LOGINนิลลนาหันมองพี่ชายเพื่อน รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร และเธอไม่ปรารถนาให้เป็นเช่นนั้น หากต้องเดินทางด้วยกันขอปลีกไปคนเดียวดีกว่า เธอไม่คิดชอบพอกับเขาเลย
“พี่นัทจะไปเหรอ?”ดาริกาถามพี่ชาย
“ใช่ ก็จะได้ไปเป็นเพื่อนนิลไง”
“แน่ใจแล้วเหรอคะพี่นัท งานพี่เยอะไม่ใช่หรือไงจะลาได้เหรอ”
ฟังบทสนทนาแล้ว นิลลนาอึดอัดหากไม่ไปแค่แสดงละครก็ได้ ไม่อยากให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อนด้วย เห็นว่าเพื่อนสาวยังว่างไม่ได้หางานทำเลยชวน แต่ดูท่าจะเหลว
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องไปเป็นเพื่อนนิลหรอก” นิลลนารีบบอก “เอาแบบนี้แกแกล้งทำเป็นว่าไปกับฉันหน่อยได้ไหมยัยดา”
“อะไรนะ แกจะบ้าเหรอนิล จะให้หลอกพ่อแม่แกด้วยเหรอ!”
มือสองข้างยกพนมเพื่อขอร้อง ดาริกาเมินมองทางอื่นเพราะไม่อยากโดนผู้ใหญ่ตำหนิ หากร่วมมือแล้วพ่อแม่เพื่อนรู้ความจริงมีหวังโดนถล่มจนเละเทะไม่มีชิ้นดีแน่
“ช่วยฉันหน่อยนะดา ฉันอยากไปจริงๆ พ่ออนุญาตแล้วด้วยขอแค่มีแกไปเป็นเพื่อนเท่านั้น”
“แกอย่ามาโยนขี้ให้ฉันสินิล ถ้าพ่อแม่แกรู้ว่าฉันโกหกมีหวังโดนยำเละแน่”
“ถ้างั้นแกก็ไปกับฉันสิ”นิลลนายื่นข้อเสนออีกครั้ง
“ไม่เอาหรอก มันร้อนแกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบอากาศร้อน”
“ร้อนตรงไหน กลางคืนออกจะหนาว อีกอย่างเราพักกันที่โรงแรมในตัวเมืองนะไม่ได้นอนกลางดินกินกลางทรายเสียหน่อย”
“เดี๋ยวพอถึงเวลาแกก็พาฉันตะลอนๆ เที่ยวนอนกลางทะเลทรายอีกน่ะสิ ตอนเข้าค่ายอาสาก็ทีหนึ่งแล้วหลอกฉันได้ว่ามีห้องพักอย่างดี ที่ไหนได้กางเต็นท์นอน ยุ่งก็กัด แถมแมลงเต็มไปหมด อากาศก็ร้อนอีกจนฉันแทบจะกลับบ้านเสียตอนนั้นเลย!”
คนถูกคอนแคะหน้าเจือน ก็ตอนนั้นคนไม่มีเลยต้องลากเพื่อนไปด้วย ถ้าไม่ครบทางมหาวิทยาลัยไม่ให้ออกค่าย ความจริงก็รู้อยู่ว่าผิด แต่เรื่องตอนนี้มันไม่เกี่ยวกันสักหน่อย
“ไปเป็นเพื่อนหน่อยไม่ได้เหรอดา...”เธอเริ่มส่งเสียงออดอ้อน
“ไม่ไปหรอก ฉันกำลังจะสมัครงานแล้วนิล แกก็ควรทำเหมือนกันนะ”
นิลลนาหน้างอมองเพื่อนแววตาตัดพ้อ
“แค่ช่วยก็ไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้!”
“ก็ได้ จำไว้เลยดา”นิลลนาลุกยืนสะพายกระเป๋าสาวเท้าหนีไป
นัทพลมองตามสีหน้าตื่นตระหนกแล้วหันมาทางน้องสาวส่ายหน้าด้วยความงุนงง ตกลงมันยังไงกันแน่ แต่เห็นน้องนั่งเม้มริมฝีปากท่าทางคิดหนัก
“ดาจะเอายังไง นิลโกรธแล้วนะ”
“รู้แล้วน่าพี่ ขอคิดก่อน”ดาริกาตอบเสียงห้วน
สุดท้ายอดรนทนไม่ได้ดาริการีบวิ่งออกนอกร้านติดตามจนกระทั่งจับข้อมือเพื่อนไว้ แล้วระบายลมหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน
“ก็ได้นิล ฉันจะช่วยแก”
นิลลนาตาโตรีบโผเข้ากอดเพื่อนด้วยความยินดี ในที่สุดสิ่งที่ใฝ่ฝันมานานกำลังจะเป็นจริงแล้ว
“ขอบใจมากนะดา”
สนามบินสุวรรณภูมิ
ร่างบางก้าวยาวนำบิดามารดามาถึงด้านในสนามบินพร้อมกระเป๋าใบใหญ่สองใบ ลุงแช่มคนขับเป็นผู้ดูแลอำนวยความสะดวกในการเข็นสัมภาระตามเจ้านายทั้งสามมา เสียงฝีเท้าดังแว่วนิลลนาหันมองเห็นเพื่อนกำลังเดินมาพร้อมพี่ชายที่เข็นกระเป๋าใบใหญ่มา
ดาริกายกมือไหว้บิดามารดาเพื่อนแล้วแสร้งยิ้ม หันมองพี่ชายแล้วส่งสายตาให้ นัทพลรีบกระพุ่มไหว้เช่นเดียวกัน ผู้ใหญ่สองคนรับไหว้แล้วหันมาทางบุตรสาว
“เครื่องใกล้ออกแล้วเดินทางดีๆ นะลูก”วิชยุทธบอก
“ค่ะพ่อ”
“ยังไงพ่อฝากดูแลนิลด้วยนะดา ไปกันสองคนต้องช่วยดูแลกันและกัน”
“ค่ะพ่อ ดาจะดูแลให้อย่างดีเลยค่ะ”ดาริการับปากแม้ในใจจะรู้สึกผิดมากก็ตาม
“แล้วพี่ชายของดาไม่ไปด้วยเหรอจ๊ะ”นิราพรชำเลืองมองหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าหล่อเหลา ท่าทางภูมิฐาน ดูเหมาะสมกับลูกสาวพอควร
“ไม่ไปค่ะ พี่ชายติดงานค่ะคุณแม่”
“ได้เวลาแล้ว ไปเถอะ”
ดาริกายืนข้างเพื่อนแล้วกระซิบกระซาบ ใจเต้นกระหน่ำราวกับกลองศึก ตนเองทำผิดมหันต์พอเห็นหน้าพ่อและแม่เพื่อนจิตสำนึกมันด้านดีดันทำงาน รู้สึกคันปากอยากบอกความจริง แต่ทว่ามือของนิลลนากลับสะกิดขมวดคิ้วยุ่งเพื่อห้าม
“อย่าเชียวนะยัยดา ฉันไม่ยอมด้วย!”
“แกไม่เห็นเหรอพ่อแม่แกเป็นห่วงแค่ไหน”
“เถอะน่าเดี๋ยวฉันก็กลับมาแล้ว แกก็เที่ยวที่แคลิฟอร์เนียให้สนุกไปสิ นัดกับหนุ่มที่นั้นไว้ไม่ใช่เหรอ”
“เออ ก็ได้ๆ”
สองร่างเดินทางเข้าช่องทางผู้โดยสารขึ้นสู่ตัวเครื่อง นิลลนาทอดสายตามองปุ๋ยเมฆแล้วยิ้มสดใส อีกไม่นานคงได้พบกันแล้วเมืองแห่งทะเลทรายไฮดริก ที่นั้นคงมีเรื่องสนุกๆ รอเธออยู่อีกมาก
เครื่องบินลงจอด ณ ลอสแอนเจลิสสนามบินนานาชาติ สองสาวสายเลือดชาวไทยออกจากช่องผู้โดยสาร นิลลนาหยุดยืนรอกระเป๋าเดินทางพร้อมเพื่อน ราวยี่สิบนาทีสัมภาระถูกลำเลียงออกมา
“ฉันต้องเดินทางต่อนะดา แล้วแฟนแกจะมารับหรือยังล่ะ”นิลลนาถามเพื่อน แล้วกวาดตามองหาหนุ่มตาน้ำข้าวที่ดาริกานัด
“มาแล้วแหละ ว่าแต่แกไปคนเดียวได้แน่นะ แล้วรู้เหรอว่าขึ้นรถตรงไหน”
มือบางยกโบก เธอศึกษามาดีพอไม่มาหลงทางอยู่ที่นี่หรอก
“ไม่ต้องห่วงหรอกยัยดา ฉันศึกษามาแล้ว แถมเมืองไฮดริกยังใช้ภาษาอังกฤษเสียส่วนใหญ่ นอกจากชนพื้นเมืองที่ยังคงภาษาท้องถิ่น ฉันไม่ได้ออกไปไหนไกลหรอกแก อยู่ในตัวเมืองแล้วก็เดินทางกับทัวร์ของเมืองเท่านั้นแหละ”
ดาริกายังคงกังวล เกรงเพื่อนจะเกิดอันตรายแต่ดูท่าทางนิลลนาไม่ได้รู้สึกหวั่นใจอะไรเลย
“ถ้างั้นฉันไปส่งแกก่อนแล้วกันนิล ยังไงก็เป็นห่วง”
“ไม่ต้องก็ได้เดี๋ยวแฟนแกมาไม่ใช่เหรอ”
ครู่หนึ่งนิลลนาได้ยินเสียงฝีเท้าพร้อมชายรูปร่างสูงใหญ่โบกมือยิ้มระรื่น ชายคนนั้นมีดวงตาสีฟ้า ผิวขาวจัด ผมสีทอง สวมเสื้อโปโลสีขาวกับกางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบ ท่าทางดูสุภาพ เขาเดินตรงมายังเธอและเพื่อน นิลลนาคุ้นหน้าเป็นอย่างดีเพราะเคยดูผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อนมาก่อน
โดยปกติดาริกามีคนพูดคุยต่างเพศมากมาย ในมหาวิทยาลัยยังเคยรถไฟชนกันจนเกิดเรื่องวุ่นวายหลายครั้ง แต่เพราะเธอจะคอยไกล่เกลี่ยตลอด มองดูแล้วคงไม่ต้องกังวลอะไรเพราะรถที่มารับเพื่อนค่อนข้างหรูทีเดียว อีกอย่างสองคนนี้คบหากันมาหลายปีแล้วเคยเดินทางมาหากันไม่น้อยกว่าห้าครั้ง
“ไฮอิริค”ดาริกาเอ่ยทัก เจ้าของร่างสูงโปร่งจุมพิตแก้มสองข้างเพื่อทักทายก่อนหันไปทางหญิงสาวอีกคน
“เพื่อนยูหรือลิลลี่”
“ใช่แล้วจ้ะ”
อิริคโน้มกายเข้าหาเพื่อทักทาย แต่ร่างบางถอยห่างยกมือปราบ ขนบธรรมเนียมของเขากับเราไม่เหมือนกัน ไม่ได้สนิทชิดเชื้อถึงขนาดโอบกอดจุมพิตกันได้
“โนๆ”นิลลนายกมือจับแทน
หนุ่มตาน้ำข้าวมองด้วยความมึนงงแล้วยกมือจับตามความต้องการของอีกฝ่าย
“โทษทีนะอิริค เพื่อนไอเป็นสาวหัวโบราณ”ดาริกาแซว
“ไม่เป็นไรหรอก”ชายหนุ่มตอบ “เพื่อนลิลลี่ไม่ไปกับเราใช่ไหม”
“ใช่จ้ะ”
“คุณอยากเดินทางไปประเทศซากวัยใช่ไหม ผมให้คนพาไปส่งที่เมืองไฮดริกเอาไหม”
คนถูกถามหูผึ่งหันมาให้ความสนใจทันที
“แน่ใจเหรอคะ”
“ครับ ผมเตรียมรถมาให้แล้วด้วย พอดีลิลลี่บอกผมผมเลยเตรียมการมาพร้อม”
เธอหันมองเพื่อนแววตาทอประกาย แล้วโผเข้ากอดด้วยความซึ้งใจ
“ขอบใจแกมากนะ”
“ไม่เป็นไรเดินทางดีๆ ล่ะยัยนิล”
รถจิ๊บคันใหญ่ถูกจอดเทียบคนขับลงมาขนสัมภาระขึ้นรถ นิลลนาโบกมือลาเพื่อนสาวและแฟนหนุ่มแล้วเปิดประตูขึ้นรถ มันเคลื่อนออกจากสนามบินมุ่งหน้าไปยังประเทศซากวัย แหล่งอารยธรรมอันงดงาม
เสียงประตูห้องเปิดออก พระสนมผู้ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา พยุงกายลุกนั่ง เห็นชายร่างท้วมก้าวเข้าใกล้น้ำตาเธอไหลรินอาบแก้ม อารีมารีบโผเข้าอ้อมกอดบิดาด้วยความเจ็บปวด หลายวันผ่านมา ได้ทราบข่าวว่านิลลนากลับมายังวังหลวงแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว ด้วยการช่วยเหลือของอัสลัน องครักษ์คนสนิทของฝ่าบาทเพียงเท่านี้มันทำให้ได้รู้แล้วว่า ฝ่าบาททรงคิดเช่นไรกับนิลลนากันแน่ ทั้ง ๆ ที่เธออยากให้นังผู้หญิงคนนั้นห่างหายจากสายตา ตายไปเสียได้ยิ่งดี แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างหวัง“ท่านพ่อ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ลูกปวดใจเหลือเกิน ลูกทนไม่ไหวที่ต้องได้ยินข่าวว่า นังนิลลนามันมีความสุขกับฝ่าบาท ลูกเกลียดมัน เกลียด! เกลียด! ได้ยินไหมท่านพ่อ!”“ใจเย็นเก่อนอารีมาเจ้าอย่าเป็นแบบนี้ พ่อของเจ้าเจ็บเสียยิ่งกว่าที่เห็นเจ้าต้องทรมาน พ่อไม่คิดว่าเรื่องมันจะกลับกลายเป็นเช่นนี้ พ่อพลาดเอง แต่พ่อยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจหรอกนะ พ่อจะทำให้พระสนมนิลลนาต้องระเห็จออกจากประเทศนี้ให้ได้ หรือไม่ก็ถูกแผ่นดินกลบหน้าเสียเพื่อไม่ให้รกหูรกตาลูก”อารีมาสะอื้นสบหน้ากับแผงอกบิดา เธอไม่เหลือผู้ใดแล้วนอกจากพ่อ“ท่านพ่อ ข้าอยากออกไปจากตำหนัก อยากเป็นอิสระดั
“ข้าไม่ไปเอาเรื่องท่านพี่ก็ได้ แต่เจ้าตอบข้ามาตามตรงได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”“หม่อมฉันตอบฝ่าบาทได้เพคะ แต่...” เธอกำลังจะทูลแต่ร่างกายกลับไม่อาจยืนหยัดได้อีก มันทรุดฮวบลงในทันใด“นิลลนา!” ทรงร้องเรียกชื่อ แล้วรับร่างบางไว้ในอ้อมพระกร “มาช่วยพระสนมหน่อยเร็วเข้า!”เจ้าหน้าที่แพทย์รีบรุดเข้ามาช่วยเหลือ นำร่างคนไม่ได้สติวางบนเตียง พยาบาลเข็นเข้าสู่ห้องตรวจทันที กษัตริย์ทรงร้อนพระทัยยิ่งนัก เหตุใดเรื่องร้ายๆ ถึงเกิดในคราวเดียวกัน ร่องรอยรอบคอนิลลนา หากเดาไม่ผิด คงเกิดจากน้ำมือนางเองซึ่งต้องการปลิดชีวิตให้พ้นจากเชษฐาพระองค์ แม้ในพระทัยชุ่นเคืองเพียงใด แต่พระองค์จำต้องเก็บงำไว้ เพื่อไม่ให้ประชาชน และทหารต้องล้มตายทรงประทับบนเก้าอี้ ซึ่งทางหน่วยแพทย์จัดเตรียมให้ เพราะพระองค์เสด็จมาที่นี่ หลังจากทราบข่าวเกี่ยวกับอัสลัน ไม่นานเท่าใด นางกำนัลนาเดียปรากฏ เธอเร่งรีบก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นพระองค์ เลยตรงมาคุกเข่าเบื้องหน้าแล้วหมอบกราบ“ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท”“ลุกขึ้นเถอะนาเดีย”เธอลุกตามรับสั่ง ขอบตาแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้ สายตากวาดมองรอบๆ หัวใจยังคงเต้นกระหน่ำ หวาดกลัวกับเรื่องราวที่ไ
ระหว่างเส้นทางทหารพาเธอหลบหลีกมีการปะทะเล็กน้อย แต่ทหารส่วนมากกลับหายไปไม่ได้เฝ้าเส้นทางเหมือนเช่นทุกวัน ยี่สิบนาทีต่อมาจึงพบว่าตนเองอยู่บริเวณประตูด้านหลังวังเรียบร้อยแล้ว สายตาเธอจดจ้องไปยังราชองครักษ์คนสนิทของฝ่าบาทซึ่งยืนมองเธอไม่วางตา เธออยากพูดอะไรบางอยางกับเขาแต่ดูเหมือนอัสลันไม่ต้องการ ท่าทางเขาเร่งรีบเหงื่อกาฬแตกตามหน้าผาก สีหน้าซีดเผือดราวกับคนจับไข้ก็ไม่ปาน วันนี้อัสลันแปลกกว่าทุกที“รีบออกไปก่อน พวกมันคงแห่กันมาแล้ว” อัสลันเตือนลูกน้องทหารยามหน้าประตูนับสิบถูกจัดการเรียบร้อย อัสลันรู้ดีจะให้พระสนมปืนกำแพงก็ใช่ที่นางเป็นแค่สตรี เขาจำต้องจัดการทหารยามทั้งหมดเพื่อเปิดประตูเล็ก ทั้งหมดจึงออกสู่โลกภายนอกได้สำเร็จ ทีมอัสลันพากันเดินเท้าเพื่อไปยังยานพาหนะต่อตุบ!เสียงล้มลงทำให้ทุกคนตระหนก แต่ไม่เท่ากับหัวหน้าทีมนอนนิ่งไม่ไหวติ่งบนผืนทราย ซันส์รีบปรี่เข้าไปเช็คตามร่างกาย แผ่นหลังมีรอยเลือดซึมออกมา“ท่านอัสลันถูกยิง!” ซันส์ตะโกนนิลลนาหน้าซีดปากสั่น มันเกิดขึ้นได้ยังไงตอนเดินมาเขายังปกติดีอยู่“ไคล์นาสเจ้าไม่รู้เลยหรือไง!” คนในทีมถามเสียงแข็ง“ข้าไม่รู้เลยท่านอัสลันไม่แสดงอาการอ
ยามราตรีกาลมาเยือน อากาศเริ่มหนาวความมืดปกคลุมทั่วบริเวณ อัสลันพาลูกน้องแฝงตัวผ่านความมืด ทั้งหกหยุดยืนอยู่ด้านนอกวัง ทรายถูกโปรยเพื่อดูทิศทางลม กำแพงสูงใหญ่ตระหง่านไม่ได้ทำให้พรั่นพรึงแม้แต่น้อย“ข้ามกำแพงไปเป็นตำหนักมเหสีรีจายาใช่ไหมซันส์” อัสลันถามเพื่อให้ลูกน้องตรวจสอบตำแหน่ง“ใช่ครับ”ตะขอผูกเชือกถูกเหวี่ยงด้วยความชำนาญ ทุกคนไต่ขึ้นไปบนกำแพง อัสลันถึงก่อนแต่กลับพบทหารเฝ้า เขารีบคว้าขอแล้วใช้สั่นมือทุบลงบนต้นคอจนทหารยามสลบกองกับพื้น ส่วนทหารยามคนอื่นก็ถูกกระทำเช่นเดียวกัน“ทางนี้ครับ” ซันส์นำทางเส้นทางในวังไม่ได้ซับซ้อนมากนักแต่ค่อนข้างต้องหลับเลี่ยงพวกทหารยาม อัสลันแน่ใจว่าพระสนมนิลลนาต้องอยู่ตำหนักส่วนพระองค์ของเจ้าชายแน่นอน สายข่าวรายงานเขามาเรียบร้อยเพียงแต่จะหาทางเข้าได้หรือเปล่า แว่วว่าทหารคุ้นกันแน่นหนา ยิ่งตอนนี้มีพระสนมอยู่ด้วยแล้วยิ่งลำบากหกนายยืนมองทหารยามเดินสวนกันไปมา หากเขาบุกคงจัดการได้ไม่ยาก แต่เกรงจะเสี่ยงหากทหารส่งสัญญาณมีผู้บุรุกเมื่อไหร่คงกลายเป็นเรื่องใหญ่“ทำยังไงต่อดีครับ” ไคล์นาสเอ่ยถาม“ใช้โดรน” อัสลันตอบสั้นๆเครื่องบินสอดแนมขนาดเล็กเคลื่อนจากรถจิ๊บบินเ
เจ้าชายทรงยืนผสานพระเนตร กับอนุชาต่างมารดา ในพระทัยร้อนระอุ ราวกับมีไฟเผา เมื่อทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่ต้องการ“เจ้ารู้ใช่ไหมมาซาฮาฟ ว่านิลลนาจะเป็นเช่นไร หากเจ้าปฏิเสธข้า”“ข้ารู้” ทรงตอบแล้วช้อนพระเนตรมองหญิงสาว นิลลนากัดริมฝีปากพยักหน้า เพื่อบอกว่าตนนั้นเข้าใจ สิ่งที่ทรงเลือก “และข้าแน่ใจว่านิลลนาเข้าใจสิ่งที่ข้าเลือก”“ถ้าเช่นนั้นข้าจะส่งนางกลับไปให้เจ้า แต่... เป็นร่างที่ไร้วิญญาณ!”ทรงหันพระวรกาย เพื่อก้าวออกนอกห้องรับรอง ในพระทัยปวดร้าว พระองค์แลกบัลลังก์เพื่อความสุขของตนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ คงต้องหวังพึ่งอัสลัน ขอให้ราชองครักษ์ทำสำเร็จทันเวลาด้วยเถิดรถพระที่นั่งเคลื่อนออกจากพระราชวังซาเก็นเดีย อัสลันอยู่เบาะด้านหลัง เคียงข้างพระองค์ไม่ห่าง จนกระทั่งผ่านมาเกือบสิบกิโลรถจึงหยุดลง ราชองครักษ์ก้าวลง พร้อมลูกน้องอีกห้าคน ทรงลงจากรถยนต์พระที่นั่ง แล้วยืนต่อหน้าองครักษ์คนสนิท“ข้าขอฝากเจ้าด้วยอัสลัน” ทรงตรัสแววพระเนตรปวดร้าว“ไม่ต้องห่วงพะยะค่ะ กระหม่อมจะทำให้สำเร็จ ขอฝ่าบาทอย่าได้ทรงกังวล”ทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ แล้วกลับขึ้นรถยนต์พระที่นั่งตามเดิม รถเคลื่อนผ่านอัสลันและพรรคพวก เขามอง
“มาซาฮาฟ ข้าไม่เคยคลางแคลงใจในตัวเจ้ามาก่อนเลย ทั้งที่ข้าเป็นพี่ชายเจ้า มีความทัดเทียมกับเจ้าทุกอย่าง แต่เสด็จพ่อยังให้เจ้าครองบัลลังก์ ข้ายินยอมยกบัลลังก์ให้เจ้า เพราะเจ้าเป็นคนมีความสามารถ แต่เจ้ากลับหลงผู้หญิงจนมองไม่เห็นหัวข้า มาซาฮาฟ อารีมาทำเรื่องหยามเกียรติข้า แต่เจ้ากลับปล่อยเมียเจ้าไป แค่กักขังนางไว้ที่ตำหนักเท่านั้น เจ้าไร้ซึ่งความยุติธรรม ดังนั้นข้าจึงจับตัวนิลลนามา ข้ารู้ว่าเจ้ารักนาง ถึงยอมลงทุนสืบสวนเรื่องราว จนความจริงกระจ่าง มาซาฮาฟเจ้าไม่เห็นใจข้าซึ่งเป็นพี่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จักไม่เห็นใจเจ้าเช่นกัน หากอยากได้ตัวสตรีที่เจ้ารักคืน จงแลกด้วยบัลลังก์ของข้าซึ่งเจ้าแย่งชิงไป”ทรงยื่นจดหมายให้อัสลัน ราชองครักษ์กวาดสายตาอ่านทุกตัวอักษรสีหน้าตระหนก เจ้าชายเซบาสทำเช่นนี้เท่ากับก่อการกบฏเลยทีเดียว“แล้วฝ่าบาทจะทรงทำเช่นไร” เขาทูลถามแววตาห่วงใย“ข้าไม่อาจยกบัลลังก์ให้ใครได้ง่ายๆ”“ถ้าหากไม่ทำเช่นนั้นพระสนมก็คง...” อัสลันเว้นคำพูดเพราะเกรงฝ่าบาทจะทรงคิดมากทรงกัดพระทนต์ขบคิดหนัก อารีมาทำให้ทรงตกที่นั่งลำบาก พระเชษฐาก็มาคิดแย่งชิงบัลลังก์เสียอีก ไม่อยากเชื่อทั้งที่การเดินทางขอ







