LOGINเกิดใหม่เป็นตัวประกอบ ข้าก็หวังเพียงจะใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างที่ไม่เคยได้ใช้ แล้วเหตุไฉนชะตาชีวิตถึงผลักให้อดีตนักฆ่า กลับกลายเป็นยอดหญิงอันดับหนึ่งไปได้เล่า หลี่ม่านในวัย 15 ปี แต่ภายใต้ใบหน้าจิ้มลิ้มนี้ ผู้ที่อยู่ในร่างคือนักฆ่าสาวในโลกปัจจุบัน ที่ถูกเพื่อนสาวคนสนิทหักหลังวางยาจนตาย หานเจิ้นไฉ่ คุณชายรองตระกูลหาน อายุ 25 ปี หลังจากบิดาและพี่ชายสิ้น เขาก็ล้มป่วยจนเดินไม่ได้ ตระกลตกต่ำจนไม่มีใครอยากคบหา ฟานหลี่ฮวา อายุ 17 ปี หลานสาวคนโตตระกูลฟาน ขี้อิจฉา ทะเยอทะยาน ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้แผนตนสำเร็จ นิยายเรื่องนี้เป็นแนวนางเอกเก่ง ไม่ยอมคน ใครดีมานางดีตอบ ใครร้ายมาย่อมต้องส่งคืนเป็นพันเท่า มันจึงจะสาสม คำเตือน!!! นิยายมีฉากต่อสู้ คำพูดรุนแรง เนื้อหากระทบจิตใจ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
View Moreณ ขุนเขาในยามรุ่งอรุณ ที่ซึ่งความสว่างยังไม่ทันได้เผยโฉมเต็มที่ ทั้วบริเวณยังมีหมอกสีขาวปกคลุมราวกับม่านแพร บรรยากาศโดยรอบคละเคล้าไปด้วยเสียงนกร้องสอดประสานกัน
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบที่ดูวังเวงนี้ กลับมีร่างของหญิงสาวที่สวมใส่ชุดผ้าฝ้ายสีหม่น กำลังเดินมุ่งหน้าเข้าป่าลึกเพียงลำพัง บนหลังสะพายตะกร้าสานใบเก่าที่ใกล้จะพุพังเต็มที นางค่อย ๆ เดินลัดเลาะไปตามทางแคบบนไหล่เขาอย่างระมัดระวัง แม้เส้นทางจะเต็มไปด้วยรากไม้และโขดหินน้อยใหญ่ที่คอยขวางทางทำให้เดินลำบาก ทว่าสองเท้าเล็กของนางกลับมั่นคงและคล่องแคล่ว เพราะการเดินป่านี้มิใช่เพิ่งทำครั้งแรก ไม่นานนางก็เดินมาหยุดนิ่งอยู่ใต้ต้นสนใหญ่ ก่อนจะก้มลงใช้ปลายนิ้วปัดใบไม้แห้งที่ทับถมจนแน่นหนาออกแผ่วเบา ใบหน้าจิ้มลิ้มคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เมื่อพบกับต้นสมุนไพรที่ตนตามหามาตลอดทางนางก็กล่าวพึมพำ “ในที่สุดก็เจอ...” หญิงสาวรีบวางตะกร้าลง ก่อนจะหยิบเสียมด้ามสั้นออกมา จากนั้นก็ค่อย ๆ ใช้ปลายเสียมแซะดินรอบโคนต้นอย่างระมัดระวัง พร้อมกับจับจ้องรากสมุนไพรตาไม่กะพริบ เพราะนางรู้ดีว่าหากพลาดพลั้งจนรากขาดสะบั้น คุณค่าทางยาของมันอาจจะลดลงไปมากกว่าครึ่งก็เป็นได้ จากนั้นไม่นานนัก รากสมุนไพรสีเหลืองอ่อนก็ถูกยกขึ้นมาจากดิน “ตรงตามตำราที่ตาเฒ่าให้มาเลย” เด็กสาวพึมพำ พร้อมกับบรรจงปัดเศษดินออกเบา ๆ ราวกับกลัวสมุนไพรนี้จะบอบช้ำ จากนั้นนางก็ห่อมันด้วยผ้าชื้นที่เตรียมมา แล้วเก็บลงตะกร้าแยกไว้ต่างหาก เพื่อป้องกันไม่ให้มันบอบช้ำจนสรรพคุณเสีย “หวังว่าจะช่วยบรรเทาอาการไอได้ตามที่ตำราบอกไว้นะ” เสียงของนางแผ่วเบาราวกับกำลังปลอบโยนตนเอง เมื่อหลายเดือนก่อน ฟานหลานตี้ผู้เป็นมารดาป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ได้ หมอประจำหมู่บ้านที่เคยมาตรวจก็เอาแต่เอ่ยว่า ยาที่ใช้รักษามารดานางนั้นแพงมาก หากไม่มีเงินให้ เขาก็มิอาจทำการรักษาได้ ในยามนั้นหลี่ม่านตัดสินใจไปคุกเข่าขอร้องให้คนเรือนใหญ่เมตตา แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคำด่าทอที่ไร้ซึ่งความเห็นใจ คนตระกูลฟานไม่ยอมเจียดเงินให้แม้แต่เหรียญเดียว นี่จึงเป็นสาเหตุให้มารดาของนางอาการทรุดหนักขึ้นไปอีก และสิ่งเดียวที่หลี่ม่านพอจะทำได้คือการขึ้นเขามาเก็บสมุนไพรในป่า เพื่อนำกลับไปต้มประทังอาการของมารดา ก่อนหน้านี้นางก็ไม่ได้สนใจเรื่องสมุนไพรเท่าใดนัก ที่ขึ้นเขามาก็เพื่อล่าสัตว์ไปทำอาหารไม่ก็เอาไปแลกเงินแลกผ้าห่ม เพราะการใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลฟานนั้น สองแม่ลูกถูกเอาเปรียบทุกอย่าง หาสิ่งใดมาได้หากไม่รีบแลกของก่อนก็จะถูกพวกเขาริบไป แต่นับตั้งแต่ได้พบกับตาเฒ่า พรานป่าผมขาวที่ชอบมานั่งตกปลาแถบแม่น้ำลึกเข้าไปในป่า เด็กสาวที่ล่าสัตว์อยู่เป็นนิด ก็เปลี่ยนอาชีพมาหาสมุนไพรไปแลกข้าวปลาอาหารแทน เพราะคนตระกูลฟานไม่แยแสรากไม้ใบหญ้าเหล่านี้ พวกเขาต่างก็มองว่ามันไร้ค่าไร้ราคา ไม่มีประโยชน์ที่จะนำมาใช้งานหรือทำให้อิ่มท้อง ผิดกับหลี่ม่าน นางรู้ว่าการศึกษาเรื่องสมุนไพร จะสร้างประโยชน์ให้นางได้ดีกว่าการล่าสัตย์มาให้คนเรือนใหญ่แย่งชิงไปนัก และในแต่ละวัน นางก็จะออกมาหาสมุนไพรไปปรุงยารักษาโรคนั้นโรคนี้เก็บเอาไว้ ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ถึงกระนั้นเด็กสาวก็ไม่เคยคิดที่จะหยุดทำ นางยังคงตั้งใจเรียนรู้อยู่เรื่อย ๆ วันนี้ก็เป็นอีกวันที่นางออกมาตั้งแต่เช้า เพื่อเสาะหาต้นสมุนไพรที่มีอยู่ในตำราเล่มเก่า ที่ระบุไว้ว่ามันสามารถขจัดอาการไอได้ผลดีนัก ทั้งยังมีสรรพคุณฟื้นฟูร่างกายด้วย “ลองหาอีกนิดดีกว่า ไม่แน่ใกล้ ๆ กันนี้อาจจะมีอีก” นางเอ่ยพลางมองซ้ายแลขวาหาจุดที่น่าจะมีสมุนไพรชนิดนี้ และแล้ววันนี้เด็กสาววัยสิบห้าก็โชคดีนัก สิ่งที่นางหวังนั้นมีจริง ๆ “ดูท่าที่นี่คงจะเป็นถิ่นของเจ้าสินะ” หลี่ม่านเอ่ยเสียงสดใส แต่ก็ใช่ว่านางจะขุดเอาสมุนไพรนี้กลับไปอย่างที่คิดไว้คราแรก หลังจากเห็นว่ามันมีอยู่มากมาย เด็กสาวก็ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ขุดขึ้นมาทั้งหมด นางจะรอให้การปรุงยาสำฤทธิ์ผลก่อนค่อยมาเก็บทีเดียว สมุนไพรเหล่านี้จะได้ไม่สูญเสียสรรพคุณ “ไว้วันหน้าข้าจะมาใหม่นะ พวกเจ้าเติบโตกันให้ดีล่ะ” นางเอ่ยบอกสมุนไพรเหล่านั้นราวกับมันสามารถรับฟังคำพูดได้ จากนั้นหญิงสาวก็เงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ที่เริ่มโผล่พ้นแนวเขาขึ้นมาทีละน้อย เด็กสาวสูดเอาอากาศสดชื่นนั้นเข้าปอดก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “เดินดูอีกหน่อยดีกว่า เผื่อจะได้อะไรมาเพิ่ม” นางเอ่ยพลางล้วงเอาตำราเล่มเก่าออกมาตรวจดูภาพต้นสมุนไพร ทว่าตำราที่นางถือกลับดูไม่เหมือนตำราในยุคที่นางอยู่เลย มันเหมือนตำราที่อยู่ระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ คนทำขึ้นน่าจะมีสมองอัจฉริยะมากพอสมควร ส่วนเหตุผลที่พรานเฒ่ามอบตำรานี้ให้นาง อาจเป็นเพราะเขาอ่านเนื้อหาด้านในไม่ออกกระมัง จึงได้คิดเอาตำรานี้มาแลกกับไก่ป่าที่นางล่ามาได้ คราแรกหลี่ม่านก็ไม่ได้สนใจเท่าใดนัก แต่พอได้อ่านนางก็มองเห็นประโยชน์อันมหาศาลที่แฝงอยู่ในตำราเล่มนี้ ในยามนั้นนางจึงไม่นึกเสียดายเรื่องที่เอาไก่ป่าตัวโตแลกมา เมื่อเห็นแดดออกหลี่ม่านจึงตัดสินใจเดินลึกเข้าไปในป่าอีกเล็กน้อยเพื่อหาเก็บเพิ่มเติม ไม่นานนัก... ตะกร้าไม้ไผ่บนหลังก็เต็มไปด้วยสมุนไพรหลายชนิด นอกจากจะแบ่งไว้ให้ท่านแม่รักษาตัวแล้ว หากมีเหลือเฟือหรือเป็นสมุนไพรที่ไม่ต้องใช้ในการรักษา นางจะนำไปแลกเกลือหรือแป้งหยาบกับชาวบ้านเอาเก็บไว้ทำกิน ทว่าในจังหวะที่หลี่ม่านกำลังจะหมุนตัวเดินกลับ ทันใดนั้น หูก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วมาจากพุ่มไม้หนาทึบด้านหน้า กุก... กุก... หญิงสาวชะงักฝีเท้าลงทันที นางค่อย ๆ ย่อตัวหมอบราบลงกับพื้นอย่างเงียบเชียบ สายตาคมกริบมองลอดผ่านกิ่งก้านใบไม้เข้าไป จนกระทั่งเห็นไก่ป่าตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์กำลังก้มเงย คุ้ยเขี่ยหาเมล็ดพืชอยู่ใต้พุ่มหญ้า นางเผยยิ้มกริ่มชอบใจทันที มันเป็นไก่ป่าที่ตัวอ้วนไม่น้อยเลยทีเดียว หากสามารถจับมันกลับไปได้ นอกจากท่านแม่จะมีน้ำแกงร้อน ๆ รสชาติเข้มข้นไว้ดื่มบำรุงร่างกายแล้ว ขนาดของมันยังเหลือเก็บไว้กินได้อีกหลายมื้อติดต่อกันเลยเชียว หลี่ม่านสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ค่อย ๆ ปลดอาวุธไม้ที่เหน็บซ่อนไว้อย่างดีข้างตะกร้าออกมาถือไว้ในมือ อาวุธชิ้นนี้คืองานประดิษฐ์ที่นางลงมือทำขึ้นด้วยตนเองเมื่อปีก่อน หลังจากที่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกอยู่นานหลายเดือน ทั้งทดลองดัดไม้ไผ่ ทำสายดีดจากเอ็นป่านที่เอาสมุนไพรไปแลกมา ไหนจะตั้งใจเหลาไม้ไผ่ทีละชิ้นจนกลายเป็นลูกดอก แม้ว่ามันจะยังดูไม่สมบูรณ์แบบ แต่นางก็มั่นใจว่ามันมีความแม่นยำกว่า การหยิบก้อนหินขึ้นมาขว้างตามสัญชาตญาณหลายเท่าตัวนัก หลี่ม่านขยับคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ใช้ข้อศอกยันหัวเข่าข้างที่ตั้งอยู่ให้มั่นคงไม่สั่นไหว จากนั้นก็ค่อย ๆ เล็งปลายลูกดอกตรงไปยังเป้าหมายที่กำลังคุ้ยเขี่ยหาอาหารโดยไม่แยแสสิ่งใดเหลียนเฉิงชะงักค้างอยู่นาน เมื่อหันมาเห็นพระพักตร์ดุดันของฮ่องเต้ เขาก็รีบคุกเข่าลงตรงหน้า พลางเอ่ยอย่างละล้ำละลัก“ฝ่าบาทกระหม่อมเปล่านะพ่ะย่ะค่ะ”เจิ้นไฉ่ยกยิ้มและเขาก็ไม่คิดจะปล่อยโอกาสให้สหายได้หาข้อแก้ต่าง “เรื่องที่ข้อสอบบังเอิญนำบทประพันธ์ของข้ามาใช้ เจ้าคงต้องไปถามเอากับผู้ที่นำบทประพันธ์ของข้ามาออกข้อสอบ มิใช่โยนเรื่องทั้งหมดมาใส่ข้า ข้าเองก็เป็นบัณฑิตที่เพิ่งเดินทางมาเมืองหลวงได้ไม่กี่เดือน ไหนเลยจะมีเส้นสายทำให้ผู้ออกข้อสอบนำบทประพันธ์ของตนเองมาเป็นหัวข้อหลักได้ เจ้าที่ได้เป็นขุนนางรับราชการมานาน เรื่องแค่นี้ก็คิดไม่ได้หรือ ถึงได้กล้าเอาเรื่องนี้มาทำลายข้า” น้ำเสียงเจิ้นไฉ่เริ่มแข็งกร้าวขึ้น“ขะ... ข้า” เหลียนเฉิงทำได้เพียงอึกอัก“ข้าได้ยินว่าบัณฑิตหานเดินทางมาจากเมืองเจี้ยน ไม่มีญาติพี่น้องในเมืองหลวงแม้แต่คนเดียวมิใช่หรือ” ขุนนางผู้หนึ่งเอ่ย“ใช่ ๆ เห็นว่าเช่าเรือนเล็กของตระกูลจ้าวอยู่นี่”“ใช่ที่ไหนกัน เขาเป็นศิษย์ของหมอเทวดาเหิงที่เพิ่งถูกรับมาต่างหาก เลยได้อาศัยอยู่กับหมอเทวดาเหิงอย่างไรเล่า”“จริงหรือ เช่นนั้นคำพูดเขาก็เชื่อถือได้น่ะสิ”เหล่าขุนนางเริ่มกล่าวเอนเอียงมา
เจิ้นไฉ่หันกลับมามองสหายที่ยืนอยู่ทางด้านหลังเพียงครู่ เขาก็หันกลับมาพร้อมกับยกยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน เขายังคงนั่งนิ่งรอดูว่าสหายรักเมื่อครั้งยังเยาว์จะกล่าวเอาผิดอันใดตนเองด้านบนนั้น ฮ่องเต้ที่ทรงชะงักกำลังเลิกพระขนงขึ้นด้วยความสงสัย “เรื่องใหญ่อันใด ถึงทำให้เจ้ากล้าขัดขึ้นในยามนี้”“เรื่องทุจริตสอบจอหงวนพ่ะย่ะค่ะ” เหลียนเฉิงกล่าวพลางรีบดึงเอากระดาษปึกหนึ่งที่ซ่อนไว้ออกมาจากสาบเสื้อ แล้วชูขึ้นเหนือศีรษะ “กระหม่อมได้รับรายงานและหลักฐานจากผู้คุมสอบท่านหนึ่ง กล่าวว่าในการสอบรอบสุดท้ายที่ผ่านมา หานเจิ้นไฉ่มีพฤติกรรมทุจริตในการคัดลอกบทความและเนื้อหาข้อสอบจากคลังเอกสารเก่าของสำนักตรวจการพ่ะย่ะค่ะ”ข้อกล่าวหานั้นทำให้เหล่าขุนนางในท้องพระโรงส่งเสียงฮือฮาขึ้นทันที การทุจริตในการสอบจอหงวนถือเป็นความผิดร้ายแรงที่สั่นคลอนรากฐานการคัดเลือกคนของราชสำนักหากข้อกล่าวหานี้เป็นความจริงอย่างที่เหลียนเฉิงเอ่ยอ้าง ต่อให้หานเจิ้นไฉ่มีความสามารถมากเพียงใด ฐานะบัณฑิตก็ย่อมต้องถูกถอดถอน ทั้งยังถูกลงโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงและยังถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าสอบทั้งตระกูลอีกด้วยแต่ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น
หลายวันต่อมา... การสอบจอหงวนรอบสุดท้ายก็มาถึงบรรยากาศภายในโถงสอบเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าบัณฑิตนับร้อยต่างก้มหน้าก้มตาเขียนคำตอบลงบนกระดาษอย่างขะมักเขม้น ไม่มีใครเงยหน้าขึ้นมาจากแผ่นกระดาษแม้แต่น้อยเหล่าขุนนางผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ ต่างก็คอยจับจ้องดูท่าทีของเหล่าบัณฑิต ซึ่งหนึ่งในนั้นมีว่านเหลียนเฉิงนั่งปะปนอยู่ด้วย ในฐานะขุนนางผู้คอยจดเก็บบันทึกรายละเอียดยิบย่อยในการสอบในจังหวะที่การสอบดำเนินไปได้ครึ่งทาง ก็ถึงเวลาที่ผู้คุมสอบต้องเดินตรวจดูความเรียบร้อย หนึ่งในนั้นมีว่านเหลียนเฉิงคอยเดินจดบันทึกตามหน้าที่ สายตานั้นคอยปรายมองเจิ้นไฉ่เสมอเมื่อเดินมาถึงจุดที่สหายนั่งสอบ เขาก็เริ่มแผนการร้ายที่เตรียมไว้ ปล่อยแมลงป่องตัวโตออกมาเกาะบนแขนเสื้อขุนนางที่เดินอยู่ด้านหน้า จากนั้นก็แสร้งร้องโวยวายตื่นตกใจ ทำให้ใต้เท้าผู้นั้นตระหนกจนต้องถอยหนีสะบัดแขนเสื้อเป็นพัลวัน หลายคนก็หันมาสำรวจตนเอง ทั้งยังปัดไม้ปัดมือไปโดนกระดาษของบัณฑิตตกลงพื้น บางคนกระแทกโต๊ะจนแท่นหมึกร่วงหล่นแตกกระจาย หนึ่งในนั้นคือโต๊ะของหานเจิ้นไฉ่ซึ่งยามนี้กระดาษสอบเขานอกจากจะร่วงหล่นลงพื้น มันยังเปื้อนเปรอะเต็มไปด้วยน้ำหมึกท
หนึ่งเดือนต่อมา...ในขณะที่ตระกูลฟานปลาบปลื้มกับที่อยู่ใหม่ในเมืองหลวง ด้านตระกูลหาน ก็พลิกฟื้นกลับมามีชีวิตปกติเช่นเดิมแล้วตรงบริเวณประตูข้างของจวนยังคงเนืองแน่นเต็มไปด้วยหมอยาและผู้ดูแลร้านยาจากหลากหลายตำบล ที่มายืนรอซื้อสมุนไพรและยาเม็ดสำเร็จรูปเพื่อนำไปจำหน่ายต่อที่ร้านตน ราวกับว่าเมื่อเดือนก่อนไม่เคยเกิดเรื่องยาปลอมเสียอย่างนั้นหากจะว่าไป... ดูเหมือนเหตุการณ์นี้ได้ทำให้ชื่อเสียงของหมอเทวดาน้อยเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ ผลลัพธ์ของการรักษาอันล้ำเลิศที่นางคิดค้นขึ้นมาแก้สถานการณ์ในครานี้ได้ผลดีนักอีกทั้งทางการยังออกหนังสือรับรองคุณภาพยาของนาง เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ผู้คนที่เคยลังเลกลับมาใช้ยาของนางอีกครั้ง ที่สำคัญยาของนางก็ดีนัก ไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคใด กินยานางเข้าไปหากไม่หายขาดก็จะอาการดีขึ้นทั้งนั้น นอกจากคนที่ป่วยหนักด้วยโรครุมเร้าเกาะกินร่างกายมานานจึงจะรักษายากยาที่ได้ไปส่วนมากก็เป็นแบบเม็ด ไม่ต้องยุ่งยากเอาไปต้มรอให้ออกฤทธิ์เหมือนชุดยาครั้งก่อน ที่สร้างปัญหาจนตระกูลหานเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งยาเหล่านี้ก็มีรสชาติหอมกินง่ายแม้แต่เด็กน้อยก็ยังชอบ ที่สำคัญยาที่นางปรุงขึ้นสามารถพกพ











