Beranda / LGBTQ+ / น้ำค้างมองพระจันทร์ / บทนำ ผู้ชายในฝัน

Share

น้ำค้างมองพระจันทร์
น้ำค้างมองพระจันทร์
Penulis: กัลปังหา

บทนำ ผู้ชายในฝัน

last update Terakhir Diperbarui: 2024-11-19 16:56:28

เด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดนักศึกษาเสื้อเชิ้ตแขนสั้นติดกระดุมเสื้อดึงคอ ผูกเนกไทสีน้ำเงินเข้มปักเข็มตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย กางเกงสแลคสีดำ รองเท้าคัทชูสีดำขัดเงามันเลื่อม กำลังเดินขึ้นเขาเพราะตรงเชิงเขามีหอพักตั้งอยู่ จู่ๆ ฝนกระหน่ำตกลงมา

              “แย่จัง” เขาบ่นแล้วรีบวิ่งขึ้นเขา

              ปี๊นๆ

              เสียงแตรรถจักรยานยนต์ดังไล่หลังมา ทำให้เขาหยุดดู ใครกันหนอ เห็นหน้าไม่ชัดเลยใส่หมวกกันน็อคเต็มใบ

              “ไปกับเรา” เสียงหนุ่มแวนซ์ปริศนาใส่เสื้อโปโลปักตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยสีม่วงจอดรถจักรยานยนต์ทิ้งไว้ข้างทางแล้วคว้ามือเขาวิ่งนำพาไปสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นศาลาสองชั้น ชั้นล่างมีห้องเล็กๆ ปิดตายไว้

              “นี่มันอะไรกัน” เด็กหนุ่มรู้สึกงุนงงไปหมดแล้ว

              ชายหนุ่มที่นำพาเขามาที่แห่งนี้ถอดหมวกันน็อคออก ชายหนุ่มแปลกหน้าที่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน ถามว่าหน้าตาดีไหมก็ตอบว่าพาไปวัดตอนสายๆ ควงได้ไม่อายพระเณรหรอกหนา หน้าตาบ่งบอกว่ามีเชื้อจีนแต่ผิวพรรณไม่ขาวจั๊วะ แต่ก็ไม่ได้ดำคล้ำ หน้าตาพิมพ์นี้เรียกว่าหน้าหยก ยังกับดาราฮ่องกง

              “กูรักมึงนะแบงค์” หนุ่มหน้าหยกไม่แค่สารภาพรักกับเด็กหนุ่มชื่อแบงค์คนนี้ ยังมาบรรจงเอาปากมาประกบปากของเขาด้วย ทำเอาแบงค์ตกใจ

              “แบงค์... แบงค์โว้ย!” เสียงเรียกจากนอกห้องนอนปลุกให้เขาตื่น

              “ฮะพี่นุ” แบงค์ลุกขึ้นจากเตียงแล้วเปิดประตู เขาเห็นว่าพี่นุแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เขาเลยหยิบผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วนตัว

            “เมื่อคืนคงจะไม่ได้นอนล่ะซี จึงนอนลืม” นุพูดแล้วส่ายศีรษะแต่อมยิ้มต่อความเป้นไปของน้องชายคนสุดท้อง

              ครึ่งชั่วโมงต่อมา... พี่นุขับรถพาแบงค์มารายงานตัวและสัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัยของรัฐชื่อดังในภาคใต้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่าที่หลังเขาท่าเพชรมีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ อาจเป็นเพราะที่นี่เป็นเพียงแค่วิทยาเขตเล็กๆ ความสนใจของนักเรียนไปจับจ้องที่วิทยาเขตหาดใหญ่เสียมากกว่า วิทยาเขตสุราษำรานีแห่งนี้มักจะถูกมองข้ามไปจนมีคนมากมายตั้งคำถามว่า มีด้วยหรือ?

              “อยู่ไหนนะ เลี้ยวเข้าซอยมาแล้ว เขาบอกว่าอยู่ในซอยนี้” พี่นุบ่น เขาชะลอความเร็วรถลงและสอดส่ายสายตา มหาวิทยาลัยอยู่ตรงไหนในซอยนี้ จนผ่านมาถึงสามแยกแห่งหนึ่ง เบื้องซ้ายเป็นถนนคอนกรีตอย่างดี 4 เลนมีเกาะกลางถนนคั่นอยู่ และที่สำคัญมีป้ายมหาวิทยาลัยเป็นไม้ขนาดเล็กๆ พี่นุคงไม่เห็นเลยขับรถผ่านไป

              “เลยแล้วพี่นุ” แบงค์รีบบอก พี่นุรีบเบรกรถแล้วถอยหลังเลี้ยวเข้าสู่ทางเข้ามหาวิทยาลัย

              ยินดีต้อนรับศรีตรังช่อใหม่

              เมื่อเข้าพ้นประตูมหาวิทยาลัยมีป้ายแสดงความยินดี แบงค์อมยิ้มเล็กๆ เป็นความภาคภูมิใจเล็กๆ น้อยของเขา ป้ายต่อมาเป็นป้ายบอกสถานที่รายงานตัวและสอบสัมภาษณ์ พี่นุเลี้ยวไปทางตามที่ป้ายบอก รถแล่นมาถึงอาคารหลังใหญ่โตรูปทรงตัวยูหลังคาฟ้าเข้มอมน้ำเงินเป็นสถานที่รายงานตัวและสอบสัมภาษณ์ พี่นุจอดรถริมถนนหน้าอาคาร ส่วนแบงค์ตรวจสอบเอกสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นใบสมัคร เอกสารการตรวจร่างกาย ใบรายงานตัว อื่นๆ จิปาถะแล้วเดินเข้าไปติดต่อรายงานตัว ตรวจสอบรายชื่อให้แน่นอนแล้วส่งเอกสารทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารทั้งหมด หล่อนได้เรียกรุ่นพี่นักศึกษาชายคนหนึ่งนำพาว่าที่นักศึกษาไปส่งไว้ในห้องรอสัมภาษณ์ ก่อนจะไปถึงห้อง มีรุ่นพี่ผู้หญิงผิวขาวร่างอวบคนหนึ่งคอยต้อนรับว่าที่นักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัย

              “ยินดีต้อนรับจ้า พี่ชื่อพี่ลิตเติ้ลเรียนอยู่วจก.” เจ้าหล่อนทักทายผมอย่างเป็นมิตร ประดุจเจ้าของบ้านที่ทักทายสมาชิกใหม่ของบ้าน หล่อนผูกสร้อยข้อมือถักมีจี้ประดับเป็นลูกเต๋าสลับสีสลักตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยตรงข้อมือข้างขวาของผม แล้วอะไรคือวจก. แบงค์ยังไม่เข้าใจเลย

              “ขอบคุณครับ ผมชื่อแบงค์ครับ” แบงค์แนะนำแล้วเดินไปถึงห้องรอสัมภาษณ์ ในห้องนั้นมีรุ่นพี่ผู้ชาย 2 คนกำลังพูดคุยกับเด็กใหม่ทั้งหลาย

              “ชีวิตการเรียนในมหาวิทยาลัย น้องๆ ต้องปรับตนเอง จากบ้านไกลพ่อไกลแม่มา น้องๆ ต้องเอาใจใส่กับการเรียนควบคู่ไปกับกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ที่นี่ค่อนข้างสงบเงียบและเป็นธรรมชาติ ค่าครองชีพค่อนข้างถูกเมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ วจก. เรียนไม่ยากเลยเพียงแค่น้องๆ สู้กับมัน มีรุ่นพี่ทำเกรดเฉลี่ยได้ถึง 4.00 มาแล้ว” ผมนั่งลงฟังพี่เขาพูด ผมเข้าใจแล้วว่าคำว่า วจก. นั้นเป็นชื่อย่อของสาขาวิชาวิทยาการจัดการ เพื่อนนักเรียนจากโรงเรียนอื่นๆ นั่งรอคอยสัมภาษณ์ไปตามคิว

              “น้องพงษ์ชิษณุเตรียมตัวไปสัมภาษณ์ค่ะ” รุ่นพี่ผู้หญิงเปิดประตูห้องเข้ามาเรียก แบงค์ลุกขึ้นเก็บของเดินตามหล่อนไปแล้วนั่งคอยที่เก้าอี้หน้าห้องสัมภาษณ์

              “ไม่ต้องกลัวนะคะ ไม่มีใครตกสัมภาษณ์” รุ่นพี่เหมือนจะจับความรู้สึกของแบงค์ได้ เขาประหม่ากับการสัมภาษณ์มากๆ จนอาจแสดงอาการให้เธอเห็น นั่งได้สักพัก เพื่อนที่สัมภาษณ์ก่อนหน้าแบงค์ออกมาจากห้อง

              “ก่อนน้องจะเข้าไปในห้อง น้องเคาะประตูขออนุญาตก่อนนะจ๊ะ” รุ่นพี่ให้คำแนะนำ

              แบงค์เคาะประตูห้องแล้วเปิดประตู เดินเข้าไปยังโต๊ะสัมภาษณ์ อาจารย์ที่สัมภาษณ์เขาเป็นผู้หญิงท่านหนึ่งและผู้ชายท่านหนึ่ง อาจารย์ผู้หญิงตัดผมสั้นใส่แว่นสายตาทรงแฟชั่น อาจารย์ผู้ชายยังดูหนุ่มแน่นใส่แว่นเช่นกัน แต่การแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีทึมๆ เพิ่มอายุไปหลายปีดีดัก ท่านทั้งสองกำลังอ่านเอกสารของผมที่ได้รับการส่งมา

              “สวัสดีครับ” แบงค์พนมมือไหว้

              “นั่งลงสิ” อาจารย์ผู้หญิงเอ่ยให้ผมนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับท่านทั้งสอง

              “ขอบคุณครับ”

              “ลองแนะนำตนเองให้อาจารย์รู้จักหน่อยสิ” อาจารย์ผู้ชายเริ่มต้นการสัมภาษณ์ด้วยการให้ผมแนะนำตนเอง

              “ผมชื่อพงษ์ชิษณุ นามสกุลสุริยะกุลครับ จบจากโรงเรียนสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานีครับ” ผมแนะนำตนพร้อมกับรอยยิ้ม

              “มาไกลจังนะ” อาจารย์ผู้หญิงพูดประชด “แล้วรู้จักที่นี่ได้อย่างไร?”

              เอาแล้ว แบงค์นิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพราะคิดว่าจะตอบอย่างไรดี เขาไม่ได้มีข้อมูลของมหาวิทยาลัย วิทยาเขตแห่งนี้เลยสักนิดเดียว เขาตั้งใจเลือกคณะนิติศาสตร์เป็นอันดับแรกชะรอยว่าคะแนนมันไม่ถึง อันดับการเลือกเลยลดหลั่นมาตกที่นี่ คงจะต้องตอบความจริงแล้วล่ะ “ไม่ทราบครับ ความจริงแล้วผมตั้งใจเลือกคณะนิติศาสตร์ที่หาดใหญ่ แต่ตกอันดับมาที่นี่แทน”

              รอยยิ้มที่มุมปากของอาจารย์ทั้งสองหลังจากผมตอบคำถาม ทำให้ผมรู้สึกว่าผมตอบผิดแน่นอน “คิดว่าจะอยู่ที่นี่ได้ไหม?” อาจารย์ผู้ชายตั้งคำถามขึ้นมา

              “ได้ครับ ผมคิดว่าอยู่ได้ การที่ผมยืนยันสิทธิ์ของตนเท่ากับว่าผมยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่แล้วครับ” ผมยิ้มสู้ มันไม่ได้เสียหายอะไรนี่ที่ศึกษาด้านบริหารธุรกิจ ทิ้งการเรียนด้านกฎหมายตามที่คาดหวังเอาไว้ เพราะการศึกษาทั้งสองด้านไม่ได้กระทบต่อความฝันของผม”

            “แล้วความฝันของแบงค์คืออะไรคะ” อาจารย์ผู้หญิงเป็นผู้ถาม

              “ผมอยากจะเป็นนักเขียนครับ” แบงค์ตอบ

              “อืม ก็ดีนะ มีความฝันที่ชัดเจน ขอให้แบงค์ได้เรียนรู้จากที่นี่เพื่อใช้ความรู้ในการทำความฝันให้เป็นความจริงนะคะ” อาจารย์ผู้หญิงพูด จากนั้นอาจารย์ทั้งสองสัมภาษณ์แบงค์ในเรื่องอื่นๆ ต่อไปนิดหน่อยแล้วการสัมภาษณ์ก็จบลง

              แบงค์ได้กลายเป็นช่อศรีตรังช่อใหม่อยากเต็มภาคภูมิแล้ว นี่ก้าวแรกของเขา เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ จงทำตัวเป็นคนน้ำไม่เต็มแก้วนะแบงค์

จบบท

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • น้ำค้างมองพระจันทร์   บทส่งท้าย Leaving On a Jet Plane.

    1 ปีต่อมา... “ท่านผู้โดยสารคะ ขณะนี้สายการบินของเราได้นำพาท่านผู้โดยสารมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุราษฎร์ธานี เวลาในขณะนี้ 18.45 นาที เพื่อความปลอดภัย ผู้โดยสารทุกท่านนั่งประจำที่ของท่านและงดใช้อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกจนกว่าเครื่องบินจอดสนิท สำหรับวันนี้ขอบคุณและสวัสดีค่ะ” เสียงประกาศจากหัวหน้าลูกเรือจบลงแล้ว เครื่องบินกำลังวิ่งบนแท็กซี่เวย์แล้วเข้าหลุมจอด สักครู่เครื่องบินเทียบสู่สะพานเทียบเครื่องบินหรืองวงช้าง เสียงเครื่องยนต์ดับลง แอร์โฮสเตทเปิดประตูเครื่องบิน ผู้โดยสารปลดเข็มขัดนิรภัย ใครที่เก็บสัมภาระไว้ใช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ เปิดฝาช่องสัมภาระนำสัมภาระของตนมาถือไว้แล้วเดินออกจากจากเครื่องบิน โดยมีลูกเรือไหว้อำลาผู้โดยสาร ผมเปิดโทรศัพท์มือถือหลังจากปิดเครื่องตั้งแต่นั่งเครื่องบินมาจากสนามบินสุวรรณภูมิ ผมกดโทรศัพท์โทรหาพี่นุระหว่างลงบันไดเลื่อนมาสัมภาระในโดงผู้โดยสารขาเข้าชั้นหนึ่งของส

  • น้ำค้างมองพระจันทร์   บทที่ 9 จะมาไหม?

    “จะบอกอะไร อย่าบอกนะว่าจะมาสารภาพรักเรา” ผมดักคอมันก่อน “ไม่ใช่โว้ย คนที่รักแบงค์อยู่ไม่ใช่เราแต่เป็นเจฟ ใครว่าเจฟไม่เคยชายตามองแบงค์” เบียร์พูดความจริงที่เกี่ยวเนื่องด้วยเจฟ ความจริงที่ผมอยากรู้จนต้องวางจอกสุราขาวเพื่อตั้งใจฟัง “อะไรนะ เล่ามาให้หมดเดี๋ยวนี้” “มันถึงเวลาที่เราจะต้องพูด เจฟบอกให้เราปิดบังความลับนี้เอาไว้ไปตลอดกาล เพราะเจฟกลัว ลังเลที่จะทำตามใจตัวเอง” เบียร์เกริ่นนำ วันนั้นในอดีต เป็นวันที่ผมและเพื่อนสมาชิกรายวิชา English Listen And Speaking เดินทางกลับมาจากสมุยได้ไม่กี่วัน ผมสถิงสถิตตัวเองทำงานเขียน เก็บประสบการณ์ที่สมุยไว้เป็นตัวอักษรในสมุดบันทึกเล่มสีแดงที่เจฟให้ไว้ณ. ห้องเกียรติภ

  • น้ำค้างมองพระจันทร์   บทที่ 8 วิมานดิน

    เรื่องของตุ่มและเจฟเงียบลงไปและเป็นที่แน่นอนว่าทั้งคู่ลดความสัมพันธ์ลงเป็นแค่เพื่อน ผมวางตนไว้ในฐานะผู้สังเกตการณ์อยู่ห่างๆ และห่วงๆ ในค่ำคืนหนึ่ง ผมหลับฝันไปว่า... ผมกำลังนั่งเขียนนิยายอยู่ในบ้านเช่า มีเสียงรถจักรยานยนต์แล่นมาและจอดตรงหน้าบ้าน ผมชะโงกหน้าออกไปดูว่าเป็นใคร “ไปเที่ยวกันไหม?” เจฟชวนผมพร้อมส่งยิ้มให้ ผมไม่รู้สึกประหลาดใจเลย ถ้าในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว เจฟไม่เคยฉายตัวมายังบ้านประชุมรัตน์แม้เพียงแต่เงา “ไปสิ เรากำลังเบื่ออยู่พอดี วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร เขียนนิยายไม่ออกเลย” ผมรับคำชวน จากนั้นเจฟรับหน้าที่สารถีห้อรถจักรยานยนต์คันเดิมๆ สู่ตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ไปรับประทานไอศกรีมไข่แข็งหน้าโรง

  • น้ำค้างมองพระจันทร์   บทที่ 7 นิยายรักขาดตอน

    หลังจากกลับมากรุงชิงได้แค่เจฟเรียกประชุมสมาชิกสาขาวจก. ทั้งหมด แน่นอนมีเรื่องราวหลายเรื่องอยู่ในวาระการประชุมไม่ว่าจะเป็นการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการจัดกิจกรรมรับน้องในปีการศึกษาหน้า และในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงมีงานเลี้ยงบายเฟรชชี่ “ในการประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ประธานสาขาครั้งสุดท้ายของเรา ต่อจากนี้จะมีการเลือกประธานสาขาคนใหม่” เจฟประกาศต่อหน้าทุกๆ คน บางคนทราบข่าวแล้ว บางคนก็ยังไม่ทราบข่าว เจฟไปทำงานในองค์การบริหารนักศึกษาจึงต้องเลือกหน้าที่ในองค์การและทิ้งงานประธานสาขา เสมือนที่เขาเลือกตุ่มและทิ้งผม แมนลงช่วงชิงตำแหน่งกับเป้ ผลออกมาแมนชนะเป้ ผมสังเกตว่าทุกคนเลือกแมนโดยไม่มีความตั้งใจจริง อาจเป็นเพราะไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า งานประธานสาขาเป็นงานที่หนักเสมือนกระโถนท้องพระโรง ทำดีเสมอตัวทำชั่วโดนประณามสาปแช่ง ลึกๆ ทุกคนหวาดหวั่นว่าแมนจะทำหน้าที่นี้ด้วยระบอบเผด็จการ แต่ก็รู้อยู่ว่าพวกผู้ชายบางคนหัวแข็งคงจะไม

  • น้ำค้างมองพระจันทร์   บทที่ 6 ทิ้ง

    ผ่านพ้นไปสำหรับวันหยุดเทศกาลปีใหม่ เมื่อทุกคนกลับมายังมหาวิทยาลัยได้พบว่าการสูญเสียจากปีที่แล้วยังตกค้างมาถึงปีนี้ ครานี้หวยมาออกที่สาขาวิทยาการจัดการ บี-บุหงาประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เสียชีวิตแถวบ้านในจังหวัดยะลาในคืนแรกของปีใหม่ บีกับผมเป็นเพื่อนร่วมสาขาที่มามีปฏิสัมพันธ์ในภาคเรียนที่ 2 เพราะต้องทำแลปวิชา Biology ในกลุ่มเดียวกัน บีเป็นมุสลิมเมื่อพวกเราทราบข่าว ศพของบีถูกฝังในกุโบร์เรียบร้อยแล้ว “เขาว่ากันว่าทุกค่ำคืน ที่ชายหาดยังมีคนเห็น ชาวฝรั่ง ชาวไทย ทั้งชายและหญิงเล่นน้ำทะเลอยู่ คนที่เห็นต่างก็รู้ดีว่านั่นไม่ใช่คน” ปอนด์เล่าเรื่องจากเหตุการณ์สึนามิให้ผม แก้ว อ้อ ชุ ดา วิทย์ เอ และนนท์ฟังตรงม้าหินระหว่างหอ 4 และหอ 5 ฟังในค่ำคืนที่สองของภาคเรียนที่ 2 แน่นอนว่าทุกคนเริ่มอินกับเรื่องเร้นลับ ผนวกกับอากาศที่เริ่มเย็นลงทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ขยับตัวรวมเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน “เอาเรื่องใกล้ตัวดีกว่า เรื่องในหอนี่แหละ เห็นต้นตะเคียนหน้าหอ 4 ไหม เขาว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์น่าดูเลยทีเดีย

  • น้ำค้างมองพระจันทร์   บทที่ 5 เพื่อนสนิท

    ความสัมพันธ์ระหว่างผม เจฟ และพี่ตงยังคงคุลมเครือเหมือนท้องฟ้าสีหม่นในวันเปิดเรียนวันแรกของภาคเรียนที่ 2 ผมกั๊กพี่ตงไว้อยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ในขณะเดียวกัน ผมรู้สึกกับเจฟเกินเลยคำว่าเพื่อนไปเสียแล้ว ก่อนหน้านั้นรอยยิ้มที่เผยฟันไม่เป็นระเบียบไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกพิเศษอะไรเลย หากบัดนี้รอยยิ้มนั้นทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่ามันมีคุณค่า ด้วยอำนาจแห่งความยับยั้งชั่งใจทำให้ผมไม่อาจเผยความจริงออกไปได้ ผมแสดงออกกับเจฟด้วยการเว้นระยะห่างความสัมพันธ์ ไม่วุ่นวาย ไม่สุงสิงกับเจฟ จนเขาสังเกตเห็นท่าทีของผม เขานัดผมให้ขึ้นมาคุยกัน ณ ศาลาจานบินในค่ำคืนวันที่ 3 ของภาคเรียนที่ 2 “ปิดเทอมไปเนี่ย แบงค์ไปทำอะไรมาบ้างล่ะ?” เจฟไต่ถาม “อยู่บ้านเฉยๆ ไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอันหรอก มีเรื่องพิเศษนิดนึงตรงที่พี่นุซื้อรถเครื่องคันใหม่เป็นของขวัญที่เราเอ็นท์ติดหลังจากค้างไว้เทอมนึงเต็มๆ เจฟคงเห็นแล้วแหละ เพราะเราเอามาใช้ที่นี่” ผมตอ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status