ログインกลิ่นหอมละมุนของกาแฟครีมนมในยามเช้ารับกับทอแสงอ่อนละมุนของดวงตะวันไม่ได้ดึงเหมยที่กำลังจมอยู่กับความคิดตัวเองให้หลุดออกมาได้เลย
ร่างเพรียวระหงยืนรับแสงอ่อนข้างกระจกร้านคาเฟ่ กอดอกกัดสันในปากเบา เหม่อลอยรอคิวเรียกออเดอร์ที่เพิ่งสั่ง ในขณะที่ลูกค้าคนอื่นก็ทยอยกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
เสียงเซ็งแซ่รอบกายไร้ความหมาย เมื่อคนตกอยู่ในภวังค์ความคิดกำลังคร่ำเครียดจนแสดงความรู้สึกผ่านทางสีหน้าและแววตาคู่สวย
เมื่อวานเย็นก่อนที่ภามจะจบบทสนทนาเขายังทิ้งคำถามแกมสงสัยเล็กๆ สะกิดใจคนมีชนักติดหลังให้ได้สั่นเล่น
...คล้ายผมจะเคยเห็นของของคุณดีไซน์เดียวกันเลย คุณซื้อมาจากร้านไหน
เป็นคำถามแกมสงสัยสั้นๆ ที่ทำเอาหายใจติดขัด อ้ำอึ้งอยู่นานหลายนาทีกว่าจะพิมพ์ตอบกลับไปได้ว่าร้านเครื่องประดับทั่วไปตามห้าง ก่อนเขาจะเงียบไป
...หากจะบอกว่าเป็นเครื่องประดับลูกรักที่ออกแบบด้วยตัวเอง และยังสั่งให้ร้านทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ก็โป๊ะนะสิ!
“เฮ้อ...” ปากอิ่มเป่าลมถอนหายใจพลางทิ้งศีรษะลงก้มหน้า ปอยผมข้างแก้มเนียนทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วงโลก ก่อนลมเย็นอ่อนๆ จะพัดเข้ามาปะทะกับใบหน้าเกลี้ยงเกลา เรียกความสนใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
“งานมีปัญหาเหรอครับ ผมเห็นพี่ถอนหายใจพักใหญ่แล้ว”
เหมยชะงักความสนใจ เงยหน้าขึ้นมาเอียงหันยังเจ้าของเสียงคุ้นหูที่อยู่ในระยะใกล้ ก่อนจะพบว่าเป็นหนุ่มนักศึกษาฝึกงานคุ้นหน้า รุ่นน้องร่วมมหาลัยแถมยังบังเอิญเป็นน้องสายรหัสของเพื่อนสนิทอย่างเทียนหอมอีกต่างหาก
แม้จะเรียนจบออกมาใช้ชีวิตวัยทำงานหลายปีแล้ว แต่ทว่าเวลาว่างๆ สายรหัสที่สนิทสนมกันก็ยังนัดออกมาทานข้าวกันเป็นครั้งคราว นั่นจึงทำให้เธอมีโอกาสได้รู้จักกับรุ่นน้องใหม่ๆ รวมถึงหนุ่มหน้าใสสไตล์เกาหลีคนนี้ด้วย
“กาย.. ยังไม่เข้างานเหรอ” ระบายยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวมาประชันหน้ากับหนุ่มรุ่นน้องซึ่งหน้า หลุบมองแก้วกาแฟสองแก้ในมือหนาแล้วดึงสายตากลับยังใบหน้าหล่อเหลา
“ก็เกือบจะเข้าแล้วครับหากว่าไม่เห็นพี่กำลังยืนเหม่อลอยพร้อมทำหน้าเครียดซะก่อน แถมยังลืมกาแฟตัวเองอีก เขาเรียกตั้งแต่มีคนยืนต่อคิวสั่งออเดอร์เป็นแถวยาวจนตอนนี้ไปนั่งรอกันหมดแล้วพี่ยังไม่ไปรับสักที ผมเลยรับมาให้ นี่ครับ”
กายเอ่ยพลางทำหน้าทำตาเป็นท่าทางประกอบเพราะยังถือแก้วกาแฟไว้เต็มสองมือ ก่อนจบก็ยื่นแก้วกาแฟในมือตัวเองให้กับเลขาท่านประธานที่วันนี้ดูสติไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยสักเท่าไหร่
อาจเครียดเรื่องงาน... มั้ง คนทำงานระดับสูงมักจะมีเรื่องให้เครียดหนักกว่านักศึกษาฝึกงานใช่หรือเปล่า
“อ้าวเหรอ พี่ไม่ได้ยินเลยขอบใจนะ”
“ได้ยินก็คงไม่รอให้น้ำแข็งละลายจนจะหมดแก้วแบบนี้แล้วครับ”
“ฮ่าๆๆ นั่นสินะ”
เหมยหัวเราะพลางรับแก้วกาแฟในมือชายหนุ่มมาถือเอาไว้เอง ยอมรับเลยว่าวันนี้สติสตังไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยจริงๆ เผลอแป๊บๆ ก็เหม่ออีกแล้ว คิดไม่ตกเรื่องที่ต้องหาคนมารับเป็นเจ้าของสร้อยข้อมือของตัวเอง เพื่อที่ปัญหาจะได้จบๆ ไป
มันยากมากแต่ก็ต้องทำ หากว่ายังอยากทำงานอยู่ที่นี่ หากว่ายังอยากมีเขาอยู่ในสายตา
“เครียดเหรอครับ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีโปรเจกต์ใหญ่ๆ นี่นา”
“เปล่าๆ พี่เครียดเรื่องที่บ้านน่ะ กายก็รู้นี่ว่าน้องชายพี่เรียนหมอ ทีนี้ก็เลยมีปัญหากับแฟนบ่อยๆ เรื่องเวลา มันเลยทำให้พี่เครียดไปด้วย”
อย่าหาว่าเธอเป็นคนโกหกเก่งเลยนะ เลิ่กลั่กไม่กล้าสบตาคู่สนทนาเหมือนกันตอนที่กุเรื่องโกหก ขอโทษขอโพยน้องชายยกใหญ่เพราะไปแช่งเรื่องทะเลาะมีปัญหากับแฟน ทั้งที่ความจริงแล้วรายนั้นเอาใจคนรักจะตาย
กายฟังแล้วก็พยักหน้า ไม่ได้ออกความเห็นหรือเสนอความคิดออกไป เพราะตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอดเรื่องความรักความสัมพันธ์พวกนี้ จะกล้าไปเสนอหน้าได้อย่างไร
มองการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเหมยอย่างการเสียบหลอดดูดสีขาวลงในแก้วกาแฟ พลางยกขึ้นมาดูดของเหลวสีอ่อนรสขมไปอึกใหญ่ ขบเม้มหลอดนิ่มเล่นเหมือนเด็กแล้วก็หัวเราะน้อยๆ ด้วยความเอ็นดู
เวลางานหญิงสาวจะเปลี่ยนเป็นคนที่จริงจัง พูดจาฉะฉานเป็นการเป็นงานสมกับเป็นเลขาของท่านประธานใหญ่ แต่หากนอกเวลางานก็กลับมีมุมน่ารักน่าเอ็นดูคล้ายเด็กหญิงตัวเล็กตัวน้อยเหมือนกัน
“งานไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจถามพี่เลี้ยงได้เลยนะ หรือหากว่าพี่เลี้ยงไม่ดีมาฟ้องพี่ก็ได้เดี๋ยวจะฟ้องท่านประธานให้”
“ฮ่าๆๆ ไม่ต้องห่วงครับ ทุกอย่างสบายมาก ไม่มีปัญหาอะไรเลย”
เหมยยิ้มน้อยๆ ในขณะที่พากันเดินเข้ามาในเขตบริเวณของบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ ทักทายเพื่อนร่วมงานตามปกติจนกระทั่งเดินเข้ามาในตึกบริษัทรอยยิ้มที่ประดับใบหน้าสวยตลอดเกือบสิบนาทีที่เดินมากับกายกลับค่อยๆ ลดลง แม้จะไม่เจื่อนจางถึงขั้นหายไปจากใบหน้าเลย แต่มันก็น้อยลงมากอยู่ดี
ดวงตากลมจ้องมองตามร่างสูงสง่าของภามที่เดินเข้ามาหาพร้อมกับใบหน้านิ่งเรียบตามแบบของเขา ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องหน้าเธออยู่นานนับนาที ก่อนจะผละออกไปยังคนข้างๆ ที่หยุดยืนข้างกัน
กลิ่นหอมเฉพาะโชยแตะจมูกดึงภาพวาบหวามค่ำคืนอันเร่าร้อนนั้นกลับเข้ามาในความทรงจำของเหมย จำต้องส่ายสะบัดไล่ภาพน่าอายให้ออกหายไปจากสมองระยะกระชั้นชิดเกรงจะถูกจับผิด พร้อมกันกับร่างสูงใหญ่ของภามที่เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าพอดี
“...สวัสดีค่ะท่านประธาน วันนี้มาทำงานเช้าจังเลยนะคะ” ยิ้มแห้งทักทายสั่นปลายเสียงนิดๆ พยายามจะเป็นปกติแม้ว่าตอนนี้มือไม้มันจะเย็นเสียจนแข็งไปหมดแล้วก็ตาม
สงสัยไม่น้อย เพราะปกติภามจะเข้างานเช้าสุดก็เจ็ดโมงครึ่ง แต่นี่มันเจ็ดโมงเช้านิดๆ เอง หรือว่าเขาจะนอนที่นี่เมื่อคืน?
“ผมต้องถามคุณมากกว่าว่าทำไมมาสายเอาป่านนี้ อีกยี่สิบนาทีต้องขึ้นเครื่องแต่ยังมัวเดินลอยชายกับนักศึกษาฝึกงาน มันใช้ได้เหรอครับคุณอรปรียา”
“คะ?” ขึ้นเครื่องเหรอ ขึ้นเครื่องไปไหน ตารางงานภามวันนี้ไม่ได้มีออกไปข้างนอก แถมตอนบ่ายสองยังมีประชุมประจำเดือนอีก
“คุณเป็นเลขาผมนะครับ ผมมีหน้าที่ต้องรายงานตารางงานตัวเองให้คุณหรือไง”
เหมยกะพริบตามองใบหน้าคมคายของประธานหนุ่มอยู่หลายวินาที ก่อนจะก้มหน้าลงเอ่ยขอโทษที่หละหลวมต่อหน้าที่ ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องรายงานตารางงานตัวเองให้เธอฟัง เพราะเธอต่างหากที่มีหน้าที่นั้น แต่วันนี้มัน..
หากมองไม่ผิด รู้จักภามดี ภายใต้ความนิ่งของใบหน้านั้นมันกำลังมีเปลวไฟเล็กๆ ของความไม่พอใจก่อตัวอยู่
“ขอโทษค่ะ เดี๋ยวเหมยจะรีบเลยค่ะ”
เป็นครั้งแรกที่โดนตำหนิต่อหน้าคนอื่นนับตั้งแต่เริ่มงานเป็นเลขาส่วนตัวของเขาหลังจากฝึกงานกับเลขาคนเก่ามาหกเดือนเต็ม ครั้งแรกที่ไม่รู้ว่าตารางงานเขามีการคลาดเคลื่อน เธอก็ว่าเช็กดีแล้วนะ พลาดได้ไง
“พี่ไปก่อนนะ ไว้เจอกัน”
กายยิ้มรับยกมือขึ้นเสมออกโบกน้อยๆ ยังหายใจไม่ทันคล่องตัวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งวิ่งผ่านหน้าไป ตอนท่านประธานเหลือบมองมาเขายกมือไหว้แทบไม่ทัน ไม่ทันเปล่งเสียงทักทายตามหลังเลขาท่านก็ต้องมาอ้าปากพะงาบๆ เพราะโดนตำหนิเสียก่อน
ท่ามกลางความเย็นชานิ่งขรึมเหล่านั้นคล้ายจะเห็นความไม่พอใจเล็กๆ ในแววตาคู่นั้นด้วย
.
.
ภายในรถที่เต็มไปด้วยความเงียบจนน่าอึดอัด เหมยพยายามจะขยับตัวให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เพราะนั่งเกร็งมาตลอด เลยทำให้เริ่มนั่งไม่สบายตัว กล้ามเนื้อแข็งเป็นพักๆ แถมแอร์ในรถวันนี้ยังเย็นเยือกจนขนแขนลุกไปหมด
แอบๆ กดดูตารางงานที่เช็กครั้งล่าสุดของภาม เช็กอีเมลงานและงานเร่งด่วนต่างๆ ทุกช่องทาง แต่ก็ไร้วี่แววว่าจะมีงานด่วนแทรกเข้ามาต้องขึ้นเครื่องออกนอกจังหวัดเลย ก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่ามีอะไรผิดพลาดตรงไหนหรือเปล่า จะถามก็กลัวโดนตำหนิอีก
“คุณดูสนิทกับนักศึกษาคนนั้นจังเลยนะ”
เหมยเงยหน้าขึ้นจากจอมือถือพลางกดปิด หันมองคนหลังพวงมาลัยที่อยู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ทั้งที่ตลอดทางมานี้เขาเอาแต่ขับรถไม่พูดไม่จา
เห็นอารมณ์กรุ่นๆ บนใบหน้าเริ่มเย็นลงจึงคิดได้ว่าบางทีภามอาจจะเริ่มเย็นลงแล้ว มันก็แอบโล่งอกไปนิดๆ เหมือนกัน
“ค่ะ น้องเขาชื่อกายค่ะ เป็นน้องสายรหัสเดียวกับเพื่อนสนิทเหมย เคยรู้จักก่อนหน้านี้แล้ว พอน้องเขาได้มาฝึกงานที่นี่เลยได้คุยกันบ่อยๆ”
“...”
“...ท่านประธานรู้จักเทียนหอมเพื่อนเหมยใช่ไหมคะ ที่เป็นสายรหัสเดียวกับพี่ต้นหอมเพื่อนสนิทพี่ลูกจันทน์ไงคะ” ลอบสังเกตอารมณ์บนใบหน้าคมคาย พลางเอ่ยชื่อเพื่อนสนิทเผื่อประธานหนุ่มจะจำได้ เพราะก็เจอกันบ่อยๆ พอเห็นอารามนิ่งไม่ตอบสนองก็เอ่ยชื่อเพื่อนสนิทของลูกจันทน์เพื่อนเขาไปบ้าง คราวนี้คล้ายจะได้ผล
“เหรอ แต่ผมไม่รู้จัก ...หมายถึงนักศึกษาคนนั้น”
...แต่มันก็คล้ายเท่านั้นแหละ ภามจะไม่รู้จักกายเป็นการส่วนตัวก็ไม่แปลก เพราะเขาก็เป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว ยิ่งอยู่สูง คนอย่างเราๆ ก็จะมองว่ายิ่งเข้าไม่ถึงตัวเขาไปใหญ่ แต่การพูดการจาเมื่อครู่คล้ายจะบอกว่าแม้แต่เพื่อนสนิทเธอเขาก็ไม่รู้จักเหมือนกัน
“ผมลืมไปว่าลูกค้าเพิ่งโทรมาเลื่อนนัดเป็นอาทิตย์หน้า กลับบริษัทกันเถอะ”
“คะ?”
อึ้งอยู่ดีๆ ก็มีเรื่องมาให้ตกใจจนเบิกตาโตพร้อมกับเครื่องหมายคำถามที่มันลอยวนอยู่ในหัว
ภามหันมามองหน้ากันเล็กน้อยด้วยแววตาว่างเปล่าไร้ความหมาย ยกมุมปากขึ้นเพียงนิดเป็นการย้ำคำพูดตัวเองก่อนจะหันกลับไปมองถนน ขับรถไปอีกไม่เท่าไหร่ก็ตบไฟเลี้ยวพร้อมหักพวงมาลัยหันรถกลับ ทั้งที่อีกนิดเดียวก็จะถึงสนามบินแล้ว
ณ เวลานี้คือเจ็ดโมงครึ่งเป๊ะ ไม่มีขาดหรือเกิน ตรงกับเวลาที่เขาบอกว่าอีกยี่สิบนาทีจะขึ้นเครื่อง แต่อยู่ๆ ก็มาหักกลับบอกลูกค้าเลื่อนนัด ทั้งที่ไม่มีสายเรียกเข้าเลยสักสาย
คล้ายจะออกมาขับรถเล่นฆ่าเวลารอเข้างาน แต่ภามเป็นคนแบบนั้นหรือ? ...คำตอบก็คือไม่ไง
เวลาผ่านไปเร็วราวกับโกหก อีกเพียงไม่เท่าไหร่ก็จะได้เห็นหน้าเด็กแฝดที่ตอนนี้ถูกเข็นเข้าไปในห้องคลอดพร้อมกับแม่ในช่วงเวลาบ่ายสามโมงเย็นโดยมีคุณปู่คุณย่าและน้าชายมายืนรอให้กำลังใจอยู่หน้าห้องแล้วเสียงฝีเท้าหนักวิ่งเข้ามาใกล้ดึงความสนใจจากคนหน้าห้องคลอดให้หันมองตาม ใบหน้าแตกตื่นไม่รู้ว่าเพราะตื่นเต้นหรือกังวลกันแน่ ทว่าตอนนี้มันซีดเผือดผมเซ็ตทรงยุ่งเล็กน้อยไม่เหลือเค้าท่านประธานบริษัทใหญ่เลยสักนิด"เป็นยังไงบ้างครับ เหมยออกมาหรือยัง" เสียงหอบเอ่ยถามผู้ให้กำเนิด หัวใจแกร่งใต้แผงอกหนายังคงกระหน่ำเต้นแรง ทั้งเป็นห่วงและกังวลจนมือไม้สั่น ไม่สามารถหยุดจินตนาการได้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับภรรยาสาวและลูกๆ บ้าง"ยังไม่ออกมาเลย แต่ถึงมือหมอแล้วไม่ต้องห่วงหรอก" แม้คนพูดจะบอกว่าไม่ต้องห่วง แต่มันก็อดจะห่วงไม่ได้จริงๆ ข่าวการคลอดบุตรเสียชีวิตมีให้เห็นแทบทุกวันแม้จะถึงมือหมอแล้ว แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองไม่ให้คิดร้าย ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดีภามสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินมาหยุดหน้าห้องคลอด จ้องมองเข้าไปในห้องผ่านกระจกบานเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ แต่ก็ยังดีกว่ามองอะไรไม่เห็นเลยเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง
"ฮึก.. ฮือ.. ฉันอยากกอดแกนะแต่กลัวติดหลาน ได้ยังไงกันฉันแต่งก่อนตั้งนานไม่เห็นติดสักทีแกยังไม่ทันเข้าหอเลยด้วยซ้ำแต่ได้ไปก่อนแล้ว หรือพี่เอริกส์ไม่มีน้ำยากันแน่เนี่ยเทียนชักจะเริ่มไม่แน่ใจแล้วนะ"ท่ามกลางบรรยากาศงานแต่งงานที่เต็มไปด้วยความยินดีของแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ก็ยังมีเสียงร้องห่มร้องไห้เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนสนิทเนี่ยแหละเทียนหอมปัดน้ำตาออกจากแก้มและดวงตาสวยสะอึกสะอื้นจนสามีหนุ่มต้องกุมขมับปลงตก สาวสวยอยู่ในชุดเพื่อนเจ้าสาวสีฟ้าอ่อนยืนข้างเจ้าสาวและเจ้าบ่าวที่กำลังยืนถ่ายรูปด้วยกันอยู่หน้าซุ้มที่ถูกจัดแต่งตามธีมงานสวยงามให้อารมณ์เหมือนงานแต่งในนิทานเจ้าหญิงริมหาดรีสอร์ตที่เจ้าบ่าวเป็นเจ้าของเองรีสอร์ตหรูเปิดประเดิมด้วยงานแต่งงานของเจ้าของรีสอร์ตพ่วงตำแหน่งประธานบริหารบริษัทการเงินยักษ์ แขกเหรื่อที่มาร่วมงานก็มีทั้งญาติทางฝั่งบ่าวสาวและเพื่อนสนิท รวมถึงเพื่อนร่วมสถาบันที่ค่อนข้างสนิทกัน และยังมีคู่ค้าธุรกิจของประธานใหญ่ที่มาร่วมยินดีด้วยช่วงเวลาบ่ายของวันค่อนข้างร้อนแต่ยังดีที่มีร่มเงาของไม้ใหญ่คอยให้ความร่มรื่น ลมทะเลพัดผ่านตลอดเวลาเลยช่วยคลายร้อนไปได้บ้าง"พอเถอะน่าอายค
เหมยเดินกำที่ตรวจครรภ์ในมือออกมาจากห้องน้ำ หัวใจดวงน้อยกระหน่ำเต้นด้วยท่วงจังหวะไม่คงที่ ช้อนตาขึ้นมองคนที่นั่งรออยู่บนเตียงใบหน้านิ่งขรึมทว่าแรงสั่นน้อยๆ จากปลายเท้าส่งขึ้นมากลับบอกอาการเจ้าของได้เป็นอย่างดีว่ากำลังตื่นเต้นแค่ไหนมื้ออาหารวันนี้แทบกลืนไม่ลงเพราะกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของใครของมัน สัมผัสได้ว่าภามมักจะเงยหน้าขึ้นมองแฟนสาวตลอดเวลา บ้างก็เหม่อแววตาครุ่นคิดจวบกระทั่งกลับมาถึงบ้านในเวลาหนึ่งทุ่มเหมยเข้าห้องน้ำไปเขาก็เอาแต่นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ"เป็นยังไงบ้าง"เสียงร้อนรนดูตื่นเต้นกว่าปกติแม้ใบหน้ายังคงนิ่งสนิท ร่างสูงลุกพรวดก้าวเข้ามาหาคนตัวเล็กเก็บอาการไม่มิด"..." เหมยไม่ตอบ แต่เลือกยื่นที่ตรวจครรภ์ในมือให้กับคนรักแทน กัดริมฝีปากอิ่มล่างแน่นไม่มีความมั่นใจเลยว่าเขาจะดีใจ หรือจะกังวลเสียใจมากกว่ากันแน่มือหนาสั่นเล็กน้อย รับแท่งตรวจพร้อมกับรวบมือเล็กมาจับเอาไว้ สัมผัสได้ว่ามือเขาเย็นมากๆ จนเธอยังสะดุ้ง"สองขีด.. ท้องเหรอ" เสียงทุ้มพึมพำกับตัวเอง แววตาหลากหลายอารมณ์เปล่งประกายความดีใจจนออกนอกหน้า มุมปากคลี่กว้างเปลี่ยนเป็นยิ้มโชว์ฟันสวยเรียงตัวครบทุกซี่เป็นยิ้มที่ทำให้
เหมยยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกใหญ่ภายในห้องนอนของตัวเองพลางขมวดคิ้วนิ่วหน้าไม่ชอบใจกับหุ่นตัวเองเท่าไหร่ ระยะนี้รู้สึกเหมือนตัวเธอจะกินเก่งมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าอะไรก็อยากไปหมด ตั้งแต่ของคาว หวาน ไปจนถึงน้ำหลากหลายเมนู จะดูอ้วนขึ้นก็คงไม่แปลกอะไร ทว่า เธอกลับรู้สึกเหมือนมันอ้วนลงพุงมากกว่าจะไปลงส่วนอื่นเนี่ยสิ"เป็นอะไร" เสียงทุ้มเอ่ยแทรกขึ้นมาดึงดวงตากลมให้เหลือบมองเจ้าของเสียง ก่อนจะหันกลับมาทำหน้างอกับตัวเองต่อภามเดินเข้ามายืนซ้อนหลังคนตัวเล็ก โอบกอดแฟนสาวหลวมๆ กดริมฝีปากจูบหัวไหล่มนแผ่วเบาพลางสูดกลิ่นหอมตามผิวนุ่มอย่างหลงใหล ไม่ว่าจะจับจะจูบจะดมหอมตรงไหนก็รู้สึกลุ่มหลงเหมือนถูกมนตร์เสน่ห์สะกดให้โงหัวไม่ขึ้น ยิ่งร่างอรชรดูอวบอิ่มมีน้ำมีนวลมากขึ้นก็ยิ่งรู้สึกหลงใหลเป็นเท่าทวี"หนูรู้สึกเหมือนอ้วนขึ้น" เอ่ยเสียงกระเง้ากระงอดพลางยู่ริมฝีปากอย่างน่ารัก ดวงตาสวยยังคงจดจ่อกับหุ่นเพอร์เฟคที่เริ่มออกข้างบริเวณพุงน้อยแล้วถอนหายใจ"ก็ไม่อ้วนนะ กำลังดีเลยพี่ชอบ" "จิ๊! ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นนะสิคะ พี่ภามไม่สังเกตบ้างเหรอ"เหมยหมุนตัวกลับมาประจันหน้ากับคนรัก หรี่ตากดดันคนตัวโตให้คำ
"เรื่องนั้น... เป็นยังไงบ้างคะ"ภามลืมตาขึ้นมองใบหน้าที่กดลงมา มือเรียววางบนอกกว้างท่าทางประหม่าขณะเอ่ยถึงเรื่องที่อยากรู้จากแฟนหนุ่ม ริมฝีปากอิ่มถูกฟันคมกดทับจนเป็นรอยหยักตามรอยฟันเสียงสายลมพัดใบไม้แผ่วเบา กลิ่นหอมของดอกไม้ใบหญ้ามันทำให้รู้สึกอยากหยุดเวลาอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิต เสื่อปิกนิกผืนเล็กไม่พอขายาวของประธานหนุ่มวางพาดได้ทั้งหมด ทำให้เขาต้องขดตัวงอนอนหนุนตักแฟนสาวใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ข้างแปลงดอกไม้ของเจ้าหล่อน"ให้ทนายจัดการอยู่ พี่ไม่ปล่อยให้คนที่ทำร้ายหนูได้ใช้ชีวิตสงบสุขหรอก" มือหนักวางบนหลังมือเล็กกุมกระชับเบาๆ เอ่ยเสียงอ่อนโยนทว่าแววตายามเอ่ยถึงบุคคลนั้นกลับแข็งกระด้างเต็มไปด้วยความเคียดแค้น"...แล้วเรื่องผู้หญิงคนนั้นล่ะคะ พี่ภามยังตามหาเธออยู่หรือเปล่า""...""ถ้าไม่เจอก็ปล่อยไปเถอะ แค่เธอไม่กลับมาทำร้ายเราอีกก็พอ หนูยอมปล่อยเธอไปค่ะ" ไม่ใช่แม่พระมาโปรดที่สามารถให้อภัยสัตว์โลกทุกตัวได้แม้ว่ามันจะทำร้ายเราเจ็บปางตายก็ตาม เพียงแต่เธอแค่เห็นใจสงสารพ่อแม่เจ้าหล่อนที่บากหน้ามาขอร้องขอโทษแทนลูกสาวตั้งแต่ยังไม่ออกจากโรงพยาบาลจนตอนนี้ก็ยังคงชดเชยในสิ่งที่คนเป็นลูกได้กระทำไปให้เธอ
นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่งเลยก็ว่าได้สำหรับเหมย เธอมีอาการช็อกจากการแพ้สารบางอย่างในตัวยาปลุกเซ็กซ์ที่ทางผู้ก่อเหตุใช้ อาจเกิดการสูญเสียมากกว่านี้หากว่าวันนั้นมาถึงโรงพยาบาลช้ากว่านี้ แต่ทว่า สถานการณ์เลวร้ายก็ยังมีแสงสว่างเล็กๆ ของความห่วงใยมากมายที่คอยจุดประกายความอบอุ่นให้คลายหนาวและหวาดกลัว ภามแทบไม่ให้เธอละสายตาเลยหลังจากวันที่ตื่นขึ้นมาเห็นว่าชายหนุ่มนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย เพื่อนสนิทที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปอยู่กับสามีหลังแต่งงานบิดลัดฟ้ากลับมาหาอย่างเร่งรีบ ร้องห่มร้องไห้เคียดแค้นแทนด้วยความน่าเอ็นดู อารมณ์ส่งถึงคนเป็นสามีที่ต้องกุมขมับปวดหัวไปตั้งหลายวันทางด้านน้องชาย และคนอื่นๆ ก็ส่งความห่วงใยให้แทบตลอดจนไม่มีเวลาให้ได้หยุดพักคิดมาก แม้ว่าตัวจะไม่ว่างมาหาแต่สายโทรศัพท์แทบวางหูไม่ได้ทางด้านคนเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดเดินมาทางเยี่ยมหลังจากทราบเรื่อง ท่านลาออกจากงานที่ทำอยู่เพื่อกลับมาอยู่บ้านกับลูกสาวระหว่างพักฟื้นสภาพจิตใจ แม้ว่าภามจะบอกว่าจะดูแลเธอเอง แต่เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะตัวเขาเลยทำให้ท่านพลอยโกรธไปด้วยจนตอนนี้ยังไม่ยอมพูดคุยกับแฟนหนุ่มของล







