Masukหลี่ถงถงเดินกลับไปที่จุดนัดรวมตัวพร้อมกับฟางซูที่เดินอยู่ข้างๆ
"ถงถง!!!"หนิงอันที่เห็นว่าหลี่ถงถงเดินกลับมาแล้วก็รีบลุกขึ้นจากม้านั่งที่มีสองหนุ่มนั่งประกบซ้ายขวาทันที ก่อนจะพุ่งเข้าไปหาหลี่ถงถง ดูเหมือนจะอึดอัดมากเลยสินะ แต่ก็ช่วยไม่ได้ มันคือชะตากรรมของนางเอกนี่นา...หลี่ถงถงเอ่ยในใจ "ฟางซูเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?"อวี้ซือเหลียงเอ่ยถามฟางซูอย่างสงสัยทันทีที่เห็นร่องรอยบาดแผลตามร่างกายของฟางซู ฟางซูส่ายหน้าเบาๆก่อนจะเอ่ยตอบไป"ไม่มีอะไร แค่พลาดตกบันไดเท่านั้น" "เจ้าไม่เป็นอะไรแน่หรือ?"หนิงอันเอ่ยถามฟางซืออย่างเป็นห่วง "ไม่เป็นไร พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไป"ฟางซูตอบหนิงอันเสียงแผ่วเบา "งั้นก็ไปกันเถอะ สายแล้ว"หลี่ถงถงเอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอึมครึมที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของตัวเอกทั้งสองผู้แสนดี ทั้งห้าออกเดินทางไปในทันทีโดยไม่รีรอเวลา กำหนดการทำภารกิจคือการเก็บดอกเบญจมาศสีทอง เวลาทำภารกิจคือสองวันหนึ่งคืนห้ามล่วงเลยเวลากำหนดเด็ดขาด ที่ทางสำนักได้ตั้งข้อกำหนดนี้ขึ้นมาก็เพราะว่าหากศิษย์คนใดไปทำภารกิจเกินเวลากำหนดจะตีความว่าพวกเขาเสียชีวิตหรือกำลังได้รับบาดเจ็บอยู่ เช่นเมื่อเกินเวลาไปหนึ่งหรือสองวันทางสำนักจะรีบส่งคนมาค้นหาศิษย์ทันที ภารกิจในครั้งนี้ไม่ได้เสี่ยงอันตรายอะไรมากนัก แค่ไปหาเก็บดอกไม้มันจะไปมีสิ่งใดเกิดขึ้นกัน ถ้าหากว่าเรา... ฉั่วะ!!! หนิงอันใช้กระบี่สังหารงูอสรพิษสีมรกตที่เลื่อยผ่านไปอย่างรวดเร็ว รวดเร็วจนไม่มีใครห้ามปรามเอาไว้ได้ทันการ... "ข้าสังหารงูอสรพิษสีมรกตได้ล่ะ! พวกเจ้าดูสิ! มีหนามกับเกล็ดของมันให้เก็บเกี่ยวด้วย!!!"หนิงอันยกร่างอันไร้วิญญาณของงูอสรพิษสีมรกตขึ้น ใบหน้ายิ้มร่าอย่างดีใจ ทั้งสี่คนยืนอ้าปากค้างกับการกระทำของสตรีตรงหน้า นี่นาง... บ้าไปแล้วเหรอ!? "รีบกลับออกจากป่าเร็วเข้า!!!"อวี้ซือเหลียงเร่งไปกุมมือของหนิงอันให้วิ่งออกไปจากป่าทันที พร้อมกับสหายทั้งสาม "กะ...เกิดอะไรขึ้นหรือ?"หนิงอันเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย พลางหันมองคนอื่นที่พากันวิ่งตาตั้ง ให้ตายสิ! ยังไม่ทันได้ทำภารกิจ ก็มีเรื่องซะแล้ว!!! ในป่าแห่งนี้มีสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่ห้ามไปมีเรื่องด้วยเด็ดขาด นั่นก็คือเผ่าพันธุ์หมาป่า กับเผ่าพันธุ์อสรพิษ! เพราะพวกมันสามารถล่วงรู้ได้ทันทีว่าหากพรรคพวกของพวกมันโดนสังหาร มันก็จะรับรู้และรวมตัวกันมาโจมตีมือสังหารเป็นกลุ่มทันทีโดยไร้ซึ่งความปรานี มันเป็นสัตว์อสูรที่ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมาก แต่ว่าเวลาที่มันทำเพื่อพวกพ้องเมื่อไร มันก็จะมีพลังมากกว่าขั้นกลางเลยทีเดียว! เสียงเลื่อยคลานตามหลังของเราทั้งห้ามาติดๆ หลี่ถงถงนึกถึงเนื้อหาในนิยายที่บอกว่าประเภทของอสรพิษที่เคลื่อนไหวเร็วที่สุดคือเผ่าพันธุ์สีมรกต! หลี่ถงถงหันมองสหายทั้งสี่ที่วิ่งหอบกันก่อนจะเร่งคิดแผนการขึ้นมา สถานการณ์เช่นนี้ต้องมีนกต่อ! ในบรรดาคนที่แข็งแกร่งในตอนนี้มีฉีหานฟง อวี้ซือเหลียงและข้าสามคน คนที่สมควรจะเป็นนกต่อก็คือสองในสามคนนี้ ฟางซูและหนิงอันอ่อนแอเกินไปหากให้เป็นนกต่อได้ตายก่อนไปแน่... เช่นนั้นควรจะให้อวี้ซือเหลียงและฉีหานฟงเป็นนกต่อไม่สิ... หากข้าไปพร้อมกันกับหนิงอันและฟางซู อวี้ซือเหลียงและฉีหานฟงอาจจะไม่รอดก็ได้เพราะพลังของทั้งสองคนยังไม่ได้ตื่นเต็มที่ อีกอย่างฉีหานฟงอาจใช้โอกาสนี้สังหารอวี้ซือเหลียงก็ได้ ข้าจึงควรอยู่เป็นนกต่อ และอีกคนจะเป็นผู้ใดดี? อวี้ซือเหลียงแน่นอนอยู่แล้วว่าเขาแข็งแกร่ง แต่ว่าทางด้านจิตใจของเขายังไม่มั่นคงนัก อาจจะมีปัญหาในการต่อสู้ประสานกับข้าได้ ส่วนฉีหานฟง เจ้าตัวร้ายนี่แข็งแกร่งทางด้านจิตใจและกำลังในระดับหนึ่ง แต่ว่ามีโอกาสสูงที่จะถูกทอดทิ้งกลางคันก็ได้ จะบ้าตาย! ไอ้พวกตัวปัญหาเอ้ย! "หนิงอัน ฟางซู และเจ้า... อวี้ซือเหลียง! เจ้าสามคนล่วงหน้ากันไปก่อน ส่วนเจ้าฉีหานฟงอยู่สู้กับข้า!"หลี่ถงถงหันไปเอ่ยกับทั้งสี่คนเสียงดัง "ไม่ได้นะ! จะสู้ก็ต้องสู้ร่วมกัน!"หนิงอันเอ่ยตอบกลับมาอย่างโลกสวย "ไม่ได้ หากพวกเจ้าอยู่ด้วยมันจะทำให้หนียากขึ้นอีกเท่าตัว อวี้ซือเหลียงฝากทั้งสองคนด้วย!" "แต่..."อวี้ซือเหลียงมีท่าทีลังเล "และเจ้าฉีหานฟงเจ้าเข้าใจที่ข้าบอกใช่หรือไม่!?"หลี่ถงถงไม่สนใจอวี้ซือเหลียงก่อนจะหันไปเอ่ยถามฉีหานฟงที่ทำหน้านิ่งเฉยให้ตน "..." ไอ้เวรตัวร้ายนี่! ["ข้าจะช่วยให้เจ้าได้อยู่ใกล้ชิดกับหนิงอัน และจะกันท่าของอวี้ซือเหลียงให้เจ้า! เพราะเช่นนั้นตกลงซะเจ้าบ้า!!!"] หลี่ถงถงสื่อสารผ่านกระแสจิตกับฉีหานฟง เมื่อได้ยินที่หลี่ถงถงเอ่ยคำสัตย์กับตนฉีหานฟงก็หยุดฝีเท้าลงและหันคมกระบี่ไปที่เหล่าสัตว์อสูรทันที ["อย่ากลับคำล่ะ!"] ฉีหานฟงเอ่ยตอบกลับผ่านกระแสจิต ["แน่นอน!"] หลี่ถงถงเอ่ยตอบก่อนจะหยุดลงและหันไปบอกกับทั้งสามคนที่เหลือ "พวกเจ้าออกไปรอที่ข้างนอกป่า อีกสามชั่วยามข้ากับฉีหานฟงจะตามไป!!!" "พวกเจ้าจะไหวหรือ!?"ฟางซูเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล "ตอนนี้ที่สำคัญคือพวกเราต้องรอด เมื่อพวกเจ้าออกห่างแล้วพวกข้าสองคนจะหลีกถอยทันที!" "ไม่นะถงถง!!!" "ข้าจะไม่มีวันทิ้งพวกเจ้าเช่นนี้"อวี้ซือเหลียงหยุดฝีเท้าตาม โอ้ย! อย่าเพิ่งมาน้ำเน่าตอนนี้ได้มั้ย!? "อวี้ซือเหลียงเจ้าลืมสถานะของตนไปแล้วหรือ!? รีบออกไปซะ หากพวกเจ้าไม่ไปตอนนี้ข้ากับฉีหานฟงอาจจะไม่รอด!!!"หลี่ถงถงเอ่ยจบก็หันไปตวัดคมดาบใส่เหล่าสัตว์อสูรทันที ทั้งสามที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้ยอมกัดฟันและยอมจากไปแต่โดยดี แม้หนิงอันจะมีท่าที่อิดออดอยู่ไม่น้อยก็ตาม "พวกคนดีนี่น่ารำคาญซะจริง"ฉีหานฟงเอ่ยออกมาเสียงราบเรียบพลางกวัดแกร่งกระบี่อย่างชำนาญ "นั่นสินะ..."ณ เนินเขาสูงหลังหอพักของเหล่าศิษย์นิกายเป่ยซานมีร่างหญิงสาวร่างหนึ่งกำลังทำสมาธิในท่าหกสูงบนเนินเขาหลังหอพัก โดยใช้แขนข้างเดียวในการยึดทรงตัวกับพื้นส่วนแขนอีกข้างถูกนำไปไคว้หลัง การทรงตัวที่นิ่งสงบดั่งสายน้ำ แข็งแกร่งยากจะทำได้ง่าย บรรยากาศโดยรอบโอบล้อมไปด้วยความเงียบที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ฟึบ!!! จู่ๆก็มีกระบี่เล่มหนึ่งพุ่งเข้ามาโจมตีร่างบางที่กำลังทำท่าหกสูง แต่ทว่าก่อนที่คมกระบี่จะมาเฉือนร่าง ร่างบางของสตรีก็พลิกหลบคมกระบี่อย่างง่ายดายอ่อนช้อย "อรุณสวัสดิ์เจ้าบ้า"หลี่ถงถงที่พลิกตัวหลบเปลี่ยนท่าเป็นนั่งขัดสมาธิเงยหน้าขึ้นเอ่ยทักทายคนที่หมายจะเอาชีวิตของตนด้วยน้ำเสียงสดใส "ชิ!"ฉีหานฟงสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ใส่หลี่ถงถงก่อนจะฟันกระบี่ไปที่ร่างของนางอีกครั้ง แต่ผลก็ออกมาเช่นเดิม "เกือบแล้วนะอีกนิด วันพรุ่งนี้ก็มาพยายามด้วยกันอีกนะสหาย"หลี่ถงถงตีลังกาหลบอย่างสวยงามก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นจากพื้นด้วยท่าทีสงบ "..."ฉีหานฟงเงียบพลางมองร่างของหลี่ถงที่ตอนนี้สวมชุดสีขาวไม่หนาไม่บางจนเกินไป แต่เหงื่อที่ไหลออกมาจากร่างกายของนางเป็นจำนวนมากจากการออกกำลังกายทำให้ชุดสีขาวของนางเปียกโชก เนื้อผ้า
"ถงถง เจ้าก็ไม่ดื่มหรือ?"ฟางซูมองหลี่ถงถงที่เอาแต่กินอาหารไม่สนใจแตะสุราเลย ทำให้ชายหนุ่มนักปราชญ์เกิดความสงสัย "ตอนนี้อยู่ในช่วงอดของข้าน่ะ เจ้าดื่มเลย"หลี่ถงถงตอบพลางยกน้ำเปล่าขึ้นดื่มดับกระหาย "งั้นเหลือแค่ข้ากับฟางซูงั้นสินะที่ดื่ม"หนิงอันกล่าวอย่างรู้สึกเสียดายที่ดื่มกันแค่สองคนในสี่คน "...จะว่าไปช่วงนี้ข้าได้ยินข่าวลือว่ามีคนพบเห็นปีศาจออกมาเคลื่อนไหวใกล้ๆนิกายด้วยล่ะ"ฟางซูเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังพลางยกสุราขึ้นมาดื่ม "ปีศาจหรือ?"อวี้ซือเหลียงหันไปถามฟางซูอย่างตกใจ "ใช่ ในข่าวลือบอกว่าเมื่อวันก่อนมีศิษย์สาขาอักขระอาคมสามคนที่กำลังกลับมาจากทำภารกิจ แล้วบังเอิญพบกับปีศาจประเภทเผ่าพันธ์เงาทมิฬกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวมาทางฝั่งของนิกาย มีจำนวนประมาณหลายสิบตน ทั้งสามคนนั้นจึงรีบไปแจ้งผู้อาวุโสของนิกาย ทางผู้อาวุโสจึงได้เร่งออกไปตรวจสอบแต่กลับไม่พบร่องรอยอะไรเลย"ฟางซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "ศิษย์พวกนั้นอาจจะกุเรื่องขึ้นมาก็ได้มิใช่รึ?"หนิงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย "ข้าว่าก็อาจจะเป็นไปได้"ฟางซูพยักหน้าตอบรับคำของหนิงอัน "เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องท
"ถงถง ข้าสอบผ่านแล้วนะ! ท่านอาจารย์ให้รางวัลที่สามารถผ่านเป็นคู่แรกได้ด้วย!!!"หนิงอันยกถังหูลู่(ผลไม้เคลือบน้ำตาล)ขึ้นมาและยื่นให้หลี่ถงถงหนึ่งไม้ "เจ้าเก่งยิ่งนัก สมกับเป็นอันอัน"หลี่ถงถงลูบศีรษะของหนิงอันอย่างอ่อนโยนพลางระบายยิ้มออกมา "แล้วพวกเจ้าจะไปสอบยามใดหรือถงถง"อวี้ซือเหลียงถามหลี่ถงถงอย่างสงสัย พลางหันไปมองฉีหานฟงที่ยืนอยู่เงียบๆข้างๆ "ข้าเรียนรู้ได้ช้า คงอีกสามวันจึงจะไปได้" เมื่อได้ยินหลี่ถงถงกล่าวหนิงอันก็เงยหน้าขึ้นมองหลี่ถงถงอย่างสงสัย เรียนรู้ช้าหรือ? "จริงด้วยสิ ฟางซูฝากบอกว่าวันนี้จะพาพวกเราไปเดินเล่นในย่านการค้าของนิกาย มีใครอยากไปบ้าง?"หลี่ถงถงถามเงยหน้าทุกคน "ข้าไปๆ!"หนิงอันเป็นคนแรกที่ยกมือตอบคนแรกด้วยน้ำเสียงที่ดังสดใส "ข้าไปด้วย"อวี้ซือเหลียงพยักหน้าพลางยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นท่าทีสดใสของหนิงอัน "เจ้าล่ะ?"หลี่ถงถงหันไปถามฉีหานฟงที่ยืนมองตนเงียบๆ ชายหนุ่มมองหลี่ถงถงด้วยสายตาเย็นชา ยามนี้นางยังทำตัวเป็นปกติได้อีกงั้นหรือ? เมื่อเห็นว่าฉีหานฟงไม่ตอบ ทั้งสามก็มองฉีหานฟงอย่างสงสัย หลี่ถงถงเลิกคิ้วก่อนจะค่อยๆแสยะยิ้มออกมา อะไรเนี่ย? เขาเป็นคนเก็บความรู้สึกของตั
สมกับเป็นเหล่าอัจฉริยะซะจริงๆ...หลี่ถงถงมองภาพที่ทุกคนกำลังร่ายรำกระบวนท่าได้อย่างชำนาญภายในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วยาม แม้ฟางซูและหนิงอันจะดูยังเก้ๆกังๆอยู่แต่ก็ถือว่าดีแล้วสำหรับการฝึกครั้งแรก อยู่ท่ามกลางอัจฉริยะเช่นนี้ทำเอาลำบากใจไม่น้อยเลยนะเนี่ย...หลี่ถงเอ่ยในใจพลางเปลี่ยนกระบวนท่าร่ายรำ "ดูเหมือนจะง่ายกว่าที่คิดเลยนะ..."หนิงอันเอ่ยพลางยิ้มร่าออกมาอย่างดีใจ ก่อนจะเปลี่ยนกระบวนท่าไปอีกหนึ่งกระบวน ดูเหมือนนางจะมีพรสวรรค์ไม่น้อยหน้าใครเลย... "ข้าก็ว่าเช่นนั้น"ฟางซูเอ่ยต่อจากหนิงอันด้วยใบหน้าปลื้มปริ่ม อวี้ซือเหลียงเองก็พยักหน้าตอบรับเบาๆ ส่วนฉีหานฟงก็พยักหน้าตั้งแต่ที่หนิงอันกล่าวแล้ว "ดูเหมือนว่าจะมีข้าเพียงคนเดียวที่คิดว่ามันยากนะเนี่ย..."หลี่ถงถงแสร้งทำเป็นว่าตนไม่สามารถร่ายรำกระบวนท่าได้ เพื่อชีวิตที่ไม่เป็นจุดเด่น ข้าจะต้องทำตัวอ่อนแอเข้าไว้...หลี่ถงถงเอ่ยในใจ "ข้าจะช่วยนะถงถง!"หนิงอันหันมากล่าวกับหลี่ถงถงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หลี่ถงถงมองหนิงอันด้วยสายตาเรียบเฉยพลางพยักหน้ารับน้ำใจนางเบาๆ ...สมกับเป็นนางเอกนิยายจริงๆ ทั้งห้าร่วมกันฝึกฝนเช่นนี้กันทุกวัน
"...การต่อสู้ พละกำลังถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ว่าก็ต้องควบคู่ไปพร้อมกับปัญญา แม้สาขาของเราจะเน้นไปที่การต่อสู้ไม่อาจไปเทียบเคียงกับสาขาที่เน้นความละเอียดอ่อนอย่างสาขาอื่น แต่พวกเราก็ต้องหัดที่จะอ่อนน้อมไม่แข็งทื่อจนเกินไป""พลังลมปราณภายในกายของทุกคนต้องใช้สมองในการขับเคลื่อนพลัง หากพวกเจ้าไม่หัดควบคุมอารมณ์ของตัวเองพวกเจ้าก็จะไม่สามารถควบคุมพลังลมปราณได้""การที่ข้าได้ให้พวกเจ้านำแท่งเหล็กไปหัก ก็เพื่อให้พวกเจ้าเรียนรู้ในสิ่งพวกนี้ คนที่สามารถหักแท่งเหล็กนี้ได้จะต้องสามารถควบคุมพลังปราณของตนได้ควบคู่ไปกับพลังกาย""คนที่สามารถหักแท่งเหล็กได้จงนำแท่งเหล็กที่ถูกหักมาส่งคืนให้กับข้า ส่วนคนที่ยังทำไม่ได้ก็จงนำเอาไปฝึกฝนต่อเสีย"ท่านอาจารย์กล่าวจบทุกคนก็รีบทำตามที่ท่านบอกทันที หลี่ถงถงเดินนำแท่งเหล็กที่หักไปวางในกล่องไม้หน้าชั้นเรียนพร้อมคนในห้องแต่ในระหว่างที่ถอยหลังออกจะเดินหันกลับเข้าที่ ก็บังเอิญชนเข้ากับแผ่นอกหนาของคนคนหนึ่งจากด้านหลังโดยไม่ได้ตั้งใจ มือหนาของคนข้างหลังจับแขนของหลี่ถงถงเพื่อพยุงรับหลี่ถงถงอย่างเบามือก่อนจะเอ่ยถามคนชนเสียงอ่อนนุ่ม "ไม่เป็นอะไรนะแม่นา
หลายวันต่อมา... หลี่ถงถงที่เอาแต่อ่านตำรามาตลอดหลายวันลืมเรื่องที่ว่าตนจะเข้าห้องเรียนเพื่อไปสำรวจคนในห้องไปเลย วันนี้เป็นวันรวมตัวของศิษย์ทุกคนในสาขา เพื่อไปทำแบบทดสอบและรับบทเรียนบทใหม่จากท่านอาจารย์ "ถงถงเราไปกันเถอะ"หนิงอันหันมาเอ่ยกับสหายที่เพิ่งจัดที่นอนเสร็จ "อืม" ทั้งสองเร่งฝีเท้าเดินไปที่ห้องเรียนด้วยความเร็วเพราะใกล้จะเข้าเรียนสายแล้ว ให้ตายเถอะ! ไม่น่าตื่นสายเลยเรา หลี่ถงถงเอ่ยในใจ เมื่อมาถึงห้องเรียนหลี่ถงถงก็รีบวิ่งปรี่ตรงไปที่โต๊ะเรียนของตนทันที ด้านข้างมีฉีหานฟงนั่งรออยู่ก่อนแล้ว "มาสายขนาดนี้ คงมัวแต่นอนอืดอยู่สินะ"ชายหนุ่มปากกล้าเอ่ยแขวะหญิงสาวทันทีที่เห็นว่านางมาถึง"ก็ดีกว่าคนตื่นเร็วแต่ลืมมารยาทเอาไว้ในฝันนั่นแหละ"หลี่ถงถงเอ่ยตอบโต้กลับอย่างไม่คิดยอมแพ้ "ปากเก่งจริงนะ" "ก็น้อยกว่าเจ้าแล้วกัน" ตั้งแต่วันนั้นในป่า ฉีหานฟงก็ได้ลืมนิสัยสุภาพและเผยนิสัยที่แท้จริงของตนออกมาให้ข้าได้เห็น คงเป็นเพราะข้ารู้เนื้อแท้ของเขาแล้ว เขาจึงไม่คิดที่จะเก็บมารยาทของตัวเองต่อหน้าของข้า ซึ่งมันก็น่ารำคาญอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ที่เมื่อทุกทีที่เจอหน้ากันเขาก็มักจะพูดจาแดกดันหาเร







