LOGINร่างบางล้มตัวลงนอนหยิบนิตยสารของประเทศซากวัยมาอ่าน ประเทศซึ่งไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจนัก แต่ทว่าเหตุใดมันถึงมีมนต์ขลังกับเธอนัก เพียงแค่เห็นเมืองไฮดริกยามราตรี มันช่างสวยงามจนแทบอยากเข้าไปอยู่ในสถานที่นั้น ผ่าจันทราสถานท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อ หากคู่รักใดได้ไปอธิฐานที่นั้นล้วนแต่สมหวัง พระจันทร์ดวงกลมส่องแสงนวลผ่อง เหนือหน้าผาความสูงนับร้อยเมตร แค่เพียงคิดก็ทำให้ตื่นเต้นเสียจนนอนแทบไม่หลับแล้ว
และที่สำคัญกว่านั้น กษัตริย์แห่งประเทศมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างกันมาหนักหนา เป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ นัยน์ตาสีอำพัน คิ้วเข้มหนา จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหนาได้รูป ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยว ผมสีดำสนิท เขาว่ากันว่าพระองค์ทรงหล่อเหลาจนหญิงสาวใดได้พบเห็นต่างมอบใจให้ แต่สำหรับนิลลนาเธอไม่ได้สนใจต่อตัวพระองค์เลยสักนิด แค่เพียงต้องการท่องเที่ยวในประเทศนี้เท่านั้น พรุ่งนี้เธอจะขอบิดาเพื่อเดินทางแค่ครั้งเดียวในชีวิต อยากไปมากจริงๆ ไม่รู้เพราะอะไร
เกือบเก้าโมงเช้า คนขี้เซาขยับลุกจากเตียงกว้าง อ้าปากหาวบิดกายขับไล่ความเมื่อย เอี้ยวตัวหันมองนาฬิกาหัวเตียง มือบางยกปิดปากสีหน้าตกใจ ไม่คิดว่าตนเองจะหลับยาวถึงขนาดนี้ สะบัดผ้าห่มรีบหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัว คนตัวเล็กวิ่งลงบันไดจนถึงห้องอาหาร มารดามองมาสีหน้าตำหนิ เพราะเห็นบุตรสาวกระโตกกระตากไม่เรียบร้อย
“ตื่นแล้วเหรอนิล แล้วทำไมไม่เดินลงมาดีๆ วิ่งทำไม โตแล้วนะลูก”คนเป็นแม่สอนทันที
“ขอโทษค่ะแม่ พอดีนิลรีบคิดว่าพ่อกับแม่รอ”เธอยิ้มเก้อแล้วเลื่อนเก้าอี้ไม้สักมานั่งเคียงบิดา
คนเป็นพ่อหันมองบุตรสาวแล้วยิ้ม
“ทานข้าวก่อนสิลูก พ่อจะได้คุยกับนิลเรื่องอนาคตด้วย”
นิลลนาหน้าเหี่ยวลงทันใด อนาคตอีกแล้วเหรอ ถ้าหากมีน้องสักคน หรือพี่ก็คงดีไม่น้อย พ่อแม่จะได้ไม่พากันคาดหวังในตัวเธอขนาดนี้
ข้าวต้มทะเลถูกตัดใส่จาน คนจิตตกตักใส่ปากอย่างฝืดคอ ครุ่นคิดจนลูกตากรอกไปมาเพราะไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาทำให้บิดามารดายินยอม ควรทำอย่างไรดี พ่อเป็นคนมีเหตุผลแต่แม่ค่อนข้างเจ้าระเบียบ แต่ถ้าพ่อยินยอมแม่จะไม่กล้าขัด ริมฝีปากบางเม้มสนิทคิ้วขมวดย่นจนวิชยุทธสังเกตเห็น
“เป็นอะไรเหรอลูก ดูขมวดคิ้วเสียยุ่งเชียว”
เมื่อเห็นพ่อเปิดทาง คนตัวเล็กวางช้อนตีหน้าเศร้าซึม เอี้ยวกายโอบกอดบิดาไว้
“พ่อคะ นิลเรียนมาตลอดชีวิตแล้วนะคะ ตอนนี้นิลอยากพัก ขอเวลาสักสองเดือนแล้วนิลค่อยหางานทำได้ไหมคะ”เธออ้อนบิดาเสียงหวาน คนเป็นแม่มองลูกแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
“จะพักอะไรตั้งสองเดือนกันนิล มันนานเกินไป อาทิตย์สองอาทิตย์ก็พอแล้ว ถ้าไม่หางานทำเดี๋ยวคนอื่นจะว่าเอาว่าเราน่ะ เกาะพ่อแม่กินรู้ไหม”คนเป็นแม่รีบสกัดเสียก่อน ไม่อยากให้ลูกเสียเวลาโดยใช้เหตุ ลูกคนอื่นจบมาต่างทำงานกันทั้งนั้น แถมหน้าที่การงานค่อนข้างดีเสียด้วย ไม่อยากให้ลูกน้อยหน้า
“จะเป็นไรไปคุณ ให้ลูกพักบ้างเถอะ เรียนจบเกียรตินิยมมานับว่าดีแล้ว”เขายิ้มด้วยความภาคภูมิใจ
“จริงเหรอคะพ่อ!”
“จริงสิ นิลอยากพักก็พักเถอะพ่อไม่ว่า”
เธอหยัดกายออกจากอ้อมแขนบิดาแววตาทอประกาย
“ถ้าอย่างนั้นนิลอยากขออีกเรื่องได้ไหมคะพ่อ”
“เรื่องอะไรเหรอลูก?”เขามองบุตรสาวสีหน้าสงสัยเต็มที่ ปกติลูกคนนี้ไม่ค่อยขออะไร เป็นเรื่องการเรียนเสียส่วนมาก
นิลลนาเม้มริมฝีปากมองแม่เห็นส่งสายตามาราวกับต้องการจับผิด จึงหันมาสบตาบิดาแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเต็มที่เพื่อเพิ่มความกล้า ก่อนผ่อนออกมาเพื่อคลายอารมณ์
“พ่อคะ นิลอยากไปเที่ยวที่ประเทศซากวัยค่ะ”เธอโพลงออกมาในที่สุด
“ไม่ได้นะ แม่ไม่ยอม!”นิราพรสวนกลับทันควัน
“พ่อคะ นิลเรียนจบแล้ว นิลแค่อยากพักผ่อน ต้องการอิสระสักครั้ง นะคะพ่อนิลสัญญาว่านิลจะกลับมาทำงานตามที่พ่อกับแม่ต้องการ”เธอพยายามอ้อนวอน
คนเป็นพ่อนิ่งเงียบครุ่นคิดสีหน้าค่อนข้างหนักใจ
“ทำไมลูกถึงอยากไปที่นั้นล่ะนิล ประเทศอื่นมีเยอะแยะ”
“เพราะที่นั้นสวยมากค่ะ แถมนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าไหร่ มันเหมือนเราได้ไปเปิดหูเปิดตาประเทศเขาเป็นคนแรก”คนเป็นลูกตอบพร้อมรอยยิ้มระบายในหน้า
“นิลจะไปกับใครเหรอ”
นิลลนาชะงักความจริงอยากท่องเที่ยวคนเดียว ยัยเพื่อนตัวดีอย่างดาริกาไม่ชอบแพ็คกระเป๋า ติดหรูเสียอย่างนั้นคงไม่ยอมไปตกระกำลำบากมองผืนทรายใต้แสงดาวกับเธอแน่ แล้วควรทำยังไงดี
“นิลว่าจะไปกับดาค่ะพ่อ”นิลลนาโกหกคำโต
วิชยุทธคิดอีกครั้ง ด้านภรรยาเองรอคำตอบใจจดใจจ่อ เธอไม่อยากให้ลูกไปไหนไกลใจมันอดห่วงไม่ได้
“ก็ได้ลูก พ่ออนุญาต แต่พ่อให้เวลาแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นนะ”
“ขอบคุณมากค่ะพ่อ”หญิงสาวบอกแล้วโอบกอดบิดาอีกครั้ง
“จะดีเหรอคะคุณ”นิราพรขัดขึ้น
“ปล่อยๆ ลูกไปบ้างเถอะคุณ อย่ากดดันมากเลย ปล่อยให้แกได้รับอิสระบ้าง”
นิราพรจำต้องเงียบ เธอคงต้องยอมตามความต้องการของสามี กลับมาจากท่องเที่ยวเมื่อไหร่เห็นทีต้องจัดระเบียบลูกใหม่เสียแล้ว
หลังจากพูดคุยกับบิดาเสร็จคนตัวเล็กรีบขึ้นห้องเพื่อติดต่อเพื่อนสาวทันที หากดาริกาไม่ยอมเดินทางไปด้วยเห็นทีต้องทำให้ยอมร่วมมือ
“ว่าไงยัยนิล”ดาริกากรอกเสียงตามสาย
“ดา ฉันอยากเจอแกอะ”
“มีอะไรอีกล่ะทำเสียงแบบนี้”คนฟังเริ่มสงสัย
“มีนิดหน่อย แกออกมาเจอฉันหน่อยนะ พรุ่งนี้ได้ไหมร้านกาแฟเจ้าเดิม”
ดาริกาฉุดคิดบางอย่างทุกวันนี้ตนเองแทบจะบ้าตายเพราะพี่ชาย เอาแต่พร่ำพรรณนาต้องการเจอหน้าเพื่อน รบเร้าทุกวันเล่นเอาเธอเหนื่อย ไม่กล้าติดต่อนิลลนาเพราะเกรงเพื่อนจะโกรธ แต่คราวนี้ถือว่าเป็นจังหวะเหมาะพอดิบพอดี
“ฉันออกไปหาแกก็ได้นิล แต่ว่าฉันต้องเอาพี่นัทไปด้วยนะเพราะพรุ่งนี้เช้าต้องไปสมัครงานที่บริษัทพี่เขาอะ”
ปลายสายชะงัก พี่ชายเพื่อนงั้นเหรอ คราวที่แล้วยังจดจำสายตาคู่นั้นได้ดี มันบ่งบอกถึงความนัยบางอย่าง แต่หากไม่ไปก็คงพลาดเรื่องการเดินทาง เป็นไงเป็นกันเธอคงไม่เสียหายอะไรมากหรอก ก็แค่สายตาของคนอื่นมองมาเหมือนเคยๆ
“ก็ได้ๆ แล้วเจอกันนะดา”นิลลนายอมรับคำขอเพื่อน ก่อนตัดสายลง
หญิงสาวหยิบกระเป๋าสีครีมขึ้นสะพายบนไหล่แล้วลงจากชั้นบน ผู้ให้กำเนิดสองคนมองตาม นิลลนารีบสาวเท้าเข้ามาหา
“พ่อคะแม่คะ เดี๋ยวนิลออกไปหาดาก่อนนะคะ”
“ไปเถอะลูก”วิชยุทธอนุญาต “แล้วขับรถดีๆ นะนิล”
“ค่ะพ่อ”
ร่างบางรีบก้าวยาว ไปยังรถบีเอ็ม ของขวัญสมัยเรียนที่พ่อซื้อให้ เธอเปิดประตูนั่งประจำที่คนขับ แล้วเคลื่อนมันออกจากรั้วบ้าน ราวครึ่งชั่วโมงถึงหน้าร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่น ด้านหน้าเป็นระเบียงไม้ค่อนข้างร่มรื่น เพราะมีไม้ใหญ่ขึ้นให้ร่มเงา เดินผ่านเข้ามาประตูร้านป็นกระจกรวมถึงหน้าต่าง
ดวงตาเรียวสวยกวาดมองรอบๆ เพื่อหาเพื่อนเห็นโบกมือทักทาย นิลลยายิ้มกว้างเดินตรงไปหาทันที พอจวนถึงเท้าหยุดชะงักเมื่อเห็นพี่ชายเพื่อนอีกคน
“สวัสดีค่ะ”เธอยกมือกระพุ่มไหว้นัทพล
“สวัสดีครับ”นัทพลระบายยิ้มจ้องมองใบหน้าของเพื่อนน้องไม่วางตา
“นั่งเลยยัยนิล นัดมามีอะไร”
เธอนั่งตามคำเชิญเพื่อน รับรู้ถึงสายตาของชายหนุ่มผู้ร่วมวงมองมาบ่อยๆ
“ดา ฉันมีเรื่องอยากให้แกช่วย”นิลลนาเริ่มเข้าเรื่อง
“เรื่องอะไรเหรอ”ดาริกาแสดงสีหน้าอยากรู้ ร่วมถึงพี่ชายอีกคน
นิลลนาลังเลเล็กน้อย แต่เธอจำต้องให้เพื่อนช่วยจริงๆ
“คือ... แกจำได้ไหมว่าก่อนจบฉันเคยบอกแล้วว่าอยากทำอะไร”
คนฟังพยักหน้า อดรำคาญไม่ได้ที่คนพูดไม่ยอมบอกให้หมดเสียที
“แกมีอะไรก็เล่ามาเลยยัยนิล!”ดาริกาเร่ง
“ฉันอยากไปเที่ยวประเทศซากวัย!”
ดาริกาหยัดตัวตรงแล้วระบายลมหายใจ ในคำพูดอยากไปเที่ยวแล้วตามตัวมาเช่นนี้ แสดงว่าเพื่อนตัวแสบคงหาข้ออ้างอะไรเกี่ยวกับตัวเธอแน่นอน
“แล้ว... มันเกี่ยวอะไรกับฉันเหรอนิล”
คนถูกถามรีบกุมมือเพื่อนแล้วกระตุกยิ้มมุมปาก
“ดา ฉันบอกพ่อกับแม่ไปแล้วว่าแกจะไปด้วย”
“อะไรนะ!”ดาริการ้องลั่น จนลูกค้าในร้านหันมองเป็นตาเดียว
นัทพลแตะแขนน้องสาวยกนิ้วชู้แตะริมฝีปากตนเองเพื่อเตือนไม่ให้ส่งเสียง ดาริกาเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นแผ่วเบา
“แกกำลังคิดอะไรอะนิล แกก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าฉันไม่ชอบอากาศร้อน ที่นั้นมีดีตรงไหนมีแต่ทราย”
“สวยจะตายดา ไปด้วยกันเถอะนะ”
“โนเวย์ ไม่มีทางฉันไม่ไปเด็ดขาด มีแต่ดินแต่ทรายแถมเพิ่งเปิดประเทศจะมีพวกโจรหรือเปล่าก็ไม่รู้”คนพูดเบ้ปาก ลูบแขนตนเองขนลุกเกรียว
“จะบ้าเหรอไงยัยดา ประเทศนั้นเขาเจริญแล้วนะ แกนี่เอาข่าวมาจากไหน”
“ก็ฉันเห็นข่าวในหนังสืออะ เห็นว่ายังมีพวกโจรปล้นสะดมอยู่เลย”
นัทพลคันปาก นี่อาจเป็นโอกาสทำให้ตนเองทำความรู้จักกับเพื่อนน้องสาวก็เป็นได้
“ทำไมดาไม่ไปล่ะ เดี๋ยวพี่ไปด้วย”นัทพลยื่นข้อเสนอ
เสียงประตูห้องเปิดออก พระสนมผู้ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา พยุงกายลุกนั่ง เห็นชายร่างท้วมก้าวเข้าใกล้น้ำตาเธอไหลรินอาบแก้ม อารีมารีบโผเข้าอ้อมกอดบิดาด้วยความเจ็บปวด หลายวันผ่านมา ได้ทราบข่าวว่านิลลนากลับมายังวังหลวงแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว ด้วยการช่วยเหลือของอัสลัน องครักษ์คนสนิทของฝ่าบาทเพียงเท่านี้มันทำให้ได้รู้แล้วว่า ฝ่าบาททรงคิดเช่นไรกับนิลลนากันแน่ ทั้ง ๆ ที่เธออยากให้นังผู้หญิงคนนั้นห่างหายจากสายตา ตายไปเสียได้ยิ่งดี แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างหวัง“ท่านพ่อ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ลูกปวดใจเหลือเกิน ลูกทนไม่ไหวที่ต้องได้ยินข่าวว่า นังนิลลนามันมีความสุขกับฝ่าบาท ลูกเกลียดมัน เกลียด! เกลียด! ได้ยินไหมท่านพ่อ!”“ใจเย็นเก่อนอารีมาเจ้าอย่าเป็นแบบนี้ พ่อของเจ้าเจ็บเสียยิ่งกว่าที่เห็นเจ้าต้องทรมาน พ่อไม่คิดว่าเรื่องมันจะกลับกลายเป็นเช่นนี้ พ่อพลาดเอง แต่พ่อยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจหรอกนะ พ่อจะทำให้พระสนมนิลลนาต้องระเห็จออกจากประเทศนี้ให้ได้ หรือไม่ก็ถูกแผ่นดินกลบหน้าเสียเพื่อไม่ให้รกหูรกตาลูก”อารีมาสะอื้นสบหน้ากับแผงอกบิดา เธอไม่เหลือผู้ใดแล้วนอกจากพ่อ“ท่านพ่อ ข้าอยากออกไปจากตำหนัก อยากเป็นอิสระดั
“ข้าไม่ไปเอาเรื่องท่านพี่ก็ได้ แต่เจ้าตอบข้ามาตามตรงได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”“หม่อมฉันตอบฝ่าบาทได้เพคะ แต่...” เธอกำลังจะทูลแต่ร่างกายกลับไม่อาจยืนหยัดได้อีก มันทรุดฮวบลงในทันใด“นิลลนา!” ทรงร้องเรียกชื่อ แล้วรับร่างบางไว้ในอ้อมพระกร “มาช่วยพระสนมหน่อยเร็วเข้า!”เจ้าหน้าที่แพทย์รีบรุดเข้ามาช่วยเหลือ นำร่างคนไม่ได้สติวางบนเตียง พยาบาลเข็นเข้าสู่ห้องตรวจทันที กษัตริย์ทรงร้อนพระทัยยิ่งนัก เหตุใดเรื่องร้ายๆ ถึงเกิดในคราวเดียวกัน ร่องรอยรอบคอนิลลนา หากเดาไม่ผิด คงเกิดจากน้ำมือนางเองซึ่งต้องการปลิดชีวิตให้พ้นจากเชษฐาพระองค์ แม้ในพระทัยชุ่นเคืองเพียงใด แต่พระองค์จำต้องเก็บงำไว้ เพื่อไม่ให้ประชาชน และทหารต้องล้มตายทรงประทับบนเก้าอี้ ซึ่งทางหน่วยแพทย์จัดเตรียมให้ เพราะพระองค์เสด็จมาที่นี่ หลังจากทราบข่าวเกี่ยวกับอัสลัน ไม่นานเท่าใด นางกำนัลนาเดียปรากฏ เธอเร่งรีบก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นพระองค์ เลยตรงมาคุกเข่าเบื้องหน้าแล้วหมอบกราบ“ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท”“ลุกขึ้นเถอะนาเดีย”เธอลุกตามรับสั่ง ขอบตาแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้ สายตากวาดมองรอบๆ หัวใจยังคงเต้นกระหน่ำ หวาดกลัวกับเรื่องราวที่ไ
ระหว่างเส้นทางทหารพาเธอหลบหลีกมีการปะทะเล็กน้อย แต่ทหารส่วนมากกลับหายไปไม่ได้เฝ้าเส้นทางเหมือนเช่นทุกวัน ยี่สิบนาทีต่อมาจึงพบว่าตนเองอยู่บริเวณประตูด้านหลังวังเรียบร้อยแล้ว สายตาเธอจดจ้องไปยังราชองครักษ์คนสนิทของฝ่าบาทซึ่งยืนมองเธอไม่วางตา เธออยากพูดอะไรบางอยางกับเขาแต่ดูเหมือนอัสลันไม่ต้องการ ท่าทางเขาเร่งรีบเหงื่อกาฬแตกตามหน้าผาก สีหน้าซีดเผือดราวกับคนจับไข้ก็ไม่ปาน วันนี้อัสลันแปลกกว่าทุกที“รีบออกไปก่อน พวกมันคงแห่กันมาแล้ว” อัสลันเตือนลูกน้องทหารยามหน้าประตูนับสิบถูกจัดการเรียบร้อย อัสลันรู้ดีจะให้พระสนมปืนกำแพงก็ใช่ที่นางเป็นแค่สตรี เขาจำต้องจัดการทหารยามทั้งหมดเพื่อเปิดประตูเล็ก ทั้งหมดจึงออกสู่โลกภายนอกได้สำเร็จ ทีมอัสลันพากันเดินเท้าเพื่อไปยังยานพาหนะต่อตุบ!เสียงล้มลงทำให้ทุกคนตระหนก แต่ไม่เท่ากับหัวหน้าทีมนอนนิ่งไม่ไหวติ่งบนผืนทราย ซันส์รีบปรี่เข้าไปเช็คตามร่างกาย แผ่นหลังมีรอยเลือดซึมออกมา“ท่านอัสลันถูกยิง!” ซันส์ตะโกนนิลลนาหน้าซีดปากสั่น มันเกิดขึ้นได้ยังไงตอนเดินมาเขายังปกติดีอยู่“ไคล์นาสเจ้าไม่รู้เลยหรือไง!” คนในทีมถามเสียงแข็ง“ข้าไม่รู้เลยท่านอัสลันไม่แสดงอาการอ
ยามราตรีกาลมาเยือน อากาศเริ่มหนาวความมืดปกคลุมทั่วบริเวณ อัสลันพาลูกน้องแฝงตัวผ่านความมืด ทั้งหกหยุดยืนอยู่ด้านนอกวัง ทรายถูกโปรยเพื่อดูทิศทางลม กำแพงสูงใหญ่ตระหง่านไม่ได้ทำให้พรั่นพรึงแม้แต่น้อย“ข้ามกำแพงไปเป็นตำหนักมเหสีรีจายาใช่ไหมซันส์” อัสลันถามเพื่อให้ลูกน้องตรวจสอบตำแหน่ง“ใช่ครับ”ตะขอผูกเชือกถูกเหวี่ยงด้วยความชำนาญ ทุกคนไต่ขึ้นไปบนกำแพง อัสลันถึงก่อนแต่กลับพบทหารเฝ้า เขารีบคว้าขอแล้วใช้สั่นมือทุบลงบนต้นคอจนทหารยามสลบกองกับพื้น ส่วนทหารยามคนอื่นก็ถูกกระทำเช่นเดียวกัน“ทางนี้ครับ” ซันส์นำทางเส้นทางในวังไม่ได้ซับซ้อนมากนักแต่ค่อนข้างต้องหลับเลี่ยงพวกทหารยาม อัสลันแน่ใจว่าพระสนมนิลลนาต้องอยู่ตำหนักส่วนพระองค์ของเจ้าชายแน่นอน สายข่าวรายงานเขามาเรียบร้อยเพียงแต่จะหาทางเข้าได้หรือเปล่า แว่วว่าทหารคุ้นกันแน่นหนา ยิ่งตอนนี้มีพระสนมอยู่ด้วยแล้วยิ่งลำบากหกนายยืนมองทหารยามเดินสวนกันไปมา หากเขาบุกคงจัดการได้ไม่ยาก แต่เกรงจะเสี่ยงหากทหารส่งสัญญาณมีผู้บุรุกเมื่อไหร่คงกลายเป็นเรื่องใหญ่“ทำยังไงต่อดีครับ” ไคล์นาสเอ่ยถาม“ใช้โดรน” อัสลันตอบสั้นๆเครื่องบินสอดแนมขนาดเล็กเคลื่อนจากรถจิ๊บบินเ
เจ้าชายทรงยืนผสานพระเนตร กับอนุชาต่างมารดา ในพระทัยร้อนระอุ ราวกับมีไฟเผา เมื่อทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่ต้องการ“เจ้ารู้ใช่ไหมมาซาฮาฟ ว่านิลลนาจะเป็นเช่นไร หากเจ้าปฏิเสธข้า”“ข้ารู้” ทรงตอบแล้วช้อนพระเนตรมองหญิงสาว นิลลนากัดริมฝีปากพยักหน้า เพื่อบอกว่าตนนั้นเข้าใจ สิ่งที่ทรงเลือก “และข้าแน่ใจว่านิลลนาเข้าใจสิ่งที่ข้าเลือก”“ถ้าเช่นนั้นข้าจะส่งนางกลับไปให้เจ้า แต่... เป็นร่างที่ไร้วิญญาณ!”ทรงหันพระวรกาย เพื่อก้าวออกนอกห้องรับรอง ในพระทัยปวดร้าว พระองค์แลกบัลลังก์เพื่อความสุขของตนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ คงต้องหวังพึ่งอัสลัน ขอให้ราชองครักษ์ทำสำเร็จทันเวลาด้วยเถิดรถพระที่นั่งเคลื่อนออกจากพระราชวังซาเก็นเดีย อัสลันอยู่เบาะด้านหลัง เคียงข้างพระองค์ไม่ห่าง จนกระทั่งผ่านมาเกือบสิบกิโลรถจึงหยุดลง ราชองครักษ์ก้าวลง พร้อมลูกน้องอีกห้าคน ทรงลงจากรถยนต์พระที่นั่ง แล้วยืนต่อหน้าองครักษ์คนสนิท“ข้าขอฝากเจ้าด้วยอัสลัน” ทรงตรัสแววพระเนตรปวดร้าว“ไม่ต้องห่วงพะยะค่ะ กระหม่อมจะทำให้สำเร็จ ขอฝ่าบาทอย่าได้ทรงกังวล”ทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ แล้วกลับขึ้นรถยนต์พระที่นั่งตามเดิม รถเคลื่อนผ่านอัสลันและพรรคพวก เขามอง
“มาซาฮาฟ ข้าไม่เคยคลางแคลงใจในตัวเจ้ามาก่อนเลย ทั้งที่ข้าเป็นพี่ชายเจ้า มีความทัดเทียมกับเจ้าทุกอย่าง แต่เสด็จพ่อยังให้เจ้าครองบัลลังก์ ข้ายินยอมยกบัลลังก์ให้เจ้า เพราะเจ้าเป็นคนมีความสามารถ แต่เจ้ากลับหลงผู้หญิงจนมองไม่เห็นหัวข้า มาซาฮาฟ อารีมาทำเรื่องหยามเกียรติข้า แต่เจ้ากลับปล่อยเมียเจ้าไป แค่กักขังนางไว้ที่ตำหนักเท่านั้น เจ้าไร้ซึ่งความยุติธรรม ดังนั้นข้าจึงจับตัวนิลลนามา ข้ารู้ว่าเจ้ารักนาง ถึงยอมลงทุนสืบสวนเรื่องราว จนความจริงกระจ่าง มาซาฮาฟเจ้าไม่เห็นใจข้าซึ่งเป็นพี่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จักไม่เห็นใจเจ้าเช่นกัน หากอยากได้ตัวสตรีที่เจ้ารักคืน จงแลกด้วยบัลลังก์ของข้าซึ่งเจ้าแย่งชิงไป”ทรงยื่นจดหมายให้อัสลัน ราชองครักษ์กวาดสายตาอ่านทุกตัวอักษรสีหน้าตระหนก เจ้าชายเซบาสทำเช่นนี้เท่ากับก่อการกบฏเลยทีเดียว“แล้วฝ่าบาทจะทรงทำเช่นไร” เขาทูลถามแววตาห่วงใย“ข้าไม่อาจยกบัลลังก์ให้ใครได้ง่ายๆ”“ถ้าหากไม่ทำเช่นนั้นพระสนมก็คง...” อัสลันเว้นคำพูดเพราะเกรงฝ่าบาทจะทรงคิดมากทรงกัดพระทนต์ขบคิดหนัก อารีมาทำให้ทรงตกที่นั่งลำบาก พระเชษฐาก็มาคิดแย่งชิงบัลลังก์เสียอีก ไม่อยากเชื่อทั้งที่การเดินทางขอ







