Masukร่างบางล้มตัวลงนอนหยิบนิตยสารของประเทศซากวัยมาอ่าน ประเทศซึ่งไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจนัก แต่ทว่าเหตุใดมันถึงมีมนต์ขลังกับเธอนัก เพียงแค่เห็นเมืองไฮดริกยามราตรี มันช่างสวยงามจนแทบอยากเข้าไปอยู่ในสถานที่นั้น ผ่าจันทราสถานท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อ หากคู่รักใดได้ไปอธิฐานที่นั้นล้วนแต่สมหวัง พระจันทร์ดวงกลมส่องแสงนวลผ่อง เหนือหน้าผาความสูงนับร้อยเมตร แค่เพียงคิดก็ทำให้ตื่นเต้นเสียจนนอนแทบไม่หลับแล้ว
และที่สำคัญกว่านั้น กษัตริย์แห่งประเทศมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างกันมาหนักหนา เป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ นัยน์ตาสีอำพัน คิ้วเข้มหนา จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหนาได้รูป ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยว ผมสีดำสนิท เขาว่ากันว่าพระองค์ทรงหล่อเหลาจนหญิงสาวใดได้พบเห็นต่างมอบใจให้ แต่สำหรับนิลลนาเธอไม่ได้สนใจต่อตัวพระองค์เลยสักนิด แค่เพียงต้องการท่องเที่ยวในประเทศนี้เท่านั้น พรุ่งนี้เธอจะขอบิดาเพื่อเดินทางแค่ครั้งเดียวในชีวิต อยากไปมากจริงๆ ไม่รู้เพราะอะไร
เกือบเก้าโมงเช้า คนขี้เซาขยับลุกจากเตียงกว้าง อ้าปากหาวบิดกายขับไล่ความเมื่อย เอี้ยวตัวหันมองนาฬิกาหัวเตียง มือบางยกปิดปากสีหน้าตกใจ ไม่คิดว่าตนเองจะหลับยาวถึงขนาดนี้ สะบัดผ้าห่มรีบหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัว คนตัวเล็กวิ่งลงบันไดจนถึงห้องอาหาร มารดามองมาสีหน้าตำหนิ เพราะเห็นบุตรสาวกระโตกกระตากไม่เรียบร้อย
“ตื่นแล้วเหรอนิล แล้วทำไมไม่เดินลงมาดีๆ วิ่งทำไม โตแล้วนะลูก”คนเป็นแม่สอนทันที
“ขอโทษค่ะแม่ พอดีนิลรีบคิดว่าพ่อกับแม่รอ”เธอยิ้มเก้อแล้วเลื่อนเก้าอี้ไม้สักมานั่งเคียงบิดา
คนเป็นพ่อหันมองบุตรสาวแล้วยิ้ม
“ทานข้าวก่อนสิลูก พ่อจะได้คุยกับนิลเรื่องอนาคตด้วย”
นิลลนาหน้าเหี่ยวลงทันใด อนาคตอีกแล้วเหรอ ถ้าหากมีน้องสักคน หรือพี่ก็คงดีไม่น้อย พ่อแม่จะได้ไม่พากันคาดหวังในตัวเธอขนาดนี้
ข้าวต้มทะเลถูกตัดใส่จาน คนจิตตกตักใส่ปากอย่างฝืดคอ ครุ่นคิดจนลูกตากรอกไปมาเพราะไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาทำให้บิดามารดายินยอม ควรทำอย่างไรดี พ่อเป็นคนมีเหตุผลแต่แม่ค่อนข้างเจ้าระเบียบ แต่ถ้าพ่อยินยอมแม่จะไม่กล้าขัด ริมฝีปากบางเม้มสนิทคิ้วขมวดย่นจนวิชยุทธสังเกตเห็น
“เป็นอะไรเหรอลูก ดูขมวดคิ้วเสียยุ่งเชียว”
เมื่อเห็นพ่อเปิดทาง คนตัวเล็กวางช้อนตีหน้าเศร้าซึม เอี้ยวกายโอบกอดบิดาไว้
“พ่อคะ นิลเรียนมาตลอดชีวิตแล้วนะคะ ตอนนี้นิลอยากพัก ขอเวลาสักสองเดือนแล้วนิลค่อยหางานทำได้ไหมคะ”เธออ้อนบิดาเสียงหวาน คนเป็นแม่มองลูกแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
“จะพักอะไรตั้งสองเดือนกันนิล มันนานเกินไป อาทิตย์สองอาทิตย์ก็พอแล้ว ถ้าไม่หางานทำเดี๋ยวคนอื่นจะว่าเอาว่าเราน่ะ เกาะพ่อแม่กินรู้ไหม”คนเป็นแม่รีบสกัดเสียก่อน ไม่อยากให้ลูกเสียเวลาโดยใช้เหตุ ลูกคนอื่นจบมาต่างทำงานกันทั้งนั้น แถมหน้าที่การงานค่อนข้างดีเสียด้วย ไม่อยากให้ลูกน้อยหน้า
“จะเป็นไรไปคุณ ให้ลูกพักบ้างเถอะ เรียนจบเกียรตินิยมมานับว่าดีแล้ว”เขายิ้มด้วยความภาคภูมิใจ
“จริงเหรอคะพ่อ!”
“จริงสิ นิลอยากพักก็พักเถอะพ่อไม่ว่า”
เธอหยัดกายออกจากอ้อมแขนบิดาแววตาทอประกาย
“ถ้าอย่างนั้นนิลอยากขออีกเรื่องได้ไหมคะพ่อ”
“เรื่องอะไรเหรอลูก?”เขามองบุตรสาวสีหน้าสงสัยเต็มที่ ปกติลูกคนนี้ไม่ค่อยขออะไร เป็นเรื่องการเรียนเสียส่วนมาก
นิลลนาเม้มริมฝีปากมองแม่เห็นส่งสายตามาราวกับต้องการจับผิด จึงหันมาสบตาบิดาแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเต็มที่เพื่อเพิ่มความกล้า ก่อนผ่อนออกมาเพื่อคลายอารมณ์
“พ่อคะ นิลอยากไปเที่ยวที่ประเทศซากวัยค่ะ”เธอโพลงออกมาในที่สุด
“ไม่ได้นะ แม่ไม่ยอม!”นิราพรสวนกลับทันควัน
“พ่อคะ นิลเรียนจบแล้ว นิลแค่อยากพักผ่อน ต้องการอิสระสักครั้ง นะคะพ่อนิลสัญญาว่านิลจะกลับมาทำงานตามที่พ่อกับแม่ต้องการ”เธอพยายามอ้อนวอน
คนเป็นพ่อนิ่งเงียบครุ่นคิดสีหน้าค่อนข้างหนักใจ
“ทำไมลูกถึงอยากไปที่นั้นล่ะนิล ประเทศอื่นมีเยอะแยะ”
“เพราะที่นั้นสวยมากค่ะ แถมนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าไหร่ มันเหมือนเราได้ไปเปิดหูเปิดตาประเทศเขาเป็นคนแรก”คนเป็นลูกตอบพร้อมรอยยิ้มระบายในหน้า
“นิลจะไปกับใครเหรอ”
นิลลนาชะงักความจริงอยากท่องเที่ยวคนเดียว ยัยเพื่อนตัวดีอย่างดาริกาไม่ชอบแพ็คกระเป๋า ติดหรูเสียอย่างนั้นคงไม่ยอมไปตกระกำลำบากมองผืนทรายใต้แสงดาวกับเธอแน่ แล้วควรทำยังไงดี
“นิลว่าจะไปกับดาค่ะพ่อ”นิลลนาโกหกคำโต
วิชยุทธคิดอีกครั้ง ด้านภรรยาเองรอคำตอบใจจดใจจ่อ เธอไม่อยากให้ลูกไปไหนไกลใจมันอดห่วงไม่ได้
“ก็ได้ลูก พ่ออนุญาต แต่พ่อให้เวลาแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นนะ”
“ขอบคุณมากค่ะพ่อ”หญิงสาวบอกแล้วโอบกอดบิดาอีกครั้ง
“จะดีเหรอคะคุณ”นิราพรขัดขึ้น
“ปล่อยๆ ลูกไปบ้างเถอะคุณ อย่ากดดันมากเลย ปล่อยให้แกได้รับอิสระบ้าง”
นิราพรจำต้องเงียบ เธอคงต้องยอมตามความต้องการของสามี กลับมาจากท่องเที่ยวเมื่อไหร่เห็นทีต้องจัดระเบียบลูกใหม่เสียแล้ว
หลังจากพูดคุยกับบิดาเสร็จคนตัวเล็กรีบขึ้นห้องเพื่อติดต่อเพื่อนสาวทันที หากดาริกาไม่ยอมเดินทางไปด้วยเห็นทีต้องทำให้ยอมร่วมมือ
“ว่าไงยัยนิล”ดาริกากรอกเสียงตามสาย
“ดา ฉันอยากเจอแกอะ”
“มีอะไรอีกล่ะทำเสียงแบบนี้”คนฟังเริ่มสงสัย
“มีนิดหน่อย แกออกมาเจอฉันหน่อยนะ พรุ่งนี้ได้ไหมร้านกาแฟเจ้าเดิม”
ดาริกาฉุดคิดบางอย่างทุกวันนี้ตนเองแทบจะบ้าตายเพราะพี่ชาย เอาแต่พร่ำพรรณนาต้องการเจอหน้าเพื่อน รบเร้าทุกวันเล่นเอาเธอเหนื่อย ไม่กล้าติดต่อนิลลนาเพราะเกรงเพื่อนจะโกรธ แต่คราวนี้ถือว่าเป็นจังหวะเหมาะพอดิบพอดี
“ฉันออกไปหาแกก็ได้นิล แต่ว่าฉันต้องเอาพี่นัทไปด้วยนะเพราะพรุ่งนี้เช้าต้องไปสมัครงานที่บริษัทพี่เขาอะ”
ปลายสายชะงัก พี่ชายเพื่อนงั้นเหรอ คราวที่แล้วยังจดจำสายตาคู่นั้นได้ดี มันบ่งบอกถึงความนัยบางอย่าง แต่หากไม่ไปก็คงพลาดเรื่องการเดินทาง เป็นไงเป็นกันเธอคงไม่เสียหายอะไรมากหรอก ก็แค่สายตาของคนอื่นมองมาเหมือนเคยๆ
“ก็ได้ๆ แล้วเจอกันนะดา”นิลลนายอมรับคำขอเพื่อน ก่อนตัดสายลง
หญิงสาวหยิบกระเป๋าสีครีมขึ้นสะพายบนไหล่แล้วลงจากชั้นบน ผู้ให้กำเนิดสองคนมองตาม นิลลนารีบสาวเท้าเข้ามาหา
“พ่อคะแม่คะ เดี๋ยวนิลออกไปหาดาก่อนนะคะ”
“ไปเถอะลูก”วิชยุทธอนุญาต “แล้วขับรถดีๆ นะนิล”
“ค่ะพ่อ”
ร่างบางรีบก้าวยาว ไปยังรถบีเอ็ม ของขวัญสมัยเรียนที่พ่อซื้อให้ เธอเปิดประตูนั่งประจำที่คนขับ แล้วเคลื่อนมันออกจากรั้วบ้าน ราวครึ่งชั่วโมงถึงหน้าร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่น ด้านหน้าเป็นระเบียงไม้ค่อนข้างร่มรื่น เพราะมีไม้ใหญ่ขึ้นให้ร่มเงา เดินผ่านเข้ามาประตูร้านป็นกระจกรวมถึงหน้าต่าง
ดวงตาเรียวสวยกวาดมองรอบๆ เพื่อหาเพื่อนเห็นโบกมือทักทาย นิลลยายิ้มกว้างเดินตรงไปหาทันที พอจวนถึงเท้าหยุดชะงักเมื่อเห็นพี่ชายเพื่อนอีกคน
“สวัสดีค่ะ”เธอยกมือกระพุ่มไหว้นัทพล
“สวัสดีครับ”นัทพลระบายยิ้มจ้องมองใบหน้าของเพื่อนน้องไม่วางตา
“นั่งเลยยัยนิล นัดมามีอะไร”
เธอนั่งตามคำเชิญเพื่อน รับรู้ถึงสายตาของชายหนุ่มผู้ร่วมวงมองมาบ่อยๆ
“ดา ฉันมีเรื่องอยากให้แกช่วย”นิลลนาเริ่มเข้าเรื่อง
“เรื่องอะไรเหรอ”ดาริกาแสดงสีหน้าอยากรู้ ร่วมถึงพี่ชายอีกคน
นิลลนาลังเลเล็กน้อย แต่เธอจำต้องให้เพื่อนช่วยจริงๆ
“คือ... แกจำได้ไหมว่าก่อนจบฉันเคยบอกแล้วว่าอยากทำอะไร”
คนฟังพยักหน้า อดรำคาญไม่ได้ที่คนพูดไม่ยอมบอกให้หมดเสียที
“แกมีอะไรก็เล่ามาเลยยัยนิล!”ดาริกาเร่ง
“ฉันอยากไปเที่ยวประเทศซากวัย!”
ดาริกาหยัดตัวตรงแล้วระบายลมหายใจ ในคำพูดอยากไปเที่ยวแล้วตามตัวมาเช่นนี้ แสดงว่าเพื่อนตัวแสบคงหาข้ออ้างอะไรเกี่ยวกับตัวเธอแน่นอน
“แล้ว... มันเกี่ยวอะไรกับฉันเหรอนิล”
คนถูกถามรีบกุมมือเพื่อนแล้วกระตุกยิ้มมุมปาก
“ดา ฉันบอกพ่อกับแม่ไปแล้วว่าแกจะไปด้วย”
“อะไรนะ!”ดาริการ้องลั่น จนลูกค้าในร้านหันมองเป็นตาเดียว
นัทพลแตะแขนน้องสาวยกนิ้วชู้แตะริมฝีปากตนเองเพื่อเตือนไม่ให้ส่งเสียง ดาริกาเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นแผ่วเบา
“แกกำลังคิดอะไรอะนิล แกก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าฉันไม่ชอบอากาศร้อน ที่นั้นมีดีตรงไหนมีแต่ทราย”
“สวยจะตายดา ไปด้วยกันเถอะนะ”
“โนเวย์ ไม่มีทางฉันไม่ไปเด็ดขาด มีแต่ดินแต่ทรายแถมเพิ่งเปิดประเทศจะมีพวกโจรหรือเปล่าก็ไม่รู้”คนพูดเบ้ปาก ลูบแขนตนเองขนลุกเกรียว
“จะบ้าเหรอไงยัยดา ประเทศนั้นเขาเจริญแล้วนะ แกนี่เอาข่าวมาจากไหน”
“ก็ฉันเห็นข่าวในหนังสืออะ เห็นว่ายังมีพวกโจรปล้นสะดมอยู่เลย”
นัทพลคันปาก นี่อาจเป็นโอกาสทำให้ตนเองทำความรู้จักกับเพื่อนน้องสาวก็เป็นได้
“ทำไมดาไม่ไปล่ะ เดี๋ยวพี่ไปด้วย”นัทพลยื่นข้อเสนอ
สองเท้าก้าวลงจากรถจิ๊บนิลลนากวาดตามองรอบๆ หัวใจกำลังเต้นระรัวด้วยความสุข น้ำตาไหลรินจนอาบแก้ม ทุกอย่างเกิดขึ้นเองโดยที่เธอไม่เข้าใจเลย สุดท้ายแล้วบิดายอมให้เธอมาซากวัยหลังจากพยายามขอร้องท่านหลายครั้ง เธออยากไขปริศนาเรื่องชายแปลกหน้าซึ่งพบในความฝันทุกค่ำคืน นิลลนาขมวดคิ้วจ้องมองป้ายชื่อโรงแรมขนาดใหญ่เบื้องหน้า โรงแรมไฮดริกคนตัวเล็กรีบก้าวเข้าด้านใน เธอหลังตาลงภาพหลายอย่างกำลังประดังเข้ามาในหัวเต็มไปหมด“พ่อคะ แม่คะ นิลเคยมาพักที่นี่” เธอบอกกับบิดามารดา มั่นใจความรู้สึกนี้ ในฝันก็เช่นเดียวกันคนตัวเล็กวิ่งเข้าหาลิฟท์แล้วกดสู่ชั้นที่ต้องการ เธอหยุดยืนหน้าห้องซึ่งตนเองเคยพัก มือบางยกขึ้นปิดปากส่ายหน้าด้วยความรู้สึกอัดอั้น“นิลเคยพักที่ห้องนี้ นิลได้พบกับเขา ผู้ชายที่นิลฝันทุกคืน”วิชยุทธมองดูลูกน้ำตาคลอ ความทรงจำกำลังกลับมา“แคนยาส...” หญิงสาวละเมอถึงชื่อสถานที่แล้วหันหลังวิ่งออกไปทันที“นิลจะไปไหน!” ดาริกาเพื่อนสาวร้องเรียก“ดาตามนิลไปหน่อย”ดาริกาวิ่งตามด้วยความเป็นห่วง คว้าข้อมือเพื่อน“นิลตั้งสติหน่อย จะไปไหนกันแน่” เธอรีบเตือน“ดา ฉันจะไปแคนยาส ฉันต้องไปที่นั้น”“จะไปทำไม”“ฉันไม่ร
อัสลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ จะมีความหวังบ้างไหม นี่ก็นานแล้วแต่คนเบื้องหลังยังคงไม่ลืมเหตุการณ์นั้นเลย เขาอยากให้พระนางรอดชีวิตกลับมาเหลือเกิน อยากเห็นฝ่าบาททรงมีความสุขเฉกเช่นผู้อื่นบ้าง“ฝ่าบาท!”เสียงร้องเรียก พร้อมด้วยร่างหญิงสาว สะดุ้งสุดตัวลุกนั่งยามวิกาล ประตูห้องนอนเปิดออก วิชยุทธและภรรยาตรงเข้ามาหาบุตรสาว ด้วยความเป็นห่วงนิราพรเช็ดเหงื่อตามใบหน้าลูก แล้วมองด้วยความสงสาร หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบขาดใจ ไม่อยากเห็นลูกทรมานเช่นนี้เลย คนฝันร้ายลืมตาตื่นในสภาพโทรมเหงื่อ สีหน้าตระหนก“เป็นอะไรนิล ฝันร้ายอีกแล้วเหรอลูก” เธอถามแม้รู้แก่ใจ“พ่อคะ แม่คะ นิลฝันเห็นผู้ชายคนเดิมอีกแล้ว เขาเป็นใครกันแน่ นิลสับสนไปหมดแล้ว นิลยังฝันเห็นพระราชวัง ผู้คนมากมายอีก นิลฝันว่านิลไปอยู่ที่นั้น ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสนมอีกด้วย เกิดเรื่องมากมายจนนิลเล่าแทบไม่ถูก ทำไมนิลถึงฝันประหลาดแบบนี้คะ!” นิลลนาบอกเสียงสั่น สับสนกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นวิชยุทธลูบศีรษะบุตรสาวแผ่วเบา “มันเป็นแค่ความฝันลูกอย่าคิดอะไรมากเลย”“แต่พ่อคะ ทำไมนิลต้องฝันเห็นผู้ชายคนเดิมตลอดเวลาด้วย”“ลูกคงชอบเขาล่ะมั้ง เลยจดจำไว้ในสมอง พอหลับเลยเ
คนถูกดุไม่ตอบโต้ เวลาของเขายังมีอีกมาก รอให้ถึงห้องหอที่ฝ่าบาทจัดไว้เสียก่อน จะคิดทบต้นทบดอกเสียทีเดียวให้สมกับการรอคอยมานานรถม้าจอดเทียบหน้าตึกสไตล์ยุโรป มันใหญ่มากทีเดียว บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นที่สำคัญหากขึ้นด้านบน เขาคงมองเห็นตำหนักสุริยะง่ายๆ อัสลันสำรวจโดยรอบเห็นทางลอดเพื่อเชื่อมไปยังวังหลวงฝ่ายในเขาพอเข้าใจแล้ว ฝ่าบาทไม่อยากให้เขาต้องพบเจอความวุ่นวายเลยให้มาอยู่ที่นี่ และยังอำนวยความสะดวกในการทำงาน อีกทั้งเผื่อเกิดเรื่องฉุกเฉินไว้อีก“ข้ามาส่งท่านแค่นี้ ที่เหลือท่านต้องไปต่อเองแล้วล่ะท่านอัสลัน” ซากานแกล้งเย้า“ข้ารู้แล้วซากาน เจ้ากลับไปได้แล้ว”“ท่านแน่ใจหรือว่าจะให้ข้ากลับ ข้าอยู่เป็นเพื่อนท่านได้นะ”“รีบกลับไปเลย นี่คือคำสั่ง!” อัสลันชักฉุน“ได้ขอรับ” ซากานเคลื่อนรถม้าออกจากตัวตึกราชองครักษ์หนุ่มมองรถม้าเคลื่อนหายลับจากสายตาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเหลือบมองเจ้าสาวซึ่งกำลังหันหลังเดินเข้าเรือนหอ เวลานี้หากให้นางเดินเองกว่าจะถึงห้องคงอีกนาน จัดการเองดีกว่า“ว้าย!” หญิงสาวร้องเมื่อถูกอุ้มเหนือพื้น “ท่านอัสลัน จะทำอะไรเจ้าคะ”“เลิกเรียกท่านได้แล้วนาเดีย เรียกชื่อข้าเฉยๆ เถอะ”
นิลลนามองพาสปอร์ตในมือ กับตั๋วเครื่องบินสำหรับกลับเมืองไทย ความจริงมันเป็นเรื่องปกติ หากต้องกลับบ้าน แต่กระนั้นมีบางอย่างแปลกๆ ซึ่งเธอไม่เข้าใจ ถามบิดาหลายครั้ง ท่านกลับเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ ทั้งเรื่องใบปลิว เรื่องที่เธอฟื้นขึ้นมาริมแม่น้ำ แล้วเหตุผลในการตามหาเธอที่ซากวัยของบิดาอีก ไม่มีใครให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้เลยอีกอย่างที่เธอรู้สึกขัดแย้งจนถึงตอนนี้ ภาพใบหน้าของชายคนหนึ่ง ซึ่งเธอมักฝันถึงทุกค่ำคืน เธอคุ้นเคย อบอุ่น และอยากโอบกอดเมื่อเห็นหน้า ทั้ง ๆ ไม่รู้จักกันมาก่อนเสียงประกาศจากทางสายการบินดังขึ้น วิชยุทธหันมาทางบุตรสาว“ไปเถอะลูก”“ค่ะพ่อ”เธอก้าวตามบิดาอย่างเงียบๆ จนกระทั่งอยู่บนเครื่อง หัวใจมันวูบขึ้นมาเหมือนตนเองตกจากที่สูง ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา ให้ความรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถ่ายภาพ กินอาหารพื้นเมือง จับจ่ายใช้สอยอย่างสนุกสนาน มือบางยกกุมขมับอาการปวดแล่นพล่าน“นิลเป็นอะไรลูก”“ปวดหัวค่ะพ่อ”วิชยุทธจับให้ลูกเอนกายลงนอน เขายังไม่อยากให้ลูกจดจำอะไรได้ในเวลานี้“นอนพักก่อนลูก”เธอหลับตาลงตามความต้องการของบิดา เครื่องทยานสู่ท้องฟ้า นิลลนาฝันถึงใครบางคนอีกครั้ง ใบหน
หลังจากวางสายเพื่อนวิชยุทธตัดสินใจไปสถานทูต แต่เวลานี้ภรรยาอาการไม่ดีนัก เอาแต่นั่งเหม่อลอย แล้วเขาไม่อยากให้แห่กันหมด เรื่องในครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญ บุตรสาวคงไม่เหมาะสมกับการเป็นราชินีของประเทศนี้ ควรให้นิลกลับบ้านอย่างเงียบที่สุดเสียดีกว่า“ดา” วิชยุทธเรียกชื่อเพื่อนลูก ดาริกาหันมาตามเสียง“คะพ่อ”“หนูมาคุยกับพ่อแป๊บนึงได้ไหม”“ได้ค่ะ” ดาริกาปลีกตัวออกมาจากพี่ชาย แม้ณัฐพลสงสัยแต่จำต้องเก็บงำเอาไว้วิชยุทธชอบพอในตัวดาริกาพอดู เพื่อนลูกคนนี้เป็นคนดีไม่เคยทิ้งบุตรสาว ตั้งแต่ยัยนิลหายตัวไป ดาริกาช่วยติดตามเสมอ เฝ้าโทษว่าเป็นความผิดตน พอรู้ว่าเกิดเรื่องร้ายแรงยังช่วยปลอดโยนดูแลภรรยาเขาอีกด้วย“ดา พ่อฝากให้หนูพาแม่กลับไปที่ไทยก่อนได้ไหม พ่อมีธุระต้องจัดการที่นี่ก่อน”“มีเรื่องอะไรเหรอคะพ่อ ดาได้ยินพ่อคุยโทรศัพท์เมื่อครู่เหมือนจะมีเรื่อง” เธอไม่อยากถามตรงๆ และไม่แน่ใจว่าเกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า ได้ยินแค่แว่วมาว่าสถานทูตโทรติดต่อ“พ่อบอกหนูได้แต่ช่วยเก็บเป็นความลับด้วย”“ได้ค่ะพ่อ”“เพื่อนพ่อที่สถานทูตโทรมาบอกว่าเจอยัยนิลแล้ว”“อะไรนะคะ!” ดาริการ้องลั่นสีหน้าตื่นตระหนก ทำให้คนในสนามบินหันม
ร่างสูงใหญ่เปิดประตูก้าวเข้าห้องทรงอักษร เขาเห็นฝ่าบาทยังคงทรงงานอยู่ในห้องเช่นทุกวัน อัสลันถอนหายใจเฮือกใจหยุดยืนตรงหน้าพระองค์ กษัตริย์ทรงวางปากกา แล้วแหงนพระพักตร์ ทอดพระเนตรราชองครักษ์“ดึกมากแล้วอัสลัน ทำไมเจ้ายังไม่ไปพักผ่อนอีก” ทรงถาม“วันนี้กระหม่อมมีเวรดึกพะยะค่ะ”“จริงด้วยสินะ เราลืมไปเสียสนิท”“แล้วเหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ทรงบรรทม ฝ่าบาทโหมงานหนักมากเกินไประวังจะประชวรเอาเสียก่อนพะยะค่ะ” อัสลันทูลเตือน“ข้าไม่เป็นอะไรหรอก ข้าแข็งแรงจะตาย”อัสลันมองพระองค์แล้วรู้สึกสะท้อนในอก ตั้งแต่พระสนมนิลลนาหายสาบสูญ ฝ่าบาทแทบไม่ยอมบรรทม เอาแต่ทรงงานจนพระวรกายเริ่มทรุดโทรม เขาเป็นห่วงแต่ไมอาจทำอะไรได้เลย เพราะฝ่าบาทไม่ฟังผู้ใด ยามพระองค์บรรทมเขามักได้ยินเสียงครางแผ่ว เสียงพระกรรแสงสะท้อนถึงด้านนอกห้อง เหตุนี้ฝ่าบาทจึงไม่ยอมพักผ่อนอีกเลย“ฝ่าบาททรงอย่าลืมว่าพระวรกายพระองค์สำคัญต่อชาวซากวัยมากแค่ไหน หากฝ่าบาททรงประขวร ประชาชนและข้าราชบริพารย่อมไม่อาจวางใจได้ ฝ่าบาท... หากไม่ทรงพักผ่อนเช่นนี้ กระหม่อมคงถูกตำหนิที่ไม่อาจดูแลฝ่าบาทได้” อัสลันชักแม่น้ำทั้งห้า เพราะอยากให้พระองค์ทรงเห็นแก่พระวรกายองค







