LOGINครั้งหนึ่ง…นางคือฮองเฮาที่ถูกวางยาพิษตายด้วยน้ำมือบุรุษที่ควรรักที่สุด ฟู่หรงซิน บุตรสาวตระกูลแม่ทัพผู้ภักดีต่อแผ่นดิน ได้รับโอกาสย้อนกลับมาในวัยสิบแปด ก่อนราชโองการสมรสจะเปลี่ยนชะตาชีวิตอีกครั้ง ครานี้นางไม่ขอเป็นชายาของรัชทายาทผู้ทอดทิ้ง แต่เลือกแต่งงานกับ เซี่ยหลิน องค์ชายเชลยผู้แสนอ่อนแอจากแคว้นศัตรู ทว่านางไม่รู้ว่า… อี้หยางเซิน ก็ย้อนเวลากลับมาเช่นกัน อดีตรัชทายาทผู้สำนึกผิดสุดหัวใจ พยายามทุกวิถีทางเพื่อชดใช้และทวงนางคืน ขณะที่เซี่ยหลิน บุรุษผู้เคยล้างแค้นแทนนางในชาติก่อน กลับกลายเป็นคนที่นางต้องปกป้อง เมื่อความรัก ความแค้น และบัลลังก์มังกรพันธนาการชะตาของทั้งสาม นางจึงต้องเลือกเป็น “ทรราช” ทรยศต่อแคว้นของตน เพื่อรักษาครอบครัว ปลดแอกตนเอง และผลักดันบุรุษผู้ถูกเหยียบย่ำให้ขึ้นครองบัลลังก์แห่งแคว้นจิ่นหลัว หากคุณธรรมไม่อาจปกป้องคนที่รักได้… เช่นนั้นนางก็ยินดีเป็นทรราชด้วยมือตนเอง
View More“เจ้า...แค้นข้าหรือไม่”
‘แค้น?’
หญิงสาวอยากหัวเราะ ทว่ากลับกระอักโลหิตออกมาแทน นางสำรอกลิ่มเลือดสีดำเหม็นคลุ้งออกมากองบนพื้น เห็นได้ชัดว่านางถูกพิษร้ายแรงทำร้ายเข้าให้แล้ว เห็นแล้วก็น่าอดสูใจยิ่งนัก
ร่างสูงสง่าสวมอาภรณ์สีทองอร่ามปักลายมังกรบ่งบอกสถานะชัดเจนค่อยๆ นั่งลงบนส้นเท้า บุรุษที่อยู่เหนือคนใต้หล้าก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อมองหญิงสาวที่ใช้ชีวิตร่วมกันกว่าสิบห้าปีที่บัดนี้นอนสยบแทบเท้าของเขาอยู่ ดวงตาของนางนั้นแดงก่ำราวกับถูกย้อมด้วยโลหิต พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีจ้องมองชายผู้นี้ราวกับต้องการจารึกไว้แม้เมื่อไปถึงปรโลกก็จะไม่มีวันลืม
ไม่อาจลืม...คนที่มอบความตายที่แสนเลือดเย็นนี้ให้กับนาง
สิบห้าปีที่นางทุ่มเทและผลักดันเขานั่งบัลลังก์มังกรอย่างมั่นคง ยอมให้มือตนเองเปื้อนเลือดเปื้อนมลทินเพื่อให้เขานั้นงามสง่าอย่างไร้ข้อกังขา ทว่าเขากลับมอบสิ่งนี้ให้แก่นาง
ช่างน่าขบขันสิ้นดี
“เจ้า...”
คล้ายจะเอ่ยวาจาแต่กล้ำกลืนลงไป นางอยากรู้ว่าเขาจะพูดอะไร ...จะมีสิ่งใดพูดให้นางตายตาหลับหรืออยากให้นางทรมานจนไม่อาจลืมเขาได้ลง
ยังมีสิ่งใดที่เขาจะทำร้ายในในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตได้อีก
“เสด็จพี่...นางยังอยู่อีกหรือ?”
เสียงหวานใสเอ่ยถามขณะเดินเข้ามาใกล้ แต่เมื่อเห็นกองลิ่มเลือดบนพื้นก็ชะงักเท้าไม่เข้ามาใกล้ แม้เห็นเพียงรองเท้าปักลายงดงามก็ทำให้รู้ว่าผู้เข้ามาเป็นใคร หญิงสาวเบนสายตามองก็เป็นจริงตามที่คิดไว้ มือเรียวงามประคองครรภ์ที่หน้านูนอย่างเห็นได้ชัด ช่างตอกย้ำสิ่งที่นางไม่อาจครอบครองได้ ถูกต้อง นางไม่อาจตั้งครรภ์มีบุตรเพราะที่ผ่านมา นางใช้ชีวิตในสนามรบ นางคือคนสกุลฟู่ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้พิทักษ์ แคว้นเหลียนอวิ๋น มาหลายชั่วอายุคน ตระกูลของนางได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้พระองค์ก่อน เป็นพระสหายและคอยอยู่เคียงข้าง จนมีสัญญาต่อกันว่า หากตระกูลฟู่มีบุตรตรีจะได้รับแต่งตั้งเป็นฮองเฮา ผ่านมาสองรุ่น ตระกูลฟู่จึงมีบุตรสาวก็คือนาง-ฟู่หรงซิน
“เจ้าไม่ควรอยู่ที่นี่ ระวังกระทบกระเทือนครรภ์ของเจ้า”
“หม่อมฉันเป็นห่วงฝ่าบาทเพคะ เกรงว่านางจะทำให้ฝ่าบาทมีอันตราย”
“เด็กดี นางทำอันใดไม่ได้อีกแล้ว”
น้ำเสียงของจอมราชันย์ผู้เพียงพร้อมไปด้วยอำนาจเอ่ยอย่างอ่อนโยนและรักใคร สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำให้ฟู่หรงซินเข้าใจว่าเขาไม่เคยรักนางเลย ไม่มีแม้แต่ความห่วงหาอาทร
หากเขามีสิ่งนั้นให้นาง นางคงไม่ต้องอยู่ในสภาพน่าเวทนานี้ แม้สวมอาภรณ์ฮองเฮาเคียงข้าง แต่หัวใจนั้นแสนไกลห่าง ห่างจนไม่อาจรู้ได้ว่าอีกฝ่ายไม่เคยมีใจให้ ทุกอย่างเป็นเพียงคำสั่งของ ฮ่องเต้อี้เจ๋อหมิง มอบสมรสพระราชทานนางกับรัชทายาทอี้หยางเซิน ไม่สิ ตอนนี้เขาคือฮ่องเต้หยางเซิน
และเพื่อให้หลี่เมิ่งหยุนได้เป็นฮองเฮาถึงกับมอบความตายให้นาง
เขารีบร้อนถึงเพียงนี้? หรือเพราะกลัวว่านางจะเกิดตั้งครรภ์ให้กำเนิดบุตรมาแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกับหลี่เมิ่งหยุน
ใครจะรู้ว่าชีวิตแม่ทัพหญิงผู้เกรียงไกรสุดท้ายจะตายด้วยน้ำมือบุรุษที่นางรักสุดหัวใจ
ความรัก
ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
ความเจ็บปวดเกิดกว่าที่ร่างกายจะเคยสัมผัส แม้ที่ผ่านมาร่างกายนี้ถูกลูกศรพุ่งทะลุหรือคมกระบี่พาดเข้าใส่ ฟันฝ่าวงล้อมทหารนับหมื่นพาสหายร่วมรอดตายราวปาฏิหาริย์ แต่ครั้งนี้...คงไม่มีอีกแล้ว
หลี่เมิ่งหยุนปรายตามองพร้อมรอยยิ้มอย่างคนที่เฝ้ารอวาระนี้มานาน ริมฝีปากสีชาดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานใส
“พี่หญิงไม่ต้องกลัวนะ ครอบครัวสกุลฟู่อีกหนึ่งร้อยสามสิบชีวิตจะถูกส่งไปเป็นอยู่เป็นเพื่อนท่านที่ปรโลกด้วย”
“!!!”
“หยุนเอ๋อร์ เจ้าตั้งครรภ์อยู่ อย่าได้พูดเรื่องอัปมงคลเช่นนี้”
ได้ยินฮ่องเต้หยางเซินเอ่ยเช่นนั้นยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่หลี่เมิ่งหยุนพูดเป็นเรื่องจริง ใครทำอะไรกับนางก็ได้ แต่ครอบครัวของนาง ตระกูลฟู่หนึ่งร้อยสามสิบชีวิตไม่มีความผิดใด เหตุใดต้องสังหารล้างตระกูล!
ร่างกายแสบร้อนราวมีกองไฟเผาไหม้ นางดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอด ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อคนสกุลฟู่ที่ต้องมาตายเพราะนาง มือที่เกร็งและปลายนิ้วเป็นสีม่วงคล้ำยื่นไปหมายจะคว้าเท้าของชายผู้ที่เคยนอนร่วมเรียงเคียงหมอน แต่เขากลับชักเท้าหนีด้วยท่าทีรังเกียจ ปลายนิ้วของนางสัมผัสได้เพียงแค่ปลายรองเท้าของเขาเท่านั้น
“อย่าได้กังวลเลยหรงซิน อย่างไรเสีย ข้าจะเมตตาฝังเจ้าพร้อมกับคนสกุลฟู่ก็แล้วกัน”
“เสด็จพี่ นางเป็นฮองเฮาของท่านเชียวนะ มิให้นางอยู่ในสุสานหลวงหรือ?”
ชั่วเวลาอันแสนสั้น ทั้งสองสบตากันนิ่งงัน นางเห็นเพียงริมฝีปากขยับเอ่ยวาจา
“หญิงทรราชผู้นี้ ข้าให้นางตายโดยที่ร่างกายยังครบสมบูรณ์ก็นับว่ามีเมตตาแล้ว”
คนชั่วช้า! อี้หยางเซิน เจ้าคนสารเลว! หากเจ้าแตะต้องคนตระกลูฟู่ของข้า! ต่อให้ข้ากลายเป็นผีก็จะไม่ละเว้นเจ้า!
สวรรค์ช่างไร้ตา นี่คือสิ่งที่สรรค์มอบให้ข้าหรือ? คุณงามความดีที่ข้า-ฟู่หรงซินและตระกูลฟู่หลายชั่วอายุคนจงรักภักดีต่อแผ่นดิน แคว้นเหลียนอวิ๋น กลับได้ความตายและป้ายสีให้เป็นทรราชอย่างนั้นหรือ?!
ขบวนทัพของตระกูลฟู่กลับเข้าเมืองหลวงอย่างองอาจน่าเกรงขาม ชาวบ้านต่างพากันมารอต้อนรับส่งเสียงร้องด้วยดีใจ ภาพแม่ทัพน้อยนามฟู่หรงซินนั่งอยู่บนหลังม้าแสนองอาจ ชุดเกราะที่สวมใส่สะท้อนแสงตะวันยิ่งเสริมบารมีให้แม่ทัพน้อยผู้มีใบหน้าเรียงนิ่ง ฟู่หรงซินเป็นแม่ทัพหญิงที่อายุเพียงสิบแปดทว่ากลับเก่งกล้าสามารถไม่น้อยกว่าบิดาหรือพี่ชายของนางเลยสักนิด สมกับที่เกิดมาในตระกูลนักรบ แผ่นหลังของแม่ทัพหญิงเหยียดตรง มือที่กำบังเหียนชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทุกอย่างไม่ต่างจากในความฝันอันแสนยาวนานนั้น ตอนนี้นางเชื่อแล้วว่านางได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความเมตตาจากสวรรค์หรือเพราะบรรพชนไม่ต้องการให้สูญสิ้นสกุลฟู่ นางจึงได้มายืนตรงนี้อีกครั้ง ม้าศึกงามสง่ามุ่งหน้ามาที่จวนสกุลฟู่ เงาร่างของมารดาที่ยืนรอต้อนรับอยู่ในสายตาของฟู่หรงซิน หญิงสาวบังคับให้ม้าหยุดแล้วกระโดดลงอย่างรวดเร็วแทบจะพุ่งเข้าไปในทันที ฟู่หรงซินรู้ดีว่าเรี่ยวแรงนางมีมากกว่าสตรีทั่วไปจึงยั้งมือได้ทัน แต่กระนั้นนางก็วาดวงแขนกอดมารดาแนบแน่น กลิ่นเครื่องหอมจางๆ ที่คุ้นเคยนี้ทำให้อยากหลั่งน้ำตา มีเพียงการกอด
ม้าศึกคู่ใจขนาบข้างรถม้า ฟู่หรงซินเหยียดตัวขึ้นยืนบนหลังม้ารอจนได้จังหวะแล้วจึงกระโดดไปตำแหน่งที่นั่งบังคับม้า คว้าบังเหียนบังคับม้าที่ตื่นเตลิด พละกำลังของนางสยบม้าที่ตื่นอยู่ค่อยๆ สงบลงและหยุดในที่สุด เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปลอดภัยแล้วนางจึงลงจากรถม้า ม้าของนางเป็นม้าศึกที่แสนรู้ มันเหยาะย่างเท้าเข้ามาหาผู้เป็นนายไม่ได้ทอดทิ้งไปที่ใด นางใช้คันธนูแหวกผ้าม่านรถม้าออกจึงเห็นคนด้านใน ดูจากการแต่งกายแล้วคนผู้หนึ่งเป็นขันที และอีกคนที่สวมเสื้อผ้าเรียบง่ายไม่บอกฐานะ แต่ที่ข้อมือมีโซ่ตรวนทั้งสองข้าง ผิวบางขาวซีดเป็นรอยช้ำจ้ำเลือด ดูน่าเวทนาไม่น้อย ทว่าแววตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงที่พยายามซ่อนไว้ “บาดเจ็บหรือไม่” “ไม่..ไม่บาดเจ็บขอรับ ขอบคุณท่าน...เอ่อ...” เสียงตะกุกตะกักที่ฟังชัดว่ายังสั่นอยู่ “เหตุใดใช้เส้นทางนี้เข้าเมืองหลวง” นางถามไม่ได้สนใจท่าทีของขันทีผู้นี้ สายตาของนางจับจ้องเพียงชายผู้นั้น ลักษณะท่าทางนี้ไม่ต่างจากที่เคยพบครั้งแรกในความฝันนั้น แต่ครั้งนั้นนางพบเขาที่เมืองหลวงในวันที่นางเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อรับราชโองการแต่งตั้
ประตูกระโจมถูกตลบให้เปิดออกอย่างแรง บุรุษที่นั่งอยู่บนรถเข็นขมวดคิ้วเล็กน้อยแม้รู้ดีว่าคนที่ทำเช่นนี้ได้มีเพียงผู้เดียว แต่ไม่คิดว่าจู่ๆ นางก็พุ่งเข้ามากอดคอเขาแน่นเช่นนี้ “หรงซิน...เจ้า...จะรัดคออาให้หายใจไม่ออกรึ” ฟู่เจ๋ออวี่ วางพู่กันแล้วตบแขนที่รัดลำคอของเขาเบาๆ แต่ก็ทำให้หญิงสาวได้สติรีบคลายวงแขนลง เมื่อสบตากับหลานสาวที่มีตำแหน่งเป็นแม่ทัพน้อยแห่งค่ายพยัคฆ์คำราม เขาประหลาดใจที่เห็นดวงตาคู่นั้นมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ “หรงซิน?” ร้อยวันพันปีเขาผู้เป็นอาไม่เคยเห็นหลานสาวหลั่งน้ำตาเลยสักครั้ง แม้ในสนามรบที่นองไปด้วยเลือด หรือแม้แต่ครั้งที่นางเคยถูกจับตัวไป เขาผู้เป็นทั้งอาและกุนซืออยู่ข้างกายนาง แทบไม่เคยเห็นดวงตาคู่นี้มีน้ำตาเลยสักครั้ง “เจ้ามาให้อาดูใกล้ๆ หน่อย” เขาออกปากสั่ง เพราะตัวเขานั่งอยู่บนรถเข็น ตระกูลฟู่เป็นตระกูลแม่ทัพมาหลายชั่วอายุคน บุรุษสกุลฟู่ล้วนเก่งกล้ามีความสามารถในการรบ แต่เมื่อสี่ปีที่แล้วเขาพลาดท่าถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส แม้รักษาชีวิตไว้ได้ แต่ท่อนล่างไร้ความรู้สึกไม่อาจขยับขาทั้งสองข้างได้อีก แม้ไม่อาจออกรบได้ แต่สมองของเขายังใช้การได้
“ท่านแม่ทัพน้อย! ท่านแม่ทัพน้อยขอรับ!” หญิงสาวผวาเฮือก ดวงตางามเบิกโพลงแล้วยันกายขึ้นนั่ง ใต้ฝ่ามือคือพื้นหญ้านุ่มไม่ใช่พื้นกระเบื้องเยียบเย็น ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อราวตากฝน ร่างกายสั่นสะท้านและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หัวใจยังเต้นรัวจนทำให้นางยกมือขึ้นทาบไปที่อกตรงตำแหน่งหัวใจ หัวใจ หัวใจยังคงเต้นอยู่ เช่นนั้น...นางคงยังไม่ตายใช่ไหม? “ทะ...ท่านแม่ทัพน้อย...ท่านเป็นอะไรหรือไม่ขอรับ” ‘ท่านแม่ทัพน้อย’ นานเพียงใดแล้วที่ไม่มีใครเรียกนางเช่นนี้ นับตั้งแต่ถูกแต่งตั้งเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทและต่อมานางก็นั่งเคียงข้างเขาในฐานะฮองเฮา เอ๊ะ! นางลูบคลำอกเสื้อแล้วก้มมองก็พบว่าตนเองสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ ปกติยามที่ฝึกซ้อมทหารนางมักสวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายสีเข้มเพราะเคลื่อนไหวคล่องตัว และนางมักทำเสื้อผ้าสกปรกจน ‘อาจั่ว’ บ่นอยู่เสมอ “อาจั่ว?” “ขอรับ?” อาจั่วเป็นเด็กรับใช้ที่มารดาส่งมารับใช้นางในสนามรบ มารดาเกรงว่าจะไม่มีคนคอยดูแลเรื่องส่วนตัวของนางแ

















