LOGINเมื่อเทียบกับท่านจ้าวหุบเขาผู้ดูจะมีความสุขกับการเดินทอดน่องชมทิวทัศน์ยามค่ำแล้ว คนที่ใส่เกียร์โกยแน่บหนีความหนาวเหน็บกลับเรือนพักอย่างอาจูย่อมกลับมาถึงเร็วกว่าเขาเป็นเท่าตัว
ทันทีที่กลับมาถึง อาจูก็ต้องตื่นตาตื่นใจเพราะหีบบรรจุเสื้อผ้าแพรพรรณชั้นดีและข้าวของเครื่องใช้สตรีแบบโบราณของแท้และดั้งเดิมที่วางเรียงกันอยู่บนลานเล็กๆ ด้านหน้าเรือนพัก เมื่อใช้สมองของศีรษะอันน่ารักจิ้มลิ้มชั่งตวงวัดแล้วเห็นว่าที่นี่ไม่มีสตรีอื่นใดนอกจากจวี๋ฮวา มิหนำซ้ำที่แห่งนี้ยังเป็นเรือนพักของนาง เจ้าของเรือนก็รีบกุลีกุจอขนถ่ายหีบ “สมบัติ” ทั้งสามใบเข้าไปเก็บในเรือนนอน อาการเหน็ดเหนื่อยปวดเมื่อยแขน ขา และเอวทั้งหลาย คล้ายจะหายไปชั่วขณะ
หลังจัดเก็บทุกอย่างไว้ที่มุมห้อง คนเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองกำลังหนาวก็รีบออกไปจุดไฟใส่กระถางไฟใบเล็กอันสะดวกแก่การขนย้าย แล้วค่อยๆ ยกมันเข้ามา จากนั้นก็เปลี่ยนมาสวมชุดผ้าไหมเนื้อดีสีเหลืองนวลซึ่งสุ่มหยิบมาจากบรรดาเสื้อผ้าสตรีหลากสีสันในหีบ โดยไม่ลืมเอาเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มของท่านจ้าวหุบเขาและเสื้อผ้าชุดเก่าของตัวเองไปตากไว้ที่ราวไม้เพื่อป้องกันกลิ่นอับชื้นที่ยากจะกำจัด
พอลองได้มีเวลามายืนสังเกตดูแล้ว อาจูก็พบว่าเสื้อผ้าของท่านจ้าวหุบเขาใหญ่กว่าเสื้อผ้าที่ร่างน้อยๆ ร่างนี้สวมใส่เป็นเท่าตัวเลยทีเดียว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากเธอและเขามายืนเทียบกันจริงๆ เขาซึ่งเป็นชายโตเต็มวัยและจวี๋ฮวาซึ่งเป็นสาวน้อยวัยแรกแย้มจะดูแตกต่างกันสักแค่ไหน
จะว่าไปแล้ว...ท่านจ้าวหุบเขาที่ใครต่อใครเล่าลือกันว่า ‘ชั่วโฉดโหดเหี้ยม’ ผู้นี้อายุเท่าไหร่กัน? ที่สำคัญกว่านั้น สุดท้ายแล้วผู้ชายที่เข้มงวดและทำตัวเงียบขรึมไว้ท่าทีเหมือนตาแก่ตลอดเวลาอย่างนั้นโกรธเธอมากหรือเปล่า?
นอกจากนี้...หลังจากที่แสดงออกออกไปแบบนั้น ด้วยอุปนิสัยของเขาและภาพลักษณ์อันซื่อใสไร้เดียงสาน่าสงสารของจวี๋ฮวา เธอควรจะแสดงออก แบบไหน?
“...เสื้อคลุมท่านตัวใหญ่มากจริงๆ” อาจูพึมพำพลางไล้ปลายนิ้วไปตามชายแขนเสื้อ ท่ามกลางแสงไฟสุกสว่างจากกระถางไฟและโคมสัมฤทธิ์ฉลุลาย ร่างอ้อนแอ้นในเสื้อผ้าเนื้อโปร่งบางชุดใหม่ยิ่งดูเปล่งประกายบริสุทธิ์อ่อนหวานขึ้นหลายส่วน
ตอนนั้นเอง อาจูได้ยินเสียงพื้นไม้ลั่นเอี้ยดขึ้นครั้งหนึ่ง
แม้จะเพียงแผ่วเบา แต่ก็เดาได้ว่าน่าจะมีใครกำลังเดินมาทางนี้
ก่อนหน้านี้เธอเผลอพูดจาน่าหมั่นไส้โดยไม่รู้ว่ามีคนเดินเข้าใกล้ จนทำตัวเองภาพพจน์ติดลบมาแล้วหนหนึ่ง หลังจากย้ายเข้าที่พักใหม่ก็เลยตั้งใจว่าจะสร้างสัญญาณเตือนภัยเล็กๆ น้อยๆ
หึหึ...
ต้องขอบคุณที่แผ่นไม้ปูพื้นหน้าเรือนนี้เก่าแก่สึกหรอมากกว่าบริเวณไหนๆ เพียงแค่ใช้ท่อนฟืนออกแรงงัดแผ่นไม้บางแผ่นนิดๆ หน่อยๆ ยามเดินเหินก็เกิดเสียงเอี้ยดอ้าดง่ายดายเสียจนแน่ใจได้ว่าแม้จะเป็นผู้ฝึกยุทธหน้าไหน หากเดินไม่ระวัง ย่อมต้องทิ้งสัญญาณเสียงบอกใบ้ให้รู้ว่ามาเยือน...
ไวเท่าความคิด เจ้าของเรือนใช้มืออีกข้างที่วางแนบลำตัวลอบสะบัดชายกระโปรงไปทางกระถางไฟ อาศัยลมหนาวช่วยพัดส่ง ขณะเดียวกันก็แสร้งทำสีหน้าซับซ้อน สับสน
“ข้า...ข้าจะทำยังไงดี...ความรู้สึกแบบนี้มัน...” จวี๋ฮวายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับคนคิดไม่ตก
ทว่าไม่นานนักกลิ่นเหม็นไหม้ก็ทำให้เจ้าตัวได้สติ
ร่างเล็กๆ เหลียวมองหาต้นตอของกลิ่นสีหน้าหวาดหวั่น เมื่อเห็นว่าชายเสื้อตัวเองกำลังติดไฟลุกไหม้ คนเพิ่งหลุดจากอาการคล้ายเหม่อลอยก็ถึงขั้นหวีดร้องเสียงหลง
นางรีบหมุนตัวกลับหลังหันโดยสัญชาตญาณ แต่นอกจากกิริยานั้นจะ
ไม่ช่วยอะไรแล้ว มันกลับทำให้เปลวไฟบนชายกระโปรงยิ่งลุกลามใหญ่โตประตูบานไม้ถูกผลักเข้ามาอย่างรุนแรงในชั่วอึดใจ ร่างสง่างามซึ่งสวมเพียงเสื้อสีขาวตัวในพุ่งเข้ามาฉวยข้อมือดึงเธอเข้าหา ช่วยกระชากเสื้อผ้าติดไฟออกจากร่าง
หลังฟาดลงพื้นและกระทืบด้วยลมปราณเพียงหนึ่งครั้ง ไฟที่ลุกลามอย่างรวดเร็วก็ดับลง ทิ้งไว้เพียงร่องรอยอันน่าหวาดหวั่น
“ซือฝุ...ซือฝุ!”
จวี๋ฮวาคล้ายโดนเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำร้ายจนสติสัมปชัญญะเลือนหาย ร่างอ้อนแอ้นดูบอบบางในสภาพล่อแหลมผวาเข้าซบแผงอกแกร่ง มือน้อยๆ สวมกอดท่านจ้าวหุบเขาแนบแน่น เนื้อตัวสั่นเทาราวกับกระต่ายน้อยเสียขวัญ
เสียงร้องของจวี๋ฮวาดังไปถึงโถงรับแขกเรือนใหญ่เช่นกัน แม้จะไม่กล้าขยับตัวมายุ่มย่าม แต่เหล่าบุรุษจากสำนักคุ้มภัยตระกูลซุนยังอดขยับออกมาสอดส่ายสายตาไม่ได้
เรือนทิศใต้แห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศใต้สมชื่ออีกทั้งคฤหาสน์หลังนี้ก็ไม่ได้มีเส้นทางสลับซับซ้อนหรือมีต้นไม้รกครึ้มสักเท่าใด หากเลือกมุมดีๆ แล้ว ยังพอที่จะมองเห็นเรือนพักของจวี๋ฮวาได้ชัดเจน ดังนั้น เหล่าแขกตาดีตามประสาผู้ฝึกยุทธจึงพลอยมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น และสิ่งที่คนตาไวที่สุดทันเห็นก็คือภาพบุรุษผู้เย็นชาอย่างร้ายกาจดึงร่างดรุณีน้อยพิลาศล้ำที่ปากก็บอกว่าเป็นลูกศิษย์เข้าหาตัว...แล้วกระชากเสื้อผ้านางออกจากร่างในครั้งเดียว!
คล้ายจ้าวหุบเขาผู้นั้นจะสัมผัสได้ถึงสายตาคนนอก หรือไม่ก็ไม่ต้องการให้ผู้ใดรบกวนเหตุการณ์หลังจากนั้น เขาสะบัดมือเพียงครั้ง ลมปราณอันทรงพลังก็ผลักประตูและหน้าต่างบานไม้ให้ปิดสนิทแน่น ยากจะสอดส่องเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายใน
นะ...นี่มัน...นี่มันใช่คู่ศิษย์อาจารย์ธรรมดาๆ ที่ไหนกัน!
ชัดเจน...ชัดเจนยิ่งนักว่าข่าวลือทั้งหมดนั่นเป็นความจริง!
อึ๋ย...ที่จริงยิ่งกว่าจริงก็คือจ้าวหุบเขาผู้นี้เป็นผู้หวงของมากเสียด้วย!
เมื่อคิดได้ดังนี้ บรรดาแขกเหรื่อของหุบเขาก็รีบเก็บสายตา ไม่กล้าแม้แต่จะลอบเหลียวดู ไม่กล้าทำตัวสอดรู้อีกต่อไป
แหม่...แต่เสียงร้องหวานๆ กับภาพเหตุการณ์ร้อนแรงเมื่อครู่ก็ช่าง...
เหล่าบุรุษผู้มีคุณธรรมต่างพยายามสลัดจินตนาการหยาบโลนออกจากห้วงคิด ทั้งอย่างนั้น ส่วนลึกในจิตใจก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ในคืนค่ำย่ำน้ำค้างเช่นนี้ ท่านจ้าวหุบเขาผู้เย็นชาป่าเถื่อน จะเอาโทสะอีกกึ่งหนึ่งไปลงที่แม่นางน้อยผู้นั้นอย่างไรกันบ้างนะ?
เนิ่นนานนัก เซี่ยซูเหยาก็ขยับริมฝีปากซีดเซียวเอ่ยขึ้นมา“ไม่ว่าจะอย่างไรเจ้าก็จะยังเห็นข้าเป็นศิษย์พี่สินะ...หึๆ ตาแก่นั่น...สมแล้วจริงๆ ที่ข้าวางยาพิษไร้สีไร้กลิ่นจากตำหนักพันพิษสังหารมันและลูกศิษย์ของมันทุกคน ให้มันต้องทนมองลูกศิษย์ล้มตายไปทีละคนสองคน พวกที่ไม่ตายก็โดนไล่ล่าสังหารอย่างน่าสังเวช!” นางยังเอ่ยต่อไป “เจ้ารู้หรือไม่ หลี่หยาง ข้าเอง...เป็นข้าเองจริงๆ ที่วางยาคนทั้งหุบเขา เปิดทางให้พรรคมารเข้ามาสังหารอาจารย์และศิษย์พี่ศิษย์น้อง เป็นข้าเอง! ฮะๆๆ ยามเห็นพวกมันทุกคนที่คอยแต่จะขัดขวางความสุขของข้าค่อยๆ ขาดใจตาย เห็นซากศพของพวกมันเกลื่อนหุบเขา ตัวข้านั้นสาแก่ใจยิ่ง!”หลี่หยางฟังแล้วทอดถอนใจ “ข้ารู้เรื่องนั้นตั้งแต่แรกแล้ว...การที่หลังจากนั้นตัวท่านก็กลายเป็นศิษย์ชั้นสูงของตำหนักพันพิษ และต่อมาก็กลายเป็นประมุขคนใหม่ของตำหนักพันพิษ บ่งบอกเรื่องราวได้หมดแล้วทุกอย่าง”เซี่ยซูเหยาชะงักค้าง หน้าชาที่แท้...ที่แท้ที่ผ่านมา ไม่ว่านางจะเสแสร้งแกล้งพูดอะไร ไม่ว่านางจะโกหกพกลมอย่างไร เขาล้วนรู้เท่าทันทุกอย่าง เพียงแต่ไม่พูดออกมาเท่านั้น...ถูกแล้ว...เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรเซี่ยซูเหยาพลันสิ้
ทว่า...หากนางสูบเอาพลังปราณจากผู้ฝึกฝนวิชามารเข้าไป...หลี่หยางกังวลจนไม่รู้แล้วว่าสมควรจะทำประการใดเวลานี้สามีอ๋องความคิดต่อยตีกันยุ่งเหยิง แต่อาจูกลับจิตใจสงบนิ่งอย่างที่สุดก่อนหน้านี้พยายามสูบเอาปราณมารออกจากร่างคนข้างๆ อยู่หลายหน ยื้อยุดกับปราณมารในร่างกายคนอื่นจนเคยชิน ทั้งปราณดีและปราณมารในร่างเซี่ยซูเหยาไม่แข็งแกร่งเท่าของท่านอ๋องบางคน เรื่องง่ายๆ เท่านี้ ทำไมเธอจะทำไม่ได้!“เจ้า...เจ้า!” เซี่ยซูเหยาร้องได้เท่านั้นก็ทรุดตัวลงตรงหน้าคู่ยวนยาง ในใจยิ่งกว่าตื่นตระหนกและสับสนนี่...นี่ศิษย์น้องของนางเลอะเลือน ลุ่มหลงอิสตรีถึงขั้นสอนสั่งนางแพศยาน้อยนี่ฝึกฝนวิชามารฟ้าแล้ว!อาจูไม่ได้คิดจะเอาชีวิต แค่ต้องการสั่งสอนให้ประมุขพรรคมารอย่างนางรู้จักที่ต่ำที่สูง จะได้ไม่กล้าทะเล่อทะล่ามาหาเรื่องสาวน้อยอย่างเธอแบบนี้อีก จึงยังใจดีพอที่จะเหลือพลังปราณเอาไว้ให้เซี่ยซูเหยาถึงสองส่วน“หึ! มนุษย์ป้าที่ไม่รู้จักดีชั่ว! ผู้ชายเขาไม่รัก เหตุใดยังตามตื้อตามราวีไม่ลดละ!” นี่อาจูหลานอาม่านะ! ที่ผ่านมาเห็นแอ๊บแบ๊วหน้าซื่อตาใส ก็อย่าคิดว่าคนอย่างเธอจะด่าใครไม่เป็น!ผู้หญิงบ้านี่ทั้งคลั่งรักทั้งเอาความ
ข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ทุกคนล้วนโล่งใจ ทว่าสาวใช้ที่ชีวิตตกอยู่ในเงื้อมมือของเซี่ยซูเหยาเห็นแล้วยิ่งกว่าหวาดวิตกหาก...หากสตรีผู้นั้นรู้เข้า จะเอาความโกรธเกรี้ยวมาลงที่นางและครอบครัวหรือไม่?เพื่อรักษาชีวิตตนเองและครอบครัวทั้งหมด นางตัดสินใจลอบไปแจ้งข่าวให้สายลับผู้รอรับข่าวจากนางอีกทอดหนึ่งทันทีทันทีที่ลูกศิษย์ซึ่งรับหน้าที่ติดต่อกับสาวใช้ในตำหนักผิงอ๋องนำเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมารายงาน เซี่ยซูเหยาที่ไม่เพียงไม่สมความคิด ยังกลายเป็นตัดชุดวิวาห์ให้ผู้อื่นอีกครั้งก็ยิ่งกว่าเดือดดาล กำกระบี่พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังตำหนักหลี่ผิงอ๋องทันทีนางไม่ได้ทำให้คนผู้นั้นได้อารมณ์ความรู้สึกและความทรงจำกลับคืนมาเพื่อให้ลูกศิษย์สารเลวต่ำช้านั่นมาตักตวงผลประโยชน์เช่นนี้!ครั้งนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว นางจะสังหารนางแพศยาน้อยนั่น!เซี่ยซูเหยาใช้วิชาตัวเบาดีดตัวพุ่งทะยานมายังตำหนักผิงอ๋อง รวดเร็วยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ในชีวิตลูกศิษย์และผู้ติดตามของนางที่ตามมาติดๆ ล้วนช่วยปัดป้องอาวุธลับ และรับมือองครักษ์สกุลหลี่กับขุนศึกนายกองที่อาศัยอยู่ในตำหนักและองครักษ์เงาที่กรูกันพุ่งตัวออกมาขัดขวาง แม้ตึงมือแต่ก็ยังสามารถเ
เขาลืมตาขึ้นกล่าวต่อไป “พี่รองกล่าวว่า ฝ่าบาทไม่ได้ต้องการผู้นำตระกูลสูงวัยซ้ำยังมีภรรยาที่อยู่กินกันมาร่วมยี่สิบปีจากบ้านตระกูลรอง ต่อให้ข้าไม่รู้สึกผิดต่อพี่ชายเช่นเขา ก็สมควรนึกถึงมารดาที่เสียใจจนสติหลุดลอย ล้มเจ็บ ในแต่ละวันได้แต่นอนเหม่อมองผ้าม่านอยู่บนเตียง ยังมีสกุลหลี่กว่าสามร้อยชีวิตที่เหลืออยู่ ที่อาจต้องตายตกหากตระกูลนี้ไร้สิ้นทายาท ไม่มีผู้ที่ฝ่าบาทให้การยอมรับช่วยพยุง”เรื่องการเมืองภายในราชสำนักและเรื่องอำนาจทางการทหารนับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับขุนนางและผู้เป็นใหญ่เหนือบัลลังก์มังกร หากสกุลหลี่ที่มีกำลังทหารเป็นของตนเอง ทั้งยังมีแม่ทัพนายกอง รวมไปถึงไพร่พลที่ซื่อสัตย์ภักดีไม่น้อย ไม่อาจไว้วางใจ สุดท้ายสกุลหลี่สามร้อยกว่าชีวิตก็คงไม่วายถูกกำจัดอาจูคิดตามแล้วก็เข้าใจได้ไม่ยากถึงสมัยก่อนตอนอยู่ในโลกเก่าจะเขียนแต่นิยายรักจิกหมอนพาฝันพาฟิน แต่ซีรีย์เกี่ยวกับจอมยุทธ์ การเมือง กับราชสำนักจีนโบราณ เธอเสพติดจนท่องจำชื่อวิชาต่างๆ กับลำดับขั้นสนมนางในตั้งแต่บนลงล่างของแต่ละยุคสมัยได้ขึ้นใจ รู้กระทั่งชื่อเสียงเรียงนามของพวกข้ารับใช้ที่ไม่ค่อยสำคัญในประวัติศาตร์...เธอนี่แหล
ตอนนี้นางมารน้อยข้ามภพฉบับรูปเล่ม 3 เล่มจบ เปิดพรีออเดอร์ฉบับตีพิมพ์ครั้งที่สองอยู่ค่ะ เข้าไปดูที่เพจ เจ้าหญิงการเวก ที่เป็นนักประพันธ์นะคะตอนนี้ภรรยาร่างน้อยของเขาหลับไปแล้ว หลี่หยางจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มของนางอย่างเผลอไผล เขาพบว่าไม่ว่าจะยามหลับหรือตื่น ภรรยาตัวน้อยก็ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่งดีเหลือเกินที่ยามนี้มีนางอยู่ข้างกาย...ดีเหลือเกินที่ครั้งนั้นนางยอมแฝงตัวเป็นคณิกา เข้ามาตรวจสอบเรื่องเขาและยาเซียนนี่คงเป็น...โชคชะตากระมัง?นึกถึงเรื่องราวระหว่างเขากับนางตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ หลี่หยางไม่คิดว่าจะมีคำไหนเหมาะจะใช้นิยามไปกว่านี้กลางดึก หริ่งเรไรในตำหนักร้องระงม หลี่หยางกลับรู้สึกสงบใจ ไม่รู้สึกหงุดหงิดรำคาญเหมือนวันคืนก่อนหน้า“ดีจริงๆ ที่มีเจ้าอยู่ที่นี่...” หลี่หยางจูบหน้าผากกลมมนแผ่วเบา เกรงว่าจะทำนางตกใจตื่น ทั้งอย่างนั้นก็ยังอดใจไม่ไหว พึมพำออกมาเสียงเบา “ขอบคุณที่ยอมลงจากเขา เสี่ยงอันตรายมาตามหาคนไม่ได้ความอย่างข้า...” หากไม่ฉวยโอกาสพูดตอนนี้ เกรงว่าคนอย่างเขาจะไม่มีความกล้าพอจะพูดประโยคน่าอายเช่นนี้ต่อหน้านางได้อาจูที่จริงๆ แล้วก็แค่แกล้งหลับเพราะกลัวจะโดนรังแ
อาจูชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจพูดความจริงออกมาพอกันทีกับการโกหกหลอกลวง...พอกันทีกับการคิดอย่างทำอย่าง...พอกันทีกับการเสแสร้งแกล้งทำ ไม่เป็นตัวของตัวเอง...ต่อไปนี้ระหว่างเธอกับเขาจะมีแต่ความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา จะไม่มีเรื่องปิดบังระหว่างกันอีกต่อไปอาจูสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้น ไม่นึกว่าหลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด นอกจากอีกฝ่ายจะไม่โกรธแล้ว ยังทอดถอนใจ กล่าว โทษตัวเองอีกด้วย“ครั้งนั้นหากข้าเชื่อที่เจ้าพูด ฟังที่เจ้าพูด ไม่รั้นแต่จะบังคับฝืนใจเจ้า เรื่อง-ราวก็คงไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายถึงเพียงนี้...เจ้าดูสิ ตอนนี้ข้ากลายเป็นแม่ทัพผู้หนึ่งของเทียนจิน กลายเป็นผู้นำตระกูลของสกุลหลี่ กลายเป็นผิงอ๋องของตำหนักแห่งนี้ ไม่อาจปลีกตัวจากไปไหนโดยง่าย...ไม่อาจให้เจ้าได้ใช้ชีวิตสงบสุขอย่างเมื่อก่อนอีกแล้ว”อาจูไม่รู้จะพูดอะไร จึงทำแค่รับฟังเงียบๆ แล้วลูบแผ่นหลังที่เธออดคิดไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาแผ่นหลังอันแข็งแกร่งนี้จะเป็นแผ่นหลังที่อ้างว้างโดดเดี่ยวแค่ไหนเนิ่นนานนัก หลี่หยางก็ขยับริมฝีปากพูดเรื่องหนึ่งออกมา“ครั้งนั้น ที่เจ้าถามข้าว่า ‘ท่านไม่คิดว่าทั้งหมดที่เป็นอ







