Mag-log in"ท่านอ๋อง... เรามาหย่ากันเถอะ" นั่นคือประโยคแรกที่ 'เยว่ซิน' เอ่ยปากทันทีที่ฟื้นจากความตาย นางยอมถอยให้เขารับสตรีในดวงใจเข้ามา ยอมถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงม่าย ขอเพียงแค่เขาปล่อยนางไป แต่ทว่า... บุรุษผู้เย็นชาตรงหน้ากลับแค่นยิ้มร้ายกาจ "หย่างั้นรึ? ฝันไปเถอะ! ตราบใดที่ตระกูลเยว่ยังค้ำฟ้า เจ้าก็ต้องตายในฐานะพระชายาของข้า!" จากความเกลียดชัง... แปรเปลี่ยนเป็นความยึดติด เมื่อนางพยายามหนี เขาจึงใช้ "ร่างกาย" เป็นกรงขัง "เตรียมตัวไว้ให้ดีเยว่ซิน... คืนนี้ข้าจะทบต้นทบดอก จนกว่าเจ้าจะลืมวิธีเขียนใบหย่า!" แนะนำนิยายเซต: แก๊งสามสาวทะลุมิติ 📖 เรื่องที่ 1 : เกิดใหม่เป็นนางร้าย ขอหย่าให้ตายท่านอ๋องก็ไม่ยอม (เรื่องราวของ 'เยว่ซิน' กับ อ๋องจวิ้นอวี้) 📖 เรื่องที่ 2 : เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ (เรื่องราวของ 'มู่หลาน' กับ อ๋องจวิ้นเจี๋ย) 📖 เรื่องที่ 3 : อดีตสามี... ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ (เรื่องราวของ 'หลินเวย' กับ แม่ทัพเยว่เฉิน)
view moreปัง!
เสียงประตูไม้สักบานหนาหนักถูกกระแทกปิดลงจากด้านนอกดังก้องกังวานไปทั่วห้องบรรทมที่กว้างใหญ่ ตามมาด้วยเสียงลงกลอนแม่กุญแจเหล็ก "กริ๊ก!" ที่ชัดเจนและบาดหูราวกับเสียงลั่นไกประหาร
ความเงียบสงัดโรยตัวลงมาปกคลุมทันที... เป็นความเงียบที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเสียงตะโกน
เยว่ซิน ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตู มือเรียวเล็กที่กำสาบเสื้อคลุมไหล่แน่นจนข้อนิ้วซีดขาวสั่นระริก นางหันขวับไปทุบประตูอย่างแรง
"เฮ้ย! เดี๋ยวสิ! ปิดทำไม! ไหนบอกให้มาดูคนป่วย!"
ไร้เสียงตอบรับ... ไม่มีแม้แต่เงาขององครักษ์หรือบ่าวไพร่ที่เพิ่งลากนางออกมาจากเตียงนอนกลางดึก
"บ้าเอ๊ย..."
หญิงสาวสบถพึมพำ ก้มลงมองสภาพตัวเองแล้วอยากจะร้องไห้ ภายใต้ผ้าคลุมไหล่ผืนหนาที่คว้ามาได้อย่างลวกๆ นี้ นางสวมเพียงชุดนอนผ้าแพรบางเบาสีขาวสะอาดตาที่แนบไปกับทุกสัดส่วนโค้งเว้า... ชุดที่เหมาะสำหรับใส่นอนคนเดียว ไม่ใช่ชุดที่จะใส่มายืนต่อหน้าบุรุษเพศ!
โดยเฉพาะบุรุษผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "สามี" ที่เกลียดขี้หน้านางเข้าไส้
"อึก... ร้อน..."
เสียงครางต่ำในลำคอที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความทรมานดังแว่วมาจากเตียงนอนขนาดใหญ่ใจกลางห้อง
เยว่ซินชะงัก ค่อยๆ หันกลับไปมองต้นเสียงด้วยหัวใจที่เต้นรัวเร็ว
แสงเทียนสลัวเผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ บุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้า นอนบิดเร่าอยู่บนฟูกหนานุ่ม ผ้าห่มถูกถีบกระจุยกระจาย เสื้อตัวในสีขาวหลุดลุ่ยจนเผยให้เห็นแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อพราว ผิวกายของเขาแดงก่ำราวกับถูกไฟเผา
"ท่านอ๋อง..."
สัญชาตญาณความเป็นหมอในโลกอนาคตสั่งให้ขาของนางก้าวเข้าไปหา แม้สมองจะกรีดร้องว่า 'หนีไป!' ก็ตาม
นางค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ ม่านโปร่งแสงกั้นขวางระหว่างนางกับสัตว์ร้ายที่กำลังบาดเจ็บ
"ไหนดูซิ... อาการเป็นยังไง..."
นางเอื้อมมือสั่นๆ ผ่านม่านมุ้ง หมายจะจับชีพจรที่ข้อมือของเขาเพื่อตรวจดูอาการที่ว่า 'ถูกพิษ'
ทว่า... ทันทีที่ปลายนิ้วเย็นเฉียบของนางแตะโดนผิวกายที่ร้อนระอุราวกับถ่านไฟ
หมับ!
มือหนาที่แข็งแกร่งดุจคีมเหล็กคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของนาง แล้วกระชากอย่างแรงเพียงครั้งเดียว!
"ว้าย!"
โลกทั้งใบหมุนคว้าง ร่างบางของเยว่ซินเสียหลักล้มลงไปนอนทับบนอกแกร่งของเขาเต็มแรง ผ้าคลุมไหล่ที่ห่อหุ้มร่างกายร่วงหล่นลงพื้น เผยให้เห็นเรือนร่างเย้ายวนภายใต้ชุดนอนผ้าแพรบางจ๋อย
"ปล่อยนะ! ท่านเป็นบ้าอะไรเนี่ย!"
นางดิ้นรนขัดขืน แต่สายเกินไป...
จวิ้นอวี้พลิกตัวขึ้นมาคร่อมทับร่างของนางไว้อย่างรวดเร็ว กักขังนางไว้ใต้ร่างแกร่งที่ร้อนดั่งไฟ ลมหายใจหอบกระเส่าของเขารินรดลงบนใบหน้าตื่นตระหนกของนาง
ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาและไร้หัวใจ บัดนี้กลับแดงก่ำและฉ่ำเยิ้มไปด้วยความต้องการที่ปิดไม่มิด... มันไม่ใช่แววตาของคนเจ็บปางตาย แต่เป็นแววตาของนักล่าที่กำลังหิวกระหาย
"เยว่... ซิน..."
เขาครางชื่อนางเสียงพร่า จมูกโด่งกดลงมาสูดดมความหอมที่ซอกคอของนาง
วินาทีนั้น เยว่ซินตระหนักได้ทันทีว่า 'ยาพิษ' ที่เขาโดนคืออะไร... และ 'ยาถอนพิษ' ที่พวกองครักษ์ต้องการส่งมาให้เขา... ก็คือ ตัวนางเอง!
นี่ไม่ใช่แค่การรักษา... แต่มันคือกับดัก!
กับดักราตรียาวนาน ที่จะเปลี่ยนชีวิตของนางและเขาไปตลอดกาล
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เสียงร่ำไห้สะอื้นของเหล่าบ่าวไพร่คนสนิทดังระงมไปทั่วเรือนพัก แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจกลบเสียงกระซิบกระซาบที่ดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ เมื่อทุกคนต่างมองไปยังร่างของ พระชายาเยว่ซิน ที่นอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่บนเตียง
"น่าเวทนานัก" บ่าวอาวุโสคนหนึ่งปาดน้ำตา "แม้จะเป็นถึงธิดาคนเดียวของท่านแม่ทัพผู้ค้ำจุนแผ่นดิน แต่กลับไม่เคยได้รับความรักจากท่านอ๋องจวิ้นอวี้เลยสักนิด"
"ชู่ว์! เบาหน่อย" อีกเสียงกระซิบตอบ "ก็ใครใช้ให้พระนางใช้อำนาจบิดาบีบบังคับให้ท่านอ๋องแต่งงานด้วยเล่า! ทั้งที่ใครๆ ก็รู้ว่าท่านอ๋องมี คุณหนูไป๋ลู่ สหายสมัยเด็กอยู่ในใจมาตลอด"
"เรื่องที่เกิดขึ้นริมสระนั่น ข้าได้ยินว่าพระชายาทรงโกรธเกลียดคุณหนูไป๋ลู่ จึงผลักนางตกน้ำ!"
"ใช่! แล้วพระองค์ก็แกล้งกระโดดตามลงไป หวังจะให้ท่านอ๋องเลือก แต่ผลกลับเป็นท่านอ๋องจวิ้นอวี้พุ่งไปช่วยคุณหนูไป๋ลู่ ปล่อยให้พระชายาจมน้ำจริงๆ!"
เสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมกัน เหล่าบ่าวไพร่ต่างมองร่างที่บัดนี้ซีดเผือดราวกับไร้วิญญาณบนเตียงด้วยแววตาซับซ้อน ทั้งสมเพชเวทนา และแอบสมน้ำหน้าอยู่ลึกๆ
"อื้อ... ใครมาร้องไห้น่ารำคาญจริงๆ คนจะนอน!"
ท่ามกลางเสียงสะอึกสะอื้นระงมที่ดังอยู่รอบตัว เยว่ซิน ก็ค่อยๆ ขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ เปลือกตาหนักอึ้งพยายามปรือเปิดขึ้นทีละน้อย
(นี่ฉันนอนอยู่ที่โรงพยาบาลเหรอ? ทำไมเสียงดังอย่างกับมีงานศพ)
เธอไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตัวเองได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของ เยว่ซิน พระชายาผู้เป็นนางร้ายในยุคจีนโบราณเสียแล้ว
"โว้ย! หนวกหู! บอกว่าคนจะนอนไงเล่า!"
ทันทีที่สติเริ่มกลับมาบ้าง หญิงสาวก็ดีดตัวลุกขึ้นนั่งพรวดบนเตียง พร้อมกับตวาดลั่นด้วยความหงุดหงิดตามประสาคนนอนไม่อิ่ม ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเหล่าบ่าวไพร่ที่กำลังคุกเข่าร้องไห้อยู่ข้างเตียง คือภาพของพระชายาที่เมื่อครู่ยังนอนนิ่งราวกับศพ บัดนี้กลับลุกขึ้นนั่งจ้องเขม็ง ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้าง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเปียกชื้น
"กรี๊ดดดดดดดด!"
"ผะ... ผี! พระชายาเป็นผี!"
"พระชายาฟื้นแล้ว!"
บ่าวไพร่คนหนึ่งร้องลั่นด้วยความตกใจสุดขีด ก่อนที่วงร้องไห้จะแตกฮือ เหล่าบ่าวไพร่ต่างกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว พากันวิ่งหนีกันไปคนละทิศคนละทาง ชนข้าวของล้มระเนระนาด บางคนถึงกับล้มลุกคลุกคลานเพื่อหนีออกจากห้องให้เร็วที่สุด
เยว่ซินนั่งงงอยู่บนเตียง มองดูเหตุการณ์ชุลมุนตรงหน้าด้วยความมึนงง
"ผีเผออะไรของพวกแก นี่มันเล่นละครอะไรกันเนี่ย? แล้วที่นี่มันที่ไหน?!"
เธอก้มมองชุดผ้าไหมโบราณเปียกชื้นที่ตัวเองใส่อยู่ ก่อนจะต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ เพิ่งจะส่งคุณหนูไป๋ลู่กลับถึงเรือนรับรองของนาง ร่างบอบบางที่เปียกปอนและยังตัวสั่นไม่หาย ทำให้เขาต้องใช้เวลาปลอบประโลมอยู่ครู่ใหญ่ด้วยความเป็นห่วง
ทว่าทันทีที่เขาก้าวพ้นจากเรือนของสหายวัยเด็ก ความวุ่นวายและเสียงกรีดร้องโวยวายจากทิศทางเรือนพักของพระชายาก็ดังแว่วมาถึง
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!" เขาตวาดถามองครักษ์เงาที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
"ทูลท่านอ๋อง เมื่อครู่มีบ่าวไพร่จากเรือนพระชายาวิ่งหน้าตื่นมาแจ้งว่า..." องครักษ์เงาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะรายงานตามความจริง "พวกเขาแจ้งว่าพระชายาสิ้นพระทัยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
จวิ้นอวี้ชะงักฝีเท้าไปชั่วขณะ หัวใจของเขากระตุกวูบอย่างประหลาด... นางตายแล้ว?
"แต่ว่า..." องครักษ์รีบกล่าวต่อ เมื่อเห็นความโกลาหลระลอกใหม่ดังมา
"เมื่อสักครู่ บ่าวไพร่วิ่งหนีออกมาอีกระลอก บอกว่าพระชายาฟื้นคืนชีพแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พวกเขากำลังแตกตื่น คิดว่าพระชายาเป็นผี!"
คิ้วเข้มของท่านอ๋องจวิ้นอวี้ขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
สิ้นใจแล้ว แต่กลับฟื้นขึ้นมา?
เขาสะบัดชายแขนเสื้ออย่างแรง มุ่งหน้าตรงไปยังเรือนของพระชายาทันที ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย เขาไม่รู้ว่าควรรู้สึกดีใจหรือเสียใจดี
ดีใจ... ที่อย่างน้อยนางยังไม่ตาย และเขาคงไม่ต้องรับมือกับโทสะของท่านแม่ทัพผู้เป็นพ่อตา
หรือเสียใจ... ที่ตัวปัญหาอย่างเยว่ซิน ผู้หญิงที่ใช้อำนาจสกุลบีบบังคับให้เขาต้องแต่งงานด้วย ยังคงไม่หายไปจากชีวิตเขาสักที
เยว่ซินพยายามยันตัวลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ร่างกายที่เพิ่งผ่านการจมน้ำมาหมาดๆ ทั้งหนักอึ้งและหนาวสั่นไปถึงกระดูก
"พระชายา! ทรงฟื้นแล้ว! บ่าวอยู่นี่เพคะ!"
เสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับร่างของบ่าวรับใช้หญิงที่ยังอยู่ในวัยสาว กิริยาท่าทางดูภักดี นางคือ ชิงเหอ บ่าวคนสนิทที่แม้จะตกใจวิ่งหนีไปในตอนแรก แต่ก็รีบตั้งสติวิ่งกลับเข้ามาดูนายของตนทันที นางโผเข้ามาเพื่อจะประคอง
"อย่ามาแตะต้องฉัน!"
เยว่ซินสะบัดแขนผลักบ่าวคนสนิทออกไปอย่างแรงด้วยความตกใจและระแวง เธอไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้! ชิงเหอล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความงุนงง "พระชายา..."
เยว่ซินไม่สนใจเสียงเรียกนั้น เธอก้าวถอยหลังอย่างไม่มั่นคง สายตากวาดมองไปรอบๆ ห้องด้วยความสับสน นี่มันไม่ใช่ห้องนอนของเธอ!
ห้องนี้กว้างขวางโอ่โถง แต่กลับเต็มไปด้วยของประหลาด เตียงไม้สลักลายวิจิตรที่เธอนั่งอยู่ ม่านปักลายหงส์สีแดงสด โต๊ะเครื่องแป้งไม้ขัดมันวาวที่มีกระจกทองเหลืองโบราณตั้งอยู่ แม้แต่กระถางกำยานที่ยังลอยควันจางๆ ทุกอย่างดูเหมือนฉากในละครจีนโบราณไม่มีผิด!
(นี่มันเรื่องบ้าอะไร)
เพียะ!
เยว่ซินยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองอย่างแรง!
"โอ๊ย! เจ็บ..."
ความเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาบนแก้มนั้นชัดเจนและสมจริงเกินไป นี่ไม่ใช่ความฝัน!
(อย่าบอกนะว่าฉันทะลุมิติมา?! มันจะเกิดขึ้นได้ยังไง! ฉันก็แค่... ฉันก็แค่นอนหลับอยู่ในห้องนอนของตัวเองเฉยๆ!)
ทันใดนั้นเอง...
"อ๊า!"
เยว่ซินร้องออกมาเบาๆ เมื่อความเจ็บปวดระลอกใหม่จู่โจมเข้าที่ศีรษะ ภาพและเรื่องราวที่ไม่ใช่ของเธอจู่ๆ ก็ฉายซ้ำเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว ภาพการแต่งงานที่ไร้รอยยิ้ม สายตาเย็นชาของท่านอ๋องจวิ้นอวี้ รอยยิ้มเย้ยหยันของไป๋ลู่ ความอัปยศอดสูจากการถูกบังคับ และความรักที่คลั่งไคล้ ความเจ็บปวดที่เฝ้ารอ...
ความรู้สึกที่ "เจ็บช้ำ" อย่างแสนสาหัสของเจ้าของร่างเดิมถาโถมเข้าใส่จิตใจของเธออย่างจัง!
"อึ่ก..."
เยว่ซินรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจอย่างรุนแรง มันเป็นความเจ็บที่บีบคั้นจนหายใจไม่ออก และไม่ทันที่เธอจะได้ประมวลผลอะไรต่อ น้ำตาสองสายก็ไหลทะลักออกมาจากดวงตาของเธออย่างห้ามไม่ได้ มันไหลออกมา... ราวกับว่าตัวเธอเองคือคนที่รักสามีเลวผู้เย็นชาคนนั้นจนแทบขาดใจเสียเอง
ยังไม่ทันที่เยว่ซินจะได้ยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกจนสุดบาน ตามมาด้วยการปรากฏตัวของบุรุษผู้หนึ่ง
เยว่ซินหันไปมองตามสัญชาตญาณ
ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองลายมังกรซ่อนเมฆก้าวเข้ามา บ่งบอกถึงสถานะสูงศักดิ์ของผู้สวมใส่ แม้ใบหน้าของเขาจะหล่อเหลาราวกับเทพเซียนสลักเสลา คิ้วกระบี่เข้มพาดเฉียง สันจมูกโด่งคม ริมฝีปากบางเฉียบที่เม้มแน่นเป็นนิจ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับดำมืดและเย็นชาราวกับน้ำแข็งพันปี
เขาคือ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ สามีของเจ้าของร่างนี้
ทว่าเยว่ซินในตอนนี้กลับไม่ได้รู้สึกตกตะลึงในความหล่อเหลาอันสมบูรณ์แบบนั้นเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่สบตากับเขา ความรู้สึก "ผิดหวัง" อย่างรุนแรงจนแทบแหลกสลาย ซึ่งเป็นของเจ้าของร่างเดิมที่หลงเหลือเอาไว้ก่อนจากไป ก็ปะทุขึ้นมาในอกอย่างบ้าคลั่ง
มันคือความผิดหวัง... ที่เขามองข้ามนาง
มันคือความเจ็บปวด... ที่เขาเลือกช่วยหญิงอื่น
มันคือความสิ้นหวัง... ที่รู้ว่าทั้งชีวิตนี้ก็ไม่มีวันได้หัวใจของเขามา
ความรู้สึกเหล่านั้นหนักหน่วงเสียจนเยว่ซินแทบยืนไม่อยู่ เธอจ้องมองใบหน้าเย็นชาของเขาผ่านม่านน้ำตา ไม่ใช่ด้วยความรัก แต่ด้วยความปวดร้าวที่ฝังลึกจนสุดจะทานทน
ตอนพิเศษ 2: มิตรภาพข้ามเวลา และสมาคมหมูกระทะเวลาห้าปีผ่านพ้นไปราวกับสายน้ำ...ณ ลานกว้างริมสระบัวใหญ่ในจวนตระกูลไป๋ วันนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสถานที่รวมตัวของ สมาคมสตรีข้ามมิติ กลิ่นหอมฉุยของสามชั้นย่างและน้ำซุปกระดูกหมู ลอยกรุ่นมาจากเตาทองเหลืองสั่งทำพิเศษ สี่สาวเพื่อนซี้อย่าง เมิ่งซี (ขวัญ) หลินเวย (แพรว) เยว่ซิน (พิม) และ มู่หลาน (มีนา) กำลังนั่งล้อมวงคีบหมูย่างเข้าปาก พลางส่งเสียงหัวเราะพูดคุยด้วยภาษาไทยกันอย่างออกรส“น้ำจิ้มสูตรนี้เด็ดมากขวัญ! รสชาติเยียวยาจิตใจสุดๆ” พิมในร่างพระชายาเยว่ซินเอ่ยชมพลางคีบหมูสามชั้นจิ้มน้ำจิ้มรสแซ่บเข้าปาก “อยู่ที่ตำหนักอ๋อง กินแต่อาหารรสจืดจนลิ้นฉันจะพังอยู่แล้ว”“ก็ท่านอ๋องของแกห่วงสุขภาพแกนี่ยะ เอะอะก็สั่งห้องเครื่องให้ทำแต่ของบำรุง” มีนาหรือพระชายามู่หลานแซวเพื่อนขำๆ ก่อนจะหันไปชนแก้วน้ำชาที่ถูกนำมาใช้แทนน้ำอัดลมกับหลินเวย “ดื่มฉลองให้กับการรอดชีวิตและสมาคมแม่บ้านยุคโบราณของพวกเราหน่อย!”เมิ่งซีมองเพื่อนๆ แล้วหลุดหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข นานแค่ไหนแล้วที่พวกนางไม่ได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองได้เต็มที่ขนาดนี้ถัดออกไปไม่ไกลนัก ลานหญ้าเขียวขจีกลายเป
ตอนพิเศษ 1: สมาคมลับสตรีข้ามมิติการเดินทางมาเยือนเมืองหลวงครั้งแรกของเมิ่งซีเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ไป๋อวี้เฉินต้องเข้ามาจัดการเรื่องการขยายเส้นทางค้าขายของหอวิจิตรซีซี และแน่นอนว่าคหบดีผู้คลั่งรักย่อมไม่ยอมปล่อยภรรยาไว้ที่เจียงหนานเพียงลำพังเมื่อถึงเมืองหลวง ขณะที่สามีต้องออกไปเจรจาการค้า หลินเวย หรือ แพรว เพื่อนสนิทที่รอคอยอยู่แล้วก็รีบส่งรถม้ามารับเมิ่งซีไปยังศาลาพักผ่อนส่วนตัวกลางสวนของจวนตระกูลหลินทันทีทันทีที่ก้าวเข้าไป เมิ่งซีก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าภายในศาลามีสตรีงดงามในชุดหรูหราสูงศักดิ์นั่งจิบชาอยู่ก่อนแล้วสองคน หญิงสาวเตรียมจะย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียม ทว่าหลินเวยกลับรีบดึงแขนเพื่อนรักให้มานั่งลงข้างๆ เสียก่อน“ไม่ต้องเกร็งยัยขวัญ สองคนนี้คนกันเองทั้งนั้น” หลินเวยส่งยิ้มกว้าง ก่อนจะผายมือไปยังสตรีที่สวมปิ่นปักผมระย้า“คนนี้คือ พระชายาเยว่ซิน ชายาเอกของท่านอ๋องจวิ้นอวี้ หรือ 'พิม' อดีตนักศึกษาปริญญาโทแพทย์แผนจีน... คนนี้สามีหลงรักหัวปักหัวปำ มีแค่นางเป็นชายาเอกเพียงคนเดียว”พิมในร่างพระชายาเยว่ซินแย้มยิ้มอ่อนหวาน ทว่าแววตากลับซุกซนและเป็นกันเอง “ยินดีที่ได้รู้จักนะขวั
บทส่งท้าย: กาลเวลา ลิขิตสวรรค์ และนิรันดร์ของเราห้าปีต่อมา ณ เมืองเจียงหนานสายลมวสันต์พัดพาความอบอุ่นและกลิ่นหอมของดอกท้อให้ลอยอวลไปทั่วทั้งคฤหาสน์ตระกูลไป๋ บรรยากาศภายในจวนเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะสดใสที่ดังแว่วมาจากลานกว้างหน้าเรือนใหญ่“ท่านพ่อ! จับข้าให้ได้สิขอรับ!”เด็กชายตัวน้อยวัยสี่หนาวนามว่า ‘เสี่ยวอวี้’ วิ่งเตาะแตะหนีผู้เป็นบิดาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้าง นัยน์ตาคมกริบและโครงหน้าหล่อเหลาที่ถอดแบบมาจากไป๋อวี้เฉินราวกับพิมพ์เดียวกัน ทำให้บ่าวไพร่ทั้งจวนต่างหลงรักและตามใจคุณชายน้อยผู้นี้จนแทบจะเสียคนไป๋อวี้เฉิน ในวัยที่เติบโตและสุขุมขึ้น แสร้งทำเป็นวิ่งตามไม่ทัน ก่อนจะรวบตัวบุตรชายตัวแสบเข้ามากอดแล้วอุ้มชูขึ้นสูงจนเด็กน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊าก “เจ้าลูกเต่าตัวน้อย! คิดจะหนีพ่อรึ ยังเร็วไปร้อยปี!”เมิ่งซี นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้นุ่มในศาลาริมน้ำ มือบางลูบหน้าท้องที่นูนป่องขึ้นมาตามอายุครรภ์เจ็ดเดือนของลูกคนที่สอง นางมองภาพสองพ่อลูกหยอกล้อกันด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขจนล้นปรี่“ฮูหยิน ระวังลมเย็นนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวบ่าวไปนำเสื้อคลุมมาให้” ชิงเยว่ ที่บัดนี้เป็นสาวใช้คนสนิ
บทที่ 69: พยานรักแห่งสองห้วงเวลาหลายสัปดาห์ผ่านไป ชีวิตในจวนตระกูลไป๋กลับมาสงบสุขและอบอวลไปด้วยความหวาน เมิ่งซีกลับไปดูแลกิจการหอวิจิตรซีซีอย่างขยันขันแข็ง โดยมีไป๋อวี้เฉินคอยรับส่งและดูแลแทบไม่ห่างกายทว่าในช่วงเช้าของวันหนึ่ง ขณะที่เมิ่งซีกำลังนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับไป๋อวี้เฉินและฮูหยินผู้เฒ่า กลิ่นปลาหนึ่งซีอิ๊วที่นางเคยโปรดปรานกลับทำให้จมูกของนางทำงานผิดปกติ“อุ๊ก...”เมิ่งซีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ใบหน้าของนางซีดเผือดลงทันตาเห็น รสชาติอาหารที่เคยกลมกล่อมกลับกลายเป็นความพะอืดพะอมที่พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ“เมิ่งซี เจ้าเป็นอะไรไป!” ไป๋อวี้เฉินวางตะเกียบลงทันที มือหนาประคองแผ่นหลังบางของภรรยาด้วยความตกใจ “เจ้าหน้าซีดมาก หรือว่าพักผ่อนไม่เพียงพอ?”“ข้า... ข้าได้กลิ่นปลาแล้วรู้สึกเวียนหัวเจ้าค่ะท่านพี่” นางตอบเสียงแผ่ว ก่อนจะทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นวิ่งไปที่กระถางต้นไม้ด้านนอกเพื่ออาเจียนออกมาจนตัวโยนชิงเยว่รีบวิ่งตามไปลูบหลังให้เจ้านายสาวด้วยความเป็นห่วง ขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋ซึ่งนั่งมองเหตุการณ์อยู่ตลอดกลับมีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก แววตาของนางวาวโรจน์ไปด้วยคว












Rebyu