LOGINคำโปรย "ปริมมาแล้วเหรอพี่กำลังหิวอยู่พอดีเลย" ชายหนุ่มพูดขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสาร หญิงสาวหยุดชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินคนเป็นสามีเรียกผู้หญิงที่เขารัก เขาไม่เคยรอเธอเลยสินะ "มาทำไม" ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าเป็นภรรยาที่เขาไม่เคยให้ความสำคัญเขาเปลี่ยนสีหน้าเย็นชาขึ้นมาทันที "เอ่อ...ลินทำอาหารกลางวันมาให้ค่ะ" มาลินีฝีนยิ้มเมื่อเห็นอาการไม่พอใจของสามีที่แสดงออกมา "ใครสั่ง" ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "เอ่อ...ไม่มีค่ะ" มาลินีส่ายหัวไปมาก่อนจะก้มหน้ามองปิ่นโตในมือด้วยความเสียใจ "กลับไปซะแล้วก็ไม่ต้องเสนอหน้ามาที่นี้อีก" หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง
View Moreบริษัท
เวลา 11 : 15 น. แสงแดดที่ส่องลงกระทบผิวหนังแทบไหม้แต่กลับไม่ได้ทำให้หญิงสาวร่างบางคนหนึ่งที่เดินลงมาจากรถแท็กซี่มีอาการหงุดหงิดแม้แต่น้อย เธอเดินตรงไปที่ตึกหนึ่งด้วรอยยิ้มสดใส ในมือของเธอถือปิ่นโตขนาดเล็กสีหวานและมีกล่องขนมที่เป็นของโปรดของสามี เธอคอยเอาใจใส่คนเป็นสามี ถึงแม้ว่าเขาจะเย็นชาและไม่เคยรักเธอเลยก็ตามแต่เธอก็ยังคอยทำให้เขาเสมอมาตลอดหนึ่งปีที่แต่งงานกัน เธอคือ ลิน มาลินี ส่วนสามีของเธอคือ ภีม ภีมวัตร เขาเป็นถึงประธานบริษัทตั้งแต่ยังเด็กจนตอนนี้เขาอายุ 30 ปี บริษัทของเขาเจริญเติบโตขึ้นทุกวันเพราะความเก่งของเขา "สวัสดีค่ะ ลินมาขอพบพี่เหนือค่ะ" มาลินีเดินเข้ามาภายในตึกเธอเดินตรงไปที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ก่อนจะบอกพนักงานสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ถึงเธอจะเป็นภรรยาของท่านประธาน เธอก็ไม่อาจขึ้นไปหาเขาโดยพละการ "สวัสดีค่ะ คุณลินรอสักครู่นะคะ" พนักงานสาวก้มหัวให้หญิงสาวเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยพูดด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร "เชิญคุณลินขึ้นไปได้เลยค่ะ ดิฉันได้แจ้งกับเลขาส่วนตัวของท่านประธานเรียบร้อยแล้วค่ะ" "ขอบคุณค่ะ" มาลินีเอ่ยขอบคุณพนักงานสาวก่อนจะเดินตรงไปที่ลิฟต์ด้วยความตื่นเต้น ติ้ง~ เสียงประตูลิฟต์เปิดออกหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินออกจากลิฟท์ ด้วยความประหม่า "สวัสดีค่ะ พี่นนท์" มาลินียกมือไหว้เลขาส่วนตัวของเขาอย่างสุภาพ "สวัสดีครับ คุณลิน" นนท์พยักหน้ารับไหว้ก่อนจะเอ่ยทักทายหญิงสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เอ่อ...ลินขอเข้าไปหาเขาได้มั้ยคะ" มาลินีเอ่ยถามด้วยความเกรงใจและประหม่าอย่างบอกไม่ถูก "ได้ครับ ตอนนี้ท่านประธานไม่มีงานด่วนครับ" นนท์เอ่ยตอบหญิงสาวทันที เขาไม่ได้แจ้งท่านประธานเพราะคิดว่าไม่จำเป็นและอีกอย่างหญิงสาวตรงหน้าก็เป็นถึงภรรยาของเขา ก๊อก ก๊อก ก๊อก "เชิญครับ" มาลินีที่ได้ยินชายหนุ่มตอบกลับมาจึงเปิดประตูทันที "ปริมมาแล้วเหรอพี่กำลังหิวอยู่พอดีเลย" ชายหนุ่มพูดขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสาร หญิงสาวหยุดชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินคนเป็นสามีเรียกผู้หญิงที่เขารัก เขาไม่เคยรอเธอเลยสินะ "มาทำไม" ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าเป็นภรายาที่เขาไม่เคยให้ความสำคัญก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าความเย็นชาทันที "เอ่อ...ลินทำอาหารกลางวันมาให้ค่ะ" มาลินีฝีนยิ้มเมื่อเห็นอาการไม่พอใจของสามีที่แสดงออกมา "ใครสั่ง" ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "เอ่อ...ไม่มีค่ะ" มาลินีส่ายหัวไปมาก่อนจะก้มหน้ามองปิ่นโตในมือด้วยความเสียใจ "กลับไปซะแล้วก็ไม่ต้องเสนอหน้ามาที่นี้อีก" หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง "พี่เหนือ~" เสียงหวานของปริมดังขึ้นหลังจากที่เธอเปิดประตูเข้ามาโดยไม่เคาะ ชายหนุ่มหันไปตามเสียงก่อนจะยิ้มออกด้วยความดีใจ หญิงสาวที่มองคนเป็นสามียิ้มหวานให้เธอคนนั้นด้วยความเจ็บปวด เธอไม่เคยได้รับรอยยิ้มและสายตาอ่อนโยนจากเขาเลยสักครั้ง "อุ้ย...ปริมขอโทษค่ะคิดว่าพี่เหนืออยู่คนเดียว" ปริมแอบสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าภรรยาของเขาก็อยู่ที่นี้ "ไม่เป็นไรครับ...เขาจะกลับแล้วไหนทำอะไรมาให้พี่บ้างเนี่ย" ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินไปหาปริมก่อนจะรั้งแขนเธอให้เดินไปนั่งที่โซฟาโดยไม่สนใจภรรยาที่ยืนอยู่ เขาทำเหมือนเธอเป็นธาตุอาการ "ว้าว น่ากินจังเลยครับ...อร่อยเหมือนเดิมรึเปล่าครับ" หญิงสาวมองภาพนั้นด้วยความอิจฉา น้ำเสียงและท่าทางที่เขามีต่อผู้หญิงคนนั้นชั่งต่างกับเธิโดยสิ้นเชิง หญิงสาวก้มมองปิ่นโตที่เธอตั้งใจทำมาให้เขาด้วยความเสียใจก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องทำงานเขาอย่างเงียบๆ เพราะต่อให้อยู่ต่อก็ไร้ตัวตนสำหรับเขาอยู่ดี "พี่เหนือทำไมพี่ถึงไม่ทานของภรรยาของพี่ละค่ะ" ปริมหันไปมองหญิงสาวที่เดินออกจากห้องด้วยความสงสารเธอรู้ว่าเขาทั้งสองแต่งงานเพราะความต้องการของผู้ใหญ่และเธอมองออกว่าหญิงสาวมีใจให้ชายหนุ่มแต่ความเย็นชาที่ทิศเหนือมีต่อหญิงสาวก็พอจะดูออกว่าชายหนุ่มไม่มีใจให้หญิงสาวเลย "ก็พี่ไม่อยากกินของเขาพี่อยากกินของปริมมากกว่า" ชายหนุ่มเอ่ยตอบกลับทันที "จริงๆ แล้วปริมไม่ควรมาหาพี่เลย...พี่แต่งงานแล้วปริมไม่อยากถูกมองว่าเป็นมือที่สามของใคร" ปริมพูดขึ้นแผ่วเบาก่อนจะก้มหน้ารู้สึกผิด “ไม่มีใครแทนปริมได้… พี่ไม่สนว่าคนอื่นจะมองยังไง พี่แค่อยากให้ปริมอยู่ข้างพี่ก็พอ” ปริมเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจไหววูบอย่างห้ามไม่อยู่ คำพูดของเขาทำให้ความรู้สึกผิดที่มีเมื่อครู่จางหายไป เหลือเพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่เต็มอก เธอรู้ดีว่าความสัมพันธ์นี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่แววตาที่เขามองเธอ...มันยากเกินกว่าจะหันหลังกลับ ด้านลิน หญิงสาวก็เดินไปเรื่อยๆ จนมาถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง เธอยังไม่อยากกลับคอนโดที่เป็นเรือนหอของเธอและเขา เพราะแม้จะกลับไป…ก็มีแต่ความเงียบเหงาที่กรีดแทงใจ หญิงสาวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวยาวใต้ร่มไม้ ก่อนจะเปิดฝาปิ่นโตอย่างแผ่วเบา กลิ่นแกงจืดเต้าหู้หมูสับลอยออกมาอุ่น ๆ น้ำซุปใสที่เธอใช้เวลาต้มเกือบชั่วโมง พร้อมหมูสับที่ปั้นเป็นก้อนกลมพอดีคำ…ทุกอย่างเธอทำด้วยความตั้งใจ เธอจำได้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยพูดติดปากว่า 'ชอบกินแกงจืดของแม่' เพียงแค่นึกถึง เธอก็เผลอยิ้มบางๆ แต่รอยยิ้มนั้นก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงความขมในใจอาหารตรงหน้าไม่ได้ถูกทำขึ้นเพื่อเธอเอง แต่เพื่อคนที่ไม่เคยแม้แต่จะมอง "หึ ตั้งใจทำมาให้เขาสุดท้ายก็ต้องมานั่งกินเอง" หญิงสาวพึมพำออกมาแผ่วเบาก่อนจะตักแกงจืดและข้าวเข้าปากอย่างเงียบๆ ผ่านไปสักพักหญิงสาวก็ทานข้าวจนหมด เธอนั่งมองแม่น้ำที่ไหลผ่านไปเรื่อยเปื่อย ครืน ครืน ครืน เสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้นหญิงสาวหยิบออกมาจากกระเป๋าทันที -คุณแม่- "ฮัลโหลค่ะ คุณแม่" หญิงสาวรับสายคุณแม่ของสามีด้วยความตื่นเต้น "หนูลินทำอะไรอยู่จ๊ะ" คุณวนิดาเอ่ยถามลูกสะใภ้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ลินเพิ่งทานข้าวเสร็จค่ะ...คุณแม่สบายดีมั้ยคะ" หญิงสาวเอ่ยตอบแม่สามีด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเธอพยายามทำตัวให้สดใสแม่ในใจจะแตกสลาย "แม่สบายดีจ๊ะลูก..วันนี้ช่วยพี่เขามากินข้าวที่บ้านได้มั้ยลูก" "เอ่อ...ลินตอบไม่ได้นะคะ...ช่วงนี้พี่เหนือยุ่งๆ ด้วยค่ะ" หญิงสาวนิ่งอึ้งไปก่อนจะหาอ้างไป เธอไม่กล้าบอกเขาหรอก วันนี้เขาจะกลับมากินข้าวกับเธอรึเปล่ายังไม่รู้เลย "หรอลูก...ไม่เป็นไรคอยมาตอนพี่เขาว่างก็แล้วกันนะ แม่วางแล้วน้า~" "ค่ะ...คุณแม่" หญิงสาวถอดหายใจออกมาด้วยความโล่งอกไป คอนโด เวลา 19 : 25 น. ภายในห้องครัวที่มีกลิ่นอาหารลอยอบอวลไปทั่วห้อง หญิงสาวตั้งใจทำอย่างสุดความสามารถ ถึงแม้ว่าคนเป็นสามีไม่เคยได้ลิ้มรสมันเลยสักครั้งแต่เธอก็ยังหวังว่าเขาจะทานมันสักครั้ง เธอมองอาหารมากมายที่จัดเตรียมเสร็จสิ้นอยู่บนโต๊ะอาหารก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย “คืนนี้…ะี่จะกลับมากินสักคำไหมนะ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว ในใจเธอเจ็บหน่วงเมื่อคิดถึงบ่ายวันนี้ ภาพที่เขายิ้มให้ผู้หญิงอีกคนยังชัดเจนเกินไป แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคงลุกขึ้นมาทำอาหารไว้รอเขาเหมือนทุกวัน เหมือนคนโง่ที่ยังฝากความหวังไว้กับสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง เสียงนาฬิกาแขวนบนผนังดังติ๊กต่อก…แต่ละวินาทีเหมือนกรีดลึกลงกลางอก มาลินีนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ว่างเปล่า เธอวางมือลงบนโต๊ะ จ้องมองถ้วยแกงจืดที่ยังมีควันกรุ่น น้ำตาเอ่อขึ้นคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบกะพริบตาถี่ ๆ ไม่ยอมให้มันไหลออกมา “ขอให้สักวัน…พี่จะลองชิมฝีมือลินสักครั้ง” เสียงพร่ากระซิบเบาราวกับอ้อนวอนความเงียบ ห้องครัวที่สว่างไสวดูอบอุ่น แต่กลับหนาวเย็นจับใจ เพราะเก้าอี้อีกฝั่งยังคงไร้เงาของเขา…เหมือนทุกคืนที่ผ่านมา แกร๊ก เวลา 22 : 35 น. เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงหญิงสาวก็ยังนั่งรอคนเป็นสามีอยู่ที่โต๊ะอาหารแต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงเปิดประตูหญิงสาวรีบลุกขึ้นเดินไปหาเขาทันที "พี่เหนือ..." หญิงสาวเอ่ยเรียกชื่อเขาแต่ไม่ทันได้พูดอะไรต่อเพราะเขาเดินผ่านหน้าเธอไปเหมือนเธอเป็นอากาศ หญิงสาวมองตามหลังเขาที่เดินหายเข้าไปภายในห้องนอนของเชาก่อนจะก้มหน้าลงพร้อมกับยิ้มสมเพชในตัวเอง หญิงสาวเดินกลับมาที่โต๊ะอาหารเธอมองอาหารพวกนั้นด้วยสายตาเศร้าหมองก่อนจะนั่งลงทานกินคนเดียวเงียบๆ แต่สายตาของเธอยังค่อยมองไปที่ประตูห้องนอนของเขาเพื่อหวังว่าเขาจะออกมาทานกับเธอแต่ก็ไม่เห็นเจ้าของห้องออกมาเลย หญิงสาวนั่งทานไปสักพักก่อนจะลุกขึ้นหยิบจานไปล้างจานข้าวของเธอหมดไปแค่ครึ่งจานแต่เธอทานต่อไปไม่ไหวแล้วเพราะมันจุกมันปวดหนึบไปทั้งหัวใจ "ฝันดีนะคะ" หลังจากเธอเก็บข้าวภายในห้องครัวเสร็จเธอหันหน้าไปมองประตูห้องเขาก่อนจะพึมพำออกมาแผ่วเบา เมื่อหญิงสาวพูดจบเธอหันหลังเดินไปยังห้องนอนของตัวเองที่มีขนาดเล็กกว่าของห้องนอนของชายหนุ่ม เธอและเขาแยกห้องนอนกันมาตั้งแต่แต่งงานกันมาเวลา 20:30 น.เรือนหอภายในห้องครัวที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงน้ำไหลจากก๊อกและเสียงจานกระทบกันเบา ๆ หญิงสาวร่างบางกำลังล้างจานอย่างเพลิดเพลิน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มบาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว เธอรู้สึกอบอุ่นเล็กน้อยในหัวใจ… เป็นความสุขเล็ก ๆ ที่แทรกตัวขึ้นมาโดยไม่คาดคิดทันใดนั้น เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เธอรีบล้างมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายทันที เมื่อเห็นชื่อเพื่อนสนิทโชว์ขึ้นมาบนหน้าจอ“ฮัลโหล… แพรว มีอะไรรึเปล่า” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส“เปล่าหรอก แค่จะชวนแกไปเที่ยวทะเลด้วยกัน… อีกอย่าง พรุ่งนี้วันเกิดแกไม่ใช่เหรอ”น้ำเสียงปลายสายแฝงความสงสัยเล็กน้อยหญิงสาวชะงักไปชั่วครู่ เธอรีบหันไปมองปฏิทินตั้งโต๊ะที่วางอยู่ไม่ไกล ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ“จริงด้วย… ฉันลืมวันเกิดตัวเองไปได้ยังไงเนี่ย…” เธอพึมพำออกมาแผ่วเบา ราวกับเพิ่งตระหนักว่าเธอเศร้าจนหลงลืมแม้แต่วันสำคัญของตัวเอง“แกไม่มีนัดใช่มั้ย? พรุ่งนี้ฉันไปรับสิบโมงนะ โอเค บ๊ายบาย”“เดี๋ยว… ยัยแพรว”เธอยังพูดไม่ทันจบดี เพื่อนสาวก็วางสายไปเสียแล้ว“ก็ดีเหมือนกัน… ไม่ได้ไปทะเลนานแล้ว” หญิงสาวถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ
เรือนหอรุ่งเช้า เสียงนาฬิกาดิจิทัลที่หัวเตียงดังแผ่ว ๆ บอกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง ร่างสูงที่นอนตะแคงอยู่พลิกตัวช้า ๆ เปลือกตาคมค่อย ๆ เปิดขึ้นรับแสงแดดยามเช้าที่ลอดเข้ามาทางผ้าม่านสีอ่อนชายหนุ่มถอนหายใจยาว มือหนายกขึ้นกดขมับ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างยังคงวนเวียนอยู่ในอกตั้งแต่เมื่อคืน ความว่างเปล่าในห้องของเธอ ภาพห้องที่ถูกเก็บเรียบร้อยแต่ไร้ร่างของมาลินี ยังติดตาอยู่ไม่หาย เขาไม่ควรจะคิดอะไรเลยด้วยซ้ำไม่ควรจะใส่ใจ…แต่ก็หงุดหงิดอยู่อย่างบอกไม่ถูก“จะไปไหนก็เรื่องของเธอสิ…ฉันไม่จำเป็นต้องรู้” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงต่ำ แต่พอเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ ความเงียบที่รายล้อมกลับก่อให้เกิดความรำคาญเล็ก ๆ ราวกับข้างในมันคอยย้ำว่ามีบางอย่างขาดหายชายหนุ่มพลิกตัวลุกขึ้นจากเตียงในที่สุด เขาเดินเข้าห้องน้ำ ใช้เวลานานกว่าปกติในการล้างหน้า แช่ตัวอยู่กับสายน้ำเหมือนต้องการไล่ความคิดฟุ้งซ่าน แต่กลับไม่สำเร็จเมื่อออกมาแต่งตัวเรียบร้อย เขาไม่ได้ตรงไปบริษัทเหมือนเช่นทุกวัน แต่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายหาเลขา“เอางานทั้งหมดของวันนี้มาส่งที่คอนโด ฉันจะทำที่นี่”เสียงทุ้มเอ่ยสั้น ๆ 'ครับท่านประธาน' เลขาหนุ่
เวลา 19 : 30 น.ห้องอาหารแสงไฟอุ่นในห้องอาหารขนาดใหญ่ถูกเปิดขึ้น โต๊ะยาวไม้สักถูกจัดวางอาหารที่แม่บ้านตั้งใจทำอย่างประณีต กลิ่นหอมของกับข้าวที่มาลินีชอบตั้งแต่เด็ก ๆ ลอยอบอวลอยู่ทั่วห้อง“คุณลุงคะ กลิ่นหอมมากเลยค่ะ ดูก็รู้ว่าเป็นอาหารโปรดของลินทั้งนั้น” แพรวพูดพร้อมรอยยิ้ม พลางช่วยแม่บ้านจัดจานเพิ่ม“ก็ต้องสิ…ลูกสาวพ่อกลับมาทั้งที จะให้พลาดได้ยังไง” คุณอภิสิทธิ์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองลูกสาวที่นั่งเงียบ ยกช้อนตักแกงจืดรสอ่อนที่เธอเคยโปรดปรานใส่ถ้วยของเธอ“กินเยอะ ๆ นะลูก ช่วงนี้ผอมไปหรือเปล่า พ่อเห็นแล้วไม่สบายใจเลย” คุณอภิสิทธิ์มองลูกสาวด้วยสายตาที่เป็นห่วง“ค่ะคุณพ่อ ลินจะกินเยอะ ๆ เลย” หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ฝืนยิ้มรับ แพรวนั่งมองเพื่อนพลางยิ้มบาง ๆ เธอเห็นได้ชัดว่าลินพยายามฝืนเก็บความเศร้าไว้ข้างใน แต่ต่อหน้าคุณอภิสิทธิ์ เธอก็ยังคงเป็น “ลูกสาวที่สดใส” ของคุณพ่ออยู่เสมอ“แพรวก็ทานเยอะ ๆ นะลูก อยู่เมืองนอกไม่ค่อยได้กินอาหารไทยแท้ ๆ แบบนี้ใช่ไหม” คุณอภิสิทธิ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น“ใช่เลยค่ะคุณลุง…ห่างบ้านทีไรก็คิดถึงอาหารฝีมือแม่บ้านที่นี่ทุกที” แพรวตอบด้วยความจริงใจ พลางเ
เสียงหัวเราะของแพรวยังคงดังคลอไปกับบรรยากาศในห้าง มาลินีพยายามยิ้มตาม แม้ในใจยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและว่างเปล่า แต่เธอก็รู้สึกว่าการมีเพื่อนอยู่ด้วยทำให้โลกไม่เงียบเหงาเหมือนเคยทั้งคู่เดินทอดน่องเรื่อยๆ เดินผ่านโซนอาหารของห้าง กลิ่นอาหารหอมกรุ่นจากร้านต่าง ๆ ลอยมาแตะจมูก ผู้คนมากมายจับจองโต๊ะ บางคนหัวเราะ บางคู่จับมือกันแน่น เสียงเหล่านั้นบาดลึกลงไปในหัวใจของหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว สายตาของหญิงสาวเผลอกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างเลื่อนลอย ทว่าในเสี้ยววินาทีหนึ่ง เธอกลับชะงักฝีเท้าลงแทบจะทันทีที่มุมหนึ่งของร้านอาหารตกแต่งหรู โต๊ะริมกระจกซึ่งมีแสงไฟอุ่นส่องกระทบ เธอเห็นร่างสูงสง่าของชายคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามหญิงสาวอีกคน...'พี่เหนือ' หัวใจของหญิงสาวแทบหยุดเต้น ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงเอาไว้ เธอไม่จำเป็นต้องกะพริบตาซ้ำก็รู้แน่ว่าเป็นเขา สามีในนามของเธอและผู้หญิงคนนั้น...ก็คือ ปริม หญิงสาวที่เขารักหมดใจปริมกำลังยิ้มอย่างสดใส ดวงตาทอประกายความสุขเมื่อมองชายหนุ่มตรงหน้า เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเธอเล็ดลอดออกมา ขณะที่เหนือเองก็ยกมือขึ้นตักอาหารป้อนปริมด้วยท่าทีอ่อนโยน แววตาที่เขาใช้มองผู้หญิงคนน