Se connecterเสียงสายลมดังคลอเคลียกับรถราวิ่งผ่านหน้าบ้านในเวลาย่ำเย็นปลุกเหมยที่หลับอยู่บนเตียงนุ่มภายในบ้านพักส่วนตัวที่อาศัยอยู่ร่วมกันกับน้องชายมาตั้งแต่เด็กให้ตื่น
เปลือกตาสวยขยับกระพือเล็กน้อย ยังรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัว โดยเฉพาะศีรษะที่เป็นหนักกว่าส่วนอื่น
แสงรำไรสีส้มแสดสาดกระทบใบหน้าเกลี้ยงเกลาให้รู้สึกอุ่นเล็กน้อย เสียงสวบสาบใบไม้ตีกันรื่นหูดังแว่วผ่านหน้าต่างเปิดกว้างรับลม ก่อนจังหวะย่ำเท้าหนักๆ ด้านนอกจะดึงความสนใจของหญิงสาวให้พลิกตัวหันกลับไปมอง
แกร่ก
"ไม่สบายเหรอ ทำไมนอนเวลานี้"
มุมปากสวยกดยิ้มเล็กน้อย ทิ้งตัวกลับลงนอนมองใบหน้านิ่งขรึมของน้องชายเดินเข้ามาในห้องอย่างถือวิสาสะ
หมอกหยุดยืนข้างเตียงขนาดควีนไซซ์ของพี่สาว กอดอกกวาดสายตาไล่มองคนใต้ผ้าห่มที่ยังคงคุดคู้ไม่ยอมลุก จะไม่ให้ถามได้อย่างไรกัน ปกติพี่สาวเขาเคยนอนเวลานี้ที่ไหนกัน วันๆ ก็คงจะยุ่งอยู่กับงานจนไม่มีเวลาหลับเวลานอน บ้างานเหมือนพ่อไม่มีผิด
"ไม่เป็นไร แค่ปวดหัวนิดหน่อยเดี๋ยวกินยาก็หาย" ใครจะบ้าบอกว่าปวดเนื้อปวดตัวไปหมดเพราะเพิ่งผ่านสมรภูมิสงครามเร่าร้อนกับผู้ชายที่เป็นถึงเจ้านายมากันเล่า บ้าหรือเปล่า ได้ถูกน้องชายดุเหมือนเป็นเด็กตัวเล็กตัวน้อยพร้อมกับเค้นถามว่าใครเป็นแน่
"หน้าซีดมาก ไปหาหมอไหม"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า แล้วนี่ไม่มีเวรหรือไงทำไมถึงกลับบ้านได้" เสียงหมอกเข้มมาก สายตาก็จริงจังเหมือนผู้ปกครองเธอไม่มีผิด แต่เพราะความที่เป็นพี่มันไง เลยแก้สถานการณ์ได้ เปลี่ยนเรื่องไปซะเลย
"...จะไปดูหนังกับไอด้า"
หมอกถอนหายใจพลางเอ่ยเสียงเบาลงกว่าเดิม เขาเพิ่งกลับจากโรงพยาบาลว่าจะพาแฟนสาวไปดูหนังทำกิจกรรมของคนรักกันเสียหน่อย ซึ่งนานครั้งกว่าจะมีเวลาว่างทั้งที แต่กลับมาเจอว่าพี่สาวป่วยเสียนี่ หน้าซีดเซียวน่าเป็นห่วง ...จะเลื่อนนัดก็ห่วงความรู้สึกคนรักอีก
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของธรรมชาติและดอกไม้ที่ปลูกหน้าบ้านโชยมาให้รู้สึกสดชื่นขึ้นเล็กน้อย เหมยขยับยิ้มบางบนมุมปาก ค่อนข้างดูออกว่าน้องชายกำลังลำบากใจ เธอคงจะป่วยผิดเวลาไปหน่อย ริอ่านอยากจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรขวางทางรักน้องไปได้
ร่างอรชรขยับลุกขึ้นนั่งโดยการยันแขนพยุงตัวขึ้นพิงหัวเตียง มองร่างสูงสง่าของน้องชายแล้วรู้สึกใจชื้น ดีใจที่ได้เห็นเด็กผู้ชายที่เคยผ่านเรื่องราวเลวร้ายมาสามารถเริ่มชีวิตใหม่กับใครสักคนได้ และคนคนนั้นก็เปลี่ยนเด็กชายคนนั้นให้มีชีวิตความรู้สึกมากขึ้น
วัยเด็กที่ผ่านมาของหมอก มันหนักหนาจนเธอยังคิดว่าจะมีสักวันที่เขาจะเปลี่ยนชะตาผ่านมันไปได้หรือไม่ สงสารและเกลียดชังผู้คนที่กระทำสิ่งเหล่านั้น แต่ทว่าสุดท้าย เขาก็ผ่านมันมาได้ ผ่านมาได้อย่างดีด้วย
"ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพี่กินข้าวกินยานอนพักก็หายแล้ว ไปเดทกับแฟนเถอะน่า"
"ทำงานหนักเหรอ พักบ้างสิ ถ้ามันหนักมากก็ออกมาหางานที่เบาหน่อย เป็นห่วง"
"รู้แล้วๆ ห่วงแต่คนอื่นทำไมไม่หันดูตัวเองบ้าง หัดมีเวลาให้ตัวเองบ้างสิอย่ามัวแต่ให้เวลากับคนอื่น แล้วนี่จะไปดูหนังเรื่องอะไรกัน"
เหมยหัวเราะน้อยๆ ใบหน้าซีดเซียวดูมีชีวิตชีวามากขึ้นยามได้ต่อปากต่อคำกับน้องที่เป็นห่วงเป็นใยคนอื่นมากกว่าตัวเอง แต่เพราะบุคลิกนิ่งๆ พูดน้อยของหมอกเลยทำให้มองออกยากไปหน่อย หากไม่สนิทกันจริง ก็คงจะคิดว่าเขาแล้งน้ำใจไม่มีความห่วงใยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเลย
น้องชายเธอเป็นคนที่ชอบเด็กมากๆ เด็กตัวเล็กตัวน้อยเหมือนลูกแมว ทั้งน่ารักและน่าเอ็นดู แต่เขาแพ้ขนแมวนะ ถึงชอบมากแต่ก็เข้าใกล้ไม่ได้ เลยเลือกที่จะเรียนหมอและต่อด้วยกุมารเวชเฉพาะทาง เป็นความอดทนที่ต้องสูงมากๆ เลยล่ะ
"ไม่รู้ ให้ไอด้าเลือก"
หมอกเป็นคนพูดน้อย ปกติจะออกนิ่งๆ ชอบอยู่กับหนังสือและตัวเองเป็นส่วนใหญ่ แต่เสน่ห์ของน้องชายก็คือความหล่อนั่นแหละ
มีผู้หญิงเข้าหาตลอด แต่น้องชายเธอมันแพ้ทางผู้หญิงข้างบ้านไง เพื่อนที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กและตอนนี้ก็คบหาเป็นแฟนกันเรียบร้อย คาดว่าหากอนาคตหน้าที่การงานลงตัว ทุกอย่างเดินไปถึงทางที่คิดว่าถึงเวลาจะสร้างครอบครัวด้วยกัน ไอด้าก็ยังเป็นผู้หญิงที่น้องชายเธอคิดว่าจะใช้เวลาทั้งชีวิตร่วมกัน
หลังจากนั่งพักให้สมองปรับตัวกับสภาพแวดล้อมคุ้นเคยได้แล้วเหมยก็ไล่ให้หมอกไปเตรียมตัวเดทกับไอด้า กว่าจะมีเวลาว่างทั้งทีก็ควรจะใส่ใจแฟนตัวเองหน่อย ไม่ใช่เมื่อไหร่เวลาไหนก็ห่วงแต่คนป่วย
...เธอก็คงจะกลายเป็นคนไข้ให้น้องชายไปแล้วจริงๆ นั่นแหละ หากว่ามันยังไม่ยอมไปไหนสักที
เสียงเครื่องยนต์ดังออกไปไกลจากหน้าบ้านแล้วคนป่วยถึงได้ลงจากเตียงเดินเข้าห้องน้ำ จัดการทำธุระส่วนตัวเสร็จก็มายืนหน้าตู้เสื้อผ้าบานใหญ่เลือกหาชุดสบายๆ หยิบมาสวมใส่
ไม่ค่อยได้กลับบ้านนัก เดือนละครั้ง หากเดือนไหนยุ่งหน่อยก็สองสามเดือนครั้ง เมื่อก่อนเคยน้อยใจที่พ่อบ้างานเป็นบ้าเป็นหลังไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องเอาแต่ทำงาน ถามหาก็มีเพียงเรื่องงานที่สำคัญ มาตอนนี้ชักเริ่มจะเข้าใจแล้ว
เหมยเลือกหยิบเสื้อผ้าติดตู้เท่าที่มีเป็นเสื้อยืดเนื้อบางตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นมาสวมใส่ สะบัดผ้าขนหนูชื้นขึ้นแขวนบนราวผึ่งให้แห้ง
หมุนเดินกลับมาหยุดข้างเตียง เอื้อมมือหยิบโทรศัพท์มือถือที่ชาร์จทิ้งไว้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนบนชั้นวางของข้างเตียงขึ้นมาตรวจเช็กอีเมลงานและข้อความต่างๆ
ชะงักมือเล็กน้อยตอนที่กำลังจะกดเข้าไปห้องแชทของภามอย่างที่ชอบทำประจำ แม้เขาจะไม่ได้ส่งอะไรมามากนอกจากเรื่องงานก็ตาม แค่เห็นหน้าแชทก็รู้สึกดียิ้มได้แล้วมันไม่เกินจริง วันหนึ่งเธอเปิดดูแชทของเขาไปแล้วกว่าสิบครั้ง ไม่รู้จะเปิดดูอะไรนักหนาไม่เห็นจะมีใครส่งอะไรมาเลย
แต่วันนี้... แผลมันยังสดใหม่อยู่เลย เวลาเดินก็ยังขัดๆ แสบๆ แค่เห็นชื่อก็รู้สึกใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะแล้ว
ติ้ง!
"อ๊ะ!" ในขณะที่กำลังลังเลวนเวียนอยู่หน้าชื่อแชทของภาม เสียงแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นพร้อมกับชื่อของเขาที่ดีดขึ้นมาอยู่ด้านบนสุด ตกใจเกือบทำมือถือหลุดมือไปแล้ว
ริมฝีปากอิ่มขยับเม้มเข้าหากันอย่างลืมตัว ก้อนหัวใจกระหน่ำเต้นแรงมือเย็นวูบร่างกายชาวาบคล้ายว่ากำลังยืนอยู่หน้าตู้เย็นในช่วงฤดูหนาว มันทำให้เนื้อหนังที่สัมผัสกับอุณหภูมิเย็นภายนอกอยู่แล้วยิ่งเย็นเยือกจากไอตรงหน้าเข้าไปใหญ่
เขาจะถามอะไร จำได้หรือเปล่า รู้หรือเปล่าว่าคืนที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้น จากสภาพห้องไม่น่าถามก็น่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม้เศษถุงยางที่ถูกมัดปากห่อด้วยทิชชูอย่างดิบดีจะถูกทิ้งไว้ในถังขยะเป็นระเบียบเรียบร้อยขัดแย้งกับสภาพเละเทะของห้อง แต่ก็น่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน
แต่ที่กังวลคือจะจำคนคนนั้นได้หรือเปล่า หากว่าจากนี้ไปมันมีอะไรที่เปลี่ยนไปล่ะ ยังไม่พร้อมที่จะเดินออกมา ยังไม่พร้อมที่จะไม่มีเขาอยู่ในสายตาเลย ควรทำไงดี
ติ้ง!
แจ้งเตือนไลน์เด้งขึ้นอีกครั้งฉุดสติล่องลอยคิดไปก่อนของเหมยให้กลับมาอยู่กับตัว นิ้วเรียวสั่นน้อยๆ ขยับขึ้นมากดดูข้อความล่าสุดที่ส่งมา พร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอฝืดเคืองกะพริบตาถี่ๆ ปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้เบาลง
กลั้นใจกังวลไปก่อนหน้าแล้ว กลัวคำถามที่ประธานหนุ่มจะส่งมาให้แต่ทว่าสิ่งที่เปิดเจอเป็นอันดับแรก... กลับทำให้แทบไปไม่เป็น
ภาม : (ส่งรูปภาพ)
ภาม : รบกวนช่วยตามหาเจ้าของสร้อยข้อมือนี้หน่อยครับ ผมมีเรื่องต้องคุยกับเขา ขอด่วนนะครับ
...สร้อยข้อมือเงินลายดอกเหมยฝังคริสตัลแท้เหลืองอ่อนแกมชมพูนิดๆ ให้รู้สึกคล้ายสีพีช
เวลาผ่านไปเร็วราวกับโกหก อีกเพียงไม่เท่าไหร่ก็จะได้เห็นหน้าเด็กแฝดที่ตอนนี้ถูกเข็นเข้าไปในห้องคลอดพร้อมกับแม่ในช่วงเวลาบ่ายสามโมงเย็นโดยมีคุณปู่คุณย่าและน้าชายมายืนรอให้กำลังใจอยู่หน้าห้องแล้วเสียงฝีเท้าหนักวิ่งเข้ามาใกล้ดึงความสนใจจากคนหน้าห้องคลอดให้หันมองตาม ใบหน้าแตกตื่นไม่รู้ว่าเพราะตื่นเต้นหรือกังวลกันแน่ ทว่าตอนนี้มันซีดเผือดผมเซ็ตทรงยุ่งเล็กน้อยไม่เหลือเค้าท่านประธานบริษัทใหญ่เลยสักนิด"เป็นยังไงบ้างครับ เหมยออกมาหรือยัง" เสียงหอบเอ่ยถามผู้ให้กำเนิด หัวใจแกร่งใต้แผงอกหนายังคงกระหน่ำเต้นแรง ทั้งเป็นห่วงและกังวลจนมือไม้สั่น ไม่สามารถหยุดจินตนาการได้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับภรรยาสาวและลูกๆ บ้าง"ยังไม่ออกมาเลย แต่ถึงมือหมอแล้วไม่ต้องห่วงหรอก" แม้คนพูดจะบอกว่าไม่ต้องห่วง แต่มันก็อดจะห่วงไม่ได้จริงๆ ข่าวการคลอดบุตรเสียชีวิตมีให้เห็นแทบทุกวันแม้จะถึงมือหมอแล้ว แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองไม่ให้คิดร้าย ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดีภามสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินมาหยุดหน้าห้องคลอด จ้องมองเข้าไปในห้องผ่านกระจกบานเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ แต่ก็ยังดีกว่ามองอะไรไม่เห็นเลยเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง
"ฮึก.. ฮือ.. ฉันอยากกอดแกนะแต่กลัวติดหลาน ได้ยังไงกันฉันแต่งก่อนตั้งนานไม่เห็นติดสักทีแกยังไม่ทันเข้าหอเลยด้วยซ้ำแต่ได้ไปก่อนแล้ว หรือพี่เอริกส์ไม่มีน้ำยากันแน่เนี่ยเทียนชักจะเริ่มไม่แน่ใจแล้วนะ"ท่ามกลางบรรยากาศงานแต่งงานที่เต็มไปด้วยความยินดีของแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ก็ยังมีเสียงร้องห่มร้องไห้เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนสนิทเนี่ยแหละเทียนหอมปัดน้ำตาออกจากแก้มและดวงตาสวยสะอึกสะอื้นจนสามีหนุ่มต้องกุมขมับปลงตก สาวสวยอยู่ในชุดเพื่อนเจ้าสาวสีฟ้าอ่อนยืนข้างเจ้าสาวและเจ้าบ่าวที่กำลังยืนถ่ายรูปด้วยกันอยู่หน้าซุ้มที่ถูกจัดแต่งตามธีมงานสวยงามให้อารมณ์เหมือนงานแต่งในนิทานเจ้าหญิงริมหาดรีสอร์ตที่เจ้าบ่าวเป็นเจ้าของเองรีสอร์ตหรูเปิดประเดิมด้วยงานแต่งงานของเจ้าของรีสอร์ตพ่วงตำแหน่งประธานบริหารบริษัทการเงินยักษ์ แขกเหรื่อที่มาร่วมงานก็มีทั้งญาติทางฝั่งบ่าวสาวและเพื่อนสนิท รวมถึงเพื่อนร่วมสถาบันที่ค่อนข้างสนิทกัน และยังมีคู่ค้าธุรกิจของประธานใหญ่ที่มาร่วมยินดีด้วยช่วงเวลาบ่ายของวันค่อนข้างร้อนแต่ยังดีที่มีร่มเงาของไม้ใหญ่คอยให้ความร่มรื่น ลมทะเลพัดผ่านตลอดเวลาเลยช่วยคลายร้อนไปได้บ้าง"พอเถอะน่าอายค
เหมยเดินกำที่ตรวจครรภ์ในมือออกมาจากห้องน้ำ หัวใจดวงน้อยกระหน่ำเต้นด้วยท่วงจังหวะไม่คงที่ ช้อนตาขึ้นมองคนที่นั่งรออยู่บนเตียงใบหน้านิ่งขรึมทว่าแรงสั่นน้อยๆ จากปลายเท้าส่งขึ้นมากลับบอกอาการเจ้าของได้เป็นอย่างดีว่ากำลังตื่นเต้นแค่ไหนมื้ออาหารวันนี้แทบกลืนไม่ลงเพราะกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของใครของมัน สัมผัสได้ว่าภามมักจะเงยหน้าขึ้นมองแฟนสาวตลอดเวลา บ้างก็เหม่อแววตาครุ่นคิดจวบกระทั่งกลับมาถึงบ้านในเวลาหนึ่งทุ่มเหมยเข้าห้องน้ำไปเขาก็เอาแต่นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ"เป็นยังไงบ้าง"เสียงร้อนรนดูตื่นเต้นกว่าปกติแม้ใบหน้ายังคงนิ่งสนิท ร่างสูงลุกพรวดก้าวเข้ามาหาคนตัวเล็กเก็บอาการไม่มิด"..." เหมยไม่ตอบ แต่เลือกยื่นที่ตรวจครรภ์ในมือให้กับคนรักแทน กัดริมฝีปากอิ่มล่างแน่นไม่มีความมั่นใจเลยว่าเขาจะดีใจ หรือจะกังวลเสียใจมากกว่ากันแน่มือหนาสั่นเล็กน้อย รับแท่งตรวจพร้อมกับรวบมือเล็กมาจับเอาไว้ สัมผัสได้ว่ามือเขาเย็นมากๆ จนเธอยังสะดุ้ง"สองขีด.. ท้องเหรอ" เสียงทุ้มพึมพำกับตัวเอง แววตาหลากหลายอารมณ์เปล่งประกายความดีใจจนออกนอกหน้า มุมปากคลี่กว้างเปลี่ยนเป็นยิ้มโชว์ฟันสวยเรียงตัวครบทุกซี่เป็นยิ้มที่ทำให้
เหมยยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกใหญ่ภายในห้องนอนของตัวเองพลางขมวดคิ้วนิ่วหน้าไม่ชอบใจกับหุ่นตัวเองเท่าไหร่ ระยะนี้รู้สึกเหมือนตัวเธอจะกินเก่งมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าอะไรก็อยากไปหมด ตั้งแต่ของคาว หวาน ไปจนถึงน้ำหลากหลายเมนู จะดูอ้วนขึ้นก็คงไม่แปลกอะไร ทว่า เธอกลับรู้สึกเหมือนมันอ้วนลงพุงมากกว่าจะไปลงส่วนอื่นเนี่ยสิ"เป็นอะไร" เสียงทุ้มเอ่ยแทรกขึ้นมาดึงดวงตากลมให้เหลือบมองเจ้าของเสียง ก่อนจะหันกลับมาทำหน้างอกับตัวเองต่อภามเดินเข้ามายืนซ้อนหลังคนตัวเล็ก โอบกอดแฟนสาวหลวมๆ กดริมฝีปากจูบหัวไหล่มนแผ่วเบาพลางสูดกลิ่นหอมตามผิวนุ่มอย่างหลงใหล ไม่ว่าจะจับจะจูบจะดมหอมตรงไหนก็รู้สึกลุ่มหลงเหมือนถูกมนตร์เสน่ห์สะกดให้โงหัวไม่ขึ้น ยิ่งร่างอรชรดูอวบอิ่มมีน้ำมีนวลมากขึ้นก็ยิ่งรู้สึกหลงใหลเป็นเท่าทวี"หนูรู้สึกเหมือนอ้วนขึ้น" เอ่ยเสียงกระเง้ากระงอดพลางยู่ริมฝีปากอย่างน่ารัก ดวงตาสวยยังคงจดจ่อกับหุ่นเพอร์เฟคที่เริ่มออกข้างบริเวณพุงน้อยแล้วถอนหายใจ"ก็ไม่อ้วนนะ กำลังดีเลยพี่ชอบ" "จิ๊! ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นนะสิคะ พี่ภามไม่สังเกตบ้างเหรอ"เหมยหมุนตัวกลับมาประจันหน้ากับคนรัก หรี่ตากดดันคนตัวโตให้คำ
"เรื่องนั้น... เป็นยังไงบ้างคะ"ภามลืมตาขึ้นมองใบหน้าที่กดลงมา มือเรียววางบนอกกว้างท่าทางประหม่าขณะเอ่ยถึงเรื่องที่อยากรู้จากแฟนหนุ่ม ริมฝีปากอิ่มถูกฟันคมกดทับจนเป็นรอยหยักตามรอยฟันเสียงสายลมพัดใบไม้แผ่วเบา กลิ่นหอมของดอกไม้ใบหญ้ามันทำให้รู้สึกอยากหยุดเวลาอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิต เสื่อปิกนิกผืนเล็กไม่พอขายาวของประธานหนุ่มวางพาดได้ทั้งหมด ทำให้เขาต้องขดตัวงอนอนหนุนตักแฟนสาวใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ข้างแปลงดอกไม้ของเจ้าหล่อน"ให้ทนายจัดการอยู่ พี่ไม่ปล่อยให้คนที่ทำร้ายหนูได้ใช้ชีวิตสงบสุขหรอก" มือหนักวางบนหลังมือเล็กกุมกระชับเบาๆ เอ่ยเสียงอ่อนโยนทว่าแววตายามเอ่ยถึงบุคคลนั้นกลับแข็งกระด้างเต็มไปด้วยความเคียดแค้น"...แล้วเรื่องผู้หญิงคนนั้นล่ะคะ พี่ภามยังตามหาเธออยู่หรือเปล่า""...""ถ้าไม่เจอก็ปล่อยไปเถอะ แค่เธอไม่กลับมาทำร้ายเราอีกก็พอ หนูยอมปล่อยเธอไปค่ะ" ไม่ใช่แม่พระมาโปรดที่สามารถให้อภัยสัตว์โลกทุกตัวได้แม้ว่ามันจะทำร้ายเราเจ็บปางตายก็ตาม เพียงแต่เธอแค่เห็นใจสงสารพ่อแม่เจ้าหล่อนที่บากหน้ามาขอร้องขอโทษแทนลูกสาวตั้งแต่ยังไม่ออกจากโรงพยาบาลจนตอนนี้ก็ยังคงชดเชยในสิ่งที่คนเป็นลูกได้กระทำไปให้เธอ
นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่งเลยก็ว่าได้สำหรับเหมย เธอมีอาการช็อกจากการแพ้สารบางอย่างในตัวยาปลุกเซ็กซ์ที่ทางผู้ก่อเหตุใช้ อาจเกิดการสูญเสียมากกว่านี้หากว่าวันนั้นมาถึงโรงพยาบาลช้ากว่านี้ แต่ทว่า สถานการณ์เลวร้ายก็ยังมีแสงสว่างเล็กๆ ของความห่วงใยมากมายที่คอยจุดประกายความอบอุ่นให้คลายหนาวและหวาดกลัว ภามแทบไม่ให้เธอละสายตาเลยหลังจากวันที่ตื่นขึ้นมาเห็นว่าชายหนุ่มนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย เพื่อนสนิทที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปอยู่กับสามีหลังแต่งงานบิดลัดฟ้ากลับมาหาอย่างเร่งรีบ ร้องห่มร้องไห้เคียดแค้นแทนด้วยความน่าเอ็นดู อารมณ์ส่งถึงคนเป็นสามีที่ต้องกุมขมับปวดหัวไปตั้งหลายวันทางด้านน้องชาย และคนอื่นๆ ก็ส่งความห่วงใยให้แทบตลอดจนไม่มีเวลาให้ได้หยุดพักคิดมาก แม้ว่าตัวจะไม่ว่างมาหาแต่สายโทรศัพท์แทบวางหูไม่ได้ทางด้านคนเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดเดินมาทางเยี่ยมหลังจากทราบเรื่อง ท่านลาออกจากงานที่ทำอยู่เพื่อกลับมาอยู่บ้านกับลูกสาวระหว่างพักฟื้นสภาพจิตใจ แม้ว่าภามจะบอกว่าจะดูแลเธอเอง แต่เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะตัวเขาเลยทำให้ท่านพลอยโกรธไปด้วยจนตอนนี้ยังไม่ยอมพูดคุยกับแฟนหนุ่มของล







