LOGIN
เสียงกดชัตเตอร์ดังทั่วสนามหญ้าขนาดใหญ่ ญาติพี่น้องต่างพากันแสดงความยินดีกับบัณฑิตจบใหม่ นิลลนา วาดวิจิตร หญิงสาววัยยี่สิบสองปี อดีตดาวมหาวิทยาลัยด้วยใบหน้ารูปไข่ ริมฝีปากบางเป็นกระจับ ดวงตาเรียวสวย จมูกโด่งรั้น คิ้วเรียวยาว ผมหยักศกเคลียแผ่นหลัง ด้วยรูปร่างเค้าโครงทำให้มีชายหลายคนต่างขายขนมจีบเป็นทิวแถว แต่นิลลนาไม่อาจปักใจชอบใครเพราะมุ่งแต่ต้องการทำความสำเร็จให้พ่อแม่ชื่นใจ
นิราพรแย้มยิ้มยินดีกับความสำเร็จ ลูกยามสวมชุดครุยช่างดูมีสง่า คนเป็นแม่โอบกอดแนบแน่นเพื่อถ่ายรูปโดยมีช่างภาพถูกว่าจ้างมาโดยเฉพาะ วิชยุทธมองภรรยาแล้วอดอมยิ้มเสียไม่ได้ เห็นใบหน้าแสนสุขแล้วอิ่มเอมอีกคน ลูกสาวเพียงคนเดียวไม่ทำให้ผิดหวังเลย ชายผู้ได้ชื่อว่าพ่อหิ้วดอกไม้มาส่งให้ถึงมือบุตรสาว
“ยินดีด้วยนะนิล ลูกทำสำเร็จแล้วนะ”
นิลลนารับมาน้ำตาคลอกอดบิดาแน่น ที่สำเร็จมาได้เพราะพ่อคอยส่งเสียให้เรียน
“ขอบคุณมากนะคะพ่อ”
คนเป็นพ่อลูบศีรษะลูกแผ่วเบา ก่อนเพื่อนร่วมงานและญาติสนิทคนอื่นจะมาแสดงความยินดี เวลาล่วงเลยจนกระทั่งเข้าสู่หกโมงเย็น นิลลนาแข้งขาสั่นด้วยรองเท้าส้นสูงแถมยืนถ่ายรูปกับคนนั้นที คนนี้ทีทั้งวัน
“นิล!”เสียงตะโกนเรียกพร้อมสาวร่างสูงโปร่งในสภาพสวมชุดครุยวิ่งเข้ามา
“ยัยดาอย่าวิ่งน่าเกลียด!”นิลลนารีบปราม
เพื่อนสาวตรงเข้าสวมกอด “เป็นไงเหนื่อยไหมนิล ยินดีด้วยวะแก”
“แกก็เหมือนกันแหละยัยดา ยินดีด้วยนะ!”
สองสาวกอดกันอีกครั้ง แล้วคลายอ้อมแขนออก ดาริการู้สึกตัวรีบยกมือกระพุ่มไหว้บิดามารดาเพื่อนแล้วยิ้มแห้งๆ
“สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่ ขอโทษด้วยนะคะที่ดาไม่ได้ทักทายก่อนพอดีดีใจมากไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรหรอกลูก”นิราพรบอก
“มาทำไมล่ะแก ไม่ไปถ่ายรูปกับญาติๆ เหรอ”นิลลนาเอ่ยถาม
“พอดีกำลังจะกลับเลยมาทักทายก่อน หาตัวกันยากชะมัดเลย ดีนะที่เห็น”ดาริกาบ่นอุบ
“จะกลับแล้วเหรอ”
“ใช่จ้ะ แม่กับพ่อจะพาไปเลี้ยงที่ร้านอาหารน่ะ”
นิลลนาหันมองบิดามารดา เห็นพูดคุยกับญาติๆ อยู่ ทางนี้คิดว่าคงไปเลี้ยงฉลองเหมือนกัน ร่างบางสาวเท้าหาผู้ให้กำเนิดทั้งสอง
“พ่อกับแม่คะ เดี๋ยวนิลไปไหว้พ่อแม่ดาก่อนนะคะ แล้วจะรีบกลับมา”
“จ้ะลูก”วิชยุทธตอบ
สองสาวจูงมือกันไปอีกทางหนึ่ง นิลลนามาถึงกลุ่มญาติของเพื่อน
“พ่อคะแม่คะนี่นิลค่ะ เพื่อนดาเอง”
คนถูกแนะนำยกมือไหว้ท่าทีนอบน้อม มารดาและบิดาเพื่อนยกมือรับแล้วยิ้มอ่อนโยนเป็นกันเอง นิลลนาลากเพื่อนสาวไปยังกลุ่มชายหนุ่มที่เยื้องออกไป
“พี่นัท นี่เพื่อนดาชื่อนิล”เธอแนะนำเพื่อนให้พี่ชายรู้จัก
“สวัสดีค่ะ”นิลลนายกมือไหว้อีกครั้ง
เขารับไหว้แล้วจ้องมองใบหน้าสวยหวานไม่วางตา ดาริกามองพี่ชายแล้วใช้มือแตะเบาๆ ที่ท่อนแขน
“พี่นัท!”
“ว่าไงดา”
“เป็นอะไร ยืนนิ่งเชียว”
“เปล่าพี่ไม่ได้เป็นอะไร”ชายหนุ่มรีบปฏิเสธ แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ตรงเพื่อนของน้อง
ดาริกาหันมาทางเพื่อน ความจริงหากพี่ชายเธอกับนิลรู้จักกันมากกว่านี้คงดีไม่น้อย แต่เพราะพี่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศก่อนเธอรับปริญญาไม่กี่วัน ไม่อยากนั้นอาจสนิทสนมคบหากันก็ได้ พี่ชายไม่ได้หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่เลย
นิลลนาตกประหม่าเพราะรับรู้ถึงสายตาของพี่ชายเพื่อน ปกติมักพบสายตาเช่นนี้มาตลอด แต่กับชายคนนี้ค่อนข้างเกรงใจไม่กล้าเดินหนี กลัวเพื่อนเสียความรู้สึกเลยทำแค่ยืนต่อหน้าแล้วเมินมองทางอื่นเหมือนไม่รับรู้
“แหม... ไม่ได้เป็นอะไรแต่จ้องเพื่อนดาตาไม่กระพริบเลยนะ”ดาริกาแซวพี่ชายทันที นัทพลรีบหลุบตามองพื้นด้วย
“ก็... เพื่อนดาสวย”เขาอ้อมแอ้มตอบ
ดาริกาหัวเราะแล้วโอบไหล่เพื่อนสาว
“นิลว่าไง พี่ชายบอกว่านิลสวย”
นิลลนาหันมองเพื่อน แล้วช้อนสายตามองชายหนุ่ม
“ขอบคุณค่ะ”
“พี่พูดจริงนะครับ”ชายหนุ่มรีบแก้ตัวเพราะคิดว่าคนถูกชมอาจเข้าใจว่าตนโกหก
“นิลไม่ได้คิดมากกับคำชมหรอกค่ะ”เธอตอบแล้วหันมองเพื่อน “ดาเดี๋ยวนิลไปก่อนนะ พ่อกับแม่รอนานแล้ว”
ดาริการะบายลมหายใจ แบบนี้หมดสนุกเลย อุตส่าห์เชียร์พี่ชายแต่สุดท้ายเพื่อนก็ไม่ยอม ขนาดพี่นัทออกจะหล่อยังไม่ชายตาแล ทำไมเพื่อนคนนี้ถึงไม่สนใจหนุ่มไหนเลย
“โอเคนิล ไว้เจอกันนะแก”
“ไว้เจอกันดา”
เธอปลีกตัวออกมาจากวงศาคณาญาติและหลีกเลี่ยงสายตาพี่ชายเพื่อนยามมองมาเหมือนต้องตาต้องใจ มาถึงกลุ่มของตนเองบิดารีบโอบไหล่บุตรสาวพากันขึ้นรถเดินทางไปยังร้านอาหารไทยชื่อดัง อดีตเอกอัคราชทูตประจำประเทศเดนมาร์กมายังโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ มีเก้าอี้ไม้บุนวมสีครีม ตรงกลางวางแจกันดอกกุหลาบขาว สามจุด ผ้าปูลูกไม้สีขาว ทุกคนนั่งประจำที่โดยมีวิชยุทธอยู่หัวโต๊ะ
ไม่นานอาหารถูกลำเลียงมาเสริฟ์เพราะทางลูกค้าทำการสั่งไว้ล่วงหน้าเรียบร้อย อาหารอิตาเลี่ยน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและอาหารไทยหน้าตาน่าทานจนทุกคนน้ำลายสอ นิลลนามองบิดาแล้วยิ้มกว้างคิดไม่ออกว่าควรตักจานไหนทานก่อนดีเพราะมันล้วนแล้วแต่เรียกน้ำย่อยให้ทำงาน
“น่าทานมากเลยค่ะพ่อ”นิลลนาชมเปราะ ก่อนตักยำสามกรอบใส่ปาก
“น่าทานก็ทานมากๆ นะลูก วันนี้เป็นวันของนิลเลย”คนเป็นพ่อบอก
หญิงสาวไม่รอช้ารีบตักอาหารโปรดของตนใส่จานเพิ่ม ญาติพี่น้องเลยจัดการตาม ในวงมีการพูดคุยกันตามประสาจนเลยไปถึงการหางานหลังจบการศึกษาของนิลลนาด้วย คนถูกเอ่ยถึงนั่งเงียบกริบช่วงเวลาสำหรับการเล่าเรียนมันยาวนานมากแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ต้องการทำคือท่องเที่ยวประเทศที่ใฝ่ฝันมานาน
จบมื้ออาหารทุกคนออกมายืนออด้านหน้า บรรดาญาติต่างพากันกล่าวขอบคุณและร่ำลาเพื่อเดินทางกลับที่พักของตนเอง นิลลนายกมือกระพุ่มไหว้จนกระทั่งรถเคลื่อนหาย ถึงคราวตัวเองต้องพักผ่อนบ้างเพราะเหนื่อยมาทั้งวันเช่นกัน
“กลับกันเถอะค่ะคุณ เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว”นิราพรเอ่ยชวน เธอเองค่อนข้างเพลียเหมือนกัน
ครอบครัวทั้งสามขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับบ้าน รถเคลื่อนเข้าสู่บ้านเดี่ยวราคานับสิบล้าน ด้านหน้าเป็นสนามหญ้ามีไม้ถูกตัดแต่งเป็นรูปสัตว์ต่างๆ หินขนาดใหญ่จัดวางอย่างสวยงาม ถนนทอดยาวสู่ตัวบ้าน เมื่อรถจอดเทียบทุกคนจึงลงแล้วสาวเท้าเข้าด้านในผ่านโถงกลางขนาดใหญ่ พื้นเป็นหินอ่อนสีเทา ปีกซ้ายเป็นห้องนั่งเล่นสำหรับครอบครัวและห้องรับรองแขกยามมาเยี่ยมเยือน ปีกขวาเป็นห้องรับประทานอาหาร ห้องครัว
ชั้นสองมีบันไดวนราวจับสีเหลืองทอง มีห้องราวหกห้องเพื่อรับรองยามญาติสนิทหรือเพื่อนบิดามาจากต่างประเทศเข้าพัก นิลลนาอยู่ห้องมุมสุดทางเดินเพราะไม่ชอบเสียงรบกวนสักเท่าไหร่ เธอควงแขนบิดาไว้แน่นแล้วยกยิ้ม
“พ่อคะ วันนี้นิลขอตัวไปนอนก่อนนะคะ ง่วงมากเลย”
“ไปสิลูก”
คนเป็นลูกหันมองมารดา “แม่นิลไปนอนก่อนนะคะ”
“ไปเถอะนิล พักผ่อนซะ เดี๋ยวเราต้องทำอะไรอีกมาก”
ฟังคำแม่แล้วทำเอาเธอแทบอยากกระโจนหนีเสียเดี๋ยวนี้ เพิ่งเรียนจบหมาดๆ ให้ทำงานเลยคงไม่ไหว พูดกับแม่คงไม่ได้ผลที่บ้านพ่อใหญ่สุด เธอเชื่อว่าอย่างไรเสียพ่อคงเข้าใจต่อการตัดสินใจนี้ เธอปล่อยแขนบิดาเป็นอิสระก่อนเดินขึ้นบันไดเข้าห้องตนเอง
สองเท้าก้าวลงจากรถจิ๊บนิลลนากวาดตามองรอบๆ หัวใจกำลังเต้นระรัวด้วยความสุข น้ำตาไหลรินจนอาบแก้ม ทุกอย่างเกิดขึ้นเองโดยที่เธอไม่เข้าใจเลย สุดท้ายแล้วบิดายอมให้เธอมาซากวัยหลังจากพยายามขอร้องท่านหลายครั้ง เธออยากไขปริศนาเรื่องชายแปลกหน้าซึ่งพบในความฝันทุกค่ำคืน นิลลนาขมวดคิ้วจ้องมองป้ายชื่อโรงแรมขนาดใหญ่เบื้องหน้า โรงแรมไฮดริกคนตัวเล็กรีบก้าวเข้าด้านใน เธอหลังตาลงภาพหลายอย่างกำลังประดังเข้ามาในหัวเต็มไปหมด“พ่อคะ แม่คะ นิลเคยมาพักที่นี่” เธอบอกกับบิดามารดา มั่นใจความรู้สึกนี้ ในฝันก็เช่นเดียวกันคนตัวเล็กวิ่งเข้าหาลิฟท์แล้วกดสู่ชั้นที่ต้องการ เธอหยุดยืนหน้าห้องซึ่งตนเองเคยพัก มือบางยกขึ้นปิดปากส่ายหน้าด้วยความรู้สึกอัดอั้น“นิลเคยพักที่ห้องนี้ นิลได้พบกับเขา ผู้ชายที่นิลฝันทุกคืน”วิชยุทธมองดูลูกน้ำตาคลอ ความทรงจำกำลังกลับมา“แคนยาส...” หญิงสาวละเมอถึงชื่อสถานที่แล้วหันหลังวิ่งออกไปทันที“นิลจะไปไหน!” ดาริกาเพื่อนสาวร้องเรียก“ดาตามนิลไปหน่อย”ดาริกาวิ่งตามด้วยความเป็นห่วง คว้าข้อมือเพื่อน“นิลตั้งสติหน่อย จะไปไหนกันแน่” เธอรีบเตือน“ดา ฉันจะไปแคนยาส ฉันต้องไปที่นั้น”“จะไปทำไม”“ฉันไม่ร
อัสลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ จะมีความหวังบ้างไหม นี่ก็นานแล้วแต่คนเบื้องหลังยังคงไม่ลืมเหตุการณ์นั้นเลย เขาอยากให้พระนางรอดชีวิตกลับมาเหลือเกิน อยากเห็นฝ่าบาททรงมีความสุขเฉกเช่นผู้อื่นบ้าง“ฝ่าบาท!”เสียงร้องเรียก พร้อมด้วยร่างหญิงสาว สะดุ้งสุดตัวลุกนั่งยามวิกาล ประตูห้องนอนเปิดออก วิชยุทธและภรรยาตรงเข้ามาหาบุตรสาว ด้วยความเป็นห่วงนิราพรเช็ดเหงื่อตามใบหน้าลูก แล้วมองด้วยความสงสาร หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบขาดใจ ไม่อยากเห็นลูกทรมานเช่นนี้เลย คนฝันร้ายลืมตาตื่นในสภาพโทรมเหงื่อ สีหน้าตระหนก“เป็นอะไรนิล ฝันร้ายอีกแล้วเหรอลูก” เธอถามแม้รู้แก่ใจ“พ่อคะ แม่คะ นิลฝันเห็นผู้ชายคนเดิมอีกแล้ว เขาเป็นใครกันแน่ นิลสับสนไปหมดแล้ว นิลยังฝันเห็นพระราชวัง ผู้คนมากมายอีก นิลฝันว่านิลไปอยู่ที่นั้น ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสนมอีกด้วย เกิดเรื่องมากมายจนนิลเล่าแทบไม่ถูก ทำไมนิลถึงฝันประหลาดแบบนี้คะ!” นิลลนาบอกเสียงสั่น สับสนกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นวิชยุทธลูบศีรษะบุตรสาวแผ่วเบา “มันเป็นแค่ความฝันลูกอย่าคิดอะไรมากเลย”“แต่พ่อคะ ทำไมนิลต้องฝันเห็นผู้ชายคนเดิมตลอดเวลาด้วย”“ลูกคงชอบเขาล่ะมั้ง เลยจดจำไว้ในสมอง พอหลับเลยเ
คนถูกดุไม่ตอบโต้ เวลาของเขายังมีอีกมาก รอให้ถึงห้องหอที่ฝ่าบาทจัดไว้เสียก่อน จะคิดทบต้นทบดอกเสียทีเดียวให้สมกับการรอคอยมานานรถม้าจอดเทียบหน้าตึกสไตล์ยุโรป มันใหญ่มากทีเดียว บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นที่สำคัญหากขึ้นด้านบน เขาคงมองเห็นตำหนักสุริยะง่ายๆ อัสลันสำรวจโดยรอบเห็นทางลอดเพื่อเชื่อมไปยังวังหลวงฝ่ายในเขาพอเข้าใจแล้ว ฝ่าบาทไม่อยากให้เขาต้องพบเจอความวุ่นวายเลยให้มาอยู่ที่นี่ และยังอำนวยความสะดวกในการทำงาน อีกทั้งเผื่อเกิดเรื่องฉุกเฉินไว้อีก“ข้ามาส่งท่านแค่นี้ ที่เหลือท่านต้องไปต่อเองแล้วล่ะท่านอัสลัน” ซากานแกล้งเย้า“ข้ารู้แล้วซากาน เจ้ากลับไปได้แล้ว”“ท่านแน่ใจหรือว่าจะให้ข้ากลับ ข้าอยู่เป็นเพื่อนท่านได้นะ”“รีบกลับไปเลย นี่คือคำสั่ง!” อัสลันชักฉุน“ได้ขอรับ” ซากานเคลื่อนรถม้าออกจากตัวตึกราชองครักษ์หนุ่มมองรถม้าเคลื่อนหายลับจากสายตาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเหลือบมองเจ้าสาวซึ่งกำลังหันหลังเดินเข้าเรือนหอ เวลานี้หากให้นางเดินเองกว่าจะถึงห้องคงอีกนาน จัดการเองดีกว่า“ว้าย!” หญิงสาวร้องเมื่อถูกอุ้มเหนือพื้น “ท่านอัสลัน จะทำอะไรเจ้าคะ”“เลิกเรียกท่านได้แล้วนาเดีย เรียกชื่อข้าเฉยๆ เถอะ”
นิลลนามองพาสปอร์ตในมือ กับตั๋วเครื่องบินสำหรับกลับเมืองไทย ความจริงมันเป็นเรื่องปกติ หากต้องกลับบ้าน แต่กระนั้นมีบางอย่างแปลกๆ ซึ่งเธอไม่เข้าใจ ถามบิดาหลายครั้ง ท่านกลับเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ ทั้งเรื่องใบปลิว เรื่องที่เธอฟื้นขึ้นมาริมแม่น้ำ แล้วเหตุผลในการตามหาเธอที่ซากวัยของบิดาอีก ไม่มีใครให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้เลยอีกอย่างที่เธอรู้สึกขัดแย้งจนถึงตอนนี้ ภาพใบหน้าของชายคนหนึ่ง ซึ่งเธอมักฝันถึงทุกค่ำคืน เธอคุ้นเคย อบอุ่น และอยากโอบกอดเมื่อเห็นหน้า ทั้ง ๆ ไม่รู้จักกันมาก่อนเสียงประกาศจากทางสายการบินดังขึ้น วิชยุทธหันมาทางบุตรสาว“ไปเถอะลูก”“ค่ะพ่อ”เธอก้าวตามบิดาอย่างเงียบๆ จนกระทั่งอยู่บนเครื่อง หัวใจมันวูบขึ้นมาเหมือนตนเองตกจากที่สูง ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา ให้ความรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถ่ายภาพ กินอาหารพื้นเมือง จับจ่ายใช้สอยอย่างสนุกสนาน มือบางยกกุมขมับอาการปวดแล่นพล่าน“นิลเป็นอะไรลูก”“ปวดหัวค่ะพ่อ”วิชยุทธจับให้ลูกเอนกายลงนอน เขายังไม่อยากให้ลูกจดจำอะไรได้ในเวลานี้“นอนพักก่อนลูก”เธอหลับตาลงตามความต้องการของบิดา เครื่องทยานสู่ท้องฟ้า นิลลนาฝันถึงใครบางคนอีกครั้ง ใบหน
หลังจากวางสายเพื่อนวิชยุทธตัดสินใจไปสถานทูต แต่เวลานี้ภรรยาอาการไม่ดีนัก เอาแต่นั่งเหม่อลอย แล้วเขาไม่อยากให้แห่กันหมด เรื่องในครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญ บุตรสาวคงไม่เหมาะสมกับการเป็นราชินีของประเทศนี้ ควรให้นิลกลับบ้านอย่างเงียบที่สุดเสียดีกว่า“ดา” วิชยุทธเรียกชื่อเพื่อนลูก ดาริกาหันมาตามเสียง“คะพ่อ”“หนูมาคุยกับพ่อแป๊บนึงได้ไหม”“ได้ค่ะ” ดาริกาปลีกตัวออกมาจากพี่ชาย แม้ณัฐพลสงสัยแต่จำต้องเก็บงำเอาไว้วิชยุทธชอบพอในตัวดาริกาพอดู เพื่อนลูกคนนี้เป็นคนดีไม่เคยทิ้งบุตรสาว ตั้งแต่ยัยนิลหายตัวไป ดาริกาช่วยติดตามเสมอ เฝ้าโทษว่าเป็นความผิดตน พอรู้ว่าเกิดเรื่องร้ายแรงยังช่วยปลอดโยนดูแลภรรยาเขาอีกด้วย“ดา พ่อฝากให้หนูพาแม่กลับไปที่ไทยก่อนได้ไหม พ่อมีธุระต้องจัดการที่นี่ก่อน”“มีเรื่องอะไรเหรอคะพ่อ ดาได้ยินพ่อคุยโทรศัพท์เมื่อครู่เหมือนจะมีเรื่อง” เธอไม่อยากถามตรงๆ และไม่แน่ใจว่าเกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า ได้ยินแค่แว่วมาว่าสถานทูตโทรติดต่อ“พ่อบอกหนูได้แต่ช่วยเก็บเป็นความลับด้วย”“ได้ค่ะพ่อ”“เพื่อนพ่อที่สถานทูตโทรมาบอกว่าเจอยัยนิลแล้ว”“อะไรนะคะ!” ดาริการ้องลั่นสีหน้าตื่นตระหนก ทำให้คนในสนามบินหันม
ร่างสูงใหญ่เปิดประตูก้าวเข้าห้องทรงอักษร เขาเห็นฝ่าบาทยังคงทรงงานอยู่ในห้องเช่นทุกวัน อัสลันถอนหายใจเฮือกใจหยุดยืนตรงหน้าพระองค์ กษัตริย์ทรงวางปากกา แล้วแหงนพระพักตร์ ทอดพระเนตรราชองครักษ์“ดึกมากแล้วอัสลัน ทำไมเจ้ายังไม่ไปพักผ่อนอีก” ทรงถาม“วันนี้กระหม่อมมีเวรดึกพะยะค่ะ”“จริงด้วยสินะ เราลืมไปเสียสนิท”“แล้วเหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ทรงบรรทม ฝ่าบาทโหมงานหนักมากเกินไประวังจะประชวรเอาเสียก่อนพะยะค่ะ” อัสลันทูลเตือน“ข้าไม่เป็นอะไรหรอก ข้าแข็งแรงจะตาย”อัสลันมองพระองค์แล้วรู้สึกสะท้อนในอก ตั้งแต่พระสนมนิลลนาหายสาบสูญ ฝ่าบาทแทบไม่ยอมบรรทม เอาแต่ทรงงานจนพระวรกายเริ่มทรุดโทรม เขาเป็นห่วงแต่ไมอาจทำอะไรได้เลย เพราะฝ่าบาทไม่ฟังผู้ใด ยามพระองค์บรรทมเขามักได้ยินเสียงครางแผ่ว เสียงพระกรรแสงสะท้อนถึงด้านนอกห้อง เหตุนี้ฝ่าบาทจึงไม่ยอมพักผ่อนอีกเลย“ฝ่าบาททรงอย่าลืมว่าพระวรกายพระองค์สำคัญต่อชาวซากวัยมากแค่ไหน หากฝ่าบาททรงประขวร ประชาชนและข้าราชบริพารย่อมไม่อาจวางใจได้ ฝ่าบาท... หากไม่ทรงพักผ่อนเช่นนี้ กระหม่อมคงถูกตำหนิที่ไม่อาจดูแลฝ่าบาทได้” อัสลันชักแม่น้ำทั้งห้า เพราะอยากให้พระองค์ทรงเห็นแก่พระวรกายองค







