Se connecterหลังจากวางสาย จอมทัพยังคงจ้องจี้เงินในมือไม่วางตา ชื่อของบิดาที่สลักอยู่ด้านหลังทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าประตูบานหนึ่งที่ถูกปิดตายมานานกว่าสิบสองปี ประตูที่อาจซ่อนความจริงเกี่ยวกับการตายของนำทัพเอาไว้ “แพร...” เขาเรียกเสียงเบา “เธอเคยเห็นจี้นี้อยู่กับใครมาก่อนหรือเปล่า?” แพรมุกส่ายหน้า “หนูจำไม่ได้ค่ะ คุณพ่อบอกเองว่าเป็นของที่ติดตัวหนูมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยบอกว่ามีความหมายอะไร” “แล้วชื่อคาร่านี่ล่ะ ลูกเห็นแต่แรกแล้วรึเปล่า?” พีระกิตถามขึ้น “จี้นี้หนูก็เพิ่งมาเห็นชื่อนี้พร้อมพ่ออ่าค่ะ” แพรมุกนิ่งคิด ก่อนจะค่อยๆ ส่ายหน้าอีกครั้ง “หนูไม่เคยเห็นค่ะ แต่หนูจำได้ว่า...ตอนเด็กๆ แม่เคยบอกว่า ถ้าวันหนึ่งหนูได้ยินใครเรียกชื่อยูนะ อย่าเพิ่งเชื่อว่าเขาเป็นคนที่รู้จักหนูจริงๆ” จอมทัพหันมามองเธอทันที “ทำไมแม่เธอถึงพูดแบบนั้น?” “ฉันไม่รู้ค่ะ ตอนนั้นหนูยังเด็กมาก” แพรมุกยกมือขึ้นแตะจี้ “แต่แม่เคยบอกอีกอย่างว่า จี้นี้ไม่ใช่เครื่องประดับธรรมดา” พีระกิตขยับตัวเข้ามาใกล้ “เธอจำได้ไหมว่ารัตติกาลพู
จอมทัพจ้องภาพถ่ายในมืออยู่นาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพีระกิตด้วยแววตาเย็นเยียบ “คุณพ่อเพิ่งพบเอกสารที่ยืนยันว่าอาคมคือมัตซึคาโตะอย่างนั้นหรือครับ?” “ใช่” พีระกิตพยักหน้า “ฉันได้มันมาจากแฟ้มเก่าของนำทัพ มีทั้งภาพถ่ายก่อนการผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้าและรายงานการรักษาที่ถูกปิดเป็นความลับ แต่ฉันยังไม่กล้าฟันธงจนกระทั่งเห็นภาพนี้” แพรมุกจ้องใบหน้าของชายในภาพ รู้สึกเหมือนกำลังมองคนแปลกหน้าที่เคยอยู่ในความทรงจำของตัวเอง “ถ้าอาคมคือมัตซึคาโตะจริง...แล้วทำไมเขาต้องเปลี่ยนใบหน้าด้วยคะ?” พีระกิตถอนหายใจ “เพราะหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ มัตซึคาโตะไม่ได้เป็นเพียงคนที่หายตัวไป แต่เขากลายเป็นคนที่ทุกฝ่ายต้องการตามหา” “ทั้งกลุ่มทุน ทั้งคนในตระกูลมาเรวาชิ?” “ใช่ และอาจรวมถึงคนที่ร่วมมือกับเขาด้วย” จอมทัพวางภาพถ่ายลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง “เขาเปลี่ยนใบหน้าเพื่อหนีการตามล่า หรือเพื่อกลับเข้ามาใกล้พวกเราโดยไม่มีใครจำได้กันแน่ครับ?” พีระกิตนิ่งงัน คำถามนั้นทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นทันที แพรมุกค่อยๆ หันไปมองจอมทัพ “เขาเข้ามา
คำพูดของพีระกิตทำให้แพรมุกสะดุ้งเฮือก จอมทัพลุกขึ้นจากโซฟาทันที ดวงตาคมเข้มวาวโรจน์ราวกับไม่อาจยอมรับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน “คุณกำลังจะบอกว่า...มัตซึคาโตะเป็นคนขังพ่อกับปู่ผมไว้ในกองไฟอย่างนั้นหรือครับ?” “ฉันไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองหรอก” พีระกิตตอบอย่างยากลำบาก “แต่ก่อนที่ฉันจะออกจากคฤหาสน์ มัตซึโตะโทรหาฉันอีกครั้ง เขาพูดเพียงประโยคเดียวว่า...” ชายสูงวัยหยุดพูด มือที่วางอยู่บนซองเอกสารสั่นน้อยๆ “เขาบอกว่า พวกเขาไม่ยอมออกมาเพราะยังมีคนที่ติดออยู่ข้างใน” จอมทัพขมวดคิ้ว “มัตซึโตะเป็นคนพูดประโยคนั้นครับ?” “ใช่ เพราะพอทุกคนพยายามวิ่งสวนเข้าไป ควันก็เริ่มลามไปทั่วจนไม่เหลืออากาศพอให้หายใจ” “เหมือนในคลิปที่ถูกส่งมางั้นเหรอ?” พีระกิตพยักหน้าอย่างช้าๆ “ฉันคิดว่าใช่ แต่คลิปนั้นถูกพบหลังจากที่ทั้งสองคนเสียชีวิตในห้องทำงานนั้นแล้ว” แพรมุกยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา ความทรงจำที่เพิ่งกลับมาเหมือนเศษกระจกคมกริบซึ่งบาดลึกลงในหัวใจ เธอจำได้เพียงอ้อมแขนที่กอดเธอไว้แน่น เสียงเรียกชื่อยูนะ และกลิ่นควันไฟที่ทำให้หายใจแทบไม่ออกแต่ถ้าพ่อของเธ
พีระกิตหลับตาลงชั่วครู่ ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดถึงเรื่องราวที่เขาพยายามฝังกลบมานานกว่าสิบสองปี “แต่ความจริงคือ...เอกสารฉบับจริงไม่เคยหายไป” จอมทัพขมวดคิ้วทันที “อะไรนะครับ?” พีระกิตล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบซองเอกสารเก่าที่มีรอยพับหลายจุดออกมาวางบนโต๊ะ “มันถูกซ่อนไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้เพื่อไม่ให้ที่ดินถูกโอนสำเร็จ และคนที่รู้ตำแหน่งของมันมีเพียงสามคน” แพรมุกมองซองเอกสารด้วยหัวใจเต้นแรง “ใครบ้างคะ?” “มัตซึโตะ...นำทัพ...และฉัน” จอมทัพนิ่งงัน “แล้วเอกสารอยู่ที่ไหน?” พีระกิตไม่ได้ตอบ เขากลับหยิบกระดาษอีกแผ่นออกจากซอง เป็นสำเนาของคำสั่ง 19-041 ที่มีลายเซ็นของเขาอยู่ด้านล่าง “ก่อนคืนนั้น มัตซึโตะมาหาฉัน เขาบอกว่าเขาพบหลักฐานว่ามีคนกำลังพยายามยึดที่ดินของตระกูลมาเรวาชิอย่างผิดกฎหมาย และคนที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้มีแค่กลุ่มทุน” “ใครอีกครับ?” จอมทัพถาม พีระกิตเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “คนในตระกูลมาเรวาชิเอง” แพรมุกขมวดคิ้ว “มัตซึคาโตะ...น้องชายฝาแฝ
พีระกิตมองหญิงสาวตรงหน้าอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ ลดมือลง “ใช่...ยูนะเป็นชื่อของลูก” แพรมุกเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบขึ้นมาในอก ทั้งเจ็บปวด ทั้งโหยหา ราวกับชื่อที่เพิ่งได้ยินนั้นเป็นสิ่งที่เธอเฝ้าตามหามาตลอดชีวิต “แล้วทำไมคุณพ่อถึงไม่เคยบอกหนูเลยคะ?” พีระกิตถอนหายใจยาว ดวงตาของเขาแดงก่ำ “เพราะพ่อสัญญากับมัตซึโตะเอาไว้ว่า จะไม่ให้ใครรู้ว่าแพรเป็นลูกสาวของเขา” “แม้แต่หนูเองเหรอคะ?” “โดยเฉพาะแพร” แพรมุกนิ่งงัน พีระกิตหันไปมองจอมทัพ ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “แต่ฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พวกนายควรจะรู้ความจริงทั้งหมด...เรื่องที่ดินของ The River Crown และเรื่องของตระกูลมาเรวาชิสักที” จอมทัพขมวดคิ้ว “คุณพ่อรู้เรื่องที่ดินมากแค่ไหน?” “มากพอที่จะรู้ว่า ถ้าเอกสารฉบับจริงถูกเปิดเผย คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบอีก” พีระกิตกวาดตามองรอบบ้าน ก่อนจะหันไปสั่งชรินทร์ “ช่วยปิดประตูให้หน่อย แล้วอย่าให้ใครเข้ามารบกวน” ชรินทร์พยักหน้า เขาเดินไปปิดประตูโถง ก่อนจะยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก พีระกิตเดินไปยังโซฟากลางห
จอมทัพยังคงยืนอยู่หน้าประตูห้องเก็บเอกสาร สายตาจับจ้องไปยังบันไดเบื้องล่าง ขณะที่ชรินทร์ขยับเข้ามาใกล้พร้อมรอรับคำสั่ง “ให้คนของเราเฝ้าทางเข้าออกไว้ อย่าให้ใครเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต” “ครับนายใหญ่” “แล้วก็อย่าเพิ่งแตะต้องเอกสารในห้องนี้” จอมทัพหันไปมองแพรมุก ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือเธอไว้ “อยู่กับฉันนะแพร” หญิงสาวพยักหน้า แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากชั้นล่าง ไม่ช้า...เสียงนั้นก็หยุดลงตรงหน้าบันได “จอมทัพ” เสียงของชายสูงวัยดังขึ้นอย่างคุ้นเคย แพรมุกสะดุ้ง เธอจำเสียงนี้ได้ดีเสียงของพีระกิต “ฉันคิดว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน ฉันเข้าไปนะ” จอมทัพสบตาชรินทร์ ก่อนจะพยักหน้าเป็นสัญญาณให้เขาอยู่ดูแลแพรมุก จากนั้นจึงเปิดประตูแล้วเดินลงไปรับพีระกิตที่ด้านล่าง พีระกิตยืนอยู่กลางโถงชั้นล่าง เสื้อเชิ้ตสีเข้มของเขายับเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งดูอ่อนล้ากว่าทุกครั้ง ทว่าเมื่อเห็นจอมทัพเดินลงมา แววตาของชายวัยกลางคนกลับเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “คุณพ่อมาที่นี่ทำไมดึกดื่นแบบนี้ครับ?” จอมทัพถาม “ฉ







