LOGINข้างฝ่ายคู่ศิษย์อาจารย์ในห้องหับมิดชิด...
ยามนี้จวี๋ฮวาคล้ายจะเสียขวัญจนลืมตัว นางแทบจะฝังร่างตนเองในอ้อมอกท่านจ้าวหุบเขา หน้าอกหน้าใจหนั่นแน่นบดคลึงแผงอกแกร่งไปถึงไหนต่อไหน สองมือเล็กๆ กอดรัดเขาแน่นด้วยความรักและไว้วางใจสูงสุด ทำราวกับในสายตานาง บุรุษผู้นี้คือที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวบนโลกนี้
เธอไม่ค่อยแน่ใจนักว่าท่านจ้าวหุบเขาคิดเห็นเช่นไร เพราะเขาเอาแต่ยืนนิ่งเหมือนตุ๊กตาหน้าหล่อไร้ความรู้สึก...
และเพราะเขาไม่มีปฏิกิริยาใดใด ไม่แม้แต่จะแข็งขืนหรือผลักไส ต่อให้อยากซุกไซ้แผงอกกรุ่นกลิ่นหอมดิบเถื่อนแปลกประหลาดที่ตัวเองเคยสักแต่เขียนบรรยายลงในนิยายทั้งๆ ที่ไม่เคยสัมผัสและไม่คาดคิดว่าจะมีอยู่จริงสักแค่ไหน นักเขียนสายมโนอย่างเธอก็ยังอดตะขิดตะขวงใจขึ้นมาไม่ได้
อะ...ไอ้ความรู้สึกเหมือนว่าเป็นสีกาชั่วกำลังยั่วยวนพระตบะสูงแบบนี้
มันคืออะไร?มีใครสักคนเคยบอกไว้ คนเราต้องไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงในสถานการณ์ที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ควบคุม เพราะฉะนั้น...
ก่อนที่ตัวเองจะทำอะไรไม่ถูกเพราะปฏิกิริยาเหนือความคาดหมายนี้ อาจูรีบดันตัวเองออกจากแผงอกอุ่นด้วยสีหน้าตกใจระคนสับสน เมื่อดวงตาคู่งามที่เต็มไปด้วยอารมณ์วาบหวามหวั่นไหวบังเอิญสบกับดวงตาเรียบเฉยคู่คม ใบหน้างดงามก็พลันแดงก่ำ ร่างกายคล้ายสูญเสียการควบคุม ได้แต่ยืนอยู่อย่างโง่งม ไม่อาจคิดหรือปริปากพูดสิ่งใดทั้งนั้น
ยัง...ยังไม่จบ
เธอเริ่มนับเลขในใจช้าๆ โดยเริ่มจากหนึ่ง...พอนับถึงสาม จวี๋ฮวาผู้ไร้เดียงสาก็กะพริบตาสองสามปริบคล้ายหลุดจากภวังค์ ใช้เวลาอีกหนึ่งวินาทีหลังจากนั้น ถึงค่อยดูเหมือนเพิ่งได้ลำดับเหตุการณ์ในหัวแล้วรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น
ลูกศิษย์ร่างน้อยรีบยกมือขึ้นปิดทรวงอก แต่ไม่รู้ว่าปิดอิท่าไหน หน้าอกหน้าใจที่ใหญ่เกินตัวจึงคล้ายยิ่งโดนขับเน้นให้เด่นชัด
“ซะ ซือฝุ ขะ ขออภัย ข้า...ศิษย์...” ภายนอกทำหน้าแดงจัดเหมือนแก้มร้อนผ่าวจนแทบไหม้ แต่ภายในใจ อาจูกำลังปรบมือชื่นชมตัวเองสุดฤทธิ์
ท่านดูสิ ซือฝุ! ท่านดู! นี่ไงล่ะ กิริยา “ปฏิกิริยาของสาวน้อยใสซื่อผู้กำลังสับสน” ในตำนาน!
ด้วยใบหน้างามล้ำและรูปร่างเด็ดสะระตี่ทั้งที่เพิ่งจะสิบสี่สิบห้า ควบรวมกับแอคติ้งระดับนางเอกพันล้านเหล่านี้ อาจูแน่ใจว่าถ้าตอนนี้เธอและจวี๋ฮวาอยู่ในยุคปัจจุบัน เธอจะต้องพาจวี๋ฮวาทะยานขึ้นเป็นดาวจรัสแสงดวงใหม่ของวงการละครได้แน่ๆ
แหม...เสียดายจัง
ขณะอาจูกำลังยืนคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น ซือฝุผู้สงบนิ่งก็คว้าเสื้อคลุมที่เธอ
ตากไว้บนราวขึ้นมาห่อร่างให้แก้ขัดเสื้อตัวที่เขาหยิบขึ้นมานั้นเป็นเสื้อคลุมของเขา เมื่อมันมาอยู่บนร่างเธอ ผืนผ้าอันใหญ่ยาวจึงห่อหุ้มเรือนร่างสาวรุ่นซึ่งเหลือเพียงเอี๊ยมตัวในไว้อย่างมิดชิด
ท่ามกลางความเงียบงัน ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ยออกมาเพียงสองคำ
“เสื้อข้า”
อาจูกะพริบตาสองปริบ คราวนี้เธอไม่ได้เสแสร้งเลยสักนิด
ข้ารู้แล้วว่าบนตัวข้าคือเสื้อคลุมของท่าน แล้วมันอย่างไรกันล่ะ? หือ?
“เสื้อผ้าชุดใหม่อยู่ที่ไหน”
อ้อ...ที่แท้ท่านมาที่นี่ก็เพราะจะเอาเสื้อผ้าชุดใหม่แทนเสื้อคลุมตัวนี้
อาจูรีบกระชับเสื้อคลุมตัวใหญ่แล้วก้าวขาเดินไปยังมุมเล็กๆ หลังฉากกั้น มุมเดียวกับที่เธอวางหีบเสื้อผ้าที่เพิ่งได้มาใหม่เรียงไว้ หลังจากรื้อค้นอยู่ชั่วอึดใจ ร่างอ้อนแอ้นในชุดเสื้อคลุมรุ่มร่ามไม่พอดีตัวอย่างที่สุดก็หยิบเสื้อผ้าเนื้อดีสีขาวบริสุทธิ์ขึ้นมา
ท่านจ้าวหุบเขาผู้นี้มีเสื้อผ้าเนื้อดีอยู่มากมาย แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นสี
น้ำเงินเข้ม นี่เป็นชุดสีขาวในจำนวนน้อยชิ้นที่มีอยู่...“ซือฝุ...ท่านคิดว่าเสื้อผ้าชุดนี้เป็นอย่างไร?” ปากถามไป ในใจก็คาดหวังให้เขาตอบรับอย่างที่สุด
หลังจากเห็นเขาปรากฏตัวในชุดสีขาวเจิดจ้าใต้แสงจันทร์ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเธอถึงได้รู้สึกว่า ถึงแม้ชุดสีขาวจะทำให้เขายิ่งดูสูงส่ง ขณะเดียวกันมันกลับทำให้เขาดูอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด...
เธอยังอยากจะมองเขาในรูปแบบนี้ไปอีกนานๆ เพราะฉะนั้น...
ซือฝุเจ้าคะ! ช่วยสวมชุดนี้เถอะนะเจ้าคะ!
เยว่เทียนเสียงอุ้มหลี่อี้หรงกลับมาท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคนสวีเทียนเป่าและหลี่เซียนเซียนบังเอิญพบลูกนกบาดเจ็บจึงช่วยกันรักษา กลับมาไม่ทันร่วมวงฟังหลี่ลู่เหวิน ได้แต่แปลกใจเพราะบรรยากาศตรงหน้าทันทีที่กลับมาร่วมโต๊ะ ศิษย์พี่ใหญ่เทียนเป่าก็ช่วยประคองเซียนเซียนตัวน้อยขึ้นนั่งเก้าอี้ เขาส่งยิ้มให้ทุกคน กล่าวขออภัย และบอกเล่าเหตุผลที่ไม่เพียงไม่ได้ตามไปสมทบกับคนอื่นๆ ยังพาเซียนเซียนกลับมาร่วมโต๊ะล่าช้า จากนั้นก็ช่วยรินน้ำชาให้เสี่ยวเซียนเซียนตามปกติวิสัยคงเพราะหลี่เซียนเซียนวางตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่ และสวีเทียนเป่าเองก็มีพื้นนิสัยซื่อสัตย์กตัญญู เชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์และน้าบุญธรรมเสียจนดูไม่น่าเป็นห่วงจนเกินไป ทุกคนจึงลืมเลือนข้อเท็จจริงที่ว่า ยิ่งนับวันศิษย์เอกของหุบเขากับเสี่ยวเซียนเซียนที่สักวันต้องเติบโตเป็นสาวและออกเรือน ก็ยิ่งคล้ายจะขลุกอยู่ด้วยกันเนิ่นนานขึ้นเรื่อยๆหากมองข้ามเรื่องที่ว่า ในแต่ละวัน หากไม่ออกเก็บสมุนไพรปรุงยาช่วย เหลือบรรดาสิงสาราสัตว์และผู้คน ศิษย์พี่ใหญ่อย่างสวีเทียนเป่าก็นั่งหลับตาฝึกฝน...ยามนี้พวกเขาทั้งคู่แทบจะใช้เวลาอยู่ร่วมกันตลอดทั้งวันทั้งคืนแล้วด้วย
-7-“บัดซบ! ” หลี่ลู่เหวินที่ลอบมองจากที่ไกลกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด “ศิษย์พี่สามบังอาจนัก เขาถึงขั้นหลอกกินเต้าหู้เสี่ยวอี้หรงของพวกเรา! หลอกกินเต้าหู้ไม่พอ ยังคิดอ่านลึกล้ำ โน้มน้าวนาง! หึ...รู้มานานแล้วว่าคนผู้นี้หาใช่พยัคฆ์แต่เป็นหมาป่า ไม่นึกว่ากระทั่งหรงเอ๋อร์ที่เพิ่งจะอายุเพียงหกขวบก็ยังไม่ละเว้น! คุณชายเช่นข้าสังหรณ์ใจอยู่แล้วเชียว ว่าเหตุใดคุณชายตัวโตเช่นเขา จึงจ้องแต่จะคอยหยอกเย้ารังแกเด็กน้อยเช่นนางนัก!”แม้หลี่ลู่เหวินจะดำรงสถานะศิษย์ลำดับที่สี่ของหุบเขา มีสถานนะเป็นศิษย์ผู้น้องของเยว่เทียนเสียง แต่ผู้แซ่หลี่เช่นเขาไม่อาจทำใจยอมรับบุรุษที่ทั้งๆ ที่อายุอานามและความสามารถล้วนเท่าเทียมกัน กลับตัดหน้าแย่งเอาสถานะศิษย์พี่สามของเขาไป ทำให้ “พี่สาม” ตระกูลหลี่ผิงอ๋องเช่นเขาต้องกลายเป็น “ศิษย์พี่สี่” ยามผู้อื่นเรียกขาน เดี๋ยวก็เจ้าสาม เดี๋ยวก็เจ้าสี่ เขาสับสนยิ่งหากตั้งแต่แรกเยว่เทียนเสียงไม่ชิงตัดหน้าแย่งตำแหน่งศิษย์พี่สามไปจากเขา ชีวิตของคุณชายเช่นเขาก็คงไม่สับสนยุ่งยากถึงเพียงนี้กล่าวได้ว่าหลี่ลู่เหวินไม่ถูกชะตาคนผู้นี้ตั้งแต่แรกพบ ยิ่งนับวันก็ยิ่งไม่ชมชอบนิสัย หากจะถามว่าทำไ
-6-เสี่ยวอี้หรงซอยเท้าเล็กๆ วิ่งอย่างรวดเร็ว แต่ไม่เร็วเกินกว่าที่ผู้ฝึกยุทธ์ของหุบเขา โดยเฉพาะคนที่มีวิชาตัวเบาเลิศล้ำกว่าใครเพื่อนอยู่ก่อนแล้วอย่างเยว่-เทียนเสียงจะไล่ตามไม่ทันเยว่เทียนเสียงเห็นเสี่ยวอี้หรงของเขานั่งซุกตัวในทุ่งดอกจวี๋ฮวา เอาหน้าซบเข่าร้องไห้ ก็ตกใจ พลันสำนึกได้ว่าคราวนี้อาจกลั่นแกล้งรังแกนางรุนแรงจนเกินไปถึงแม้อาหารจานนั้นจะรสชาติย่ำแย่มากจริงๆ ก็เถอะ...เยว่เทียนเสียงทอดถอนใจ ทรุดตัวลงนั่งชันเข่าเบื้องหน้าเด็กหญิงตัวน้อยปีนี้เยว่เทียนเสียงเพิ่งจะสิบห้าสิบหกปี ทว่าด้วยวัยเพียงสิบห้าสิบหกปีกลับดูสูงใหญ่แกร่งกร้าวราวกับพยัคฆ์หนุ่มตัวหนึ่งก็ไม่ปาน ท่าทีกึ่งคุกเข่าอย่างจนใจต่อหน้าเด็กน้อยวัยห้าหกขวบผู้หนึ่งจึงดูจะว่าอ่อนโยนขัดรูปลักษณ์รึก็ขัด ทั้งยังดูน่าตลกอยู่มากเมื่อตัวก่อเรื่องเข้าถึงตัวน้องเล็กและกำลังออกปากกล่าวคำขอโทษ ผู้ที่เป็นทั้งพี่รองของบ้านตระกูลหลี่แห่งเทียนจินและดำรงสถานะศิษย์พี่รองของหุบเขาเดียวดายจึงรั้งตัวน้องชายสามของตนไว้ รอดูตัวก่อเหตุจัดการแก้ไข ขอขมาต่อน้องสาวตัวน้อยเสี่ยวอี้หรงของพวกเขานั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ล้วนแล้วแต่ดี เพียงแต่น้องสาวต
-5-หากจะกล่าวว่าหลี่เซียนเซียนให้กลิ่นอายคล้ายเทพเซียนไม่ต่างอะไรไปจากบิดา...หลี่อี้หรงก็ให้ความรู้สึกคล้ายนางมารน้อย พื้นความคิดผิดประหลาด ช่างออดอ้อน ที่มีเนื้อแท้ซุกซน เอาแต่ใจ ไม่ยอมคน ไม่ต่างอะไรไปจากมารดาเลยสักนิดเสี่ยวอี้หรงแม้ยังเยาว์แต่ช่างจับสังเกตและช่างคิดเป็นอย่างยิ่งเป็นต้นว่าระยะนี้นางจับสังเกตได้ว่าท่านแม่มักจะทำอาหารไปออดอ้อนป้อนให้ท่านพ่อที่กรุ่นโกรธ และท่านแม่ที่ใบหน้างอเง้ากำลังแง่งอนสุดกำลังเองก็ออกอาการปลาบปลื้มใจอ่อนเพียงเพราะได้ชิมอาหารรสมือท่านพ่อ นางในวัยหกขวบก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการเอาอกเอาใจผู้อื่นด้วยอาหารนั้นนับว่าใช้การได้เป็นอย่างยิ่ง จึงมุ่งมั่นติดตามท่านแม่เข้าโรงครัว ขอเรียนรู้กลวิธีทำของอร่อย หลังจากคอยช่วยเป็นลูกมือมาเดือนกว่า ท่านแม่ก็วางใจ ยอมอนุญาตให้นางเริ่มลงมือทำอาหารด้วยตนเองลำพังเสียทีเสี่ยวอี้หรงเริ่มลงมือทำอาหารเป็นครั้งแรกด้วยน้ำตา นางกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าจับไก่ กว่าจะจับได้ก็ไม่กล้ามัด หลังจากมัดได้อย่างทุลักทุเลแล้วก็ยังไม่กล้าฆ่า สุดท้ายพี่ชายช่างตามใจอย่างพี่ชายสามสกุลหลี่ หลี่ลู่เหวิน จึงต้องเป็นผู้ลงมือมัดและฆ่าไก่ให้น้องเล็ก
-2-อาจารย์แม่ของพวกเขาคลอดบุตรสาวฝาแฝด ลูกศิษย์อีกห้าคนในหุบเขา โดยเฉพาะลูกศิษย์ลำดับที่สองและสี่ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นพี่ชายพ่อและแม่เดียวกับทารกแฝดสองคนนี้ หรือก็คือเป็น “บุตรที่แท้จริงอย่างลับๆ” ของจ้าวหุบเขารุ่นปัจจุบันและฮูหยิน ย่อมต้องอยากเข้ามาแสดงความยินดี และชมโฉมหน้าทารกน้อยทั้งสอง เรือนหลังใหญ่ใจกลางคฤหาสน์ยามนี้ นับว่าครึกครื้นยิ่งฮูหยินท่านจ้าวหุบเขาชิงตั้งชื่อบุตรสาวไปแล้วหนึ่งคน เกรงอกเกรงใจสามีไม่น้อย จึงเหลือบุตรสาวไว้ให้สามีตั้งชื่อด้วยตนเองหนึ่งคน พวกเขาทุกคนจึงเรียกเด็กน้อยผู้นี้ว่าเป่าเปาเสี่ยวเป่าไม่เหมือนพี่สาว นางชอบร้องไห้โยเยบ่อยๆ ฮูหยินประมุขเยว่อยากให้สตรีที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยืนกรานจะเลี้ยงดูบุตรีด้วยตนเองได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงพยายามคว้าข้าวของต่างๆ มาหลอกล่อเสี่ยวเป่า ใครจะนึกว่าเป่าเปาเพียงจับๆ มามองดูก็โยนทิ้งไปเสียหมด โยนทิ้งแล้วก็ร้องไห้เสียงดังจนน่ากลัวว่าภูเขาจะถล่ม ฟ้าจะสะเทือนตอนนั้นเอง ฮูหยินเยว่ก็สังเกตเห็นป้ายหยกที่ฮูหยินท่านจ้าวหุบเขาห้อยเอาไว้ ป้ายหยกชิ้นนี้แวววาวงดงามเป็นอย่างยิ่ง นางฉุกคิดได้ว่าเด็กๆ ชอบของแวววาว จึงขอทดลองเอาป้ายหยกม
จะด้วยบรรยากาศผ่อนคลายสบายใจระหว่างออกท่องยุทธภพเป็นใจหรืออย่างไรก็สุดรู้ ท้ายที่สุด ฮูหยินจ้าวหุบเขารุ่นปัจจุบันก็ตั้งครรภ์บุตรสาวขึ้นมาจนได้...ไม่ใช่แค่เป็นครรภ์บุตรสาวธรรมดาๆ แต่ยังเป็นครรภ์บุตรสาวฝาแฝดที่รูปโฉมบริสุทธิ์งดงาม น่ารักใคร่เอ็นดูเป็นอย่างยิ่งหากนับจากสถานะข้างตระกูลหลี่แห่งเทียนจิน เด็กสองคนนี้ย่อมต้องกลายเป็นคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองของหลี่ผิงอ๋องผู้วางมือจากราชสำนักอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าเมื่อมองจากสถานะข้างหุบเขาเดียวดายที่คนส่วนใหญ่รับรู้ เด็กสาวสองคนนี้ย่อมไม่ต่างอะไรไปจากองค์หญิงตัวน้อยๆ แห่งอาณาจักรเร้นลับในขุนเขาอวี้หลงจะอย่างไรเลือดก็ข้นกว่าน้ำ...แม้หุบเขาแห่งนี้จะเลือกผู้สืบทอดจากศิษย์มาทุกรุ่น ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าท่านจ้าวหุบเขาผู้ยิ่งนับวันก็ยิ่งรักใคร่หวงแหนภรรยาและบุตรีจะไม่เลือกส่งมอบทุกสิ่งต่อให้บุตรสาวฝาแฝดที่ถือกำเนิดจากฮูหยินคนสำคัญแม้สกุลหลี่มีธรรมเนียมตั้งชื่อบุตรหลานตามลำดับทำเนียบรุ่น ทว่าชื่อเรียกของพวกนางหาได้ตั้งขึ้นตามทำเนียบรุ่น ศาสตร์แห่งดวงชะตา หรือธรรมเนียมปฏิบัติอื่นใดพวกนางสองคน คนหนึ่งถูกเรียกว่า “เซียนเซียน” ส่วนอีกคน ได้ชื่อเรีย
คณะเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมร้างกลางป่าก่อนที่พายุฝนจะโหมกระหน่ำลงมาพอดิบพอดี วัดจากกระแสลมด้านนอกแล้ว นับว่าทุกๆ คน ณ ที่นี่โชคดีเป็นอย่างมาก ที่โรงเตี๊ยมที่ว่านี้แม้จะได้ชื่อว่าร้างก็ยังไม่ได้ผุพังสักเท่าไหร่ กระทั่งพายุพัดกิ่งไม้ใหญ่หักกระแทกหลังคา ก็ยังไม่ทำให้ตัวอาคารสั่นไหวสักนิดเนื่องจากพี่ชายข
สิ่งที่จำเป็นต้องทำก็ยังต้องทำ...อาจูย้ายสายตากลับมองร่างประมุขสมาพันธ์ใหญ่โตที่นอนปิดตาแน่นิ่ง ขยับยกหัวงูออกจากตักอย่างเบามือที่สุด เลือกมองข้ามธรรมเนียมปฏิบัติของคนในโลกใบนี้ ใช้ตรรกะเดียวกับท่านจ้าวหุบเขา ปลดเสื้อเปิดหัวไหล่คนที่ยังคงไม่รู้สึกตัว ล้างทำความสะอาดบาดแผลให้ จากนั้นก็ลงมือโรยผงยาข
อาจูเหลียวมองงูตัวเขื่องที่นอนขดอยู่รอบร่างตัวเองกับคนแซ่เยว่ ฟังจากน้ำเสียงเกลียดชังลึกล้ำนั่นแล้ว ลองถ้าคนคนนี้เปิดประตูรถม้าเข้ามาเห็นภาพนี้เข้า ไม่ทันฟังคำอธิบาย ต้องคว้ามีดคว้าดาบพุ่งเข้าสับงูตัวนี้เป็นร้อยเป็นพันชิ้นแน่ๆท่ามกลางความเงียบงัน อาจูขยับฝ่ามือน้อยๆ ดันหน้าต่างรถม้า ลอบมองชายที่เท
อาจูผละจากซือฝุในฝัน สะดุ้งตื่นเพราะเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทันเห็นคนชุดดำพลิ้วร่างหลบพิษงูเพียงเพื่อจะโดนหางใหญ่โตฟาดเข้าใส่ ส่งร่างทั้งร่างกระเด็นเข้ากระแทกผนัง กวาดบังตาไม้ฉลุลายล้มหักพังไปสองบาน“เสี่ยวฮวา! คนผู้นี้ถือมีดเข้ามาคิดจะลอบสังหาร!” เจ้างูส่งเสียงฟ้องทางจิตอาจูจ้องภาพตรงหน้าเขม็งไม่







