Masuk“อินเห็นจะต้องพายายหนูกลับไปนอนที่บ้านกับพี่แล้วล่ะ”
อนิลทิตาเหลือบมองมารดา
ดวงทิพย์พยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำเสนอของชายหนุ่ม
“เอาอย่างนี้ไหมล่ะ เดี๋ยวฉันพาคุณอินกลับบ้านเอง นายจะได้อยู่คอยรับแขกทางนี้”
ภาสุรพันธ์เสนอขึ้นมา เขาแค่อยากช่วยแบ่งเบาภาระเพื่อน ไม่ได้คิดอะไรมาก
แต่ดูเหมือนจะมีคนคิด
“ไม่เป็นไร” ณัทธรปฏิเสธอย่างไม่พักคิด
“เราพาไปเอง นายอยู่เป็นเพื่อนคุยกับคุณอาทางนี้ไปละกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องรับรองแขก คงจะยังไม่มีใครมา ต่างจังหวัดเขาสวดอภิธรรมกันดึก จะเริ่มก็โน่นสองทุ่ม สองทุ่มครึ่ง ไม่เหมือนทางกรุงเทพฯ สองทุ่มนี่ แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมันแล้ว มาเถอะ อิน หลานสาวอินงอมเต็มทีแล้วเห็นไหมนั่น”
เพราะรักหลาน... ทั้งรักทั้งเวทนาสงสาร อนิลทิตาจึงอุ้มร่างจ้อยตามไปแต่โดยดี ไม่มีโอกาสได้เห็นแววประหลาดจากดวงตาคมดำของชายหนุ่มคนที่ต้องนั่งคุยเป็นเพื่อนมารดา
ภาสุรพันธ์ขันเพื่อน แต่ก็ประหลาดใจพร้อมกันไป เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเข้าใจผิด
ณัทธรกับเขาคบหาเป็นเพื่อนสนิทกันมานาน พอที่จะอ่านสีหน้า แววตา กันออก...
“คุณกับพ่อพ่อณัทรู้จักกันมานานแล้วหรือจ๊ะ”
เสียงถามอย่างชวนคุย ยุติความคำนึงของชายหนุ่ม ที่ยังมองตามเพื่อนรักกับหญิงสาวร่างเล็กอรชร ลงเพียงเท่านั้น
“สิบกว่าปีมาแล้วครับ”
“พ่อณัทเป็นคนดีมากจริงๆ ดีเสียจน... เฮ้อ คิดแล้วก็ได้แต่เสียดาย”
ภาสุรพันธ์ไม่กล้าถามว่าเสียดายอะไร แต่คิดเอาเองว่า ดวงทิพย์คงจะเสียดายที่บุตรสาวมาด่วนจากไป ซึ่งนางก็คงคิดต่อไปอีกว่า อีกไม่นานลูกเขยที่จะกลายเป็นอดีต ก็คงจะมีผู้หญิงคนใหม่เข้ามาในชีวิต ด้วยวัยที่ยังหนุ่มแน่นเกินกว่าจะครองตัวเป็นพ่อม่ายเมียตาย ไปตลอดชีวิตที่เหลือ
เขาไม่กล้าพูดออกไปอย่างใจคิด เพราะตัวเองก็ยังไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงได้แต่รับฟัง
ภาสุรพันธ์ไม่ต้องคอยระวังว่าจะเผลอปากพูดอะไรที่ตัวเขายังไม่มั่นใจออกไป เนื่องจากดวงทิพย์ได้เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น ไกลตัว ไกลเรื่องในครอบครัวหลังจากนั้นไม่นาน
หนุ่มสาวที่นั่งมาด้วยกันในรถ ไม่พูดอะไรกันเลย
ฝ่ายชายนั่งหน้าขรึม ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเคร่งครัด แทบจะไม่เหลือบมองคนข้างๆ ที่นั่งประคองหลานน้อยซึ่งหลับไปแล้ว
บรรยากาศภายในรถทำให้อนิลทิตารู้สึกอึดอัด เธออยากพูด อยากถามเขาหลายอย่างเกี่ยวกับการตายของพี่สาว แต่เห็นสีหน้าขรึมเครียดนั้นแล้วก็รู้สึกครั่นคร้ามจนไม่กล้าแม้แต่จะกระแอมไอ ทั้งที่เริ่มระคายคอขึ้นมาเป็นริ้วๆ
ในที่สุดก็ทนคันในคอไม่ไหว ต้องกระแอมออกมาติดๆ กัน
ณัทธรหันขวับ
“ไม่สบายหรือเปล่า”
เขานิ่วหน้า ขณะมองหน้าเรียวออกรูปหัวใจอยู่กึ่งอึดใจก่อนกลับไปมองถนนตามเดิม
“เปล่าค่ะ แค่ระคายคอ” อนิลทิตาตอบด้วยเสียงเรียบร้อย
“อินไม่ยอมเป็นกันเองกับพี่จนแล้วจนรอดนะ เจอกันตั้งหลายครั้งไม่เคยลดพิธีรีตองลงเลย”
อนิลทิตาเหลือบมองเสี้ยวหน้าคมสันด้วยความประหลาดใจ เมื่อจับได้ถึงกังวานหางเสียงคล้ายจะต่อว่าในที
“หลายครั้งของพี่ณัท เท่าที่อินนับได้ก็แค่สามครั้งเองนะคะ เมื่องานศพคุณพ่อ งานแต่งพี่ณัทกับพี่อัญ แล้วก็ครั้งนี้” รีบค้านออกไป
“สี่” ณัทธรแย้ง ตายังมองไปข้างหน้า “จำครั้งที่เราเจอกันที่โรงพยาบาลตอนน้องอิงคลอดไม่ได้หรือ”
“อ้อ ใช่ค่ะ อินลืมไป”
การยอมรับแต่โดยดีในความหลงลืมของหญิงสาว ทำเอาณัทธรเงียบไป
สีหน้าที่ดูเคร่งเครียดลดลงก็จริง แต่ก็กลับมีแววครุ่นคิดเข้ามาแทน เป็นนานจึงพูดขึ้น
“พี่นี้ถ้าจะไม่เคยอยู่ในสายตาอินจริงๆ ขนาดว่าเจอกันแค่สี่ครั้งเท่านั้น อินยังจำไม่ได้”
“อินมีเรื่องต้องทำต้องจำตั้งมากมาย จะให้เที่ยวจดจำทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เห็นจะไม่ไหวหรอกค่ะ” อนิลทิตาตอบเสียงเฉยๆ
“ขอบใจที่บอกให้รู้ทางอ้อมว่าพี่ไม่ควรสำคัญตัวเองผิด อันที่จริงพี่ก็พอจะรู้อยู่แล้วละว่าตัวเองไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรพอจะให้อินจดจำ”
ณัทธรพูดแล้วก็หัวเราะ เสียงหัวเราะของเขาฟังแห้งแล้งเกินกว่าจะออกมาจากอารมณ์ขบขันจริงๆ
“เล่าเรื่องงานของอินให้พี่ฟังบ้างสิ” เขาพูดต่อคล้ายจะชวนคุย
“ไม่มีอะไรจะเล่าเลยค่ะ” อนิลทิตาตอบแค่นั้นแล้วก็เงียบ
นานทีเดียวจึงพูดขึ้น หลังจากแอบมองเสี้ยวหน้าคมสันหลายครั้ง
“พี่ณัทพอจะเล่าให้อินฟังได้ไหมคะ เกิดอะไรขึ้น ทำไมพี่อัญถึงได้... ไปประสบเหตุไกลบ้านตามลำพังอย่างนั้น เมื่อคุณแม่โทรไปหาอิน ก็พูดแต่ว่ารถที่พี่อัญขับไปสนามบินเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง”
“พี่ว่าอินรอถามรายละเอียดจากคุณอาจะดีกว่า”
สีหน้าเมื่อหันมามองเธอแวบหนึ่งของชายหนุ่มนั้นเอง ทำให้อนิลทิตาหุบปากนิ่ง
เธอได้แต่นึกตำหนิตัวเองในใจ ที่ลืมคิดไปว่าคนที่เพิ่งสูญเสียคงไม่อยากเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่พรากภรรยาสุดที่รักไปจากเขา
“พี่หึงขิงกับผู้ชายทุกคนไม่เว้นแม้แต่เจ้าไกรเพื่อนพี่ซึ่งเป็นคนดี อาจจะดีกว่าพี่ด้วยซ้ำแต่พี่ก็ไม่อยากให้มันมาวุ่นวายกับขิง ช่วงที่ขิงเทียวไปไร่ชมพูขิงไม่รู้หรอกว่าพี่เดือดเนื้อร้อนใจแค่ไหน กิตติศัพท์เรื่องผู้หญิงของนายธนดิตถ์คนแถวนี้เขารู้กันทั้งนั้น ถ้ามันต้องการผู้หญิงคนไหนแล้วมันทำทุกวิธีที่จะให้ได้ตั้งแต่หว่านเสน่ห์ไปจนบังคับขืนใจถ้าผู้หญิงไม่ยินยอม เคยมีลูกคนงานในไร่ต้องฆ่าตัวตายเพราะหมอนี่มาแล้ว แต่มันมีอำนาจเงินพอตัวที่จะทำให้เรื่องทุกอย่างเงียบด้วยการใช้เงินปิดปากพ่อแม่เด็กนั่น”“จริงหรือคะ?” สิริวธูตาโต ถามออกไปอัตโนมัติ ไม่คิดหรอกว่าว่าวนัสเทพโกหก ก็หล่อนเองประสบมาแล้วด้วยตัวเองนี่นะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ถึงกับสั่นเยือก บุญของหล่อนแค่ไหนแล้วที่วนัสเทพไปขัดขวางทันเวลาแม้จะโดยไม่ตั้งใจ หล่อนไม่คิดจริงๆว่าชายหนุ่มที่เคยสุภาพร่าเริงจะกลายเป็นผู้ชายหื่นกามถึงกับจะบังคับขืนใจผู้หญิงที่ไม่เต็มใจ“พี่ไม่โกหก”“ขิงเชื่อค่ะ” หล่อนบอกเขา “เมื่อก่อนอาจจะไม่เชื่อ ไม่นึกเลยนะคะว่าคนที่ดูเป็นสุภาพชนจริงๆ แล้วซ่อนความดำมืดไว้ข้างใน”“คนเราซ่อนอะไรๆ ไว้ข้างในทุกคนแหละ ดูแต่ประ
“สิริวธู...”“เรียกทำไมก็ไม่รู้”บ่นอุบอิบ หน้าตาน่ะแดงแน่ๆเฮ้อ ...เขาก็คงรู้ล่ะสิทีนี้ ว่าหล่อนไม่เก่งจริง ไม่ก๋ากั่น หรือ ‘แร่ด’ อย่างที่เขาเคยว่า“สิริวธู...ขิงจ๋า ดูสิ หน้าตาแดงไปหมดแล้ว อายอะไรนักนะ”“ใครว่าอาย”มีหรือที่จะอดเถียงได้น่ะ ถึงว่าจริงๆ แล้วก็อายแสนอาย จนไม่รู้จะเอาหน้าไปหลบไว้ไหน เลยตั้งไว้บนคอต่อไป“คนโกรธหน้าแดงมีถมไป” คนปากไม่ตรงกับความรู้สึกว่าไปนั่น“ไม่อายจริงน่ะ”เสียงห้าวปนหัวเราะน้อยๆ ถามซ้ำ อย่างจะให้แน่ใจ“จริงสิ”ตอบหนักแน่น เพราะไม่มองจึงไม่เห็นแววตาเจ้าเล่ห์“หมายความว่า...ต่อให้พี่จูบโชว์หมอ โชว์พยาบาล ให้ใครต่อใครเห็น รวมถึงคุณอาและพ่อพี่ ขิงก็จะไม่อาย ไม่ว่า”“บ้า!” เสียงแหวนอกจากจะไม่หนักแน่น ยังฟังระโหยโรงแรงพิกล“อ้าว!” วนัสเทพอุทาน“ลองทำบ้าๆ อย่างนั้นสิ จะโกรธตลอดชีวิต ตลอดชาติเลย ไม่เชื่อก็ลองดู!”“แต่ตอนนี้ขิงยังไม่โกรธ งั้นมาลองรักกันเล่นๆ ก่อนดีมั้ย”“ถ้าแค่อยากลองรักเล่น หรืออยากเล่นรักขึ้นมาตอนนี้ก็เชิญหาผู้หญิงอื่นเถอะย่ะ อย่ามาหาจากที่นี่เสียให้ยาก เสียวเวลาเปล่า” คราวนี้เสียงตอบกลับมาแหวจริงๆ“งั้นรักจริง ?”“ ......”
“พอเถอะน่า นัส”บุญทวีปรามบุตรชาย“น้องเจ็บตัวขนาดนี้นี้ก็จัดว่าหนักหนาสาหัสนัสยังจะมาพูดให้เจ็บใจอีกหรือไง อย่าลืมสิ ถ้าหนูขิงไม่รับกระสุนนัดนั้นไว้เสียเอง ป่านนี้แกเองนั่นแหละคงนอนให้พระสวดที่วัดไปแล้ว เพราะระดับแนวกระสุนนั่นถ้าแกโดนเข้าก็เรียกว่าตัดขั้วหัวใจไม่มีโอกาสร้องสักแอะเลยละ”สิริวธูสั่นเยือก เหลือบตาปราดมองหน้าคมสันหล่อนตกใจ แล้วก็คลายอาการนั้น เมื่อเห็นว่าวนัสเทพรอดพ้นมาได้ เพราะการตัดสินใจฉับพลันของหล่อน โดยลืมแม้แต่จะคิดว่า ตัวเองอาจถึงกาลดับขันธ์เสียเองจริงๆ นะ เมื่อเห็นธนดิตถ์กระดิกนิ้วจะลั่นไก หล่อนไม่คิดถึงอะไรเลย นอกจากว่าจะต้องปกป้องผู้ปกครองชั่วคราวจอมเผด็จการของหล่อนให้พ้นอันตรายที่มาจากทางด้านหลัง เพราะเขากำลังหันหลังจะเดินกลับไปขึ้นรถ ไม่มีโอกาสได้หลบหลีก หรือทันคิดป้องกันตัวเองใดๆ ทั้งสิ้นทั้งบิดา คุณลุง คงเห็นอาการสั่นเยือกของหล่อนจึงถามขึ้นเกือบพร้อมๆ กันรวมคู่แค้น คู่อริของหล่อนด้วย“เจ็บแผลหรือยายหนู?” ...... “เจ็บตรงไหน สิริวธู?”แล้วสิริวธูก็ได้เห็นกับตา ขณะที่ยังตื่นเต็มที่ มีสติครบบริบูรณ์ไม่ใช่ฝันแน่นอนแววตาโกรธ สีหน้ากระด้างชายหนุ่มเลือนหาย เ
“ไม่ ...”สิริวธูคิดว่าโต้เสียงห้าวๆ นั้นในใจ โดยไม่คิดว่าตัวเองจะพูดออกมาเสียงดังจริงๆ“ขิงจะไม่ร้อง ถึงเจ็บก็ไม่ร้อง! …ไม่มีวันหรอกที่ฉันจะแสดงความอ่อนแอให้คุณเห็น คุณวนัสเทพ”สิริวธูออกจะรู้สึกว่าสติหล่อนเลอะๆ เลือนๆ เหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น และครึ่งที่หลับนั้นเป็นฝันร้ายเสียด้วยเพราะต้องวิ่งหนีธนดิตถ์ หนีการคุกคามของเขาที่พยายามจะใช้กำลังปลุกปล้ำหล่อนจนเหนื่อยหอบแล้วหล่อนก็เห็นนิ้วเรียวของธนดิตถ์ที่แตะไกปืนกระดิกเบาๆ“อย่ายิง ...”หล่อนแทบจำเสียงตัวเองไม่ได้ว่าได้ร้องออกไปภาพต่อมา คือร่างสูงของวนัสเทพฟุบจมกองเลือด“ไม่! ไม่...อย่าตายนะ! อย่าตาย คุณวนัสเทพ...พี่นัสฟื้นก่อน ลืมตาก่อน ขิงยังไม่ได้บอกให้พี่นัสรู้เลยว่าขิงรักพี่นัส... ถึงพี่นัสจะเกลียดขิง... เห็นว่าขิงเป็นผู้หญิงไม่ดีเพราะได้รับการตามใจจนเสียคน ขิงก็ยังรักพี่นัสขา...อย่าตาย อย่าทิ้งขิงไว้แบบนี้!”“ขิง...ขิง! สิริวธู”ใครหนอนั่นเรียกเชื่อหล่อน เหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล“ขิงจ๋า อย่าดิ้น หมอกำลังผ่าเอากระสุนออก”เสียงคุ้นหูเหลือเกิน แต่คงไม่ใช่หรอก วนัสเทพไม่มีวันพูดจาหวานหูกับหล่อนแบบนี้ แล้วหมออะไร? กระสุนอะไร?สิร
วนัสเทพสบตากับหญิงสาวนิ่งๆ ไม่มีคำพูดใดๆ ผ่านออกมาจากริมฝีปากที่เคยกระทบกระเทียบหล่อนอย่างเผ็ดร้อน มีแต่ท่าทีเท่านั้นที่คล้ายกำลังรอฟังคำตอบของหล่อน“ฮ่าๆ ๆ” ธนดิตถ์หัวเราะก้อง “ได้คำตอบแล้วใช่มั้ย ทีนี้กลับไปได้แล้วสินะ เชิญ”เจ้าของบ้านผายมือไล่“ฉันจะกลับค่ะ”สิริวธูโพล่งร้องขึ้น แล้วเดินมายืนเคียงข้างผู้ปกครองเผด็จการธนดิตถ์กัดฟันกรอด หน้าชาดิกเหมือนโดนหญิงสาวระเบิดเสียงหัวเราะเยาะใส่หน้า “คุณจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!” เขาตวาดใส่หญิงสาว“ฉันจะไปค่ะ คุณไม่มีสิทธิ์มาขัดขวางอะไรทั้งนั้น คุณวนัสเทพเป็นผู้ปกครองของฉัน ฉันจะกลับกับเขา”“คิดดูให้ดีนะคุณขิง คุณอยากกลับไปเข้าคุกของไอ้หมอนั่นนั่นรึ ไหนคุณว่าจะไม่ยอมกลับไปอยู่กับคนโรคจิตจอมเผด็จการยังไงล่ะ”วนัสเทพเดินเข้าแตะแขนหญิงสาวแล้วบอก“เรากลับกันเถอะ”ไม่ทันได้ออกเดินก็มีเสียงตวาด“เดี๋ยว! คิดว่ามาง่ายแล้วจะกลับได้ง่ายๆ ตามอำเภอใจอย่างนั้นรึ?”“ธุระของผมหมดแล้ว ลาเลยละกัน”“ยังไปไม่ได้ !”ธนดิตถ์เล็งปืนขู่มาทางชายหนุ่มอายุมากกว่า ทำเอาทุกคนได้แต่ยืนจังงัง“ผมไม่ได้ขู่นะคุณวนัสเทพ เพียงก้าวเดียวที่คุณพาสิริวธูไปจากที่นี่ ผมยิ
ความแปลกที่ บวกกับความกังวลบางอย่างในใจทำให้สิริวธูตาแข็งค้าง นอนอยู่ในความมืดเป็นชั่วโมงก็ยังไม่หลับลงได้”ป่านนี้ทางไร่พรพฤกษ์จะเป็นอย่างไรบ้างหนอ แล้วผู้ปกครองชั่วคราวของหล่อนจะทำยังไงเมื่อรู้ว่าหล่อนหายตัวไปแล้วหญิงสาวก็ต้องผุดลุกขึ้นนั่ง เมื่อได้ยินเสียงเหมือนใครกำลังไขลูกบิดประตูเข้ามาคุณพระช่วย! ใครกันที่แอบเข้ามาในห้องหล่อนในยามวิกาลเช่นนี้เงาตะคุ่มๆ ในความมืดสลัวที่เห็นพอจะบอกได้ว่าผู้บุกรุกเป็นบุรุษสิริวธูหวาดกลัวแทบสิ้นสติ มือเท้าชาดิกจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ ได้แต่นั่งรอจนร่างนั้นย่องกริบใกล้เข้ามาที่เตียงของหล่อน“ใครน่ะ” หล่อนเค้นเสียงถามออกไปหวาดๆร่างนั้นชะงักเล็กน้อย คงนึกไม่ถึงว่าหล่อนจะตื่นอยู่“ใคร?” เสียงสั่นมากขึ้น พร้อมดึงตัวขึ้นนั่งรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งตัวได้ทัน ร่างสูงๆ ของผู้บุกรุกก็กระโจนโถมทับลงมาบนร่างของหล่อนจนหล่อนล้มหงายลงไปกับเตียงนอนตามแรง“ปล่อยนะ!”ทั้งดันทั้งถีบร่างหนักที่ทาบทับสุดแรงเกิด แต่ก็กระทำได้ยากเต็มที เพราะเรี่ยวแรงของอีกฝ่ายเหนือกว่า“นอนนิ่งๆ อย่าดื้อนะ ทำตัวสบายๆ แล้วจะได้รับความสุข” เสียงคุ้นเคยบอกเบาๆคนฟังตกตะลึงเหมือนถ







