้ ขบวนของจิ่นกุ้ยเฟย ผู้ทรงอำนาจเหนือสนมทั้งปวง และ หานเช่อเฟยพระชายารองในองค์ชายสอง มาบรรจบกันตรงหน้าธรณีประตูพอดิบพอดีสองสตรีต่างวัยต่างฐานะสบตากันเพียงอึดใจก็รับรู้ถึงดาบที่ซ่อนในรอยยิ้มของกันและกัน ก่อนรอยยิ้มอ่อนหวานจะถูกสวมขึ้นราวหน้ากากแห่งจริตที่ฝึกปรือมาอย่างชำนาญหานเช่อเฟยรีบเก็บซ่อนแววตาร้ายกาจ ยอบกายลงต่ำจนชายกระโปรงลากพื้นหิมะ “ถวายพระพร...จิ่นกุ้ยเฟยเหนียงเหนี่ยง ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปี พันๆ ปีเพคะ”“อ้าว...หานเช่อเฟย...เจ้าก็มาถวายพระพรฮองเฮาด้วยหรือ เจ้านี่มีความกตัญญูไม่เบา ถึงขั้นแบกท้องที่ใกล้คลอดฝ่าลมหนาวมาถวายพระพรฮองเฮาเชียวรึ” จิ่นกุ้ยเฟยเอ่ยเสียงนุ่มนวล มือยังคงนับลูกประคำในมือช้าๆ อย่างสงบ ทว่าสายตากลับจดจ้องที่ตลับหยกในมืออีกฝ่ายนานเกินจำเป็น“หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ เพียงแต่…หม่อมฉันได้ยินว่าเสด็จแม่ทรงประชวร ในใจเป็นห่วงพระอาการฮองเฮายิ่งนัก เกรงว่าชายาสามจะดูแลไม่ทั่วถึง จึงมาปรนนิบัติอีกแรง












reviews