นางกำนัลสายดอง

นางกำนัลสายดอง

last updateLast Updated : 2026-10-14
Language: Thai
goodnovel18goodnovel
Not enough ratings
10Chapters
17views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

นางกำนัลสายดอง ใครจะคิดว่า…ไหผักดองธรรมดา ๆ จะนำพาสาวบ้านนอกอย่าง หลินอวี้เหนียง เข้าสู่วังหลวง สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และเล่ห์กลของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ นางเข้าวังเพียงเพื่อหาเงินรักษาบิดา ไม่คิดแย่งชิงความโปรดปราน ไม่ปรารถนาตำแหน่งสูงส่ง และยิ่งไม่คิดเข้าไปอยู่ในหัวใจของบุรุษผู้หนึ่ง… บุรุษที่มีอำนาจเหนือคนทั้งใต้หล้าอย่าง จักรพรรดิเซียวจิ่งเหิง จากแอบชิมผักดอง กลายเป็นแอบพบนาง จากอยากกินของอร่อย กลายเป็นอยากเห็นหน้านางทุกวัน และจากจักรพรรดิผู้เบื่อหน่ายวังหลวง กลับกลายเป็นบุรุษที่หึงแม้กระทั่งไหผักดอง “หลินอวี้เหนียง เจ้ามีอะไรดีนักหนา เหตุใดเราจึงต้องคิดถึงเจ้าทุกครั้งที่กินอาหาร” “ฝ่าบาทก็ทรงเสวยอย่างอื่นสิพ่ะย่ะค่ะ…เอ๊ย เพคะ!” นางอยากทำของกินอย่างสงบ แต่ดูเหมือนหัวใจของโอรสสวรรค์จะหมักจนเปรี้ยวไปเสียแล้ว! เมื่อความรักเริ่มก่อตัวท่ามกลางกลิ่นผักดอง สาวน้อยผู้ปรารถนาเพียงชีวิตเรียบง่ายจะรักษาอิสรภาพของตนไว้ได้หรือไม่ ในเมื่อคนที่อยากครอบครองหัวใจนาง คือบุรุษที่สามารถสั่งให้ทั้งแผ่นดินคุกเข่าได้เพียงคำเดียว วังหลวงมีสนมมากมาย แต่ไหผักดองของนาง…จักรพรรดิไม่ยอมแบ่งให้ใคร

View More

Chapter 1

ไหสุดท้ายก่อนเข้าวัง

 เช้าวันที่ต้องจากไป

ยามรุ่งสางของหมู่บ้านหลินสุ่ย หมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือคันนา เสียงไก่ขันดังแว่วมาจากเรือนหลังโน้นหลังนี้ ควันไฟจากเตาหุงข้าวลอยขึ้นเป็นสายเหนือหลังคามุงฟาง บรรยากาศสงบเงียบเช่นทุกวัน หากแต่สำหรับ หลินอวี้เหนียง เช้าวันนี้กลับหนักอึ้งกว่าทุกวันที่ผ่านมา

หญิงสาวนั่งยองอยู่ข้างไหดินเผาห้าใบตรงมุมเรือน มือเรียวเปิดฝาไหทีละใบอย่างระมัดระวัง กลิ่นเปรี้ยวเค็มหอมละมุนลอยขึ้นแตะปลายจมูก นางใช้ตะเกียบไม้คีบผักกาดดองขึ้นมาชิ้นหนึ่ง สังเกตสีและเนื้อสัมผัส ก่อนชิมเพียงเล็กน้อย

“อืม… อีกสองวันคงได้ที่พอดี” นางพึมพำกับตนเอง พลางยิ้มบาง ๆ

ผักกาดในไหมีสีเขียวอมเหลือง เนื้อกรอบ ไม่เละ ทั้งยังมีกลิ่นหอมของขิงและพริกแห้งเจืออยู่จาง ๆ ทุกขั้นตอนล้วนเป็นไปตามที่มารดาเคยสอน ตั้งแต่เลือกผักที่สด ไม่ช้ำ ไม่เน่า ล้างให้สะอาดแล้วผึ่งจนแห้ง ไปจนถึงการกะเกลือให้พอดี มากเกินไป ผักก็เค็มจนกินไม่ลง น้อยเกินไป ผักก็เน่าเสียก่อนถึงวันกิน

การหมักดองจึงมิใช่เพียงนำผักใส่ไหแล้วปิดฝา หากเป็นเรื่องของความอดทน ความละเอียดรอบคอบ และการรู้จักรอเวลา

“อวี้เหนียง จำเอาไว้นะลูก ของดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป ขอเพียงรู้จักใช้สิ่งที่มีให้เกิดประโยชน์ ผักธรรมดาก็ช่วยให้คนในบ้านอิ่มท้องได้” คำสอนของท่านแม่ยังคงชัดเจน ราวกับเจ้าของเสียงยังนั่งอยู่ข้างกาย

หลินอวี้เหนียง ชะงักมือไปครู่หนึ่ง ก่อนปิดฝาไหอย่างเบามือ

หลายปีมาแล้วท่านแม่จากไป ทิ้งไว้เพียงปิ่นไม้เก่าหนึ่งอัน เสื้อผ้าสองสามชุด และตำรับถนอมอาหารที่เขียนด้วยลายมือของนาง สิ่งเหล่านั้นมิได้มีค่าเป็นเงินมากนัก แต่ถ้าต้องเลือกเก็บสิ่งเดียว นางคงเลือกตำรับเล่มนั้น

เพราะทุกครั้งที่ได้กลิ่นผักดอง นางจะนึกถึงมือของมารดาที่คอยจับมือนางในยามหัดใช้มีด นึกถึงเสียงหัวเราะเมื่อผักชุดแรกของนางเค็มจนแทบกินไม่ได้ และนึกถึงรอยยิ้มอ่อนโยนที่มักปรากฏบนใบหน้าของท่านแม่เสมอ

หลังท่านแม่เสียชีวิต การทำผักดองจึงกลายเป็นทั้งอาชีพเล็ก ๆ และความทรงจำเพียงไม่กี่อย่างที่นางยังรักษาไว้ได้

“หากท่านแม่ยังอยู่ คงบอกว่าผักชุดนี้ยังต้องเพิ่มขิงอีกนิดเป็นแน่”

นางยิ้มกับไหดินเผา ทว่ารอยยิ้มนั้นเลือนหายทันทีเมื่อเสียงไอหนัก ๆ ดังมาจากห้องด้านใน

“แค่ก… แค่ก!” หลินอวี้เหนียงรีบวางตะเกียบ ลุกขึ้นเดินเข้าไปทันที

“ท่านพ่อ! ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

บนเตียงไม้เก่า หลินเจิ้งซาน นอนเอนหลังอยู่ใต้ผ้าห่มบาง ใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากแห้งผาก เขาพยายามยกมือขึ้นโบกเป็นสัญญาณว่าไม่เป็นไร แต่กลับไอจนต้องหยุดพักหลายครั้ง

“พ่อไม่เป็นไร… เพียงอากาศยามเช้าเย็นไปหน่อยเท่านั้น”

“ท่านพูดเช่นนี้มาสามวันแล้ว เมื่อวานก็ว่าไม่เป็นไร วันก่อนก็ว่าไม่เป็นไร แต่กลางคืนกลับไอจนแทบไม่ได้นอน” นางนั่งลงข้างเตียง ใช้หลังมือแตะหน้าผากท่านพ่อของเธอ ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย “วันนี้ท่านต้องกินยาให้หมดนะ อย่าแอบเททิ้งอีก”

หลินเจิ้งซาน หลบสายตาบุตรสาวอย่างมีพิรุธ “ยานั่นขมยิ่งกว่าดีหมีเสียอีก กินเข้าไปแล้วลิ้นพ่อแทบไม่มีรสชาติอาหารอยู่ทั้งวัน”

“หากยาขมแล้วช่วยให้ท่านหายป่วย ลูกยอมกินแทนท่านวันละสิบถ้วยก็ได้ แต่ถ้าท่านไม่ยอมกิน ต่อให้ลูกไปหายาวิเศษจากเขาเซียนมาให้ก็เปล่าประโยชน์”

“เจ้านี่นะ…”

ชายชราส่ายหน้าพลางถอนใจ แต่สุดท้ายก็ยอมรับถ้วยยาที่บุตรสาวยื่นให้ เขาหลับตากลั้นใจดื่มจนหมดถ้วย ก่อนรีบคว้าน้ำชาอุ่น ๆ มาดื่มตาม หลินอวี้เหนียง มองภาพนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้

“เก่งมาก วันนี้ท่านพ่อเชื่อฟังขึ้นกว่าเมื่อวานแล้ว”

“เจ้ากำลังพูดกับเด็กสามขวบหรืออย่างไร”

“ถ้าเด็กสามขวบรู้จักกินยาตามหมอสั่ง ก็คงไม่ทำให้คนดูแลต้องกังวลเท่าท่านหรอก”

หลินเจิ้งซาน หัวเราะเบา ๆ แต่เสียงหัวเราะกลับกลายเป็นอาการไออีกครั้ง หญิงสาวรีบลูบหลังให้จนเขาสงบลง สีหน้าของนางค่อยคลายความกังวลลง

ท่านพ่อของเธอเคยเป็นชายแข็งแรง ทำงานในนาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างจนตะวันลับขอบฟ้า ทว่าสองปีก่อน เขาล้มป่วยด้วยโรคที่หมู่บ้านรักษาไม่หาย ต้องไปหาหมอในอำเภอ ซื้อยาหลายขนาน และเลิกทำงานตั้งแต่นั้นมา

เงินเก็บค่อย ๆ ร่อยหรอลงไป เงินใต้หีบหมดไปก่อน จากนั้นก็ขายไก่ในเล้า จนกระทั่งต้องตัดใจขายผ้าห่มหนาผืนเดียวที่กันหนาวได้

บัดนี้ แม้แต่เงินซื้อข้าวสารยังต้องคิดแล้วคิดอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงค่ายาที่เพิ่มขึ้นทุกเดือน

หลินอวี้เหนียง มิได้บอกบิดาว่าเหลือเงินเท่าใด เพราะไม่อยากให้เขากังวล แต่ทุกครั้งที่เปิดถุงเงินแล้วได้ยินเพียงเสียงเหรียญกระทบกันเบา ๆ หัวใจก็หนักอึ้งขึ้นทุกที

วันนี้ก็เช่นกัน นางเพิ่งจะเก็บถ้วยยาไปล้าง เสียงตะโกนจากหน้าบ้านก็ดังขึ้นเสียก่อน

“หลินเจิ้งซาน! อยู่หรือไม่ ออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง”

หลินอวี้เหนียง ชะงักเสียง เถ้าแก่จาง เจ้าหนี้ที่ให้ครอบครัวยืมเงินไปจ่ายค่ารักษาเมื่อหลายเดือนก่อน

นางรีบเปิดประตู พบชายวัยกลางคนยืนกอดอกอยู่หน้ารั้ว ข้างกายมีลูกน้องร่างใหญ่สองคน สีหน้าไม่เหมือนคนมาเยี่ยมเยียน หากเหมือนคนมาทวงสิ่งที่เป็นของตนกลับคืน

“เถ้าแก่จาง” นางค้อมศีรษะเล็กน้อย “ท่านมาที่นี่แต่เช้า มีธุระอันใดหรือ”

“ยังจะถามอีกหรือ” เขาแค่นหัวเราะ “ถึงกำหนดชำระหนี้แล้ว รอเจ้ามาหลายวัน เงินที่ยืมไปเมื่อคราวก่อน จะคืนได้เมื่อใด”

หลินอวี้เหนียงกำมือแน่นในแขนเสื้อ “ขอเวลาอีกสักระยะได้หรือไม่ บิดายังป่วยอยู่ ข้ากำลังหาทางหาเงินมาชำระให้ท่าน”

“หาเงิน” เขากวาดตามองเรือนไม้เก่า “บ้านเจ้าเหลืออะไรให้ขายอีกเล่า หรือจะขายไหผักดองพวกนี้ให้ข้า”

คำพูดนั้นทำให้นางเงียบไปชั่วขณะ ไหผักดองเหล่านั้นคือทรัพย์สินที่พอหาเงินได้ แต่ขายทั้งหมดก็อาจชำระได้เพียงบางส่วน แล้วหลังจากนั้นจะกินอะไร

“ผักดองของข้าจะนำไปขายในตลาด เมื่อขายได้แล้วจะรีบนำเงินไปคืนท่าน”

เถ้าแก่จางหัวเราะหยัน “เจ้าคิดว่าผักดองไม่กี่ไหจะมีค่าเท่าใด ข้าให้เวลาถึงสิ้นเดือน หากยังไม่มีเงินมา ข้าคงต้องแจ้งผู้ใหญ่บ้าน แล้วให้เขาจัดการตามกฎ” เขาหันหลังเดินจากไปโดยไม่รอคำตอบ

หลินอวี้เหนียง ยืนอยู่หน้าประตู มองแผ่นหลังเขาจนลับสายตา ลมยามเช้าพัดผ่านชายเสื้อ แต่ปลายนิ้วกลับเย็นเฉียบ สิ้นเดือน… เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน

“อวี้เหนียง”

เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้นางหันกลับ บิดายืนพิงกรอบประตู สีหน้าซีดลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

“ท่านพ่อ เหตุใดจึงออกมาข้างนอก อากาศยังเย็นอยู่ รีบกลับเข้าไปพักเถิด”

“พ่อได้ยินหมดแล้ว” หลินอวี้เหนียงเม้มริมฝีปาก ไม่รู้จะตอบอย่างไร

“เป็นเพราะพ่อไร้ความสามารถ จึงทำให้เจ้าต้องลำบาก ถ้าตอนนั้นพ่อไม่ล้มป่วย เจ้าคงไม่ต้องขายไก่ ขายผ้าห่ม ทั้งยังต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อเก็บเงินมาซื้อยา”

“ท่านพ่ออย่าพูดเช่นนั้น ลูกไม่เคยคิดว่าท่านเป็นภาระ ท่านเลี้ยงดูลูกมาตั้งแต่เล็ก ถ้าวันนี้ลูกดูแลท่านไม่ได้ จะเรียกตนเองว่าบุตรที่ดีได้อย่างไร”

“แต่พ่อไม่อยากให้เจ้าต้องเสียสละไปมากกว่านี้” เขาก้มหน้า น้ำเสียงแผ่วเบา “ถ้าขายไหผักดองทั้งหมดได้ ก็ขายเถิด อย่างน้อยได้ชำระหนี้ ส่วนอาหาร พ่อกินโจ๊กเปล่า ๆ ได้ ไม่ต้องซื้อเนื้อซื้อปลา”

หลินอวี้เหนียงส่ายหน้าทันที “ไม่ได้ ถ้าขายไปแล้ว ลูกจะหาเงินจากที่ใดมาซื้อยาให้ท่าน ผักดองเป็นสิ่งที่ลูกทำได้ดีที่สุด อีกอย่าง… ท่านแม่เคยสอนว่าอย่าทิ้งสิ่งที่ยังมีประโยชน์เพียงเพราะมันไม่ได้มีราคาแพง”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อด้วยเสียงหนักแน่น “ลูกจะหาทางเอง”

ทว่ากลับเข้าห้อง นางกลับนั่งนิ่งข้างโต๊ะนานกว่าทุกวัน หาทางเอง…จะหาจากที่ใด ขายผักดองอย่างเดียวคงไม่พอ รับจ้างในหมู่บ้านได้ค่าจ้างเพียงน้อยนิด บิดายังต้องใช้ยาต่อเนื่อง หากไม่มีเงินก้อนใหญ่กว่านี้ ครอบครัวคงจมอยู่กับหนี้สินตลอดไป

ในยามนั้นเอง สายตาเหลือบไปเห็นกระดาษประกาศที่เคยเห็นติดเสาไม้ใกล้ตลาด ประกาศรับสมัครหญิงสาวเข้าทำงานในวังหลวง ผู้ผ่านคัดเลือกได้รับเบี้ยเลี้ยง ที่พัก อาหาร และส่งเงินกลับบ้านได้

ตอนเห็นครั้งแรก นางเพียงอ่านผ่าน ๆ ไม่เคยคิด เพราะเข้าวังหมายถึงจากบ้านไปไกล ไม่รู้วันกลับ แต่ตอนนี้…

หลินอวี้เหนียง หยิบกระดาษที่จดรายละเอียดไว้เองขึ้นมาถือ ถ้าผ่านการคัดเลือก จะมีรายได้ประจำ มีอาหาร และส่งเงินมาซื้อยาให้พ่อได้ แม้ต้องทำงานหนัก แม้ต้องเรียนรู้กฎที่ไม่คุ้นเคย นางก็พร้อมลอง

“ท่านแม่ หากลูกต้องไปอยู่ที่ไม่คุ้นเคย ท่านจะโทษลูกหรือไม่ ที่ไม่ได้อยู่ดูแลท่านพ่อด้วยตนเอง” นางมองปิ่นไม้บนหีบเก่า ดวงตาเริ่มแดงก่ำ “ลูกไม่อยากทิ้งท่านพ่อไปไหนเลย แต่ลูกต้องหาเงินให้ได้จริง ๆ”

ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านช่องหน้าต่างแตะขอบไหดินเผา

หลินอวี้เหนียงสูดลมหายใจลึก ก่อนพับกระดาษเก็บเข้าเสื้อ ตัดสินใจแล้ว รุ่งเช้าจะเดินทางไปสมัคร

คืนนั้น นางจัดสัมภาระอย่างเงียบ ๆ เสื้อผ้าสองชุดพับใส่ห่อผ้า เงินที่เหลือแบ่งเป็นสองก้อน ก้อนหนึ่งสำหรับค่าเดินทาง อีกก้อนใส่ถุงวางข้างหมอนบิดา

จากนั้นไปเคาะประตูเรือน ป้าหลิว เพื่อนบ้านที่สนิทกันมานาน

“พรุ่งนี้ข้าจะไปสมัครเป็นนางกำนัลในวังหลวง ขอรบกวนป้าช่วยแวะดูท่านพ่อให้หน่อย หากท่านไอหนักหรือผิดปกติ ช่วยไปตามหมอให้ด้วย นี่ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น”

ป้าหลิวรับถุงเงินด้วยสีหน้าตกใจ “เจ้าจริง ๆ เลยที่นั่นไม่ใช่ที่ที่อยากไปก็ไป อยากกลับก็กลับได้นะ”

“ข้าทราบ แต่ข้าต้องหาเงินรักษาท่านพ่อ”

“แล้วพ่อเจ้าเขาจะยอมได้อย่างไร”

“ท่านไม่อยากให้ไป แต่ถ้าไม่ไป เราคงไม่มีเงินซื้อยาอีกแล้ว”

ป้าหลิวถอนหายใจยาว “เอาเถิด ข้าจะช่วยดูแลให้ แต่ถ้าเข้าไปแล้วลำบากจนทนไม่ไหว ก็อย่าฝืนตนเองจนเกินไป เข้าใจไหม”

หลินอวี้เหนียงพยักหน้า ดวงตาร้อนผ่าว “ขอบคุณป้ามาก บุญคุณนี้ข้าจะไม่ลืม”

กลับถึงเรือน นางยังนอนไม่หลับ จึงไปตรวจไหผักดองอีกครั้ง ห้าใบเรียงกันอยู่ที่มุม ผักกาด หัวไชเท้า แตงกวา กระเทียม ต้นหอม และผักตามฤดูกาลที่เก็บไว้ยามขาดแคลน

นางเลือกไหใบเล็กที่สุด ปัดฝุ่น เช็ดฝาให้เรียบร้อย แล้วตัดสินใจนำติดตัวไปด้วย ไม่รู้ว่าที่นั่นจะกินอย่างไร จะอยู่อย่างไร แต่อย่างน้อยผักดองในไหก็ช่วยประทังชีวิตได้ และสำคัญที่สุด นี่คือสูตรของแม่ หากต้องจากบ้านไปไกล อยากมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกเหมือนยังมีครอบครัวอยู่ข้างกาย

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
10 Chapters
ไหสุดท้ายก่อนเข้าวัง
เช้าวันที่ต้องจากไป ยามรุ่งสางของหมู่บ้านหลินสุ่ย หมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือคันนา เสียงไก่ขันดังแว่วมาจากเรือนหลังโน้นหลังนี้ ควันไฟจากเตาหุงข้าวลอยขึ้นเป็นสายเหนือหลังคามุงฟาง บรรยากาศสงบเงียบเช่นทุกวัน หากแต่สำหรับ หลินอวี้เหนียง เช้าวันนี้กลับหนักอึ้งกว่าทุกวันที่ผ่านมา หญิงสาวนั่งยองอยู่ข้างไหดินเผาห้าใบตรงมุมเรือน มือเรียวเปิดฝาไหทีละใบอย่างระมัดระวัง กลิ่นเปรี้ยวเค็มหอมละมุนลอยขึ้นแตะปลายจมูก นางใช้ตะเกียบไม้คีบผักกาดดองขึ้นมาชิ้นหนึ่ง สังเกตสีและเนื้อสัมผัส ก่อนชิมเพียงเล็กน้อย “อืม… อีกสองวันคงได้ที่พอดี” นางพึมพำกับตนเอง พลางยิ้มบาง ๆ ผักกาดในไหมีสีเขียวอมเหลือง เนื้อกรอบ ไม่เละ ทั้งยังมีกลิ่นหอมของขิงและพริกแห้งเจืออยู่จาง ๆ ทุกขั้นตอนล้วนเป็นไปตามที่มารดาเคยสอน ตั้งแต่เลือกผักที่สด ไม่ช้ำ ไม่เน่า ล้างให้สะอาดแล้วผึ่งจนแห้ง ไปจนถึงการกะเกลือให้พอดี มากเกินไป ผักก็เค็มจนกินไม่ลง น้อยเกินไป ผักก็เน่าเสียก่อนถึงวันกิน การหมักดองจึงมิใช่เพียงนำผักใส่ไหแล้วปิดฝา หากเป็นเรื่องของความอดทน ความละเอียดรอบคอบ และการรู้จักรอเวลา “อวี้เหนียง จำเอาไว้นะลูก ของดีไม่จำเป็นต้องมี
last updateLast Updated : 2026-10-14
Read more
ไหผักดองกับประตูวัง
ไหผักดองกับประตูวัง เช้าวันต่อมา ฟ้ายังไม่สว่างดี รถม้าของทางการมาจอดรอที่ปากทางหมู่บ้าน หญิงสาวที่มาสมัครทยอยขึ้นรถ บางคนแต่งกายเรียบร้อย บางคนถือห่อใหญ่ ส่วน หลินอวี้เหนียง มีเพียงห่อผ้าหนึ่งหอบกับไหดินเผา ที่กอดแนบอก ก่อนขึ้นรถ นางไปหาบิดาอีกครั้ง เขานั่งบนเตียงดวงตาแดงก่ำตั้งแต่เมื่อคืน ที่หลินอวี้เหนียงเอ่ยว่าจะเข้าไปในวังหลวง “ท่านพ่อ ลูกไปก่อนนะ” นางคุกเข่าคำนับสามครั้งตามธรรมเนียม จับมือที่ผอมลงของบิดาไว้แน่น “แบ่งเงินไว้ให้แล้ว ป้าหลิวจะมาดูแล ถ้าไม่สบายต้องบอกนาง อย่าอดทนคนเดียวเด็ดขาด” “อวี้เหนียง…” เขากลั้นน้ำตา “พ่อไม่ต้องการเงินมากมาย ขอเพียงเจ้าอยู่บ้านอย่างปลอดภัยก็พอแล้ว” นางส่ายหน้า น้ำตาเอ่อคลอ “แต่ลูกอยากเห็นท่านหายป่วย อยากเห็นท่านกลับไปเดินในนาได้อีก อยากให้ท่านกินอาหารโดยไม่ต้องกังวลว่าพรุ่งนี้จะมีเงินซื้อยาหรือไม่ ลูกจะพยายามกลับมาให้เร็วที่สุด” บิดาลูบศีรษะบุตรสาวอย่างอ่อนโยน “ขอให้เดินทางปลอดภัย อย่าหลงเชื่อคนง่าย อย่าทะเลาะกับใคร และถ้าพบเรื่องที่เกินกำลัง จงจำไว้ว่าบ้านหลังนี้ยังรอเจ้าอยู่” “เจ้าค่ะ” นางก้มหน้าอีกครั้ง ก่อนลุกขึ้นเดินออก ไม
last updateLast Updated : 2026-10-14
Read more
กฎวังข้อแรก ห้ามพกของกิน
ไหผักดองกับทางออกที่พอมี ประตูวังหลวงสูงตระหง่านเบื้องหน้า กำแพงเมืองทอดยาวสุดสายตา กระเบื้องเคลือบบนหลังคาสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายประกายระยิบระยับ ทหารรักษาการณ์ในชุดเกราะยืนประจำตำแหน่งอย่างเคร่งครัด ทุกย่างก้าวของผู้คนในบริเวณนั้นล้วนอยู่ภายใต้สายตาผู้คุมกฎ หลินอวี้เหนียง กลับไม่มีแก่ใจชื่นชมความงดงามเหล่านั้นแม้แต่น้อย สายตานางจับจ้องอยู่ที่ไหดินเผาในอ้อมแขน ราวกับหากเผลอกะพริบตาเพียงครั้งเดียว ไหใบนี้อาจถูกใครบางคนยกไปทิ้งโดยไม่ไยดี “วางลงเสีย” เจ้าหน้าที่ตรวจสัมภาระเอ่ยเสียงเข้ม อวี้เหนียง เงยหน้าขึ้น “ท่านเจ้าหน้าที่ ข้าน้อยขออธิบายอีกสักครั้งได้หรือไม่” “ข้าให้เจ้าอธิบายมาแล้วสองครั้ง” “แต่ไหใบนี้มิใช่สิ่งของต้องห้าม เป็นเพียงผักดองที่ข้าน้อยทำไว้กินระหว่างเดินทาง หากต้องทิ้งเสียตรงนี้ก็น่าเสียดายยิ่งนัก อีกทั้งยังต้องอยู่ฝึกงานหลายวัน ไม่ทราบว่าจะมีอาหารให้กินเมื่อใด จึงนำติดตัวไว้ประทังชีวิต” เจ้าหน้าที่ขมวดคิ้ว มองหญิงสาวตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ผู้สมัครทุกคนต่างเดินทางมาจากบ้าน ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้นำอาหารส่วนตัวเข้าวังตามใจชอบ ถ้าวันนี้ข้ายอมให้เจ้
last updateLast Updated : 2026-10-14
Read more
กฎเหล็กและปลายทางท้ายวัง
กฎเหล็กและปลายทางท้ายวัง เสียงระฆังดังสามครั้งจากด้านใน ประตูชั้นในเปิดออก เจ้าหน้าที่สั่งให้เข้าแถว “ทุกคนตั้งแถวเรียบร้อย ต่อไปนี้เข้าสู่การเรียนกฎระเบียบ ผู้ใดฝ่าฝืนแม้เล็กน้อย บันทึกความผิดทันที” ทั้งสองรีบไปต่อแถว ทางเดินทั้งหมดล้วนปูด้วยหินเรียบร้อย สองข้างทางต้นไม้ตัดแต่งประณีต สาวใช้ชุดสีอ่อนเดินผ่านไปมาอย่างเงียบเชียบ อวี้เหนียง รู้สึกราวกับย่างก้าวเข้าไปในภาพวาดที่งดงามแต่ไร้ชีวิต “เงยหน้าขึ้น” สตรีวัยกลางคนในชุดเรียบหรูยืนบนขั้นบันได ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาเฉียบคมกวาดมองทุกคน “ข้าคือ จางมามา ผู้ดูแลการฝึก ตั้งแต่วันนี้ ใครคิดว่าที่นี่เป็นบ้าน ให้กลับไปเสียตั้งแต่ตอนนี้!” ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง นางลงมาตรวจทีละคน “ยืนหลังตรง คางอย่าสูงเกิน มือประสานหน้าท้อง” สั่งแก้ท่าทาง สาธิตวิธีค้อมกาย “ก้มจนหน้าทิ่มพื้นไม่ใช่ ยืนแข็งทื่อก็ไม่ใช่ ถ้าไม่รู้ธรรมเนียมพื้นฐาน อย่าหวังงานสำคัญ” อวี้เหนียง ตั้งใจจำทุกคำ ทว่าเพราะมัวกังวล เกรงกลัวทำผิด จึงเคลื่อนช้าไปครึ่งจังหวะ “เจ้า!” เสียง จางมามา ดังขึ้นทันที “ข้าสั่งพร้อมกัน เหตุใดเจ้าช้ากว่าคนอื่น” “ข้าน้อยกำลังพยายามจดจำท่าทาง
last updateLast Updated : 2026-10-14
Read more
เรือนร้างท้ายวัง
ทางเดินด้านหลังวังหลวงทอดยาวคดเคี้ยวผ่านแนวกำแพงสีเทาอ่อน สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ทว่าพอยิ่งเดินลึกเข้าไป เสียงผู้คนและความคึกคักจากเขตตำหนักชั้นในก็ยิ่งห่างไกลออกไปทุกทีหลินอวี้เหนียง ถือสัมภาระเดินตามเจ้าหน้าที่ผู้นำทาง ส่วน เสี่ยวชุน เดินอยู่ข้างกาย พลางหันกลับมองทางที่เพิ่งผ่านมาเป็นระยะ ราวกับหวังว่าจะมีใครเรียกพวกนางกลับไปเสียก่อน“อวี้เหนียง เจ้าว่าพวกเราต้องเดินอีกนานเท่าใด”“ข้าเองก็ไม่ทราบ แต่ดูจากทางแล้ว คงใกล้ถึงแล้วกระมังเจ้าค่ะ”“ใกล้ถึง” เสี่ยวชุน ชะเง้อมองไปข้างหน้า ก่อนถอนหายใจยาว “เหตุใดเรือนพักของคนอื่นจึงอยู่ใกล้ตำหนัก ส่วนของพวกเรากลับต้องเดินไกลถึงเพียงนี้ หรือวังหลวงกลัวว่าพวกเราจะเดินเล่นมากเกินไป จึงตั้งใจส่งมาไว้ไกล ๆ กันนะ”อวี้เหนียงเหลือบมองนาง ก่อนเอ่ยเตือนเสียงเบา “ระวังคำพูดด้วย หากผู้ใดได้ยินเข้า เกรงว่าพวกเราจะมีงานเพิ่มอีกเจ้าค่ะ”เสี่ยวชุน รีบยกมือปิดปากทันที “ข้าลืมไปแล้วว่าตนเองอยู่ในวังหลวง มิใช่ตลาดสดหน้าบ้าน”อวี้เหนียง หลุดยิ้มเล็กน้อย แม้ตนเองจะกังวลไม่ต่างกัน แต่การมีสหายร่วมทางที่พูดจาชวนหัวเราะอยู่ข้างกาย ก็ช่วยให้ความเ
last updateLast Updated : 2026-10-14
Read more
ดิน แสง และไหใบเก่า
เมื่อทำความสะอาดห้องพักเสร็จ ทั้งสองจึงออกไปสำรวจพื้นที่รอบเรือน อวี้เหนียงเดินไปยังสวนด้านข้างอย่างสนใจ นางใช้ปลายเท้าเขี่ยวัชพืชที่ขึ้นหนาแน่น ก่อนก้มลงจับดินขึ้นมาบี้เบา ๆ ระหว่างนิ้วดินยังร่วนพอสมควร แม้มีเศษใบไม้ทับถมมาก แต่ไม่แข็งกระด้างจนปลูกพืชไม่ได้ นางเงยหน้ามองทิศทางของแสงแดด สังเกตว่าช่วงเช้าจนถึงบ่าย พื้นที่สวนได้รับแสงส่องถึงอย่างทั่วถึง ข้างรั้วด้านหลังยังมีรางน้ำเก่าซึ่งเชื่อมต่อกับบ่อน้ำขนาดเล็กดวงตาของ อวี้เหนียง เริ่มเป็นประกาย “ดีจริง ๆ …”เสี่ยวชุน ที่กำลังพยายามดึงเถาวัลย์ออกจากรั้วหันมามอง “อะไรดีหรือ”“สวนแห่งนี้ยังใช้ปลูกผักได้เจ้าค่ะ”“ปลูกผัก” เสี่ยวชุนมองไปรอบ ๆ “ในสภาพนี้น่ะหรือ ข้าว่าต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะกำจัดวัชพืชหมด”“ถึงจะใช้เวลาหลายวัน แต่หากเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ อีกไม่นานก็ใช้ได้แล้วเจ้าค่ะ” อวี้เหนียง ก้มลงเด็ดใบหญ้าต้นหนึ่งขึ้นมาดู ก่อนโยนลงในตะกร้าเก่า “ดูดินตรงนี้สิ ยังมีความชื้นอยู่บ้าง อีกทั้งยังมีแหล่งน้ำอยู่ไม่ไกล หากปลูกผักที่โตเร็วเอาไว้กินเองได้ ต่อไปเราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารจากห้องเครื่องทุกมื้อ”เสี่ยวชุน ชะงักมือ “เจ้าคิดไปถึงเรื
last updateLast Updated : 2026-10-14
Read more
ประตูห้องเครื่อง
แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าของเรือนท้ายวัง เผยให้เห็นฝุ่นบางเบาที่ลอยอยู่ในอากาศ หลังจากช่วยกันทำความสะอาดเรือนจนพอจะอยู่อาศัยได้เมื่อคืนวาน หลินอวี้เหนียง ก็ตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างนักนางล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจากตุ่มดินเผา รวบผมให้เรียบร้อย แล้วหยิบกระดาษแผ่นเล็กที่พับเก็บไว้ออกมาตรวจดูอีกครั้ง สิ่งที่เขียนอยู่บนนั้นมีเพียงไม่กี่คำผักกาดขาว หัวไชเท้า แตงกวา เกลือ และน้ำสะอาดนางจ้องรายการของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพับกระดาษเก็บเข้าแขนเสื้อ เมื่อคืนก่อน นางเพิ่งบอก เสี่ยวชุนไปว่าหากได้ผักมาอีกสักหน่อย พวกนางก็จะเริ่มทำผักดองได้ ทว่าคำพูดนั้นฟังดูง่ายดายเกินไปเมื่อคิดถึงความจริงตรงหน้าที่นี่คือวังหลวงแม้แต่ฟืนสักท่อน น้ำแกงสักถ้วย หรือผักสักกำ ก็ล้วนมีที่มาและมีผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น ไม่ใช่นางอยากได้สิ่งใดแล้วจะเดินไปหยิบมาใช้ได้ตามใจชอบแต่ถึงอย่างนั้น นางก็ไม่มีเวลามัวลังเลบิดาของนางยังรอเงินที่นางจะส่งกลับไปให้ทุกเดือน ส่วนไหดองสามใบที่ทำความสะอาดไว้เมื่อคืนก็ยังวางเรียงอยู่มุมเรือน หากไม่เริ่มลงมือเสียที ความหวังที่จะหาเงินเพิ่มจากฝีมือตัวเองก็คงเป็นเพียงคำพูดลอย
last updateLast Updated : 2026-10-14
Read more
บัญชีและผักกาดขาวสามหัว
“ถ้าเช่นนั้น ข้าน้อยขอเสนอให้ลงบัญชีทุกชิ้นเจ้าค่ะ”แม่ครัวชะงักไปเล็กน้อย “เจ้าว่าอะไรนะ”“ผักที่ข้าน้อยได้รับจะต้องผ่านการตรวจจากผู้รับผิดชอบเสียก่อน ข้าน้อยจะไม่หยิบเอง ไม่เลือกเอง และจะไม่แตะต้องผักที่ยังอยู่ในรายการสำหรับทำอาหารเจ้านาย หากท่านเห็นว่าควรบันทึกจำนวน น้ำหนัก หรือชนิด ข้าน้อยก็ยินดีให้ลงบัญชีทั้งหมดเจ้าค่ะ” อวี้เหนียงหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “หากวันใดมีผักเสียหาย หรือมีผู้ตรวจพบว่าข้าน้อยนำวัตถุดิบที่ไม่ควรนำออกไปใช้ ข้าน้อยก็พร้อมรับผิดชอบตามกฎของวัง ไม่ขอปัดความผิดให้ผู้ใด”เสี่ยวชุน หันมามองสหายด้วยความตกใจ นางรู้ว่า อวี้เหนียง เป็นคนใจเย็น แต่ไม่คิดว่าจะกล้าพูดกับแม่ครัวในห้องเครื่องอย่างมีเหตุผลเช่นนี้ แม่ครัวผู้ถูกโต้กลับนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือเท้าเอว“พูดได้ดีนี่ แล้วใครจะเป็นคนเสียเวลามานั่งลงบัญชีให้เจ้า ห้องเครื่องมีงานมากพออยู่แล้ว”“ถ้าเป็นเรื่องการจดบันทึก ข้าน้อยสามารถทำเองได้เจ้าค่ะ ขอเพียงให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบและลงชื่อรับรองก่อนนำออกไป”“เจ้าคิดว่ากระดาษกับหมึกเป็นของที่หาได้ง่ายหรือ”“ข้าน้อยจะใช้กระดาษของตนเอง และเขียนให้สั้นที่สุดเจ้าค่ะ”“เ
last updateLast Updated : 2026-10-14
Read more
รอยร้าวใต้ฐานไห
ความหวังในไหดองเมื่อวางตะกร้าผักลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่า อวี้เหนียง ก็เริ่มจัดการทันที นางตักน้ำสะอาดใส่อ่างใบใหญ่ ล้างผักทีละหัวอย่างละเอียด ตรวจดูตามซอกใบและรอยตำหนิ จากนั้นจึงแยกผักแต่ละชนิดออกจากกันเสี่ยวชุน ยืนกอดอกมองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะอดถามไม่ได้ “เจ้าล้างผักพวกนี้สะอาดกว่าตอนข้าล้างหน้าตอนเช้าเสียอีก ต้องพิถีพิถันถึงเพียงนั้นเลยหรือ”“ต้องสิ”“แต่เดิมมันก็เป็นผักที่คนอื่นคัดออกมาแล้วนะ”“เพราะคนอื่นคัดออก ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ต้องตรวจดูอีกครั้ง ผักที่มีรอยช้ำอาจซ่อนความเสียหายไว้ข้างใน หากนำไปดองรวมกับผักดี ก็อาจทำให้ทั้งไหเสียไปด้วย” อวี้เหนียงหยิบหัวไชเท้าขึ้นมาตรวจดู ก่อนตัดส่วนที่ช้ำออกอย่างระมัดระวัง “การดองไม่ใช่เพียงใส่เกลือแล้วปิดฝารอ หากเลือกผักผิดตั้งแต่ต้น ต่อให้ใช้เครื่องปรุงดีเพียงใดก็อาจไม่ได้ผล”เสี่ยวชุน มองกองผักแล้วพยักหน้าช้า ๆ “ฟังดูยุ่งยากกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”“ถ้าอยากกินของที่เก็บไว้ได้นาน ก็ต้องยอมเสียเวลาในตอนแรก”“แล้วถ้าเราไม่เสียเวลา แต่เอาไปต้มกินเสียเลยล่ะ”“เช่นนั้นเราก็จะไม่มีผักดอง”“เจ้าช่างตอบได้ตรงประเด็นจริง ๆ” อวี้เหนียง หัวเราะ ก่อนส่งมีดเ
last updateLast Updated : 2026-10-14
Read more
กลิ่นจากรอยร้าว
เมื่อผักทั้งหมดถูกเตรียมเรียบร้อย อวี้เหนียง จึงนำไปคลุกกับเกลือตามสัดส่วนที่กำหนด ค่อย ๆ กลับผักให้เครื่องปรุงกระจายทั่วถึง แล้วจึงจัดลงในไหเคลือบใบหนึ่งอย่างระมัดระวัง นางกดผักให้แน่นพอประมาณ ไม่ปล่อยให้มีช่องว่างมากเกินไป จากนั้นเติมน้ำดองที่เตรียมไว้ตามวิธีที่นางจำได้เสี่ยวชุน ยืนถือผ้าอยู่ข้าง ๆ คอยส่งสิ่งของให้เมื่ออวี้เหนียงต้องการ “ไหนี้พอหรือไม่”“พอสำหรับผักชุดนี้”“แล้วอีกสองไหเล่า”“เราจะยังไม่ใช้ทั้งหมด หากมีไหเสียหรือผักชุดแรกต้องแก้ไข อย่างน้อยเราก็ยังมีภาชนะเหลือไว้ทดลองใหม่”“เจ้าคิดเผื่อความล้มเหลวไว้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยหรือ”“การเตรียมใจรับความผิดพลาด ไม่ได้แปลว่าเราไม่หวังว่าจะสำเร็จ”อวี้เหนียง ตอบพลางใช้ผ้าสะอาดเช็ดขอบไหให้แห้ง ก่อนวางฝาลงอย่างระมัดระวัง นางยกไหขึ้นตรวจดูอีกครั้ง แล้วจึงใช้เศษผ้าผูกไว้รอบปากภาชนะเพื่อช่วยป้องกันฝุ่น จากนั้นหยิบกระดาษเล็ก ๆ มาเขียนวันที่และรายละเอียดของผักชุดแรก ก่อนผูกติดไว้กับหูไหเสี่ยวชุน มองไหใบนั้นด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ เมื่อครู่มันยังเป็นเพียงภาชนะเก่า ๆ ที่วางทิ้งไว้ในห้องเก็บของ แต่ตอนนี้กลับดูราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้น
last updateLast Updated : 2026-10-14
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status