Masukนิลลนาหันมองพี่ชายเพื่อน รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร และเธอไม่ปรารถนาให้เป็นเช่นนั้น หากต้องเดินทางด้วยกันขอปลีกไปคนเดียวดีกว่า เธอไม่คิดชอบพอกับเขาเลย
“พี่นัทจะไปเหรอ?”ดาริกาถามพี่ชาย
“ใช่ ก็จะได้ไปเป็นเพื่อนนิลไง”
“แน่ใจแล้วเหรอคะพี่นัท งานพี่เยอะไม่ใช่หรือไงจะลาได้เหรอ”
ฟังบทสนทนาแล้ว นิลลนาอึดอัดหากไม่ไปแค่แสดงละครก็ได้ ไม่อยากให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อนด้วย เห็นว่าเพื่อนสาวยังว่างไม่ได้หางานทำเลยชวน แต่ดูท่าจะเหลว
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องไปเป็นเพื่อนนิลหรอก” นิลลนารีบบอก “เอาแบบนี้แกแกล้งทำเป็นว่าไปกับฉันหน่อยได้ไหมยัยดา”
“อะไรนะ แกจะบ้าเหรอนิล จะให้หลอกพ่อแม่แกด้วยเหรอ!”
มือสองข้างยกพนมเพื่อขอร้อง ดาริกาเมินมองทางอื่นเพราะไม่อยากโดนผู้ใหญ่ตำหนิ หากร่วมมือแล้วพ่อแม่เพื่อนรู้ความจริงมีหวังโดนถล่มจนเละเทะไม่มีชิ้นดีแน่
“ช่วยฉันหน่อยนะดา ฉันอยากไปจริงๆ พ่ออนุญาตแล้วด้วยขอแค่มีแกไปเป็นเพื่อนเท่านั้น”
“แกอย่ามาโยนขี้ให้ฉันสินิล ถ้าพ่อแม่แกรู้ว่าฉันโกหกมีหวังโดนยำเละแน่”
“ถ้างั้นแกก็ไปกับฉันสิ”นิลลนายื่นข้อเสนออีกครั้ง
“ไม่เอาหรอก มันร้อนแกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบอากาศร้อน”
“ร้อนตรงไหน กลางคืนออกจะหนาว อีกอย่างเราพักกันที่โรงแรมในตัวเมืองนะไม่ได้นอนกลางดินกินกลางทรายเสียหน่อย”
“เดี๋ยวพอถึงเวลาแกก็พาฉันตะลอนๆ เที่ยวนอนกลางทะเลทรายอีกน่ะสิ ตอนเข้าค่ายอาสาก็ทีหนึ่งแล้วหลอกฉันได้ว่ามีห้องพักอย่างดี ที่ไหนได้กางเต็นท์นอน ยุ่งก็กัด แถมแมลงเต็มไปหมด อากาศก็ร้อนอีกจนฉันแทบจะกลับบ้านเสียตอนนั้นเลย!”
คนถูกคอนแคะหน้าเจือน ก็ตอนนั้นคนไม่มีเลยต้องลากเพื่อนไปด้วย ถ้าไม่ครบทางมหาวิทยาลัยไม่ให้ออกค่าย ความจริงก็รู้อยู่ว่าผิด แต่เรื่องตอนนี้มันไม่เกี่ยวกันสักหน่อย
“ไปเป็นเพื่อนหน่อยไม่ได้เหรอดา...”เธอเริ่มส่งเสียงออดอ้อน
“ไม่ไปหรอก ฉันกำลังจะสมัครงานแล้วนิล แกก็ควรทำเหมือนกันนะ”
นิลลนาหน้างอมองเพื่อนแววตาตัดพ้อ
“แค่ช่วยก็ไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้!”
“ก็ได้ จำไว้เลยดา”นิลลนาลุกยืนสะพายกระเป๋าสาวเท้าหนีไป
นัทพลมองตามสีหน้าตื่นตระหนกแล้วหันมาทางน้องสาวส่ายหน้าด้วยความงุนงง ตกลงมันยังไงกันแน่ แต่เห็นน้องนั่งเม้มริมฝีปากท่าทางคิดหนัก
“ดาจะเอายังไง นิลโกรธแล้วนะ”
“รู้แล้วน่าพี่ ขอคิดก่อน”ดาริกาตอบเสียงห้วน
สุดท้ายอดรนทนไม่ได้ดาริการีบวิ่งออกนอกร้านติดตามจนกระทั่งจับข้อมือเพื่อนไว้ แล้วระบายลมหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน
“ก็ได้นิล ฉันจะช่วยแก”
นิลลนาตาโตรีบโผเข้ากอดเพื่อนด้วยความยินดี ในที่สุดสิ่งที่ใฝ่ฝันมานานกำลังจะเป็นจริงแล้ว
“ขอบใจมากนะดา”
สนามบินสุวรรณภูมิ
ร่างบางก้าวยาวนำบิดามารดามาถึงด้านในสนามบินพร้อมกระเป๋าใบใหญ่สองใบ ลุงแช่มคนขับเป็นผู้ดูแลอำนวยความสะดวกในการเข็นสัมภาระตามเจ้านายทั้งสามมา เสียงฝีเท้าดังแว่วนิลลนาหันมองเห็นเพื่อนกำลังเดินมาพร้อมพี่ชายที่เข็นกระเป๋าใบใหญ่มา
ดาริกายกมือไหว้บิดามารดาเพื่อนแล้วแสร้งยิ้ม หันมองพี่ชายแล้วส่งสายตาให้ นัทพลรีบกระพุ่มไหว้เช่นเดียวกัน ผู้ใหญ่สองคนรับไหว้แล้วหันมาทางบุตรสาว
“เครื่องใกล้ออกแล้วเดินทางดีๆ นะลูก”วิชยุทธบอก
“ค่ะพ่อ”
“ยังไงพ่อฝากดูแลนิลด้วยนะดา ไปกันสองคนต้องช่วยดูแลกันและกัน”
“ค่ะพ่อ ดาจะดูแลให้อย่างดีเลยค่ะ”ดาริการับปากแม้ในใจจะรู้สึกผิดมากก็ตาม
“แล้วพี่ชายของดาไม่ไปด้วยเหรอจ๊ะ”นิราพรชำเลืองมองหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าหล่อเหลา ท่าทางภูมิฐาน ดูเหมาะสมกับลูกสาวพอควร
“ไม่ไปค่ะ พี่ชายติดงานค่ะคุณแม่”
“ได้เวลาแล้ว ไปเถอะ”
ดาริกายืนข้างเพื่อนแล้วกระซิบกระซาบ ใจเต้นกระหน่ำราวกับกลองศึก ตนเองทำผิดมหันต์พอเห็นหน้าพ่อและแม่เพื่อนจิตสำนึกมันด้านดีดันทำงาน รู้สึกคันปากอยากบอกความจริง แต่ทว่ามือของนิลลนากลับสะกิดขมวดคิ้วยุ่งเพื่อห้าม
“อย่าเชียวนะยัยดา ฉันไม่ยอมด้วย!”
“แกไม่เห็นเหรอพ่อแม่แกเป็นห่วงแค่ไหน”
“เถอะน่าเดี๋ยวฉันก็กลับมาแล้ว แกก็เที่ยวที่แคลิฟอร์เนียให้สนุกไปสิ นัดกับหนุ่มที่นั้นไว้ไม่ใช่เหรอ”
“เออ ก็ได้ๆ”
สองร่างเดินทางเข้าช่องทางผู้โดยสารขึ้นสู่ตัวเครื่อง นิลลนาทอดสายตามองปุ๋ยเมฆแล้วยิ้มสดใส อีกไม่นานคงได้พบกันแล้วเมืองแห่งทะเลทรายไฮดริก ที่นั้นคงมีเรื่องสนุกๆ รอเธออยู่อีกมาก
เครื่องบินลงจอด ณ ลอสแอนเจลิสสนามบินนานาชาติ สองสาวสายเลือดชาวไทยออกจากช่องผู้โดยสาร นิลลนาหยุดยืนรอกระเป๋าเดินทางพร้อมเพื่อน ราวยี่สิบนาทีสัมภาระถูกลำเลียงออกมา
“ฉันต้องเดินทางต่อนะดา แล้วแฟนแกจะมารับหรือยังล่ะ”นิลลนาถามเพื่อน แล้วกวาดตามองหาหนุ่มตาน้ำข้าวที่ดาริกานัด
“มาแล้วแหละ ว่าแต่แกไปคนเดียวได้แน่นะ แล้วรู้เหรอว่าขึ้นรถตรงไหน”
มือบางยกโบก เธอศึกษามาดีพอไม่มาหลงทางอยู่ที่นี่หรอก
“ไม่ต้องห่วงหรอกยัยดา ฉันศึกษามาแล้ว แถมเมืองไฮดริกยังใช้ภาษาอังกฤษเสียส่วนใหญ่ นอกจากชนพื้นเมืองที่ยังคงภาษาท้องถิ่น ฉันไม่ได้ออกไปไหนไกลหรอกแก อยู่ในตัวเมืองแล้วก็เดินทางกับทัวร์ของเมืองเท่านั้นแหละ”
ดาริกายังคงกังวล เกรงเพื่อนจะเกิดอันตรายแต่ดูท่าทางนิลลนาไม่ได้รู้สึกหวั่นใจอะไรเลย
“ถ้างั้นฉันไปส่งแกก่อนแล้วกันนิล ยังไงก็เป็นห่วง”
“ไม่ต้องก็ได้เดี๋ยวแฟนแกมาไม่ใช่เหรอ”
ครู่หนึ่งนิลลนาได้ยินเสียงฝีเท้าพร้อมชายรูปร่างสูงใหญ่โบกมือยิ้มระรื่น ชายคนนั้นมีดวงตาสีฟ้า ผิวขาวจัด ผมสีทอง สวมเสื้อโปโลสีขาวกับกางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบ ท่าทางดูสุภาพ เขาเดินตรงมายังเธอและเพื่อน นิลลนาคุ้นหน้าเป็นอย่างดีเพราะเคยดูผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อนมาก่อน
โดยปกติดาริกามีคนพูดคุยต่างเพศมากมาย ในมหาวิทยาลัยยังเคยรถไฟชนกันจนเกิดเรื่องวุ่นวายหลายครั้ง แต่เพราะเธอจะคอยไกล่เกลี่ยตลอด มองดูแล้วคงไม่ต้องกังวลอะไรเพราะรถที่มารับเพื่อนค่อนข้างหรูทีเดียว อีกอย่างสองคนนี้คบหากันมาหลายปีแล้วเคยเดินทางมาหากันไม่น้อยกว่าห้าครั้ง
“ไฮอิริค”ดาริกาเอ่ยทัก เจ้าของร่างสูงโปร่งจุมพิตแก้มสองข้างเพื่อทักทายก่อนหันไปทางหญิงสาวอีกคน
“เพื่อนยูหรือลิลลี่”
“ใช่แล้วจ้ะ”
อิริคโน้มกายเข้าหาเพื่อทักทาย แต่ร่างบางถอยห่างยกมือปราบ ขนบธรรมเนียมของเขากับเราไม่เหมือนกัน ไม่ได้สนิทชิดเชื้อถึงขนาดโอบกอดจุมพิตกันได้
“โนๆ”นิลลนายกมือจับแทน
หนุ่มตาน้ำข้าวมองด้วยความมึนงงแล้วยกมือจับตามความต้องการของอีกฝ่าย
“โทษทีนะอิริค เพื่อนไอเป็นสาวหัวโบราณ”ดาริกาแซว
“ไม่เป็นไรหรอก”ชายหนุ่มตอบ “เพื่อนลิลลี่ไม่ไปกับเราใช่ไหม”
“ใช่จ้ะ”
“คุณอยากเดินทางไปประเทศซากวัยใช่ไหม ผมให้คนพาไปส่งที่เมืองไฮดริกเอาไหม”
คนถูกถามหูผึ่งหันมาให้ความสนใจทันที
“แน่ใจเหรอคะ”
“ครับ ผมเตรียมรถมาให้แล้วด้วย พอดีลิลลี่บอกผมผมเลยเตรียมการมาพร้อม”
เธอหันมองเพื่อนแววตาทอประกาย แล้วโผเข้ากอดด้วยความซึ้งใจ
“ขอบใจแกมากนะ”
“ไม่เป็นไรเดินทางดีๆ ล่ะยัยนิล”
รถจิ๊บคันใหญ่ถูกจอดเทียบคนขับลงมาขนสัมภาระขึ้นรถ นิลลนาโบกมือลาเพื่อนสาวและแฟนหนุ่มแล้วเปิดประตูขึ้นรถ มันเคลื่อนออกจากสนามบินมุ่งหน้าไปยังประเทศซากวัย แหล่งอารยธรรมอันงดงาม
สองเท้าก้าวลงจากรถจิ๊บนิลลนากวาดตามองรอบๆ หัวใจกำลังเต้นระรัวด้วยความสุข น้ำตาไหลรินจนอาบแก้ม ทุกอย่างเกิดขึ้นเองโดยที่เธอไม่เข้าใจเลย สุดท้ายแล้วบิดายอมให้เธอมาซากวัยหลังจากพยายามขอร้องท่านหลายครั้ง เธออยากไขปริศนาเรื่องชายแปลกหน้าซึ่งพบในความฝันทุกค่ำคืน นิลลนาขมวดคิ้วจ้องมองป้ายชื่อโรงแรมขนาดใหญ่เบื้องหน้า โรงแรมไฮดริกคนตัวเล็กรีบก้าวเข้าด้านใน เธอหลังตาลงภาพหลายอย่างกำลังประดังเข้ามาในหัวเต็มไปหมด“พ่อคะ แม่คะ นิลเคยมาพักที่นี่” เธอบอกกับบิดามารดา มั่นใจความรู้สึกนี้ ในฝันก็เช่นเดียวกันคนตัวเล็กวิ่งเข้าหาลิฟท์แล้วกดสู่ชั้นที่ต้องการ เธอหยุดยืนหน้าห้องซึ่งตนเองเคยพัก มือบางยกขึ้นปิดปากส่ายหน้าด้วยความรู้สึกอัดอั้น“นิลเคยพักที่ห้องนี้ นิลได้พบกับเขา ผู้ชายที่นิลฝันทุกคืน”วิชยุทธมองดูลูกน้ำตาคลอ ความทรงจำกำลังกลับมา“แคนยาส...” หญิงสาวละเมอถึงชื่อสถานที่แล้วหันหลังวิ่งออกไปทันที“นิลจะไปไหน!” ดาริกาเพื่อนสาวร้องเรียก“ดาตามนิลไปหน่อย”ดาริกาวิ่งตามด้วยความเป็นห่วง คว้าข้อมือเพื่อน“นิลตั้งสติหน่อย จะไปไหนกันแน่” เธอรีบเตือน“ดา ฉันจะไปแคนยาส ฉันต้องไปที่นั้น”“จะไปทำไม”“ฉันไม่ร
อัสลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ จะมีความหวังบ้างไหม นี่ก็นานแล้วแต่คนเบื้องหลังยังคงไม่ลืมเหตุการณ์นั้นเลย เขาอยากให้พระนางรอดชีวิตกลับมาเหลือเกิน อยากเห็นฝ่าบาททรงมีความสุขเฉกเช่นผู้อื่นบ้าง“ฝ่าบาท!”เสียงร้องเรียก พร้อมด้วยร่างหญิงสาว สะดุ้งสุดตัวลุกนั่งยามวิกาล ประตูห้องนอนเปิดออก วิชยุทธและภรรยาตรงเข้ามาหาบุตรสาว ด้วยความเป็นห่วงนิราพรเช็ดเหงื่อตามใบหน้าลูก แล้วมองด้วยความสงสาร หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบขาดใจ ไม่อยากเห็นลูกทรมานเช่นนี้เลย คนฝันร้ายลืมตาตื่นในสภาพโทรมเหงื่อ สีหน้าตระหนก“เป็นอะไรนิล ฝันร้ายอีกแล้วเหรอลูก” เธอถามแม้รู้แก่ใจ“พ่อคะ แม่คะ นิลฝันเห็นผู้ชายคนเดิมอีกแล้ว เขาเป็นใครกันแน่ นิลสับสนไปหมดแล้ว นิลยังฝันเห็นพระราชวัง ผู้คนมากมายอีก นิลฝันว่านิลไปอยู่ที่นั้น ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสนมอีกด้วย เกิดเรื่องมากมายจนนิลเล่าแทบไม่ถูก ทำไมนิลถึงฝันประหลาดแบบนี้คะ!” นิลลนาบอกเสียงสั่น สับสนกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นวิชยุทธลูบศีรษะบุตรสาวแผ่วเบา “มันเป็นแค่ความฝันลูกอย่าคิดอะไรมากเลย”“แต่พ่อคะ ทำไมนิลต้องฝันเห็นผู้ชายคนเดิมตลอดเวลาด้วย”“ลูกคงชอบเขาล่ะมั้ง เลยจดจำไว้ในสมอง พอหลับเลยเ
คนถูกดุไม่ตอบโต้ เวลาของเขายังมีอีกมาก รอให้ถึงห้องหอที่ฝ่าบาทจัดไว้เสียก่อน จะคิดทบต้นทบดอกเสียทีเดียวให้สมกับการรอคอยมานานรถม้าจอดเทียบหน้าตึกสไตล์ยุโรป มันใหญ่มากทีเดียว บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นที่สำคัญหากขึ้นด้านบน เขาคงมองเห็นตำหนักสุริยะง่ายๆ อัสลันสำรวจโดยรอบเห็นทางลอดเพื่อเชื่อมไปยังวังหลวงฝ่ายในเขาพอเข้าใจแล้ว ฝ่าบาทไม่อยากให้เขาต้องพบเจอความวุ่นวายเลยให้มาอยู่ที่นี่ และยังอำนวยความสะดวกในการทำงาน อีกทั้งเผื่อเกิดเรื่องฉุกเฉินไว้อีก“ข้ามาส่งท่านแค่นี้ ที่เหลือท่านต้องไปต่อเองแล้วล่ะท่านอัสลัน” ซากานแกล้งเย้า“ข้ารู้แล้วซากาน เจ้ากลับไปได้แล้ว”“ท่านแน่ใจหรือว่าจะให้ข้ากลับ ข้าอยู่เป็นเพื่อนท่านได้นะ”“รีบกลับไปเลย นี่คือคำสั่ง!” อัสลันชักฉุน“ได้ขอรับ” ซากานเคลื่อนรถม้าออกจากตัวตึกราชองครักษ์หนุ่มมองรถม้าเคลื่อนหายลับจากสายตาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเหลือบมองเจ้าสาวซึ่งกำลังหันหลังเดินเข้าเรือนหอ เวลานี้หากให้นางเดินเองกว่าจะถึงห้องคงอีกนาน จัดการเองดีกว่า“ว้าย!” หญิงสาวร้องเมื่อถูกอุ้มเหนือพื้น “ท่านอัสลัน จะทำอะไรเจ้าคะ”“เลิกเรียกท่านได้แล้วนาเดีย เรียกชื่อข้าเฉยๆ เถอะ”
นิลลนามองพาสปอร์ตในมือ กับตั๋วเครื่องบินสำหรับกลับเมืองไทย ความจริงมันเป็นเรื่องปกติ หากต้องกลับบ้าน แต่กระนั้นมีบางอย่างแปลกๆ ซึ่งเธอไม่เข้าใจ ถามบิดาหลายครั้ง ท่านกลับเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ ทั้งเรื่องใบปลิว เรื่องที่เธอฟื้นขึ้นมาริมแม่น้ำ แล้วเหตุผลในการตามหาเธอที่ซากวัยของบิดาอีก ไม่มีใครให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้เลยอีกอย่างที่เธอรู้สึกขัดแย้งจนถึงตอนนี้ ภาพใบหน้าของชายคนหนึ่ง ซึ่งเธอมักฝันถึงทุกค่ำคืน เธอคุ้นเคย อบอุ่น และอยากโอบกอดเมื่อเห็นหน้า ทั้ง ๆ ไม่รู้จักกันมาก่อนเสียงประกาศจากทางสายการบินดังขึ้น วิชยุทธหันมาทางบุตรสาว“ไปเถอะลูก”“ค่ะพ่อ”เธอก้าวตามบิดาอย่างเงียบๆ จนกระทั่งอยู่บนเครื่อง หัวใจมันวูบขึ้นมาเหมือนตนเองตกจากที่สูง ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา ให้ความรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถ่ายภาพ กินอาหารพื้นเมือง จับจ่ายใช้สอยอย่างสนุกสนาน มือบางยกกุมขมับอาการปวดแล่นพล่าน“นิลเป็นอะไรลูก”“ปวดหัวค่ะพ่อ”วิชยุทธจับให้ลูกเอนกายลงนอน เขายังไม่อยากให้ลูกจดจำอะไรได้ในเวลานี้“นอนพักก่อนลูก”เธอหลับตาลงตามความต้องการของบิดา เครื่องทยานสู่ท้องฟ้า นิลลนาฝันถึงใครบางคนอีกครั้ง ใบหน
หลังจากวางสายเพื่อนวิชยุทธตัดสินใจไปสถานทูต แต่เวลานี้ภรรยาอาการไม่ดีนัก เอาแต่นั่งเหม่อลอย แล้วเขาไม่อยากให้แห่กันหมด เรื่องในครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญ บุตรสาวคงไม่เหมาะสมกับการเป็นราชินีของประเทศนี้ ควรให้นิลกลับบ้านอย่างเงียบที่สุดเสียดีกว่า“ดา” วิชยุทธเรียกชื่อเพื่อนลูก ดาริกาหันมาตามเสียง“คะพ่อ”“หนูมาคุยกับพ่อแป๊บนึงได้ไหม”“ได้ค่ะ” ดาริกาปลีกตัวออกมาจากพี่ชาย แม้ณัฐพลสงสัยแต่จำต้องเก็บงำเอาไว้วิชยุทธชอบพอในตัวดาริกาพอดู เพื่อนลูกคนนี้เป็นคนดีไม่เคยทิ้งบุตรสาว ตั้งแต่ยัยนิลหายตัวไป ดาริกาช่วยติดตามเสมอ เฝ้าโทษว่าเป็นความผิดตน พอรู้ว่าเกิดเรื่องร้ายแรงยังช่วยปลอดโยนดูแลภรรยาเขาอีกด้วย“ดา พ่อฝากให้หนูพาแม่กลับไปที่ไทยก่อนได้ไหม พ่อมีธุระต้องจัดการที่นี่ก่อน”“มีเรื่องอะไรเหรอคะพ่อ ดาได้ยินพ่อคุยโทรศัพท์เมื่อครู่เหมือนจะมีเรื่อง” เธอไม่อยากถามตรงๆ และไม่แน่ใจว่าเกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า ได้ยินแค่แว่วมาว่าสถานทูตโทรติดต่อ“พ่อบอกหนูได้แต่ช่วยเก็บเป็นความลับด้วย”“ได้ค่ะพ่อ”“เพื่อนพ่อที่สถานทูตโทรมาบอกว่าเจอยัยนิลแล้ว”“อะไรนะคะ!” ดาริการ้องลั่นสีหน้าตื่นตระหนก ทำให้คนในสนามบินหันม
ร่างสูงใหญ่เปิดประตูก้าวเข้าห้องทรงอักษร เขาเห็นฝ่าบาทยังคงทรงงานอยู่ในห้องเช่นทุกวัน อัสลันถอนหายใจเฮือกใจหยุดยืนตรงหน้าพระองค์ กษัตริย์ทรงวางปากกา แล้วแหงนพระพักตร์ ทอดพระเนตรราชองครักษ์“ดึกมากแล้วอัสลัน ทำไมเจ้ายังไม่ไปพักผ่อนอีก” ทรงถาม“วันนี้กระหม่อมมีเวรดึกพะยะค่ะ”“จริงด้วยสินะ เราลืมไปเสียสนิท”“แล้วเหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ทรงบรรทม ฝ่าบาทโหมงานหนักมากเกินไประวังจะประชวรเอาเสียก่อนพะยะค่ะ” อัสลันทูลเตือน“ข้าไม่เป็นอะไรหรอก ข้าแข็งแรงจะตาย”อัสลันมองพระองค์แล้วรู้สึกสะท้อนในอก ตั้งแต่พระสนมนิลลนาหายสาบสูญ ฝ่าบาทแทบไม่ยอมบรรทม เอาแต่ทรงงานจนพระวรกายเริ่มทรุดโทรม เขาเป็นห่วงแต่ไมอาจทำอะไรได้เลย เพราะฝ่าบาทไม่ฟังผู้ใด ยามพระองค์บรรทมเขามักได้ยินเสียงครางแผ่ว เสียงพระกรรแสงสะท้อนถึงด้านนอกห้อง เหตุนี้ฝ่าบาทจึงไม่ยอมพักผ่อนอีกเลย“ฝ่าบาททรงอย่าลืมว่าพระวรกายพระองค์สำคัญต่อชาวซากวัยมากแค่ไหน หากฝ่าบาททรงประขวร ประชาชนและข้าราชบริพารย่อมไม่อาจวางใจได้ ฝ่าบาท... หากไม่ทรงพักผ่อนเช่นนี้ กระหม่อมคงถูกตำหนิที่ไม่อาจดูแลฝ่าบาทได้” อัสลันชักแม่น้ำทั้งห้า เพราะอยากให้พระองค์ทรงเห็นแก่พระวรกายองค







