เข้าสู่ระบบ
“เจ้า...แค้นข้าหรือไม่”
‘แค้น?’
หญิงสาวอยากหัวเราะ ทว่ากลับกระอักโลหิตออกมาแทน นางสำรอกลิ่มเลือดสีดำเหม็นคลุ้งออกมากองบนพื้น เห็นได้ชัดว่านางถูกพิษร้ายแรงทำร้ายเข้าให้แล้ว เห็นแล้วก็น่าอดสูใจยิ่งนัก
ร่างสูงสง่าสวมอาภรณ์สีทองอร่ามปักลายมังกรบ่งบอกสถานะชัดเจนค่อยๆ นั่งลงบนส้นเท้า บุรุษที่อยู่เหนือคนใต้หล้าก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อมองหญิงสาวที่ใช้ชีวิตร่วมกันกว่าสิบห้าปีที่บัดนี้นอนสยบแทบเท้าของเขาอยู่ ดวงตาของนางนั้นแดงก่ำราวกับถูกย้อมด้วยโลหิต พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีจ้องมองชายผู้นี้ราวกับต้องการจารึกไว้แม้เมื่อไปถึงปรโลกก็จะไม่มีวันลืม
ไม่อาจลืม...คนที่มอบความตายที่แสนเลือดเย็นนี้ให้กับนาง
สิบห้าปีที่นางทุ่มเทและผลักดันเขานั่งบัลลังก์มังกรอย่างมั่นคง ยอมให้มือตนเองเปื้อนเลือดเปื้อนมลทินเพื่อให้เขานั้นงามสง่าอย่างไร้ข้อกังขา ทว่าเขากลับมอบสิ่งนี้ให้แก่นาง
ช่างน่าขบขันสิ้นดี
“เจ้า...”
คล้ายจะเอ่ยวาจาแต่กล้ำกลืนลงไป นางอยากรู้ว่าเขาจะพูดอะไร ...จะมีสิ่งใดพูดให้นางตายตาหลับหรืออยากให้นางทรมานจนไม่อาจลืมเขาได้ลง
ยังมีสิ่งใดที่เขาจะทำร้ายในในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตได้อีก
“เสด็จพี่...นางยังอยู่อีกหรือ?”
เสียงหวานใสเอ่ยถามขณะเดินเข้ามาใกล้ แต่เมื่อเห็นกองลิ่มเลือดบนพื้นก็ชะงักเท้าไม่เข้ามาใกล้ แม้เห็นเพียงรองเท้าปักลายงดงามก็ทำให้รู้ว่าผู้เข้ามาเป็นใคร หญิงสาวเบนสายตามองก็เป็นจริงตามที่คิดไว้ มือเรียวงามประคองครรภ์ที่หน้านูนอย่างเห็นได้ชัด ช่างตอกย้ำสิ่งที่นางไม่อาจครอบครองได้ ถูกต้อง นางไม่อาจตั้งครรภ์มีบุตรเพราะที่ผ่านมา นางใช้ชีวิตในสนามรบ นางคือคนสกุลฟู่ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้พิทักษ์ แคว้นเหลียนอวิ๋น มาหลายชั่วอายุคน ตระกูลของนางได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้พระองค์ก่อน เป็นพระสหายและคอยอยู่เคียงข้าง จนมีสัญญาต่อกันว่า หากตระกูลฟู่มีบุตรตรีจะได้รับแต่งตั้งเป็นฮองเฮา ผ่านมาสองรุ่น ตระกูลฟู่จึงมีบุตรสาวก็คือนาง-ฟู่หรงซิน
“เจ้าไม่ควรอยู่ที่นี่ ระวังกระทบกระเทือนครรภ์ของเจ้า”
“หม่อมฉันเป็นห่วงฝ่าบาทเพคะ เกรงว่านางจะทำให้ฝ่าบาทมีอันตราย”
“เด็กดี นางทำอันใดไม่ได้อีกแล้ว”
น้ำเสียงของจอมราชันย์ผู้เพียงพร้อมไปด้วยอำนาจเอ่ยอย่างอ่อนโยนและรักใคร สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำให้ฟู่หรงซินเข้าใจว่าเขาไม่เคยรักนางเลย ไม่มีแม้แต่ความห่วงหาอาทร
หากเขามีสิ่งนั้นให้นาง นางคงไม่ต้องอยู่ในสภาพน่าเวทนานี้ แม้สวมอาภรณ์ฮองเฮาเคียงข้าง แต่หัวใจนั้นแสนไกลห่าง ห่างจนไม่อาจรู้ได้ว่าอีกฝ่ายไม่เคยมีใจให้ ทุกอย่างเป็นเพียงคำสั่งของ ฮ่องเต้อี้เจ๋อหมิง มอบสมรสพระราชทานนางกับรัชทายาทอี้หยางเซิน ไม่สิ ตอนนี้เขาคือฮ่องเต้หยางเซิน
และเพื่อให้หลี่เมิ่งหยุนได้เป็นฮองเฮาถึงกับมอบความตายให้นาง
เขารีบร้อนถึงเพียงนี้? หรือเพราะกลัวว่านางจะเกิดตั้งครรภ์ให้กำเนิดบุตรมาแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกับหลี่เมิ่งหยุน
ใครจะรู้ว่าชีวิตแม่ทัพหญิงผู้เกรียงไกรสุดท้ายจะตายด้วยน้ำมือบุรุษที่นางรักสุดหัวใจ
ความรัก
ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
ความเจ็บปวดเกิดกว่าที่ร่างกายจะเคยสัมผัส แม้ที่ผ่านมาร่างกายนี้ถูกลูกศรพุ่งทะลุหรือคมกระบี่พาดเข้าใส่ ฟันฝ่าวงล้อมทหารนับหมื่นพาสหายร่วมรอดตายราวปาฏิหาริย์ แต่ครั้งนี้...คงไม่มีอีกแล้ว
หลี่เมิ่งหยุนปรายตามองพร้อมรอยยิ้มอย่างคนที่เฝ้ารอวาระนี้มานาน ริมฝีปากสีชาดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานใส
“พี่หญิงไม่ต้องกลัวนะ ครอบครัวสกุลฟู่อีกหนึ่งร้อยสามสิบชีวิตจะถูกส่งไปเป็นอยู่เป็นเพื่อนท่านที่ปรโลกด้วย”
“!!!”
“หยุนเอ๋อร์ เจ้าตั้งครรภ์อยู่ อย่าได้พูดเรื่องอัปมงคลเช่นนี้”
ได้ยินฮ่องเต้หยางเซินเอ่ยเช่นนั้นยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่หลี่เมิ่งหยุนพูดเป็นเรื่องจริง ใครทำอะไรกับนางก็ได้ แต่ครอบครัวของนาง ตระกูลฟู่หนึ่งร้อยสามสิบชีวิตไม่มีความผิดใด เหตุใดต้องสังหารล้างตระกูล!
ร่างกายแสบร้อนราวมีกองไฟเผาไหม้ นางดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอด ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อคนสกุลฟู่ที่ต้องมาตายเพราะนาง มือที่เกร็งและปลายนิ้วเป็นสีม่วงคล้ำยื่นไปหมายจะคว้าเท้าของชายผู้ที่เคยนอนร่วมเรียงเคียงหมอน แต่เขากลับชักเท้าหนีด้วยท่าทีรังเกียจ ปลายนิ้วของนางสัมผัสได้เพียงแค่ปลายรองเท้าของเขาเท่านั้น
“อย่าได้กังวลเลยหรงซิน อย่างไรเสีย ข้าจะเมตตาฝังเจ้าพร้อมกับคนสกุลฟู่ก็แล้วกัน”
“เสด็จพี่ นางเป็นฮองเฮาของท่านเชียวนะ มิให้นางอยู่ในสุสานหลวงหรือ?”
ชั่วเวลาอันแสนสั้น ทั้งสองสบตากันนิ่งงัน นางเห็นเพียงริมฝีปากขยับเอ่ยวาจา
“หญิงทรราชผู้นี้ ข้าให้นางตายโดยที่ร่างกายยังครบสมบูรณ์ก็นับว่ามีเมตตาแล้ว”
คนชั่วช้า! อี้หยางเซิน เจ้าคนสารเลว! หากเจ้าแตะต้องคนตระกลูฟู่ของข้า! ต่อให้ข้ากลายเป็นผีก็จะไม่ละเว้นเจ้า!
สวรรค์ช่างไร้ตา นี่คือสิ่งที่สรรค์มอบให้ข้าหรือ? คุณงามความดีที่ข้า-ฟู่หรงซินและตระกูลฟู่หลายชั่วอายุคนจงรักภักดีต่อแผ่นดิน แคว้นเหลียนอวิ๋น กลับได้ความตายและป้ายสีให้เป็นทรราชอย่างนั้นหรือ?!
แต่ชาติก่อนนางละเลยไม่สนใจคำพูดของมารดา ซ้ำยังถูกหลันหวงกุ้ยเฟยเป่าหูให้รังเกียจมารดาของตนอีก เสื้อผ้าอาภรณ์รวมทั้งเครื่องประดับเหล่านี้ชาติก่อนนางไม่แตะด้วยซ้ำ ฟู่หรงซินถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดกับเสี่ยวสือ “เจ้านำเสื้อผ้าเหล่านี้ไปเก็บ แล้วช่วยเตรียมเสื้อผ้าสำหรับเดินทางสักสามสี่ชุดให้ข้าด้วย” “เจ้าค่ะ” เสี่ยวสือไม่กล้าถามอะไรมาก แม่ทัพน้อยสั่งอะไรก็ทำตามนั้น ฟู่หรงซินพยักหน้าให้แล้วหันไปพูดกับเซี่ยหลิน “วันนี้ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า” “ผู้น้อยทราบแล้ว” เซี่ยหลินเองก็ไม่ซักถามสิ่งใด เขาหมุนตัวเดินออกไปราวกับทหารที่รับคำสั่ง หญิงสาวมองแผ่นหลังกว้างของเขาแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า หากบุรุษผู้นี้ไม่ถูกส่งมาฐานะตัวประกัน เขาจะเป็นอย่างไร ท่าทางสูงส่งและความรู้ความเชี่ยวชาญในหลายด้าน หากไม่เพราะปัญหาภายในแคว้นก็คงไม่ต้องมาเป็นตัวประกันเช่นนี้ นางแค่รู้สึกมีบางอย่างผูกพันกับเซี่ยหลิน ทั้งที่ในชาติก่อนนางกับเขาแทบไม่เคยสนทนากันด้วยซ้ำ ทว่านางกลับรู้สึกว่าต้องช่วยเขาไม่ให้มีชีวิตตกต่ำในเช
เมืองชิงอันอยู่ไม่ไกลควบม้าเร็วไม่เกินสองวันก็ถึง แต่ท่านอาสามไปด้วยต้องใช้รถม้าในการเดินทางอย่างน้อยก็สามวันก็ถึงที่หมาย หากนางล่วงหน้าไปก่อนก็เกรงว่าจะดูไม่ดีนัก จำเป็นต้องเดินทางไปพร้อมกับท่านอาสาม “เจ้ารีบร้อนถึงเพียงนี้” “ท่านอาสามก็รู้ ข้ามีเวลาสองเดือน หากยังเลือกบุรุษที่ถูกใจไม่ได้ก็ต้องแต่งเป็นชายาของรัชทายาทหยางเซิน” ฟู่เจ๋ออวี่โคลงศีรษะไปมา “อาไม่เข้าใจจริงๆ เจ้ามีเรื่องใดกันแน่ ทั้งที่แต่ก่อนนั้นเจ้าหลงใหลรัชทายาทมากนัก” “หลงใหล?” ฟู่หรงซินเลิกคิ้ว “เหตุใดข้าไม่รู้ตัวว่าหลงใหลคนผู้นั้น” เซี่ยหลินที่นั่งอยู่ตรงนั้นจึงได้ฟังการสนทนาของอา-หลาน แม้รู้ว่าเสียมารยาทแต่ไม่มีคำสั่งของแม่ทัพน้อย เขาจะลุกออกไปก็ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องฟังเรื่องราวเหล่านี้ไปด้วย ฟู่เจ๋ออวี่มองหลานสาวแล้วก็ทอดถอนใจ นางอาจเก่งกาจในสนามรบ แต่เรื่องระหว่างชายหญิงนั้นไม่ประสีประสา แต่ด้วยนิสัยของนางหากเข้าไปอยู่ในวังหลังก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับเรื่องราวมากมายนั้นได้หรือไม่ มิใช่ว่าเขาดูแคลนฟู่หรงซิน แต่เพราะเขารู้นิสัยของนางดี
“เมืองชิงอัน? เหตุต้องไปที่เมืองชิงอัน? นี่เจ้าเพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวงไม่ถึงสิบวันก็หาเรื่องจะออกไปอีกแล้วรึ” ฟู่เจ๋ออวี่ เอ่ยถามทั้งที่มือยังถือเม็ดหมาก สายตามองอยู่ที่กระดานเบื้องหน้า คู่เดินหมากของเขาในวันนี้คือเซี่ยหลิน องค์ชายตัวประกันนาม บุรุษที่หลานสาวตัวดีฟู่หรงซิน ‘ขอ’ มาไว้ข้างกาย ส่วนตัวต้นเรื่องนั้นนั่งอยู่ด้านข้างและเคี้ยวเมล็ดแตงโมไปด้วย ฟู่เจ๋ออวี่กลับมาอยู่จวนโหวแล้วเขามีบ่าวรับใช้ข้างกาย ชื่ออิงหลานคอยดูแลเรื่องทั่วไป แต่ยามอยู่ค่ายทหาร เขาก็ใช้ทหารในค่ายช่วยทำสิ่งต่างๆ อิงหลานยืนอยู่ด้านข้างกับอาจั่ว ทั้งสองแม้เป็นบ่าวรับใช้แต่สถานะดีกว่าบ่าวทั่วไป ที่สำคัญยังมีวรยุทธ์อีกด้วย “มีเรื่องต้องไป” ฟู่หรงซินพูดสั้นๆ นางเดินหมากกระดานได้แต่ถ้าอาสามไม่ออมมือให้ นางก็พ่ายแพ้ทุกคราวไป อาสามชอบเดินหมากกระดานมากและเมื่อนางรู้ว่าเซี่ยหลินมีความสามารถด้านนี้ จึงลากเขามาประลองฝีมือกับอาสาม “เจ้านี่ช่างสรรหาแต่เรื่องจริงๆ สร้างเรื่องที่เมืองหลวงแล้วจะหนีไปเมืองชิงอันหรือ?” “อาสามก็กล่าวเกินไป ถ้าข้าหนีจะมาบอกอาสามห
“ลูกรู้ว่าทำให้เสด็จแม่ลำบากมามาก แต่ต่อไปเราจะพึ่งพาผู้อื่นน้อยลง และเป็นผู้อื่นที่มาหวังพึ่งพาบารมีของเสด็จแม่ เมื่อถึงตอนนั้นคงทำมให้เสด็จต้องเหน็ดเหนื่อยเป็นแน่” “พูดอะไรอย่างนั้น เพื่อลูกแล้วแม่ไม่เหนื่อย แต่ลูกคิดจะทำสิ่งใดรึ?” หยางเซินอมยิ้มน้อยๆ แล้วลุกขึ้นรินน้ำชาให้มารดา “อีกสิบวันจะเกิดดินถล่มที่เมืองชิงอัน ชาวบ้านจะเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ลูกอยากขอยืมชื่อเสด็จแม่ในการตั้งโรงทานแจกจ่ายอาหาร รวมทั้งส่งหมอไปดูคนเจ็บป่วยที่นั้นพ่ะย่ะค่ะ” “เจ้ารู้ได้อย่างไร แล้วเรื่องเงิน...” “เรื่องเงินนั้นเสด็จแม่ไม่ต้องกังวล ลูกมีวิธีของลูก ส่วนรู้ได้อย่างไรนั้น ขอเสด็จแม่โปรดเชื่อใจลูก ลูกจะทำให้เสด็จพ่อเชื่อมั่นในตัวลูกและไม่ทำให้ฐานะรัชทายาทต้องสั่นคลอนแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” “พูดเช่นนี้ แม่ก็วางใจ อย่างไรเสียแม่ก็เชื่อใจและเชื่อมั่นในความสามารถของลูก” “เช่นนั้นลูกของตัวไปทำงานก่อนนะ เสด็จแม่อย่าน้อยใจที่ลูกไม่ได้มาหาบ่อยนะพ่ะย่ะค่ะ” “ไปเถอะๆ ไม่ต้องเป็นห่วงแม่” “พ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่”
ทันทีที่รัชทายาทหยางเซินกลับถึงตำหนักบูรพา นางกำนัลที่รออยู่ก็รีบแจ้งข่าวทำให้ชายหนุ่มต้องไปพบหลันหวงกุ้ยเฟยที่ตำหนัก อาจเพราะอารมณ์ดีทำให้เขาเข้าไปพบพระมารดาด้วยสีหน้าเบิกบาน แม้แต่หลันถิงอวี้ยังประหลาดใจ “มีเรื่องดีอะไรที่ทำให้เจ้าเบิกบานถึงเพียงนี้” “เสด็จแม่ล้อลูกเล่นแล้ว” หยางเซินยิ้มน้อยๆ รอจนมารดาโบกมือไล่นางกำนัลออกไปหมดแล้ว จึงก้าวเข้าไปนั่งด้านข้าง หลันถิงอวี้คือมารดาของหยางเซิน นางครองตำแหน่งหวงกุ้ยเฟยเป็นรองเพียงฮองเฮา ทว่าโอรสของนางได้รัชทายาท เหตุเพราะฮองเฮามีแต่พระธิดาถึงสามพระองค์ ทว่าฮ่องเต้เองก็ทรงมีพระโอรสถึงเก้าพระองค์ หยางเซินของนางนั้นเป็นองค์ชายลำดับที่ห้า กว่าจะได้มาซึ่งตำแหน่งรัชทายาทนั้นก็ไม่ง่ายเลย แม้ยามนี้ถูกแต่งตั้งเป็นรัชทายาทแล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นคงนัก ฮองเต้อาจเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา และตัวแปรสำคัญก็คือสตรีมากเรื่องฟู่หรงซินผู้นั้น “เสด็จแม่มีเรื่องดีอะไรหรือไม่ สีหน้าจึงแช่มชื่นเช่นนี้” “อ่อ...” นางตื่นจากภวังค์แล้วก็แย้มยิ้มให้บุตรชาย “เรื่องสนมมู่จินนั้น เป็นเช่นที่ลูกพูดไว้ทุกประ
ฟู่หรงซินพลิกข้อมือหวังให้หลุดจากการเกาะกุม ทว่ารัชทายาทหนุ่มกลับรู้ทันเขาหมุนข้อมือตามและยึดข้อมือนางไว้ได้ แม่ทัพหญิงเลิกคิ้วประหลาดใจ เท่าที่นางรู้นั้น อี้หยางเซินนั้นมีวรยุทธ์ก็จริงแต่อ่อนด้อยกว่านางมากนัก เขาเก่งบุ๋น นางเก่งบู๊ ในชาติก่อนนางคิดว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมลงตัวแล้ว เพราะนางอาศัยกำลังของตนปกป้องแคว้นส่วนเขานั้นบริหารบ้านเมือง แต่ที่เขาทำเมื่อครู่นี่...เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นวรยุทธ์ พ่อบ้านอู่เห็นสองหนุ่มสาวที่ยืนจ้องตาส่วนมือก็ยื้อยุดกันอยู่จึงพยักหน้าให้คนอื่นๆ ออกจากห้องโถง ถึงอย่างไรก็เป็นคู่หมั้นคู่หมาย หากสองเดือนนี้แม่ทัพน้อยยังหาบุรุษที่ถูกใจไม่ได้ ก็ต้องเป็นชายารัชทายาท แม้เซี่ยหลินได้รับคำสั่งว่าให้ฟังคำสั่งเพียงแค่แม่ทัพน้อยเท่านั้น แต่ในสถานการณ์นี้ เขาเองก็ต้องทำตามที่พ่อบ้านอู่ส่งสัญญาณ ดูๆไป ความสัมพันธ์ของแม่ทัพน้อยกับรัชทายาทก็เหมือนคู่รักทั่วไป เขาเองก็ไม่เข้าใจว่านางจะปฎิเสธตำแหน่งชายารัชทายาทไปเพื่อสิ่งใด ฟู่หรงซินสนใจเพียงอี้หยางเซินจึงไม่ทันรู้ตัวว่าในห้องโถงเหลือเพียงนางกับเขาเท่านั้น แม่ทัพหญิงออกกระบวนท่าแต่อี้







