เข้าสู่ระบบสายลมพัดกรรโชกผ่านยอดไม้มาอีกระลอก หลี่ม่านยังคงอดกลั้นและไม่ยอมลั่นไก เพราะนางเลือกที่จะรอ...
รอคอยจนกระทั่งสายลมสงบลงและนิ่งสนิท ฟิ้ว! เพียงแค่รั้งเหนี่ยวไกด้านล่าง ลูกดอกคมกริบก็พุ่งแหวกอากาศออกจากรางด้วยความเร็วสูง ปัก! ไก่ป่าสะดุ้งสุดตัวเพราะความเจ็บปวด มันกระพือปีกดิ้นรนอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะล้มตัวลงนอนแน่นิ่งไปกับพื้น หลี่ม่านไม่รอช้ารีบวิ่งไปอุ้มสัตย์ป่าที่ตนล่าได้ขึ้นมาแนบอก ใบหน้าที่สงบนิ่งมาตลอดตั้งแต่เช้าตรู่ บัดนี้กลับปรากฏรอยยิ้มบางเบาให้เห็น “วันนี้ท่านแม่จะได้ดื่มน้ำแกงอร่อย ๆ แล้ว” นางเอ่ยพลางใช้มือลูบขนไก่ป่าแผ่วเบา พร้อมคิดวางแผนว่าจะนำมันไปตุ๋นเคี่ยวรวมกับรากสมุนไพรที่เพิ่งเก็บมาได้ เอาให้เปื่อยยุ่ย น้ำแกงที่ได้คงจะมีรสชาติหวานกลมกล่อม และช่วยให้มารดาของตนมีพละกำลังฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้าง คิดได้ดังนั้น หลี่ม่านก็รีบหันมาคว้าเอาตะกร้าสมุนไพรขึ้นสะพายไหล่ พร้อมกับหอบไก่ป่าเดินลงจากเขาไปอย่างอารมณ์ดี แม้บนเขาจะเงียบเชียบ มีเพียงเสียงนกเสียงลมพัดหวีดหวิวให้ดูน่ากลัว ถึงกระนั้นเด็กสาวที่มีอายุเพียงแค่สิบห้าปี กลับไม่ได้หวาดหวั่นแม้แต่น้อย ร่างเล็กยังคงเดินมุ่งหน้าลงเขาด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ตามประสาคนที่ชินชากับการเดินป่าแล้ว ครึ่งชั่วยามต่อมา หญิงสาวก็เดินมาถึงเรือนตระกูลฟานที่ตั้งอยู่บริเวณท้ายหมู่บ้าน ลักษณะเรือนนี้เป็นเรือนไม้หลังใหญ่ ทว่าที่นี่ไม่ใช่ที่พำนักของนางกับมารดาอย่างที่ควรจะเป็น เรือนที่สองแม่ลูกอยู่นั้น คือเรือนเก่าที่อยู่ทางด้านหลังห่างจากเรือนใหญ่พอสมควร ความเป็นอยู่ก็แรนแค้นนัก เพราะทั้งคู่ไม่เคยได้รับความเมตตาจากกลุ่มคนที่อาศัยอยู่เรือนใหญ่เลย ครานี้เมื่อได้ไก่ป่าตัวอวบอ้วนมา หลี่ม่านจึงพยายามซุกซ่อนเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี โดยใช้สมุนไพรที่เก็บมาได้คลุมตัวไก่ป่าไว้อย่างมิดชิด ไก่ตัวนี้นางจะต้องได้ต้มน้ำแกงให้มารดากิน จะไม่ยอมให้คนเรือนใหญ่มาแย่งเอาไปเหมือนเช่นคราก่อนอีกแล้ว มือน้อย ๆ ผลักประตูห้องพักทางหลังเรือนเข้าไปอย่างแผ่วเบา เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนผู้เป็นมารดาที่อาจจะหลับอยู่ ภายในห้อง ฟานหลานตี้กำลังนั่งพิงกายอยู่กับหัวเตียง พร้อมกับส่งเสียงไอจนตัวสั่นเทา ใบหน้าขาวซีดไร้ซึ่งสีเลือดฝาด เมื่อเห็นบุตรสาวสุดที่รักกลับมา ดวงตาสลักความอิดโรยก็ส่องประกายอย่างชัดเจน “ม่านเอ๋อร์ กลับมาแล้วหรือ” หญิงสาวรีบวางตะกร้าลงกับพื้น แล้วปรี่เข้าไปประคองมารดาให้เอนหลังนอนพิงหมอนในท่าที่สบายยิ่งขึ้น “ท่านแม่ วันนี้ข้าเก็บสมุนไพรมาได้หลายชนิดเลยนะเจ้าคะ แถมยังโชคดีจับไก่ป่ามาได้อีกหนึ่งตัวด้วย ประเดี๋ยวข้าจะรีบเอาไปทำแล้วตุ๋นน้ำแกงร้อน ๆ มาให้ท่านดื่มนะเจ้าคะ” หลานตี้ก้มมองไก่ป่าตัวอ้วนในมือบุตรสาวพลางยิ้มอ่อน สีหน้าฉายความดีใจที่เจือความห่วงใยระคนกัน “เจ้า... แอบเข้าไปในป่าลึกมาอีกแล้วใช่หรือไม่” “ไม่ลึกเลยเจ้าค่ะ” หลี่ม่านส่งยิ้มอ่อนโยนให้มารดา เด็กสาวโกหกคำโต แม้รู้ดีว่าการโกหกเป็นเรื่องที่ไม่ควร ถึงกระนั้นหลี่ม่านก็ยังยินดีจะเป็นคนบาปเพื่อให้มารดาสบายใจ ทว่าความจริงแล้วนางเสี่ยงเดินเข้าป่าลึก จนเกือบถึงหน้าผาอันตรายเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะเกรงมารดาจะกังวลจนทรุดหนักนางจึงได้โกหกเช่นนี้ “ท่านแม่นอนพักรอดื่มน้ำแกงอร่อย ๆ นะเจ้าคะ ประเดี๋ยวลูกกลับมา” เด็กสาวเอ่ยจบก็ยิ้มตาหยีให้เหมือนเคย ทว่า! ในจังหวะที่หลี่ม่านกำลังจะหันหลังนำไก่ป่าออกไปจัดการ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของใครบางคนก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตู ปัง! ประตูไม้เก่าถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ไม่มีการถามไถ่ หรือรอถ้อยคำอนุญาตจากเจ้าของที่อยู่ภายในแม้แต่น้อย หลี่ม่านยืนนิ่งชะงักอยู่กลางห้อง มองผู้เป็นย่าที่กำลังสาวเท้าเข้ามาพร้อมใบหน้าบูดบึ้งไม่พอใจอย่างเคย “ข้าได้ยินว่าเจ้าขึ้นเขาไปตั้งแต่เช้า ได้อะไรมาบ้าง” นางชุยกวาดสายตาคมกริบมองสำรวจไปทั่วห้อง ก่อนที่ดวงตาจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ไก่ป่าตัวอ้วนในมือของหลานสาวคนเล็ก ประกายความโลภปรากฏขึ้นในดวงตาของนางราวกับได้โชคก้อนโต “นังตัวดี เจ้าได้ไก่ป่ามาแต่ไม่ยอมบอกข้าอย่างนั้นหรือ” หลี่ม่านรีบเอาไก่ป่าที่ตนล่ามาได้ซ่อนไว้ข้างหลัง พร้อมกับจ้องมองผู้เป็นย่าด้วยความหวาดหวั่น เพราะรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทว่าเหมือนมันจะไม่ทันแล้ว เพราะทันทีที่เห็น นางชุยก็เดินดุ่ม ๆ เข้ามาหยุดตรงหน้า พลางยื่นมือเหี่ยวย่นคว้าแย่งเอาไก่ป่ามาพลิกซ้ายพลิกขวาสำรวจดูด้วยความพึงพอใจ “ตัวอ้วนพีใช้ได้ทีเดียว ต้มน้ำแกงคงจะได้หม้อใหญ่มาก” เอ่ยจบนางก็ตั้งท่าจะหมุนตัวออกไปพร้อมไก่ หลี่ม่านรีบขยับตัวเข้ามายืนขวาง ก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อมที่สุด “ท่านย่าเจ้าคะ ข้าตั้งใจจะนำไก่ตัวนี้ไปตุ๋นใส่สมุนไพรให้ท่านแม่ เพื่อรักษาอาการป่วยที่เรื้อรังมานาน ขอท่านย่าเมตตาคืนไก่มาให้ข้าเถิดนะเจ้าคะ” เด็กสาวเอ่ยบอกอย่างประนีประนอมอย่างที่สุด ในใจยังหวังว่าผู้เป็นย่าจะเมตตา “คนป่วยใกล้ตายเช่นนี้ จะกินของดี ๆ ให้เปลืองทำไมกัน” นางชุยสวนขึ้นมาทันควัน สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉยเย็นชาเฉกเช่นวันวาน ไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ “ให้คนใกล้ตายกินก็เสียของเปล่า ๆ สู้ให้บุตรชายข้าที่เป็นขุนนางได้กินของอร่อยพวกนี้ยังจะมีประโยชน์เสียกว่า” นางชุยกระแทกเสียงใส่หลานสาวคนเล็ก หลานตี้ได้ยินดังนั้นก็รีบพยุงกายลุกขึ้นมาจากเตียง พร้อมกับส่งเสียงแหบพร่าออกมาด้วยความทรมาน “ท่านแม่... ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ ม่านเอ๋อร์ต้องลำบากบุกป่าฝ่าดงขึ้นเขาไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง กว่าจะจับไก่ตัวนี้มาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย...” “ข้าบอกว่าเปลือง ก็คือเปลือง!” นางชุยตวาดลั่น พลางปรายสายตาดุร้ายมองสะใภ้รองอย่างเย็นชา “วันนี้ซื่อต่งเดินทางมาเยี่ยมข้าที่เรือนพอดี สมควรจะต้องได้กินอาหารดี ๆ บำรุงกำลัง คนป่วยไร้ประโยชน์อย่างเจ้ามีแป้งปิ้งให้กินก็บุญเท่าไหร่แล้ว” นางยังคงกล่าวถ้อยคำเห็นแก่ตัวออกมาอย่างไม่รู้สึกรู้สา สิ้นเสียงเด็ดขาดนั้น นางชุยก็หันไปทางประตูตะโกนเรียกสะใภ้อีกคนเสียงดังลั่นเรือน “หนิงอัน! มาหาข้าหน่อย” ผ่านไปเพียงครู่เดียว สตรีวัยกลางคนผู้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านก็รีบสาวเท้าเดินเข้ามาด้านใน เมื่อฟานหนิงอันเห็นไก่ป่าตัวอ้วนในมือแม่สามี ดวงตาของนางก็เปล่งประกายระยิบด้วยความปรีดา “ท่านแม่เรียกลูกมีอะไรรึเจ้าคะ” “นำไก่ตัวนี้ไปถอนขนทำความสะอาดเสีย แล้วตุ๋นให้เปื่อยทั้งตัว ซื่อต่งกับหลี่ฮวาลูกสาวเจ้าชอบกินนักไม่ใช่หรือ” หนิงอันฉีกยิ้มกว้างจนแก้มปริ รีบยื่นมือมารับไก่ป่ามาจากมือแม่สามีอย่างกระตือรือร้น ใบหน้านั้นยินดีจนปิดไม่มิด แต่ก่อนที่หนิงอันจะถือไก่ป่าออกไป นางยังมิวายหันไปยกยิ้มมุมปากใส่ผู้ที่นอนอยู่บนเตียง รวมถึงหลานสาวที่ยืนมองด้วยท่าทางน่าสงสาร ทว่านางไม่นึกสงสารเลยสักนิด “ขอบใจนะหลี่ม่าน วันนี้เจ้าทำดีมากเลยรู้จักหาอาหารมาบำรุงคนในบ้าน มีเจ้าเป็นหลานนี่ดีจริง ๆ” เอ่ยจบร่างอวบก็เดินออกไปด้วยท่าทางของคนที่มีความสุขนักหนาเหลียนเฉิงชะงักค้างอยู่นาน เมื่อหันมาเห็นพระพักตร์ดุดันของฮ่องเต้ เขาก็รีบคุกเข่าลงตรงหน้า พลางเอ่ยอย่างละล้ำละลัก “ฝ่าบาทกระหม่อมเปล่านะพ่ะย่ะค่ะ” เจิ้นไฉ่ยกยิ้มและเขาก็ไม่คิดจะปล่อยโอกาสให้สหายได้หาข้อแก้ต่าง “เรื่องที่ข้อสอบบังเอิญนำบทประพันธ์ของข้ามาใช้ เจ้าคงต้องไปถามเอากับผู้ที่นำบทประพันธ์ของข้ามาออกข้อสอบ มิใช่โยนเรื่องทั้งหมดมาใส่ข้า ข้าเองก็เป็นบัณฑิตที่เพิ่งเดินทางมาเมืองหลวงได้ไม่กี่เดือน ไหนเลยจะมีเส้นสายทำให้ผู้ออกข้อสอบนำบทประพันธ์ของตนเองมาเป็นหัวข้อหลักได้ เจ้าที่ได้เป็นขุนนางรับราชการมานาน เรื่องแค่นี้ก็คิดไม่ได้หรือ ถึงได้กล้าเอาเรื่องนี้มาทำลายข้า” น้ำเสียงเจิ้นไฉ่เริ่มแข็งกร้าวขึ้น “ขะ... ข้า” เหลียนเฉิงทำได้เพียงอึกอัก “ข้าได้ยินว่าบัณฑิตหานเดินทางมาจากเมืองเจี้ยน ไม่มีญาติพี่น้องในเมืองหลวงแม้แต่คนเดียวมิใช่หรือ” ขุนนางผู้หนึ่งเอ่ย “ใช่ ๆ เห็นว่าเช่าเรือนเล็กของตระกูลจ้าวอยู่นี่” “ใช่ที่ไหนกัน เขาเป็นศิษย์ของหมอเทวดาเหิงที่เพิ่งถูกรับมาต่างหาก เลยได้อาศัยอยู่กับหมอเทวดาเหิงอย่างไรเล่า” “จริงหรือ เช่นนั้นคำพูดเขาก็เชื่อถือได้น่ะสิ” เหล่าขุนนางเริ่ม
เจิ้นไฉ่หันกลับมามองสหายที่ยืนอยู่ทางด้านหลังเพียงครู่ เขาก็หันกลับมาพร้อมกับยกยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน เขายังคงนั่งนิ่งรอดูว่าสหายรักเมื่อครั้งยังเยาว์จะกล่าวเอาผิดอันใดตนเองด้านบนนั้น ฮ่องเต้ที่ทรงชะงักกำลังเลิกพระขนงขึ้นด้วยความสงสัย “เรื่องใหญ่อันใด ถึงทำให้เจ้ากล้าขัดขึ้นในยามนี้”“เรื่องทุจริตสอบจอหงวนพ่ะย่ะค่ะ” เหลียนเฉิงกล่าวพลางรีบดึงเอากระดาษปึกหนึ่งที่ซ่อนไว้ออกมาจากสาบเสื้อ แล้วชูขึ้นเหนือศีรษะ “กระหม่อมได้รับรายงานและหลักฐานจากผู้คุมสอบท่านหนึ่ง กล่าวว่าในการสอบรอบสุดท้ายที่ผ่านมา หานเจิ้นไฉ่มีพฤติกรรมทุจริตในการคัดลอกบทความและเนื้อหาข้อสอบจากคลังเอกสารเก่าของสำนักตรวจการพ่ะย่ะค่ะ”ข้อกล่าวหานั้นทำให้เหล่าขุนนางในท้องพระโรงส่งเสียงฮือฮาขึ้นทันที การทุจริตในการสอบจอหงวนถือเป็นความผิดร้ายแรงที่สั่นคลอนรากฐานการคัดเลือกคนของราชสำนักหากข้อกล่าวหานี้เป็นความจริงอย่างที่เหลียนเฉิงเอ่ยอ้าง ต่อให้หานเจิ้นไฉ่มีความสามารถมากเพียงใด ฐานะบัณฑิตก็ย่อมต้องถูกถอดถอน ทั้งยังถูกลงโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงและยังถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าสอบทั้งตระกูลอีกด้วยแต่ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น
หลายวันต่อมา... การสอบจอหงวนรอบสุดท้ายก็มาถึงบรรยากาศภายในโถงสอบเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าบัณฑิตนับร้อยต่างก้มหน้าก้มตาเขียนคำตอบลงบนกระดาษอย่างขะมักเขม้น ไม่มีใครเงยหน้าขึ้นมาจากแผ่นกระดาษแม้แต่น้อยเหล่าขุนนางผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ ต่างก็คอยจับจ้องดูท่าทีของเหล่าบัณฑิต ซึ่งหนึ่งในนั้นมีว่านเหลียนเฉิงนั่งปะปนอยู่ด้วย ในฐานะขุนนางผู้คอยจดเก็บบันทึกรายละเอียดยิบย่อยในการสอบในจังหวะที่การสอบดำเนินไปได้ครึ่งทาง ก็ถึงเวลาที่ผู้คุมสอบต้องเดินตรวจดูความเรียบร้อย หนึ่งในนั้นมีว่านเหลียนเฉิงคอยเดินจดบันทึกตามหน้าที่ สายตานั้นคอยปรายมองเจิ้นไฉ่เสมอเมื่อเดินมาถึงจุดที่สหายนั่งสอบ เขาก็เริ่มแผนการร้ายที่เตรียมไว้ ปล่อยแมลงป่องตัวโตออกมาเกาะบนแขนเสื้อขุนนางที่เดินอยู่ด้านหน้า จากนั้นก็แสร้งร้องโวยวายตื่นตกใจ ทำให้ใต้เท้าผู้นั้นตระหนกจนต้องถอยหนีสะบัดแขนเสื้อเป็นพัลวัน หลายคนก็หันมาสำรวจตนเอง ทั้งยังปัดไม้ปัดมือไปโดนกระดาษของบัณฑิตตกลงพื้น บางคนกระแทกโต๊ะจนแท่นหมึกร่วงหล่นแตกกระจาย หนึ่งในนั้นคือโต๊ะของหานเจิ้นไฉ่ซึ่งยามนี้กระดาษสอบเขานอกจากจะร่วงหล่นลงพื้น มันยังเปื้อนเปรอะเต็มไปด้วยน้ำหมึกท
หนึ่งเดือนต่อมา...ในขณะที่ตระกูลฟานปลาบปลื้มกับที่อยู่ใหม่ในเมืองหลวง ด้านตระกูลหาน ก็พลิกฟื้นกลับมามีชีวิตปกติเช่นเดิมแล้วตรงบริเวณประตูข้างของจวนยังคงเนืองแน่นเต็มไปด้วยหมอยาและผู้ดูแลร้านยาจากหลากหลายตำบล ที่มายืนรอซื้อสมุนไพรและยาเม็ดสำเร็จรูปเพื่อนำไปจำหน่ายต่อที่ร้านตน ราวกับว่าเมื่อเดือนก่อนไม่เคยเกิดเรื่องยาปลอมเสียอย่างนั้นหากจะว่าไป... ดูเหมือนเหตุการณ์นี้ได้ทำให้ชื่อเสียงของหมอเทวดาน้อยเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ ผลลัพธ์ของการรักษาอันล้ำเลิศที่นางคิดค้นขึ้นมาแก้สถานการณ์ในครานี้ได้ผลดีนักอีกทั้งทางการยังออกหนังสือรับรองคุณภาพยาของนาง เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ผู้คนที่เคยลังเลกลับมาใช้ยาของนางอีกครั้ง ที่สำคัญยาของนางก็ดีนัก ไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคใด กินยานางเข้าไปหากไม่หายขาดก็จะอาการดีขึ้นทั้งนั้น นอกจากคนที่ป่วยหนักด้วยโรครุมเร้าเกาะกินร่างกายมานานจึงจะรักษายากยาที่ได้ไปส่วนมากก็เป็นแบบเม็ด ไม่ต้องยุ่งยากเอาไปต้มรอให้ออกฤทธิ์เหมือนชุดยาครั้งก่อน ที่สร้างปัญหาจนตระกูลหานเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งยาเหล่านี้ก็มีรสชาติหอมกินง่ายแม้แต่เด็กน้อยก็ยังชอบ ที่สำคัญยาที่นางปรุงขึ้นสามารถพกพ
ทว่าเพียงแค่ชายตัวโตยื่นตราบางอย่างออกมา หัวหน้าผู้ตรวจการก็รีบเก็บดาบเข้าฝัก พร้อมกับตั้งท่าจะคารวะ“ไม่ต้อง ข้ามาเพื่อรับตัวหมอเทวดา ที่เมืองเสียนมีคนป่วยสำคัญต้องการให้เขาไปรักษา” ชายที่มาเอ่ยเสียงเข้มบรรดาหมอรวมถึงหลี่ม่านต่างก็หันมามองเขาเป็นตาเดียวหลี่ม่านได้ยินชายร่างโตเอ่ยถึงตน นางก็ก้าวออกมาหยุดยืนต่อหน้าเขา อีกฝ่ายก็จ้องด้วยสายตาคมดุทันที“อย่าบอกนะว่าหมอเทวดาคือเจ้าเด็กน้อยนี่ ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับเจ้าหรอกนะ” ชายร่างโตเอ่ยเสียงเข้ม ก่อนจะกวาดสายตามองหาผู้ที่น่าจะเป็นหมอเทวดาน้อยตามคำเลื่องลือมากที่สุด“คนที่เรือนท่านป่วยเป็นอะไร โรคเดียวกันกับชาวบ้านหรือไม่ หากใช่ท่านให้เขากินยาที่เรากำลังปรุงอยู่ก็พอ ไม่จำเป็นต้องให้ข้าเดินทางไปดูอาการกระมัง” หลี่ม่านเอ่ยเสียงเรียบ แววตาที่จ้องมองอีกฝ่ายก็มิได้เผยความหวาดหวั่นเลย“นะ... นี่เจ้าคือหมอเทวดาน้อยหรือ”“เป็นนางขอรับใต้เท้า” หลัวเจิ้งเอ่ยบอก“ใช่ ๆ นี่แหละหมอเทวดาหาน หรือหมอเทวดาน้อย” หมอชราที่ยืนอยู่ห่างออกไปกล่าวสมทบเพราะเกรงอีกฝ่ายไม่เชื่อ“แต่นางเหมือนเพิ่งผ่านวัยปักปิ่นมา” ชายร่างโตยังแย้ง“ใต้เท้า ข้าไม่มีเวลามาเถียงกับท
เจ็ดวันต่อมา...บรรยากาศหน้าจวนตระกูลหานก็เต็มไปด้วยความโกลาหล เสียงร้องแรกแหกกระเชอของชาวบ้านและญาติผู้ป่วยดังระงมผสมปนเปไปกับเสียงโอดครวญเพราะความเจ็บปวดร่างของชาวบ้านหลายสิบชีวิตนอนซมที่หน้าทางเข้าจวน แต่ละคนใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากม่วงคล้ำดูน่ากลัว บางคนกำลังถูกหามมาวางที่หน้าจวน บางคนก็นอนอยู่บนรถเข็นที่จอดเอาไว้เรียงราย บรรยากาศยามนี้ตึงเครียดเป็นอย่างมาก“ท่านหมอ! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”“ใช่! ออกมาดูว่ายาของเจ้าทำอะไรกับสามีของข้า” ท่านป้าผู้หนึ่งตะโกนแทรกฝูงชนเข้ามา ข้างกายนางคือสามีที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ข้างกันก็เป็นมารดาที่ป่วยด้วยอาการเดียวกัน“ออกมานะ! นางหมอชั่ว” ชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังตะโกนซ้ำ ในอ้อมกอดเขาคือภรรยาที่ลมหายใจรวยรินเต็มทีทว่าแม้พวกเขาจะตะโกนมากเพียงใด ประตูจวนหานก็ยังไม่ยอมเปิดออกมาอยู่ดี จากที่มีชาวบ้านเพียงสิบ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทางการต้องมาปิดล้อมเอาไว้ ถึงกระนั้นตระกูลหานก็ยังไม่เปิดประตูออกมารับผิดชอบอันใด นำพาให้ชาวเมืองยิ่งแค้นหนัก“แม่ม่านเอ๋อร์ เราจะทำอย่างไรดี จะส่งคนไปบอกม่านเอ๋อร์ก็ไม่ได้ ไม่รู้ยามนี้ลูกของเราอยู่ที่ใด” ฮูหยินสวี่เอ่ยอย่างเป็นก







