공유

บทที่ 6

last update 게시일: 2025-02-10 12:00:52

“เฮ้ย เปิดออกอีกแล้วเหรอ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย”

มินแข้งขาเริ่มอ่อนลง โชคดีที่เธอจับราวบันไดไว้ ไม่งั้นมีหวังได้ตกบันไดลงไปแน่

เมื่อตั้งสติได้ หญิงสาวรีบวิ่งเข้าไปดันประตูห้องเก็บของกลับไปทันที พร้อมกับเอากล่องเก็บของมาดันไว้เหมือนเดิม

มินเอาตัวพิงหลังประตูไว้แล้วตบไปที่อกของตัวเอง

จากความฝันเมื่อคืน เรื่องประตู เธอเริ่มรู้สึกว่าบ้านหลังนี้มีอะไรสักอย่างอยู่กับเธอด้วย แต่ด้วยความที่หญิงสาวเป็นคนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ เมื่อหายตื่นตระหนกก็พยายามหาเหตุผลเพื่อมารองรับกับเหตุการณ์เหล่านี้

“มันคงเป็นแค่เรื่องบังเอิญ แค่เรื่องบังเอิญ เมื่อคืนก็แค่ฝันไปเท่านั้น”

จากนั้นมินก็รีบออกจากบ้านไปทำงานทันที

วันนี้มินทำงานอย่างเหม่อลอยทั้งวัน พร้อมกับคิดไปว่าต้องสืบหาต้นตอของเสียงเหล่านั้น

เย็นนั้นมินแวะไปเยี่ยมพี่อู๊ดก่อนกลับบ้าน

แอ๊ด

“สวัสดีค่ะ พี่อู๊ด วันนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อวานหรือเปล่าค่ะ”

อู๊ดมองหน้ามินเหมือนอยากจะถามอะไรสักอย่าง แต่แล้วก็ไม่ได้ถามออกมา กลับตอบกลับคำถามของมินแทน

“อืม ดีขึ้นแล้ว หมอให้ดูอาการ หากไม่มีอะไรแทรกซ้อนก็สามารถกลับบ้านได้”

“ก็ดีนะพี่ มินลางานให้แล้วนะ พี่ ๆ ที่ทำงานฝากเยี่ยมกันใหญ่เลย เห็นบอกว่ามันพรุ่งนี้ มะรืนนี้จะพากันมาเยี่ยมค่ะ” มินถือโอกาสนั่งลงตรงโซฟา สีหน้าของมินวันนี้ดูอิดโรยมาก แต่ก็พยายามฝืนยิ้มให้กับพี่ชายที่สนิทคนนี้ หากแต่อู๊ดก็ดูออก

“สีหน้าไม่ค่อยดีเลย เป็นอะไรหรือเปล่า” อู๊ดเอ่ยถามออกไปอย่างเป็นห่วง น้องคนนี้ช่างน่าสงสาร โดนสามีหักหลังจนสามารถหย่าขาดได้ แต่กลับต้องมาเจอ เฮ้อ เราผิดจริง ๆ ตอนที่น้องหาบ้าน น่าจะไปกับเธอด้วย ไม่งั้นก็คงไม่เจอบ้านหลังนี้ ว่าแล้วก็แอบโกรธพี่โต้ง ที่เสนอบ้านหลังนี้ให้น้องสาวคนสนิทไป

“นอนไม่ค่อยหลับค่ะ เมื่อคืนฝันร้ายนิดหน่อย” เมื่อนึกถึงฝันเมื่อคืนมือหญิงสาวก็มีอาการสั่นขึ้นมาเล็กน้อย

“เอ่อ บ้านหลังเช่ากี่เดือนเหรอ จะครบกำหนดเมื่อไหร่ แล้วมินได้ไปดูหลังใหม่ ๆ บ้างมั้ย”

“มินเช่าไว้แค่หกเดือนค่ะ แต่มินก็ชอบนะ สภาพบ้านข้างในดูดีเลย แถมถูกด้วย ไม่แน่มินอาจจะขอซื้อต่อจากพี่โต้งเลย จะได้ไม่ต้องหาที่ใหม่ ย้ายบ้านหลายรอบ เหนื่อยค่ะ” เมื่อเห็นพี่ชายกังวล หญิงสาวจึงฝืนยิ้มกว้างออกมามากกว่าเดิม และบอกเรื่องที่เธอคิดขึ้นมา

“ไม่ได้ มินรีบหาที่บ้านใหม่เถอะ ถ้าจะให้ดี รีบย้ายออกภายในเดือน สองเดือนนี้จะดีมาก เดี๋ยวพี่ออกไปจะพาเราไปดูบ้าน และพี่จะช่วยเราย้ายเอง”  อู๊ดพูดออกมาเสียงดัง เมื่อประโยคนี้เกิดขึ้น ไม่มีใครทันสังเกตว่ามีเงาดำเกิดขึ้นที่ระเบียงห้องทันที

“อะไรอะพี่ ทำไมต้องเสียงดังด้วย” มินโวยวายออกมาเล็กน้อยเพราะตกใจเสียงที่ดังของอู๊ด

“เออ ๆ ขอโทษ แต่เอาเป็นตามที่ว่าแล้วกัน

มินอยากจะถามอะไรเพิ่ม แต่เป็นจังหวะเดียวกับที่พยาบาลเดินเข้ามาพร้อมกับเครื่องมือวัดความดันกับชีพจร และอ่างน้ำตั้งท่าว่าถึงเวลาเช็ดตัวแล้ว หญิงสาวจึงขอตัวพี่ชายกลับบ้านไป

ก่อนไป อู๊ดก็พูดทิ้งท้ายว่า

“จำไว้นะมิน อย่าอยู่บ้านหลังนี้นาน รีบหาบ้านหลังใหม่และย้ายออกให้เร็วที่สุด” พูดจบพยาบาลก็ปิดม่านทันที

มินอยากจะถามต่อ แต่ช่วงนี้ก็ไม่อยากกลับบ้านดึกเท่าไหร่ จึงคิดว่าค่อยมาถามวันพรุ่งนี้ดีกว่า คิดได้ดังนั้นก็กลับบ้านไป

เมื่อเปิดประตูรั้วไป สายตาเหลือบไปมองที่ชั้นสองของบ้าน แล้วก็เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงชั้นสองตรงโถงชั้นนอก หน้าห้องนอนของเธอ ดวงตาของเด็กชายคนนั้นมีความเศร้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเห็นดังนั้น มินที่ไม่ใช่คนกลัวเรื่องลี้ลับแบบนี้อยู่แล้ว และอยากรู้ด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนั้นหรือเปล่า ก็รีบทำการเปิดประตู แล้ววิ่งขึ้นไปหาเด็กคนนั้นทันที

แต่....เมื่อไปถึงห้องโถงกลับว่างเปล่า ไม่มีใคร มินมึนงงอย่างมาก เธอรีบเดินลงมาข้างล่างเพื่อหาเด็กน้อย แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ หญิงสาวรู้สึกอึดอัดมาก ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้น เธอไม่สามารถหาคำอธิบายไหนมาปลอบใจตัวเองได้อีกแล้ว จึงตะโกนขึ้นมา

“หนูน้อย เธอเป็นใคร เธอต้องการอะไรจากฉัน เธอตายที่นี้งั้นเหรอ อยากให้ฉันช่วยอะไรก็บอกสิ หนูน้อย หนูน้อย”

เมื่อตะโกนเสร็จ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเก้าอี้ล้มที่ห้องนอนกลาง มินรีบวิ่งขึ้นไป เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นเป็นเก้าอี้ล้มจริงๆ

มินค่อยๆ เดินเข้าไปอย่างช้า ๆ บรรยากาศในห้องหนาวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หญิงสาวค่อยเดินไปโต๊ะเครื่องแป้งแล้วเก็บเก้าอี้ที่ล้มขึ้นมา เมื่อเงยขึ้นอีกครั้งก็ตกใจจนกระเถิบถอยหลังล้มลง บนกระจกตรงโต๊ะเครื่องแป้ง มีข้อความที่เขียนจากลิปสติก “หนีไป” เมื่อมองไปบนโต๊ะ ลิปสติกที่ใช้เขียนก็ยังอยู่ที่บนนั้น มินพยายามตั้งสติอย่างที่สุด นี่ถ้าเธอเป็นคนขวัญอ่อน คงต้องเป็นลมล้มพับไปแน่นอน

มินลุกขึ้นเดินไปหยิบลิปสติกบนโต๊ะขึ้นมาดู ก็เห็นว่านี่ไม่ใช่ลิปสติกของเธอ ก็แปลกใจมาก คนเก่าย้ายบ้านไม่เอาของออกไปเหรอ ถึงเฟอร์นิเจอร์ใหญ่ไม่เอาออกไป แต่ของเล็กน้อยก็ไม่เอาไปด้วยเหรอ

ห้องนี้ หญิงสาวก็ยังไม่ค่อยได้สำรวจเท่าไหร่ อย่างที่บอกเธอมาถึงก็เอาแต่ดูห้องนอนใหญ่เท่านั้น ห้องอื่นๆ ก็แค่เข้าไปกวาด ๆ ถู ๆ ตามพื้น บนโต๊ะ แต่ยังไม่ได้เปิดดูใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อเห็นว่าแม้ของเล็กน้อยก็ยังอยู่ ดังนั้น มินก็ไม่รอช้ารีบเปิดลิ้นชักออกมาดูทันที

“โห มีของเต็มเลย ทั้งเครื่องสำอาง ทั้งหวี ยางรัดผม” ทุกสิ่งที่มินกล่าวมา ทำให้รู้ว่าห้องนี้เป็นห้องของผู้หญิงอย่างแน่นอน

เมื่อเปิดไปที่ลิ้นชักที่สอง มินก็พบกับสมุดเล่มหนึ่งคล้ายกับไดอารี่ มินถือวิสาสะเปิดอ่านทันที

“วันที่ 1 เดือน มีนาคม 2558 วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ย้ายเข้ามาบ้านใหม่ บ้านหลังนี้สวยมากจริงๆ ฉันดีใจมากที่ได้ย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ หลังจากที่รอคอยให้บ้านหลังนี้ซ่อมเสร็จ ......”

มินกำลังจะอ่านต่อ แต่ก็มีเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นมา

อ๊อด อ๊อด อ๊อด

มินนำไดอารี่ออกจากห้องไปวางไว้บนเตียงในห้องนอนตัวเองพร้อมกับกระเป๋าถือ แล้วรีบเดินลงไปข้างล่างเมื่อดูว่าใครมาหา

เมื่อเปิดประตูหน้าบ้านออกไปก็ต้องแปลกใจเพราะพบกับเจ้าของบ้านที่ยืนอยู่หน้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มๆ แต่รู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นมันไม่ไปถึงดวงตา เหมือนกับฝืนยิ้มอย่างไงอย่างงั้น

“สวัสดีค่ะ” มินยกมือไหว้ และทำท่าจะเปิดประตูรั้วให้อีกฝ่ายเข้ามา

แต่ก็เหมือนครั้งแล้ว หรือจริง ๆ ก็เหมือนกับทุก ๆ ครั้ง ที่เจ้าของบ้านไม่เคยเข้ามาเหยียบในบ้านหลังนี้เลย โดยทุกครั้ง เขาจะมีข้ออ้างกับเธอเสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน

“สวัสดีครับ ไม่ต้องหรอกครับ พอดีผมแวะมาทำธุระแถวนี้ เลยแวะมาเยี่ยมครับ ว่าแต่คุณมินอยู่ได้ใช่มั้ยครับ”

มินพยายามคิดตามถึงประโยคคำถามที่เมื่อก่อนฟังแล้วก็ไม่รู้ว่ามีอะไรผิดปกติ แต่วันนี้ทุกอย่างดูผิดปกติไปหมด พร้อมย้อนไปถึงเมื่อวันแรกที่เข้ามาดูบ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านก็ไม่เคยย่างกรายเข้ามาเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่าติดสายให้เธอเดินดูบ้านได้ตามใจชอบ

“คุณมิน คุณมินครับ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

เสียงเรียกของเจ้าของบ้านทำให้หญิงสาวกลับมาจากห้วงความคิดถึงเรื่องในตอนที่มาดูบ้านแรก ๆ

“ไม่มีอะไรค่ะ มินอยู่ได้ค่ะ เพียงแต่ว่า...” ประโยคหลังของมินเริ่มเบาเสียงลง สองจิตสองใจว่าจะถามเขาไปดีมั้ย เขาจะหาว่าเธองมงายหรือเปล่า ถ้าหากที่นี่ไม่มีอะไรจริงๆ ล่ะ เราจะโดนฟ้องมั้ย

“เพียงแต่ว่าอะไรหรือครับ” เสียงคนถามเหมือนมีความตื่นเต้นอยู่ในน้ำเสียงเล็กน้อย

“พี่เจ้าของบ้านค่ะ บ้านหลังนี้มีผีหรือเปล่าค่ะ”

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • บ้านเลขที่ 13   ตอนพิเศษ 3

    “ฉันเลือก....”คำพูดของภูมิขาดหายไปเมื่อเขาตระหนักว่าการเลือกไม่ใช่ทางออกเดียวที่มีอยู่ ถ้าหากเขาเลือกเป็นตัวตายตัวแทนของซัน คนอื่นก็อาจจะรอดไปได้ แต่เขาเองจะติดอยู่ในวงจรอาถรรพ์นี้ต่อไป และหากเขาเลือกจะเป็นเพื่อนซัน มันก็ไม่ได้หมายความว่าคำสาปนี้จะจบลงมีทางเลือกอื่นไหม? ทางที่จะทำลายคำสาปนี้ให้หมดสิ้นไปซันหายไปแล้วราวกับว่าต้องการให้ภูมิได้มีเวลาคิดถึงทางเลือกของตัวเองภูมินิ่งคิดสักพักใหญ่ก่อนจะมุ่งตรงไปยังห้องนอนเพื่อค้นเอกสารเก่าที่เขาค้นพบก่อนหน้านี้ หากคำสาปนี้เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมบางอย่าง มันต้องมีร่องรอยหรือวิธีแก้ไขอยู่ในบันทึกเหล่านั้นพลิกกระดาษเก่า ๆ ไปทีละหน้า เขาสะดุดตากับข้อความหนึ่งในรายงานของตำรวจที่ระบุถึง “วัตถุปริศนา” ซึ่งถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของของบ้าน เป็นรูปปั้นเด็กผู้ชายที่ดูคล้ายกับซันอย่างไม่น่าเชื่อ และมีข่าวลือว่ามันเคยถูกทำลาย แต่กลับฟื้นคืนมาในสภาพเดิมอย่างไม่มีร่องรอยความเสียหาย‘หลวงพี่โต้งเคยพูดถึงรูปปั้นนี้... มีคนเคยทำลายมัน แต่เพราะทำลายผิดวิธี มันจึงกลับมาได้’ห

  • บ้านเลขที่ 13   ตอนพิเศษ 2

    ภูมิถอนหายใจยาวหลังจากวางสายกับแฟนของประภาพิมพ์ ดูเหมือนทุกคนที่เกี่ยวข้องกับบ้านเลขที่ 13 จะพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ให้มากที่สุด ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่ายังมีบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้แต่คำถามสำคัญคือ... ทำไม?คืนนั้น เขากลับมาที่บ้านเลขที่ 13 อีกครั้งด้วยความรู้สึกกดดันแปลก ๆ คราวนี้เขาไม่ได้มาเพียงเพื่อเก็บข้อมูล แต่เพื่อค้นหาคำตอบบางอย่างที่ยังคงคลุมเครืออยู่ขณะที่เดินผ่านหน้าร้านขายของชำ เขาสังเกตเห็นป้าอุษาแอบมองจากหน้าต่างร้านของตัวเอง แม้เธอจะไม่พูดอะไร แต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความกังวลเขาใช้กุญแจไขประตูเข้าไปข้างใน บรรยากาศในบ้านเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของตัวเขาเองที่สะท้อนในความว่างเปล่าเขาเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นสอง คราวนี้ เขาตัดสินใจเข้าไปในห้องสุดท้ายของบ้านภายในห้องนั้นมีกลิ่นเหม็นอับ วอลเปเปอร์บนกำแพงเริ่มลอกออก โต๊ะเขียนหนังสือเก่าถูกตั้งไว้ริมหน้าต่าง มีรูปถ่ายที่ซีดจางวางอยู่บนโต๊ะมือของภูมิเอื้อมไปหยิบรูปถ่ายหนึ่งขึ้นมา เป็นรูปของครอบครัวหนึ่ง—พ่อ แม่ และเด็กชายคนหนึ่งเด็กชายในรูป... หน้าตาเหมือนเ

  • บ้านเลขที่ 13   ตอนพิเศษ 1

    เสียงประตูเหล็กที่ขึ้นสนิมครูดกับพื้นซีเมนต์ดังลั่นเมื่อภูมิเปิดประตูรั้วเข้ามาในบ้านเลขที่ 13 บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดจนผิดปกติ มีเพียงเสียงลมพัดไหวผ่านต้นไม้แห้ง ๆ ที่ขึ้นอยู่ริมรั้วเท่านั้นเขาหยิบกุญแจที่ป้าอุษาให้มา แล้วไขประตูเข้าไปด้านใน บ้านทั้งหลังเงียบกริบ มีเพียงแสงจากดวงไฟถนนด้านนอกที่ลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่มีม่านขาดรุ่งริ่ง ภูมิยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสองทุ่ม“เริ่มงานเลยดีกว่า” เขาพึมพำ ก่อนจะหยิบสมุดโน้ตกับกล้องถ่ายรูปออกมาจากกระเป๋า เขาวางข้าวของไว้บนโต๊ะกลางห้องรับแขกแล้วเริ่มสำรวจไปรอบ ๆ บ้านภูมิได้รับหน้าที่ทำสกู๊ปข่าวพิเศษเกี่ยวกับบ้านร้างที่มีอาถรรพ์มากที่สุดในกรุงเทพฯ ซึ่งบ้านหลังนี้ติดอันดับหนึ่งในสิบด้วย ภูมิจึงตัดสินใจเลือกบ้านหลังนี้สิ่งแรกที่เขาสังเกตเห็นคือฝุ่นที่เกาะหนาเตอะตามเฟอร์นิเจอร์และพื้นบ้าน เป็นไปได้ว่าบ้านหลังนี้อาจไม่มีใครอยู่มานานแล้ว แต่ที่แปลกคือไม่มีร่องรอยของสัตว์รบกวน เช่นหนูหรือแมลงสาบเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่ามีบางอย่างทำให้พวกมันไม่กล้าเข้ามาภูมิก้าวขึ้นไปบนชั้นสอง ปร

  • บ้านเลขที่ 13   บทที่ 22 (ตอนจบ)

    มินยืนตัวแข็งทื่อ ร่างของเธอราวกับถูกตรึงเอาไว้ด้วยแรงบางอย่างที่มองไม่เห็น ความกลัวพุ่งเข้าจู่โจมจนเธอแทบจะหายใจไม่ออก ดวงตาของเด็กชายที่ชื่อซันนั้นว่างเปล่า ราวกับไม่มีวิญญาณอยู่ในร่างกาย"พี่มิน... จะทำยังไงหรือฮะ?" เสียงเย็นเยียบของเด็กชายดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มแปลกประหลาดที่เริ่มฉีกกว้างเกินกว่าที่มนุษย์ควรจะทำได้มินพยายามถอยหลังไปเรื่อย ๆ แต่ขาของเธอกลับไม่ขยับตามที่ต้องการ หัวใจของเธอเต้นรัวเหมือนกลองศึก เหงื่อเย็นไหลซึมไปทั่วแผ่นหลัง ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากทุกทิศทางทำให้เธอแทบจะเป็นบ้า"ทำไม... ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ซัน... เธอเป็นใครกันแน่!" มินตะโกนออกไปสุดเสียง ความหวังที่ว่าเด็กชายตรงหน้าจะตอบคำถามเธอด้วยความเมตตานั้นไม่มีอยู่จริงซันหัวเราะเบา ๆ เสียงของเขาดังก้องอยู่ในห้องเก็บของแคบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้"พี่ไม่จำเป็นต้องรู้หรอกฮะ... แค่รู้ไว้ว่าพี่ต้องอยู่ที่นี่... อยู่กับผม... ตลอดไป!"ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง แรงมหาศาลที่มองไม่เห็นก็พุ่งเข้าโถมใส่มิน ร่างของเธอลอยหวือกระแทกกับผนังด้านหลังจนรู้สึกได้ถึงแรงกระแท

  • บ้านเลขที่ 13   บทที่ 21

    มินจ้องมองที่กำแพงด้วยความหวาดกลัว ชื่อของเธอกำลังค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละตัวอักษร เหมือนมีมือล่องหนกำลังเขียนมันลงไป เธอรู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นทุกวินาที ความกลัวที่เคยค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในใจของเธอ ตอนนี้ได้กลายเป็นคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง“ไม่... นี่มันไม่ใช่เรื่องจริง...” มินพึมพำกับตัวเอง แต่เธอรู้ดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้านั้นเป็นเรื่องจริงเกินกว่าที่เธอจะปฏิเสธได้เธอรีบคว้าจดหมายฉบับอื่นๆ ในกล่องขึ้นมาอ่าน ทุกฉบับล้วนแต่เป็นจดหมายที่เขียนโดยผู้เช่าบ้านคนก่อนๆ ที่ต่างก็พยายามยกเลิกสัญญาเช่า แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครสามารถทำได้สำเร็จ จดหมายแต่ละฉบับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง บางฉบับถึงกับเขียนถึงการพบเจอสิ่งลึกลับในบ้านหลังนี้ เช่นเดียวกับที่เธอกำลังประสบอยู่มินรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกดึงเข้าไปในความลึกลับที่เธอไม่อาจเข้าใจได้ เธอต้องหาทางออกจากที่นี่ให้ได้ แต่ก่อนอื่น เธอต้องเข้าใจว่าอะไรคือสาเหตุของทุกสิ่งที่เกิดขึ้น“ซัน... ซันช่วยพี่หน่อย...” มินร้องเรียกด้วยเสียงที่สั่นเครือ แต่ไม่มีเสียงใดๆ ตอบ

  • บ้านเลขที่ 13   บทที่ 20

    “หา เด็กผู้ชาย ใช่ ซันหรือเปล่า” มินพึมพำกับตัวเอง รีบเปิดวันต่อไปเพื่ออ่านต่อเมื่อคิดว่าเด็กผู้ชายคนนั้นก็คือ ‘ซัน’ หญิงสาวก็เริ่มมีความหวาดหวั่น เหมือนทุกสิ่งที่ตัวเองกำลังเจอเดินตามรอยของหญิงสาวคนนี้ ที่เคยอยู่ในบ้านหลังนี้และต้องเผชิญกับความลึกลับที่เธอกำลังประสบอยู่ เธอพลิกหน้าต่อไปอย่างใจจดจ่อ“วันที่ 11 วันนี้ฉันเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติในบ้านหลังนี้ ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าในตอนกลางคืน ทั้งที่ฉันอยู่คนเดียว เสียงนั่นเหมือนกับเด็กวิ่งไปมาบนพื้นไม้ แต่เมื่อฉันเปิดไฟดู ก็ไม่มีอะไร ฉันพยายามบอกตัวเองว่ามันอาจเป็นแค่เสียงบ้านเก่าแต่ใจฉันรู้ดีว่ามันไม่ใช่วันที่ 12 ฉันเห็นเขาแล้ว... เด็กชายคนนั้น เขายืนอยู่ที่มุมห้อง มองมาที่ฉันด้วยสายตาเศร้าสร้อย ฉันพยายามตะโกนถามว่าเขาเป็นใคร แต่เขาก็หายไปในความมืด ฉันรู้สึกเหมือนเขาพยายามจะบอกอะไรฉัน แต่ฉันไม่เข้าใจวันที่ 13 ฉันพบรอยขีดเขียนบนกำแพงห้องเก็บของ มันเป็นรายชื่อของผู้ที่เคยอยู่ในบ้านนี้ พร้อมกับวันที่เสียชีวิต ฉันเห็นชื่อของตัวเองถูกเขียน

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status