Mag-log in“ท่านแม่ทัพน้อย! ท่านแม่ทัพน้อยขอรับ!”
หญิงสาวผวาเฮือก ดวงตางามเบิกโพลงแล้วยันกายขึ้นนั่ง ใต้ฝ่ามือคือพื้นหญ้านุ่มไม่ใช่พื้นกระเบื้องเยียบเย็น ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อราวตากฝน ร่างกายสั่นสะท้านและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หัวใจยังเต้นรัวจนทำให้นางยกมือขึ้นทาบไปที่อกตรงตำแหน่งหัวใจ
หัวใจ
หัวใจยังคงเต้นอยู่
เช่นนั้น...นางคงยังไม่ตายใช่ไหม?
“ทะ...ท่านแม่ทัพน้อย...ท่านเป็นอะไรหรือไม่ขอรับ”
‘ท่านแม่ทัพน้อย’
นานเพียงใดแล้วที่ไม่มีใครเรียกนางเช่นนี้ นับตั้งแต่ถูกแต่งตั้งเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทและต่อมานางก็นั่งเคียงข้างเขาในฐานะฮองเฮา
เอ๊ะ!
นางลูบคลำอกเสื้อแล้วก้มมองก็พบว่าตนเองสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ ปกติยามที่ฝึกซ้อมทหารนางมักสวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายสีเข้มเพราะเคลื่อนไหวคล่องตัว และนางมักทำเสื้อผ้าสกปรกจน ‘อาจั่ว’ บ่นอยู่เสมอ
“อาจั่ว?”
“ขอรับ?” อาจั่วเป็นเด็กรับใช้ที่มารดาส่งมารับใช้นางในสนามรบ มารดาเกรงว่าจะไม่มีคนคอยดูแลเรื่องส่วนตัวของนางแต่จะส่งสาวใช้มาก็เกรงว่าจะดูไม่ดีนัก เพราะอย่างไรนางก็เป็นแม่ทัพ ไม่ควรทำตัวมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น แค่เด็กรับใช้ติดตามมาด้วยก็นับว่ามากเกินพอแล้ว
“อาจั่ว! เจ้า! เจ้ายังไม่ตาย!” ฟู่หรงซินยื่นมือไปลูบคลำตัวเด็กรับใช้ที่อายุน้อยกว่านางเพียงปีเดียว เขามีรูปร่างสูงโปรงและเป็นวรยุทธเพียงแค่ไม่เก่งกาจเท่ากับนาง แต่ก็ดูแลรับใช้นางมาตั้งแต่นางอายุแค่สิบขวบ จนบัดนี้...
ประเดี๋ยวก่อน นาง...ตอนนี้อายุเท่าใดกัน
มิใช่ว่า..เมื่อครู่...นางสิ้นใจในวังหลวงหรือ?
“แม่ทัพน้อย...เหตุใดอยากให้อาจั่วอายุสั้นนักเล่า” บ่าวรับใช้โคลงศีรษะไปมา “บ่าวทำอะไรให้แม่ทัพน้อยไม่พอใจหรือ?”
ฟู่หรงซินคว้าบ่าวรับใช้มากอดแล้วตบแผ่นหลังอยู่หลายครั้ง น้ำหนักมือของนางไม่น้อยทำเอาอาจั่วแทบกระอักโลหิต เขาคุ้นชินกับการความสนิทสนมนี้ บรรดาทหารในค่ายทหารก็เช่นกัน แม้รู้ว่านางเป็นหญิงก็ตาม แต่พละกำลังและความแข็งแกร่งรวมทั้งวรยุทธสูงส่งทำให้ไม่มีใครกล้าต่อกรกับแม่ทัพน้อยผู้นี้แล้ว แต่ทำไมจู่ๆ พูดเช่นนั้นออกมาเล่า? ปกติแม่ทัพน้อยพูดจาโพงพางตรงไปตรงมา แต่เหตุใดเอ่ยเรื่องความเป็นความตายเช่นนั้น เขาทำอะไรผิดหรือ?
สิ่งที่ฟู่หรงซินจำได้ก็คือ หลังจากนางรับตำแหน่งชายาขององค์รัชทายาทได้ไม่นาน อาจั่วที่ติดตามเป็นข้ารับใช้เข้าตำหนักบูรพาด้วยนั้น ติดตามอยู่ข้างกายนางแค่ปีเศษก็สิ้นใจในเวลาอย่างไม่ทราบสาเหตุ คล้ายว่าคนรอบข้างนางตายหรือหายตัวไปที่ละคนสองคน จนกระทั่งนางอยู่ตำแหน่งสูงสุดจึงรู้ว่าไร้คนสนิทข้างกาย
“อาจั่ว! ปีนี้ข้าอายุเท่าไร”
“เอ่อ...” อาจั่วตั้งสติแทบไม่ทัน วันนี้แม่ทัพน้อยเอ่ยถ้อยคำแปลกๆ มากมายเหลือเกิน “ปีนี้แม่ทัพน้อยอายุสิบแปดปีขอรับ ท่านเกิดก่อนข้าหนึ่งปี”
“ที่นี่...” นางผละจากร่างของอาจั่วแล้วดีดตัวขึ้นไปยืนบนก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งทำให้มองเห็นบริเวณรอบตัวได้ชัดเจน ทิวเขาที่นางเห็นตลอดจนทุ่งหญ้าที่กว้างสุดสายตา และธงรูปพยัคฆ์ที่โบกสะบัดไปตามแรงลม นี่คือนอกด่านและที่ตั้งของค่ายพยัคฆ์คำรามที่นางบัญชาการอยู่
“แม่ทัพน้อย ท่านเป็นอะไรหรือไม่” คราวนี้อาจั่วกลัวแล้วจริงๆ ไม่เคยเห็นแม่ทัพน้อยเป็นเช่นนี้มาก่อน
“ไม่...ข้าไม่ได้เป็นอะไร” นางยกมือลูบใบหน้าและพบว่าเต็มไปด้วยเหงื่อ “เมื่อครู่ข้าเผลอหลับไป”
“อ่อ...เป็นเช่นนั้นเอง” อาจั่วถอนหายใจโล่งอก “บ่าวเตือนท่านแล้ว ไม่ควรหลับในที่โล่งแจ้งเช่นนี้ ไม่มีผู้คุ้มกันและท่านจะไม่สบายเอาได้”
“ใช่ ...ข้ารู้สึกไม่สบายนิดหน่อย” ฟู่หรงซินไม่แน่ใจนัก เมื่อครู่นางหลับไปจริงๆ แต่เป็นฝันที่ยาวนาน... นานถึงสิบห้าปี หรือเป็นแค่ฝัน? หรือว่าสวรรค์เมตตาให้นางกลับมาตอนที่อายุสิบแปดอีกครั้ง
หญิงสาวครุ่นคิดทบทวน หากนี่เป็นความจริงที่นางย้อนกลับมาวันที่อายุสิบแปดปี นางเพิ่งเสร็จศึกปราบศัตรูแคว้นฉู่ ราชทูตทำการเจรจาทำหนังสือสงบศึกแล้ว นางจึงได้รับพระบัญชาจากฮ่องเต้อี้เจ๋อหมิง ให้กลับเมืองหลวงพร้อมทหารสกุลฟู่ จากนั้นไม่นาน ...นางจะได้รับราชโองการให้เป็นพระชายาของ รัชทายาทอี้หยางเซิน
“อาจั่ว!” นางหันมาถามบ่าวรับใช้ “คณะราชทูตแคว้นฉู่มาถึงหรือยัง”
“อ่า...หลังจากเจรจาลงนามเรียบร้อยก็เดินทางกลับแล้วขอรับ”
“กลับแล้ว? กลับได้กี่วันแล้ว”
“สองวันขอรับ”
ราชทูตแคว้นฉู่กลับแล้ว ...เช่นนั้น...
“ท่านแม่ทัพน้อย!!”
เสียงทหารตะโกนก้องก่อนที่ม้าจะควบมาหยุดอยู่เบื้องหน้าแม่ทัพหญิงผู้เกรียงไกร ทหารผู้นั้นรีบลงจากหลังม้าแล้วรายงาน
“ทางเมืองหลวงส่งสาส์นมาขอรับ ให้ท่านแม่ทัพน้อยกลับเมืองหลวง”
แม่ทัพหญิงได้แต่ยืนนิ่งงันท่ามกลางกระแสลมที่พัดผ่าน
หรือว่า...นางจะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง!
ฟู่หรงซินควบม้าเข้าไปถึงเขตที่คาดว่าจะเกิดภูเขาถล่ม ไม่มีฝนตก ไม่มีหิมะ เหตุใดจึงเกิดภูเขาถล่มปิดเส้นทางหลักซึ่งตัดขาด จากนั้นพี่รองของนางซึ่งอยู่ใกล้เมืองชิงอันมากที่สุดนำทหารเข้ามาช่วยจัดการพื้นที่ ทว่าตนเองกลับได้รับบาดเจ็บสาหัส หญิงสาวลงจากหลังม้าแล้วผูกเชือกไว้กับต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก นางหมายตาต้นไม้สูงที่อยู่เบื้องหน้าและใช้วิชาตัวเบาดีดส่งตัวเองขึ้นไปกิ่งไม้ที่สูงที่สุดเพื่อจะได้มองเห็นภูเขาได้ชัดเจนที่สุด สองมือยกขึ้นกอดอกขณะเอนหลังลำต้น จะเป็นไปได้หรือ? คนของนางสืบเรื่องนี้ไม่พบความผิดปกติใดๆ หรือจะเป็นเหตุการณ์ทางธรรมชาติจริงๆ ซึ่งมันก็มีความเป็นไปได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรนางต้องระวังไว้ไม่ให้พี่รองได้รับบาดเจ็บอีก นางสำรวจเส้นทางรอบภูเขาถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน ก็ยังไม่เห็นความผิดปกติ ถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางหลักที่ผู้คนเดินทาง โดยเฉพาะการค้าขายที่ต้องผ่านเส้นทางนี้ เดิมทีเคยมีโจรป่าดักปล้นพ่อค้าบ่อยครั้ง จนหลายปีก่อนฮ่องเต้รับสั่งให้พี่รองนำทหารมาปราบ พี่รองใช้เวลาครึ่งปีจึงจัดการได้เบ็ดเสร็จ ไม่มีโจรป่าอีก พี่รองจึงย้ายไปประจำที่ค่ายตงเป่ย คอยดูแลแผ่นดินท
“ผู้น้อยมีสิทธิ์คิดแค้นหรือ?” เซี่ยหลินเอ่ยขึ้นน้ำเสียงราบเรียบราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น “เรื่องเป็นเช่นนี้เพราะความสามารถของแม่ทัพฟู่จิ่งเหยียนก็จริง แต่ในแคว้นของผู้น้อยเองก็มีปัญหาภายใน เป็นเหตุให้ตัวผู้น้อยต้องมาอยู่ที่นี่ หากต้องคิดแค้นคงต้องแค้นคนในของตนก่อน" ฟู่เจ๋ออวี่ได้ฟังกลับรู้สึกพอใจ เพราะคนผู้นี้ไม่ได้พูดจาเอาอกเอาใจ และไม่ได้เสแสร้ง เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่แค้นที่สุดคงจะเป็นคนในแคว้นจิ่นหลัวเอง หรือไม่ก็แค้นตนเองที่อ่อนแอไร้กำลัง เซี่ยหลินเห็นรอยยิ้มมุมปากของกุนซือฟู่ก็ทำให้เขาเข้าใจความคิดอีกฝ่ายได้ ซึ่งก็สมแล้วกับที่เป็นกุนซือข้างกายแม่ทัพน้อย “กินข้าวเถอะ” ฟู่เจ๋ออวี่ไม่พูดอะไรอีก เรื่องที่ควรพูดก็พูดไปแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่หลานสาวตัวดีจะจัดการอย่างไรต่อ เรื่องยุ่งยากที่สุด คือเรื่องของคนที่แอบหนีไปแล้วต่างหาก เขาที่เป็นถึงกุนซือยังไม่อาจคาดเดาความคิดของฟู่หรงซินได้เลยยามโหย่ว (17.00 – 19.00 น) วัดร้างแห่งหนึ่ง หญิงสาวสวมชุดบุรุษทะมัดทะแมงสีดำอำพราง แต่ความองอาจน่าเกรงขามแผ่รัศมีออกมาจนเหล่าทหารลับแทบไม่ต้องดูตราประจ
อิงหลานมีหน้าที่ดูแลปรนนิบัติฟู่เจ๋ออวี่ เมื่อถึงโรงเตี้ยมก็ผละไปจัดการเรื่องที่พักและเตรียมน้ำอุ่นสำหรับอาบ ฟู่หรงซินสั่งให้ดูแลเรื่องอาหารการกินให้ดี และสั่งอาจั่วให้ดูแลคุณชายเซี่ยหลิน “บ่าวมีหน้าที่รับใช้แม่ทัพน้อยนะขอรับ ไม่ใช่...” อาจั่วโอดครวญพลางเตือนสติ “ข้าก็ไม่ได้ให้เจ้าไปรับใช้เขา แค่ให้ดูแลอาหารการกินและที่พักให้สะดวก ก็แค่นั้นเอง”ฟู่หรงซินตบไหล่อาจั่วสองสามที แต่แรงของนางทำให้อาจั่วถึงกับตัวเซไปหลายก้าว นางยิ้มทะเล้นอย่างลืมตัวแล้วโบกมือไล่อาจั่วออกไปจากห้องของนาง ในห้องไร้ผู้อื่นแล้วจึงเปิดหน้าต่างกวาดตามองไปด้านนอก เพียงครู่เดียวแววตาของนางเปลี่ยนไปจากที่เต็มไปด้วยความจริงจัง นางหยิบผ้าสีดำสะบัดในอากาศแล้วปิดครึ่งใบหน้า นางสวมเสื้อผ้าบุรุษอยู่แล้วจึงไม่ต้องเสียเวลาผลัดเปลี่ยน เงาร่างเพรียวบางกระโจนออกจากทางหน้าต่าง รวดเร็วราวกับสายลมพัดผ่าน แต่กระนั้นการเคลื่อนไหวของนางยังอยู่ในสายตาของเซี่ยหลิน เขายืนอยู่ข้างหน้าต่างพอดี จึงทันได้เห็นการเคลื่อนไหวคล่องแคล่วและรวดเร็ว หากว่าเขายังมีวรยุทธ์อยู่ ก็คง...ช่างเถอะ คิดถึงเรื่องที่
รถม้าไม่โอ่อาใหญ่โตแต่ก็กว้างขวางสะดวกสบายกว่าที่ฟู่หรงซินเคยใช้ ซึ่งปกตินางก็ไม่ค่อยใช้นัก แต่เพื่อความสะดวกสบายของฟู่เจ๋ออวี่นั้น ฟู่หรงซินก็ขัดข้องอันใด ในรถม้าบรรจุคนสามคนนั่งอย่างสบาย คนที่สามนั้นก็คือคุณชายเซี่ยหลินที่ถูกลากมาด้วยกัน ส่วนอาจั่วนั้นทำหน้าที่สารถีอย่างจำใจ เซี่ยหลินยังคงนั่งตัวตรงด้วยท่าทีสุภาพ ต่อให้ถนนหนทางโคลงไปเคลงมาเขาก็ยังเป็นเช่นก้อนหิน เสื้อผ้าที่สวมดูกระชับขึ้นอาจเพราะกินดีอยู่ดีได้หลับเต็มอิ่ม หรือไม่ก็เพราะการจัดการของพ่อบ้านที่จัดหาเสื้อผ้าที่พอดีตัวให้คุณชายเซี่ยหลินสวมใส่ ส่วนนางนั้นก็ยังคงเป็นชุดบุรุษทะมัดทะแมงเช่นเคย “แค่ท่องจำนั้นยังไม่พอ ต้องปฏิบัติได้ด้วย” ฟู่เจ๋ออวี่ตำหนิหลานสาว แต่ก็นึกประหลาดใจที่นางสนใจเรื่องจารีตธรรมเนียมและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่สตรีควรรู้ ปกตินางไม่เคยสนใจเรื่องเหล่านี้ หรือว่าจะเ
ฟู่หรงซินก็ไม่คุ้นเคยกับการแต่งชุดของสตรีนัก แทบจะนับครั้งได้ที่นางแต่งกายเป็นสตรี ชาติก่อนนางก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเสื้อผ้าอาภรณ์ของตนนั้น ทุกอย่างล้วนเป็นหลันหวงกุ้ยเฟยมารดาของอี้หยางเซินจัดการให้ นางเชื่อหมดใจว่าหลันหวงกุ้ยเฟยหวังดีกับนาง แท้ที่จริงนางหวังตำแหน่งไทเฮา ชาตินี้อะไรที่ชาติก่อนไม่ได้ทำ นางก็อยากลองทำดู เช่นการสวมชุดสตรีอย่างนี้ แต่ดูเหมือนไม่ค่อยเหมาะกับนางกระมัง แม้แต่เซี่ยหลินยังพูดไม่ออกแม้สักครึ่งคำ “ช่างเถอะ” นางโบกมือไปมาไม่ได้ใส่ใจนัก ต่อให้เขาเอ่ยปากว่านางงดงามราวเทพธิดา นางก็คงไม่เชื่อคำพูดของเขา “เอ่อ...” เซี่ยหลินเพิ่งได้สติ แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้ว เพราะแม่ท
แต่ชาติก่อนนางละเลยไม่สนใจคำพูดของมารดา ซ้ำยังถูกหลันหวงกุ้ยเฟยเป่าหูให้รังเกียจมารดาของตนอีก เสื้อผ้าอาภรณ์รวมทั้งเครื่องประดับเหล่านี้ชาติก่อนนางไม่แตะด้วยซ้ำ ฟู่หรงซินถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดกับเสี่ยวสือ “เจ้านำเสื้อผ้าเหล่านี้ไปเก็บ แล้วช่วยเตรียมเสื้อผ้าสำหรับเดินทางสักสามสี่ชุดให้ข้าด้วย” “เจ้าค่ะ” เสี่ยวสือไม่กล้าถามอะไรมาก แม่ทัพน้อยสั่งอะไรก็ทำตามนั้น ฟู่หรงซินพยักหน้าให้แล้วหันไปพูดกับเซี่ยหลิน “วันนี้ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า” “ผู้น้อยทราบแล้ว” เซี่ยหลินเองก็ไม่ซักถามสิ่งใด เขาหมุนตัวเดินออกไปราวกับทหารที่รับคำสั่ง หญิงสาวมองแผ่นหลังกว้างของเขาแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า หากบุรุษผู้นี้ไม่ถูกส่งมาฐานะตัวประกัน เขาจะเป็นอย่างไร ท่าทางสูงส่งและความรู้ความเชี่ยวชาญในหลายด้าน หากไม่เพราะปัญหาภายในแคว้นก็คงไม่ต้องมาเป็นตัวประกันเช่นนี้ นางแค่รู้สึกมีบางอย่างผูกพันกับเซี่ยหลิน ทั้งที่ในชาติก่อนนางกับเขาแทบไม่เคยสนทนากันด้วยซ้ำ ทว่านางกลับรู้สึกว่าต้องช่วยเขาไม่ให้มีชีวิตตกต่ำในเช







