Masuk"ฉันได้ยินว่าแกจะผสมพันธุ์กับภรรยาฉันงั้นเหรอ" หันกลับมาพร้อมต่อว่าเลือดแท้จากตระกูลนีโอ คนมือเปล่าที่สเวนเกือบใช้กำลังสังหาร ลั่นไกลูกซองส่งกระสุนเม็ดใหญ่ปักเข้าช่วงราวนม
เนราผู้ยืนอยู่หลังร่างสูง เบิกตาขึ้นแม้ไม่เห็น แต่เธอรับรู้ได้ว่าเขาถูกยิง สเวนคุกเข่าลงกับพื้นโดยมือประคองแผลที่สร้างทั้งความจุกและเจ็บปวดไม่น้อย ฝ่ายผู้คล้ายได้เปรียบเร่งใช้ปากปืนจ่อหัวของเขาในระยะเผาขนพลางหยิบลูกปืนออกมาใส่เข้าไปใหม่ เนราใช้จังหวะนั้นเข้ามาจับปลายกระบอกปืนยื้อมาทางตนและใช้เข่าตีเข้าอย่างแรงยังท้องปืน ซึ่งเหตุการณ์ดูเหมือนทำให้กระบอกปืนร่วงลงไปได้ แต่ก็แลกกับการโดนหลังแหวนจนขมำไปกับพื้น ขณะด้านสเวนถูกคุมตัวด้วยปืนลูกซองโดยลูกน้องเหลือของอีกฝ่าย
"ผมคิดว่าจะอ่อนโยนกับเธอนะเนรา... สองขายาวก้าวไปดึงต้นแขนอีกฝ่ายผู้กระเด็นถากไปกับพื้นขึ้นมา... แต่เมื่อเธอไม่สงบเสงี่ยม ว่าที่สามีคนนี้เลยต้องลงโทษ"
"อย่าแตะ..." สเวนที่กำลังจะเอ่ยปรามถูกด้ามลูกซองตีเข้าบริเวณท้ายทอยโดยลูกน้องของอีกฝ่ายทันที หากว่าการกระทำนั้นยังไม่จบ เพราะเท้าของอีกคนได้พุ่งยันหลังเขาไว้จนหน้าฟุบลงกับพื้นพร้อมใช้ปืนจ่อหัวตามลงมา
"ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้" หญิงสาวคนเดียวในสถานการณ์ตอนนี้ รู้สึกวูบขึ้นในหัวกลัวว่าปืนจ่อในระยะพร้อมปลิดชีพจะพรากเขาไปจากเธอ เธอรู้สึกเกลียดชังภาพตรงหน้า เกลียดผู้หมายกระทำต่อสเวน เพราะเท่ากับว่ากำลังดูถูกเกียรติของเขา เหตุผลอะไรกันที่ทำให้รู้สึกเช่นนั้นจนอยากเดินเข้าไปใช้ปืนลูกซองยิงร่างทั้ง 3 คนให้ร่วงลงไป
"จุ๊ๆ อย่าทำหน้าตาหน้ากลัวแบบนั้นสิที่รัก ผมยังไม่ฆ่ามันหรอก"
"แกคิดว่าลูกปืนนั่นจะถูกยิงออกมาจากกระบอกปืนได้เหรอ ในระยะที่ฉันรู้ตัวแบบนี้"
"แกหมายถึงอะไร" ผู้ถือปืนจ่อหัวสเวนถามขึ้นเพราะสงสัยในคำพูดท้าทาย ยังกับว่าเขาสามารถควบคุมกระสุนระยะไร้เส้นห่างนี้ได้
"ลองยิงสิ" รอยยิ้มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจยังคงเปื้อนเลือดบริเวณปาก ไม่ได้ทำให้เนราเชื่อใจในคำพูดเขาแม้แต่น้อยด้วยขาดความทรงจำเรื่องความสามารถของชายหนุ่มไปด้วย หรือต่อให้ไว้ใจ เธอเองไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะไม่พลาด
"ปล่อยเขา... เธอลั่นวาจาขึ้นในฐานะแวมไพร์เลือดแท้ อำนาจสูงกว่า ส่งผลได้ดีต่อผู้มีสถานะต่ำ แม้อยากขัดขืนแต่ยากจะต้านทานแววตาเลือดเย็นของอีกฝ่าย ขณะเดียวกันอุณหภูมิรอบด้านเริ่มต่ำลงจนกลายเป็นน้ำแข็ง ชายผู้จับต้นแขนหญิงสาวไว้รับรู้ถึงความเย็นจากตัวเธอ แต่ยังไม่วายปล่อยมือกลับดึงตัวเธอให้หันมาเผชิญหน้า ทว่านั่นอาจผิดคาดนักกับอารมณ์หญิงสาวในตอนนี้ เพราะวินาทีนั้นเนราใช้หลังมืออีกข้างปาดใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างสุดแรง... โง่เขลาสิ้นดี คุณคิดเหรอว่าท่านพี่จะปล่อยคุณไป การบุกเข้ามาถึงปลายคมเขี้ยวพวกเรามีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่" ด้านคนถูกลงทัณฑ์ชูฝ่ามือหวังเอาคืน
วินาทีเดียวกันนั้นกลับมีคมหินลอยเหนืออากาศพุ่งทะยานราวกับฝนเข็มหวังแทงทะลุร่างชายเลือดแท้จากตระกูลนีโอ ไหนเลยอีกฝ่ายใช่ว่าด้อยฝีมือและความเร็ว จึงถีบขาโดดถอยหลังออกไปพิจารณาทิศทางพลังก่อนหน้าจะปรากฏร่างหญิงสาวผมสีเงินยาวสยายซึ่งการปรากฏตัวของเธอทำให้น้ำแข็งที่เนราสร้างขึ้นละลายในทันที
"คาร์เดีย" เสียงเนรากล่าวนามขึ้นทันทีเมื่อหันไปมองร่างสูงบางยืนอยู่ด้านหลังตน หญิงสาวที่เธอคิดว่าอยากจะพบมาโดยตลอดหลังจากตื่นขึ้นอีกครั้งในฐานะสายเลือดแท้จริง
แววตาคู่สีดำสบกับแววตาสีน้ำตาลอ่อนซีด ผู้ได้รับเลือดและชีวิตเธอไปก่อนการกลับมาเกิดอีกครั้ง ขณะเดียวกันเพียงเสี้ยววินาทีนั้นอีเมอร์สันได้ปรากฏตัวขึ้น สาวเท้าเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผยพลันร่างทั้งสามซึ่งถูกเนราสั่งให้ปล่อยจากตัวสเวนก่อนหน้า ได้กระจายเป็นละอองเลือดถูกอากาศกินไป
"บุคคลซึ่งที่ต้องการตัวเนราคือนายเองสินะ ขยะอีกคน ผู้เหลือรอดจากตระกูลนีโอ" สองเท้าหยุดลงก่อนฉายแววตาสีแดงเข้มเป็นประกายแยกแผ่นปูน ผืนดินที่เขายืนอยู่เป็นทางร้าวและลอยตัวขึ้นหวังจบชีวิตอีกฝ่าย ทว่าคนไหวตัวทันกลับชิงหายไปก่อน จริงอยู่เขาเป็นเลือดแท้ แต่หากต้องมาประมือกับแวมไพร์เลือดแท้ทั้ง 3 คนคงไม่น่าจะรอด
"สเวน... เมื่อได้สติดึงตัวเองกลับมาพร้อมแววตาแสดงความเป็นห่วง เนราจึงรีบไปพยุงคนเจ็บอย่างสเวน ชายขึ้นชื่อว่าเป็นสามีนอนจมเลือดออกมาจากบาดแผลบริเวณหัวด้านหลัง... อดทนหน่อยนะคะ เนจะพาคุณไปรักษา"
"ลุกขึ้น... เสียงอีเมอร์สันกล่าวสั่งขึ้นหลังจากหันไปรักษาบาดแผลของซิลวี่เป็นที่เรียบร้อย ด้านเนราปรากฏใบหน้ามีบาดแผลฟกช้ำได้แต่ก้มหน้าทั้งยังคงคล้องแขนผูกติดตัวสเวนไว้ราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปอย่างไร้เสียงตอบ เธออยากพยุงเขาด้วยสองแขนตนแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา ทั้งที่รู้ว่าตอนนี้อีเมอร์สัน คงไม่พอใจยามเห็นสภาพบาดแผลน้อยนิดบนตัวเธอนัก... เขาไม่ตายหรอก" พูดจบชายผู้พี่ดึงร่างสเวนขณะเนราประคองมาไว้กับตนก่อนอาสาพาเขากลับไปยังคฤหาสน์ด้านในแทน เนื่องจากห้องหนึ่งของบ้านมีห้องพยาบาลอุปกรณ์ครบมือพร้อมผ่าตัดเอากระสุนเม็ดใหญ่ออกให้ได้
ในคฤหาสน์ บ้านพักตากอากาศ ขณะจาเว็คและบลัดพร้อมกับคนของอีเมอร์สันยืนเฝ้าตรวจตรารอบบ้าน หลังจากสังหารแวมไพร์ป่าเถื่อนไปได้ทั้งหมด ส่วนแวมไพร์ระดับรองจากพวกเลือดบริสุทธิ์หนีไปได้ขณะที่บางตนได้รับบาดเจ็บหนัก เหล่าแม่บ้านพ่อบ้านรีบทำความสะอาดในจุดถูกคุกคาม โดยเฉพาะห้องพักของเนรา หญิงสาวจึงต้องมาล้างเนื้อล้างตัวภายในห้องของอีเมอร์สันซึ่งอยู่ตรงข้ามแทน
"มานั่งข้างพ่อสิ" คนเป็นพ่อใช้มือวางบนโซฟาพื้นที่ข้างตัวเมื่อเห็นลูกสาวผู้เป็นดั่งแก้วตาอยู่ในสภาพปกติ โดยที่ก่อนหน้าเนื้อตัวมีลอยฟกช้ำตามแขน โดยเฉพาะใบหน้านั่นยิ่งทำให้เขาคับแค้นใจจนอยากจับพวกสภาอาวุโสไม่กลัวตายกล้าบุกมาชิงตัวลูกสาวถึงในบ้าน ทั้งที่ยังมีตนและอีเมอร์สันอยู่...
โครว์และเคธี่มองตามคนตัวเล็กในชุดเดรสแขนตุ๊กตาสีแดงปาดไหล่เล็กน้อยข้างตัวบอดี้การ์ดของเธอทุกฝีก้าวจนลงมานั่งยังโซฟาตามผู้เป็นพ่อเรียกขาน ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งสำหรับพวกเขาเนรายังมีส่วนเปลี่ยนไปพอควร เรียกได้ว่าเป็นอีกด้านอันแตกต่างจากเวลาอยู่กับพวกตนเมื่อไม่กี่วันก่อน
"ท่านพี่ยังผ่าตัดสเวนไม่เสร็จเหรอคะ"
"ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า"
"ได้เลือดท่านพี่แล้ว รอยช้ำมันก็หายไปหมด ว่าแต่ท่านพ่อ..." หญิงสาวเคลื่อนตาลงมองช่วงไหล่ของพ่อตนตอนถูกยิง แม้จะเห็นกับตาว่าพลังของผู้เป็นพ่อดันลูกกระสุนจนพ้นกระเด็นออกมาจากที่ฝังเนื้อแล้วก็ตาม
"พ่อไม่เป็นไร แผลแค่นี้" และตอนนี้มันไร้ร่องรอยราวกับว่าผิวหนังส่วนนั้นไม่เคยถูกระแคะระคาย
"พวกสภาชักกำเริบ อาจหาญนัก กล้าบุกมายังสถานที่ซึ่งท่านพ่อและท่านพี่อยู่" แววตามุ่งมั่นของเนรา แสดงถึงความไม่ยอมเล็กน้อยชั่งขัดกับบุคลิกก่อนหน้าจนทำให้โครว์และเคธี่หงุดหงิดพอสมควร จะว่าพวกเขาไม่ชอบไม่ผิดนัก แต่มันเป็นเนรา ออกมาจากตัวเนราอย่างถ่องแท้ จะให้ทำอะไรได้
"คงเห็นว่าพวกเราวางใจเลยใช้ช่องโหว่นี้จู่โจม"
"ขี้ขลาด" หญิงสาวกำมือแน่น หากมีร่างกายพร้อมรับการปลดปล่อยพลังที่เธอมีทั้งหมดได้ คงไม่เบามือไปแล้ว แต่นี่มีพลังอยู่ในมือ ทั้งที่สามารถลดอุณหภูมิรอบกายให้เข้าถึงจุดเยือกแข็งได้หลายเมตรพอๆกับพี่ชายยามสร้างความร้อนและเพลิงไฟได้แท้ๆ แต่ต้องคอยระวังร่างกายจะได้รับผลกระทบ
"ฉันขอพูดอะไรหน่อยได้ไหมคะ... เมื่อเห็นเนราดูท่าจะไม่ยอม เธอจึงจำเป็นต้องพูดขึ้นเพราะกลัวว่าสาวรุ่นน้องอาจคิดทำอะไรซึ่งอาจเป็นอันตราย... พวกเราไม่อยากแหย่มือเข้าไปวุ่นวายแต่เพราะเป็นเรื่องของเนรา จึงอยากเสนอแนะบางอย่าง ฉันคิดว่าพวกท่านควรกลับไปอยู่โรงแรมตามเดิมอย่างน้อยสถานที่นั่นอยู่ในเมือง ใกล้สมาคม Hunter คนพวกนั้นจะเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่"
"เรื่องนั้นผมคิดไว้แล้ว ในเวลาแบบนี้คงมานั่งสงบสุขกับครอบครัวไม่ได้ จึงได้ฝากเนราไว้กับพวกคุณ ด็อกเตอร์... หากครั้งนี้ไม่มีธุระต้องพาตัวเนรามา พวกเราคงปล่อยเธอไว้กับพวกคุณ"
"ท่านพ่อ พูดเหมือนจะไปอีกแล้วเหรอคะ" รีบแทรกขึ้นด้วยความหวั่นใจ
"พ่อกับเมอร์สันยังต้องคอยสังเกตการณ์ในสภาอาวุโส หากอยู่ใกล้พวกนั้นการเคลื่อนไหวของมันจะดำเนินอย่างลำบากเพราะเรายังคงคานอำนาจพวกชนชั้นขุนนางอย่างชัดแจ้ง"
"งั้นให้เนไปด้วยสิคะ เนเป็นเลือดแท้เหมือน..."
"มันอันตรายนะเนรา... เคธี่ขัดขึ้นอย่างอดกลั้นไม่ไหวต่อความหัวรั้นของอดีตลูกสาวจากภพก่อน... ถึงเธอจะเป็นกลุ่มชนชั้นสูงสุดแต่การใช้พลังของเธอมีข้อจำกัด เราให้พวกมันรู้เรื่องนี้ไม่ได้ ถึงวันนี้คนจากตระกูลนีโอที่เหลืออยู่จะพลาดรู้ความลับเลือดของเธอแล้ว แต่ยังไม่คิดว่ามันจะไปป่าวประกาศ ตัวตนเธอควรเป็นความลับให้มากที่สุด" คนฟังก้มหน้าลงทั้งรู้สึกผิดและเจ็บใจในข้อจำกัดตนเอง เพราะหากมีเธออีกคนซึ่งต่อกรกับกลุ่มต่อต้านคงดีไม่น้อยเลย คนพวกนั้นอาจจะลามือไม่ต้องการใช้ตัวเธอมาต่อรองกับตระกูลคาสเชลเพื่อเปลี่ยนกฎบางอย่าง
"ด็อกเตอร์เคธี่พูดถูกนะเนรา... เสียงคุ้นเคยเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง และนั่นทำให้เนราลุกจากโซฟาไปหาเขาทันที... ปลอดภัยแล้วไม่ต้องห่วงเขาหรอก" ตอบอย่างรู้ใจคนทำถ้าจะส่งเสียงถาม
"เนไปดูเขาได้ไหมคะ" ใบหน้าเบิกบานถามขึ้นทันทีอย่างดีใจ ซึ่งอีเมอร์สันลอบหายใจเล็กน้อย เพียงกระสุนลูกซองจะเจ็บปวดอะไรนักหนา สเวนไม่รู้หรือว่าเขามองออก ว่าเจ้าตัวปลดล็อคพลังอีกส่วนออกมาแม้ไม่ทั้งหมด แต่พอใช้ดันลูกกระสุนออกได้พร้อมรักษาบาดแผลตัวเอง... ดูท่าคงอยากให้เนราฟื้นไวจึงทำตัวอ่อนแอเหมือนลูกสุนัข
"ได้สิ แต่พี่มีอะไรจะคุยด้วยหน่อย... คนอ่อนกว่าพยักหน้าขณะฝ่ามือใหญ่นั่นก็เคลื่อนมือจากลูบหัวเธอมาประคองเอวแทน... ขอตัวเนก่อนนะครับท่านพ่อ"
"ตามสบายเถอะ"
เคธี่มองตามการเคลื่อนไหวของทั้งคู่ยามเดินประคองกันไป จนอดคิดไปวูบหนึ่ง ทั้งคู่ชั่งเหมาะสมกันเหลือเกิน ทั้งแววตายามสื่อสารขณะพูดของเนราหรือ ใบหน้าอ่อนโยนของอีเมอร์สันอันหาเห็นได้ยาก พวกเขาราวกับสิ่งผูกพันกันมาอย่างยาวนาน หรือมันเป็นเพราะสัมผัสจากฝาแฝดคู่พิเศษที่มีเพียงไม่กี่คู่ในโลกและอาจจะเป็นคู่เดียวด้วยซ้ำ... พวกเขาไม่ได้เกิดมามีชีวิตใครชีวิตมันหรือคนละวงกลมของเวลาชีวิต แต่มันทับซ้อนเกี่ยวโยงกันไว้ราวกับว่าพวกเขาเกิดมาเพื่อเป็นเหตุผลมีชีวิตอยู่ของกันและกันยังไงยังงั้น เคธี่คิดเช่นนั้นก่อนถูกสามีนั่งข้างตนเองใช้มือแตะด้านหลังเบาๆเพื่อเรียกสติภรรยาซึ่งดูค้างไป
"ยังไงต้องขอบคุณพวกคุณที่เข้ามาช่วยเหลือพวกเราในวันนี้"
"ไม่เป็นไรครับ เนราเป็นครอบครัวพวกเราเหมือนกัน"
"ต้องฝากเธอไว้กับพวกคุณด้วย ผมและเมอร์สันคงไม่มีเวลาเดินทางมาพบเธอนัก ถึงเจ้าหญิงของพวกเราจะต่อต้านบ้างแต่เธอไม่ได้ปฏิเสธพวกคุณ คิดว่าหากได้ความทรงจำคืนมาคงกลับไปเป็นแบบเดิม... ทั้งสองนั่งฟังหันหน้ามองกันมื่อคนตรงหน้าพูดเหมือนรู้ความคิดบางอย่าง... ผมรู้ว่าพวกคุณรู้สึกขัดใจกับตัวตนของเนราไม่น้อย ถึงจะดูรุนแรงขึ้นบ้าง กลายเป็นคนไม่ยอมและพร้อมต่อสู้ แต่นั่นเป็นเพียงสัญชาตญาณหนึ่งที่ขาดหายไปในฐานะแวมไพร์ ทำให้เนราสามารถแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้โดยไม่ต้องเก็บงำ จนบางทีอาจลืมความถูกผิดและกลับมาคิดทีหลัง"
"พวกเราไม่ได้กังวลเรื่องนั้นหรอกค่ะ จริงอยู่ที่รู้สึกขัดใจบ้างแต่เธอไม่ได้ทิ้งตัวตนที่เรารู้จักไปเลยแม้แต่นิด ความร่าเริง ความอ่อนโยนเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งยังไม่มีอะไรเปลี่ยน... เธอนึกย้อนภาพเนราลักษณะร่าเริง หัวเราะง่าย ชั่งพูดชั่งเจรจา แต่ในบางมุมมีท่าทางน่าเกรงขาม จนแทบไม่สามารถขัดสายตาตรึงพวกตนไว้ได้... เพียงแค่ฉันรู้สึกว่าเนราแข็งแกร่งขึ้นมากจนกลัวว่าเด็กคนนั้นจะทำในสิ่งที่เป็นอันตรายต่อตัวเอง"
"ผมคิดว่าเนราน่าจะรู้ขอบเขตตัวเองขึ้นพอสมควร ตอนนี้พวกคุณไปพักผ่อนเถอะเดี๋ยวจะให้พ่อบ้านนำไป รอให้สเวนหายจากอาการเจ็บแล้วค่อยกลับไปกันก็ได้"
"ครั้งนี้ท่านจะให้เราพาเนรากลับไปด้วยใช่ไหมคะ"
"ผมอาจจะไม่ได้อยู่ถึงพรุ่งนี้เช้า พอเนราหลับเราอาจไปกันทันที" พูดจบเขาลุกจากโซฟาโดยมีซิลวี่ตามประกบไป
"จะไม่อยู่ลา..."
"ไม่จำเป็น... ทว่าครั้งนี้คำพูดสวนมากลับเยือกเย็นผิดปกติราวกับผู้พูดกำลังกดทับความรู้สึกแท้จริงไว้ ซึ่งทั้งคู่น่าเก็บคำถามนั้นไว้ในใจ แต่ดันถามคนเป็นพ่อผู้ไม่แม้แต่จะอยากปล่อยมือลูกสาว... เนราไม่สามารถเลือกพวกเราและพวกคุณได้ ผมจึงต้องเลือกเส้นทางให้เด็กคนนั้นเอง" อีริคพูดจบก็ปรายตามองส่งหน้าที่ดูแลรับรองแขกให้บรรดาพ่อบ้าน
ทว่าซิลวี่ผู้กำลังจะเดินตามไปหยุดฝีเท้าปล่อยให้นายผู้ชายตนเดินไปก่อนส่วนตนหันกลับมาหาสองสามีภรรยาหมาป่าผู้ยืนส่งชายอาวุโสกว่าอย่างอีริคไปด้วยสายตารับรู้ความรู้สึกของคนเป็นพ่อ... พวกตนควรเงียบ
"พวกคุณคงทราบสิ่งที่ท่านอีริคและท่านเมอร์สันทำดี ทุกสิ่งเพื่อท่านเนรา โดยเฉพาะท่านเมอร์สันปรารถนาจะสร้างโลกที่ท่านเนราสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข ตลอดระยะเวลา 13 ปีก่อน ไม่มีใครรับรู้ความทรมานอันถูกเก็บไว้ภายใต้รัศมีความเงียบขรึม เพราะปรารถนาให้ท่านเนราใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ธรรมดา ฉันคิดว่าหากท่านไม่ผนึกจิตท่านเนราทั้งคู่คงไม่แยกจากกัน ท่านเนราคงไม่ลังเลใจ ระหว่างครอบครัวฝั่งพวกคุณและฝั่งสายเลือดแท้จริง โดยเฉพาะกับชายผู้นั้น... ถ้อยคำเน้นย้ำว่าชายผู้นั้น ทั้งคู่เข้าใจได้ทันทีว่าใคร บุคคลซึ่งชีวิตและจิตวิญญาณผูกติดกับเนรา ผู้ล่วงรู้ชะตาคู่แท้มีเพียงคนจากเผ่าพันธุ์หมาป่าเท่านั้น... ฉันไม่ทราบว่าท่านเมอร์สันคิดจะทำอะไร เพราะเพื่อความสุขของท่านเนราแล้วถึงตัวท่านต้องหายไป ท่านก็ไม่ลังเล" เธอพยักหัวลงทำความเคารพก่อนเดินออกไปจากห้องรับแขกทิ้งให้โครว์และเคธี่ยืนแปลความหมายของประโยคก่อนหน้า ด้วยอีกฝ่ายส่งทอดอารมณ์ได้ดีเหลือเกิน ทั้งชิงชังในตัวพวกเขาจากสายตายามมองมา ไหนจะแฝงความหดหู่ยามกล่าวถึงอีเมอร์สัน ราวกับว่ากลัวผู้เป็นนายจะหายไปอย่างไม่มีวันกลับมาในเร็วๆนี้
"ก็จริง หากเนื้อคู่ของสเวนไม่ใช่เนรา พวกเราคงไม่เป็นเหตุผลหนึ่งให้เด็กคนนั้นลังเล เรื่องทุกอย่างจะเปลี่ยนไปทั้งหมด ด็อกเตอร์เมอร์สันคงทำให้เนราตื่นขึ้นและพาเธอไปไว้ทรานซิลเวเนียใช้ชีวิตอยู่กับเขาตลอดไป"
"นายหมายถึงชีวิตคู่งั้นเหรอ"
"มันไม่ใช่เรื่องแปลก แม้แต่เผ่าพันธุ์พวกเราหากเป็นเลือดแท้มักจะแต่งงานกันในเครือญาติที่ไม่ห่างกัน หรือหากมีพี่น้องชายหญิงทั้งคู่จะถูกหมั้นหมายกันตั้งแต่ต้น"
"เรื่องนั้นฉันเข้าใจ แต่ถ้าเป็นเนราในตอนนี้ เธอใช้ชีวิตแบบมนุษย์ธรรมดามาก่อนฉันไม่คิดว่าเนราจะเข้าใจความสัมพันธ์แบบนั้นหรอก"
"สำหรับมนุษย์ธรรมดามันคงกลายเป็นเรื่องผิดศีลธรรม ทั้งที่เผ่าพันธุ์ทุกชีวิต เริ่มจากสายเลือดเดียวกันก่อนข้ามสาย และจนมันเกิดผลกระทบจึงมีกฎตั้งขึ้นมาใหม่ แต่สำหรับเลือดแท้แล้วพวกเขาไม่มีความผิดปกติหรอก แม้แต่ปัจจุบันเผ่าพันธุ์พิเศษไม่น้อยที่ยังคงรักษาความบริสุทธิ์ของเลือดด้วยให้ให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ตนต่อไป"
" คาร์เดียน่ะเหรอคะ " เนราพูดขึ้นเมื่ออีเมอร์สันถามถึงร่างบาง ผู้ซึ่งเข้ามาช่วยพวกเธอไว้ก่อนหน้าตนไปถึง แต่พออีเมอร์สันจบเหตุการณ์ได้ทั้งหมดโดยปล่อยตัวบงการอย่างเลือดแท้จากตระกูลนีโอไป หญิงสาวผมสีเงินได้สาบสูญอย่างไร้ร่องรอย
"เธอคนนั้นน่าจะกลับมาอีกครั้ง ถึงจะไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงปรากฏตัวแต่เนห้ามไว้ใจเด็ดขาด"
" ท่านพี่... เธอยกมือกุมแขนชายผู้กำลังมีอารมณ์ขุ่นเคือง หากเขาหาคาร์เดียพบคงไม่ปล่อยไว้เป็นแน่ แต่เนราไม่ต้องการให้อีเมอร์สันสังหารเพราะอีกฝ่ายไม่ได้คิดต่อกรใดๆ... อย่างที่เนบอกเธอผู้นั้นไม่ได้มีจิตปรารถนาเป็นศัตรูกับพวกเรา อย่าลืมสิคะเธอได้เลือดและชีวิตเนไป ฉะนั้นบางสิ่งของเนที่ไหลเวียนอยู่ในกายเธอคนนั้นจะทำให้เนรับรู้ตัวตนของเธอได้ ตระกูลนีโอเบาปัญญานัก คิดปลุกคืนชีพจิตซึ่งถูกจองจำเข้าสู่สภาวะเรียกว่าจำศีลนับหลายชั่วอายุของตระกูลเลือดบริสุทธิ์ เพราะสิ่งที่คนเหล่านั้นต้องการคือการถูกปลดปล่อยไม่ใช่แก้แค้น เมื่อได้หลงในป่ามืดลวงตาเป็นเวลานานจะทำให้พวกเขาลดทิฐิและต้องการปล่อยวาง"
"ถึงนั่นจะเป็นผลของการจองจำ แต่่อย่าได้ลืมว่าบรรพบุรุษอย่างคาร์เดียถูกพี่ชายทั้งสองของเธอจองจำเพราะอะไร"
"ทราบดีค่ะ แต่คาร์เดียมาช่วยเรานะคะท่านพี่... ครั้งนี้เธอดึงอีเมอร์สันลงมานั่งข้างตัวเอง หย่อนตัวลงเตียงเขาลงไปก่อน เพื่อจะทำให้พี่ชายได้ใจเย็นขึ้น... ไม่งั้นเนคงถูกชายผู้นั้นทำร้ายไปแล้ว... เหตุผลนั่นจริงอยู่แต่ไม่ได้ทำให้สายตาอีเมอร์สันยามมองตรงไปรู้สึกไว้วางใจขึ้นมา... แต่จะว่าไปเธอดูกลัวท่านพี่มากเลย ความรู้สึกนั้นเนรับรู้ได้เมื่อได้ท่านพี่ปรากฏตัว สังเกตไหมคะ"
"บรรพบุรุษ พวกเขามีพลังมหาศาลกว่าพวกเรานัก แม้แต่พี่เป็นเลือดแท้หากเทียบกับต้นตระกูลก็ใช่ว่าจะต่อกรได้ พี่ว่า... จะว่าไปมันก็จริง ชายหนุ่มนึกตามคำพูดของเนรา แววตาสั่นเครือปนตกใจของหญิงสาวผมสีเงินดูผิดแผกจากตอนใช้พลัง เพราะเมื่อหันมาเห็นตนกลับแสดงท่าทีหวาดกลัวก่อนรีบหนีหายด้วยความเร็วประหนึ่งผู้สะพรึง... อาจจะแค่ไม่ทันตั้งตัวห" คนน้องทำหน้างงงันกับประโยคกลับไปกลับมาของพี่ชาย
"แต่เนว่าพลังของท่านพี่พอๆกับต้นตระกูลเลย สามารถเผาป่าได้ทั้งป่าเลยนี่นา หรือจะแยกก้อนหินใหญ่ๆยังทำได้ แม้แต่จะเป่าร่างเนื้อให้หายไปภายในพริบตาด้วย ท่านพ่อเองก็บอกว่าท่านพี่น่ะแข็งแกร่งที่สุด... สองแขนเคลื่อนคล้องเอวพลางใช้หัวซุกเข้าไปยังอกกว้างของคนเพิ่งผ่าตัดให้สเวนเสร็จ ทั้งจากเพิ่งทำสงครามและเข้าห้องผ่าตัดเนื้อตัวของอีเมอร์สันไม่แม้แต่จะมีกลิ่นหรือคราบโลหิตติดตัว มีเพียงกลิ่นเฉพาะที่เนรารับรู้ทุกครั้งยามกอด กลิ่นเดียวกับเลือด เมื่อตนได้ดื่มมันเปรียบเสมือนน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ ไร้ซึ่งปรากฏในโลก... ไม่ต้องกังวลนะคะคาร์เดียทำอะไรเนไม่ได้ ในฐานะผู้ให้ชีิวิตใหม่เนถือเป็นเจ้าชีวิตเธอ... ใบหน้าหวานพูดพลางแหงนมองคนดูท่าไม่เผยยิ้มทั้งยังดูเป็นกังวล เนราไม่สามารถเดาได้เลยว่าเขาคิดอะไร หรือจะทำอะไร แค่รู้ว่ามันมากมาย... อย่าทำหน้าน่ากลัวสิคะ... เมื่อได้ยินคำนั้นเขาจึงเปลี่ยนสีหน้า พลันรู้สึกผิดเมื่อทำให้เธอกลัว ซึ่งเขาตีความไปเอง โดยไม่รู้ว่าเนราพูดไปงั้นเพื่อเรียกตัวตนปกติยามเขาอยู่กับเธอกลับมา อีเมอร์สันหันกลับมามองคนกำลังเคลื่อนตัวขึ้นด้วยสายตาอ่อนโยนแบบเคย เธอคุกเข่ากับผ้าปูผืนนุ่มบนเตียงใช้มือโอบศีรษะเข้ามากอดไว้ชิดหัวตนในแบบที่พวกเขาชอบทำให้กันและกันเวลาอีกคนเศร้าหรือทุกข์ใจ... ไม่เป็นไร เนจะเข้มแข็งท่านพี่เองก็อย่ากังวลเลยนะคะ" อา... เขาจะรู้จักความอบอุ่นเมื่อรู้สึกเหน็บหนาว หรือ ความเย็นยามรู้สึกร้อนรุ่มได้เพราะเนราเพียงคนเดียว บุคคลเดียวผู้ทำให้เขาสามารถสัมผัสความรู้สึกเช่นนั้นได้นอกจากสิ่งที่เรียกว่า ความว่างเปล่า...
16.00 น.
เวลาเกือบเย็นรอตะวันตก เนรานั่งเฝ้ามองให้คนเจ็บตื่นตั้งแต่ขออีเมอร์สันเป็นคนเฝ้าไข้สเวนมาเกือบสองชั่วโมง จนวินาทีนี้ร่างในผ้าพันแผลช่วงใต้ราวนมค่อยๆขยับตัวก่อนสัมผัสบริเวณท้ายทอยหลังลุกขึ้นพ้นผ้าห่ม หญิงสาวผู้เฝ้ารอ ยิ้มรับการตื่นของเขาทันทีพร้อมกับวางถ้วยข้าวต้มที่ตนเพิ่งอุ่นเสร็จ สเวนลืมตากว้างขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าของสิ่งเดียวในชีวิตอันเป็นลมหายใจและเข้าสวมกอดร่างที่เดินเข้ามานั่งบนเตียงทันที
"ผมนึกว่าตื่นมาจะไม่ได้เห็นเธอแล้ว" ได้ยินเช่นนั้นเธอจึงตีความไปว่า สเวนคงคิดว่าพ่อและพี่ชายตนจะพาเธอไปจาก
"เป็นไงบ้างคะ คุณเจ็บมากไหม" มือบางค่อยๆผลักดันตัวเองออกมาถามด้วยความเบามือกลัวกระเทือนบาดแผลอีกฝ่าย ซึ่งด้วยสเวนนั้นรู้นิิสัยภรรยาตนดี ใบหน้าเพิ่งเบิกบานหลังจากได้รู้ว่าเนราเป็นห่วงจนนั่งเฝ้ารอเขาตื่นก็เปลี่ยนเป็นคิ้วขมวด ดูหมดแรง ตาปรือ ซ้ำยังทำร่างกายสั่นงกๆ
"ผมปวดหัว ปวดจะตายอยู่แล้ว" หน้ายับยู่หลับตากุมขมับพลันเอนทำท่าจะซบอีกฝ่ายอย่างขอความสงสาร วินาทีนี้มีหรือเขาจะไม่ใช้โอกาสเรียกคะแนน ทำให้ตัวเองเจ็บ อดทนโดยไม่ใช้พลังรักษา คงต้องใช้ให้คุ้มไปล่ะนะ
"เจ็บแผลเหรอคะ ไหนเนดูหน่อยนะ" เมื่อเห็นอาการเช่นนั้นเธอจึงเอี้ยวตัวผ่านหน้าเขาไปดูบาดแผลบริเวณหลังหัวกลัวว่าเลือดยังไม่หยุดไหล ด้านสเวนยังคงยิ้มเจ้าเล่ห์หอมปลายผมอีกฝ่ายขณะเจ้าตัวไม่ทันสังเกตระวังตัว ว่าตนตกกับดักแผนหมาป่าเจ้าเล่ห์เข้าไปเต็มๆแล้ว
"ตรงนี้ก็เจ็บ... เสียงอ้อยอิ่งพูดกระแอมไอคอกแคกคล้ายเสมหะกองเท้าขี้ช้าง พลางจับช่วงบริเวณแผลถูกยิง... เหมือนซี่โครงหักไปด้วยเลย"
"ฮะ ซี่โครงเหรอคะ"
"ใช่ ตรงนี้... เขาจับมือบางให้มาสัมผัสผ้าก๊อตใกล้กับหัวใจ... เหมือนมันหายไป" เพียงหวังว่าเนราจะรับรู้ถึงเจ้าดวงใจนั้นมีตัวเธออยู่
"ซี่โครงหายเหรอ... เธอถามขึ้นอย่างตกใจ แล้วอีเมอร์สันไปทำท่าไหนให้ซี่ดครงสเวนหายไปกันด้วยเจ้าตัวทำท่าเจ็บปวดทรมานเสียเหลือเกิน... เดี๋ยวเนไปตามท่านพี่มานะคะ จะได้ตรวจอาการคุณ" ขณะกำลังลุกไปสเวนได้ไอดังลั่นขึ้นมาจนคอแทบพัง มือข้างหนึ่งกุมท้องราวกับประคับประคองแรงสะเทือนยามมันส่งถึงบาดแผลอย่างกลั่นแกล้งตัวเอง อีกข้างจับกุมคอพร้อมพูดเสียงแหบๆว่า...
"คอแห้งจัง แห้งจนรู้สึกเหมือนขาดน้ำ รู้สึกเหมือนใครนำหนามมาถูคอ" เธอหยุดฝีเท้าลงโดยทิ้งเป้าหมายจากประตูห้อง เป็นเดินเข้าไปยังห้องข้างในด้านขวามือซึ่งเป็นห้องชงกาแฟเล็กๆ และรินน้ำใส่แก้วมาให้เขา ซึ่งขณะเนราเดินเข้าไป สเวนก็ถือโอกาสใช้พลังที่เขาสามารถสะเดาะกลอนประตูได้เป็นล็อคแทนเพื่อกันคนอื่นเข้ามาพร้อมใช้พลังปิดตายไปเสียเลยเพื่อไม่ให้เนราเผลอเปิดออกไป
"ดีขึ้นไหมคะ" คนถูกถามแกล้งสำลักเล็กน้อยก่อนพยักหน้าส่งสายตาหยาดเยิ้มยามกุมมือคนส่งแก้วน้ำเข้าปากเขา เนราเก้อเขินเล็กน้อยยามสัมผัสสายตาไล่ต้อน แต่เพราะเขาไม่สบายเธอจึงไม่ได้คิดอะไรมาก และไม่ได้นึกว่าชายหนุ่มแกล้ง
"หอมข้าวต้ม... เขาเหลือบไปเห็นบางสิ่งบนโต๊ะ ซึ่งคาดว่าในชามคงเป็นอาหารซึ่งต้องทานก่อนจะต้องกินยาตามรูปแบบแผนผู้บาดเจ็บ อย่างน้อยมันใช้เป็นข้ออ้างได้ อันจะทำให้เนราไม่ต้องไปตามอีเมอร์สันมา... ของผมใช่ไหม "
"ค่ะ เนลงไปอุ่นให้ใหม่พอดีกับที่คุณตื่น จะทานเลยไหมคะ" เธอถามเขาก่อนเพราะเห็นทำท่าทางหิว
สเวนได้แต่พยักหน้าเขาไม่อยากพูดมากเพราะจะกลายเป็นว่าเขายังคงมีกำลังพูดพร่ำเพรื่อ การใช้วิธีแค่พยักหน้าด้วยตาปรือๆ หรือคิ้วขมวดเพราะเจ็บแผลบ้างเป็นกลวิธีของผู้บาดเจ็บที่เรียกความสงสารชนิดเยี่ยมยอดแล้ว
เนรายื่นถ้วยข้าวต้มพออุ่นตักเข้าปากได้ให้เขา เนื่องจากสเวนไม่ได้มีบาดแผลบริเวณแขนหรือมือ เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้นแล้วสเวนจึงค่อยๆเอื้อมมือขึ้นจับช้อนด้วยอาการสั่นเหมือนยากเย็น สีหน้าพลางแสดงความเจ็บปวดไปด้วย... ไม่ป้อนเขางั้นเหรอ ที่รักคนนี้กำลังเจ็บปวดนะ แผนต่อไปคงต้องมาแล้ว
" มือมันชาๆผมรู้สึกยกแล้วมันเจ็บสะเทือนไปถึงแผล ไม่สิ ไปถึงปลายเท้า" โอ้ เธอไม่เข้าใจอาการหนักขนาดนั้นเลย ไหนอีเมอร์สันว่าสเวนปลอดภัยดีทุกอย่างแล้วเล่า
"งั้นเดี๋ยวเนป้อนนะ คุณอยู่เฉยๆดีกว่าแผลจะฉีกเอาได้"
"ต้องแบบนี้สิ " เขาหลุดปากพร้อมยิ้มออกมาอย่างมีชัยในแผนการที่วาง
"คะ?" เนราสวนขึ้นด้วยความตกใจเพราะฟังจากน้ำเสียงเมื่อครู่ดูคงที่และแข็งแรง
"ผมบอกว่าให้มันได้แบบนี้สิแขนบ้านี่ ทำให้เนต้องลำบาก" เสียงเข้มอ่อนลงทันใดพลางมือยกขึ้นมากุมคอลูบเบาๆเหมือนว่าคอแห้งอีกครั้ง เนรามีจุดอ่อนตรงความสามารถ ซึ่งมันคงใช้ได้ก่อนความทรงจำจะกลับคืนให้หญิงสาวได้คลางแคลงใจต่อความเจ้าเล่ห์
"ไม่เป็นไรค่ะ คุณช่วยเนไว้นี่" เนราหันไปคนถ้วยข้าวต้มต่อพร้อมเป่าไปมาให้เย็นกว่าเดิมเพราะกลัวจะไปบาดลิ้นและคออีกฝ่าย เห็นว่านิดหน่อยสะเทือนไปปลายเท้า หากยังร้อนข้าวต้มนี้คงสะเทือนไปถึงลำไส้เป็นแน่ แต่หากนั่นมันทำให้เขารู้สึกว่าถูกละความสนใจไป เนราไม่ได้สนใจเขา กลับไปสนใจสิ่งในถ้วยนั่นแทน...
"เอ่อ เน... และแล้วเขาพลันนึกคิดวิธีกระชับความใกล้มากกว่าเดิมได้... ช่วยพยุงผมชิดหัวเตียงได้ไหม นั่งงอไร้ที่พิงแล้วเหมือนแผลเย็บจะฉีกขาด" แต่ละคำของเขาชั่งรุนแรงและหน้ากลัวจนหวั่นใจตั้งแต่ซี่โครงหาย
เนรารีบวางถ้วยข้าวต้มบริเวณโต๊ะโคมไฟหัวเตียง ก่อนเลื่อนหมอนหนานุ่มตั้งขึ้น ค่อยๆประคองให้ตัวสเวนขยับไปพิง คนสบโอกาสก็ได้แต่สูดกลิ่นผมและกลิ่นหอมจางๆจากตัวผู้เป็นภรรยา โดยเฉพาะช่วงแก้มบริเวณในส่วนที่เขามักได้สัมผัสมันเสมอแต่ต้องอดใจไว้ เพราะหากจู่โจมเนราอาจกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้
"หอมจัง" คนถูกทักหันข้างกลับมาขณะมือโอบตัวเขาชิดหมอนพิง และนั่นมันทำให้เธออยู่ใยระยะประชิดจนได้ยินเสียงลมหายใจอีกฝ่าย
"คุณหิวแล้วสินะ" เธอรีบเบี่ยงตัวออกมาหยิบชามข้าวต้มก่อนค่อยๆป้อนเข้าปากเขาทีละคำ ทว่าทุกคำที่ส่งออกไปสายตาสเวนไม่ได้วางเอาแต่จดจ้องใบหน้าเนรา แล
บุคคลอันซึ่งมีวิญญาณแข็งกล้าในฐานะหมาป่าสายเลือดโบราณ ชีวิตและจิตวิญญาณของเขามอบให้เพียงหญิงอันเป็นที่รัก ผู้เป็นภรรยาเพียงบุคคลเดียว ที่เขาจะน้อมรับคำบัญชา เสมือนการรอคอยคำสั่งให้ฟื้นกลับจากสภาวะหลับใหลด้วยผลกระทบอันรุนแรงเกินกว่าจะตื่นขึ้นมาในเวลาเร็ววันเมื่อเนรา เอ่ยคำบัญชาดังเป็นวาจาสิทธิ์ร้องปรารถนาหัวใจผู้เฝ้าภักดีอย่างเขา ให้ปรากฎตัวต่อหน้าเธอในวินาทีนี้ สองขาลุกหยัดยืนปาดน้ำตาทิ้งแสดงสีหน้าฮึดสู้ บอกตัวเองว่าควรหยุดร้องได้แล้วก่อนจะหันหลังกลับมาพบหน้าบุคคลที่เธอเพิ่งออกคำสั่งให้เขากลับมา แต่ภาพเบื้องหน้าของร่างสูงสง่าผมยาวลงเกือบปกบ่าเล็กน้อย มีเคราล้อมกรามดูคมเข้มมากกว่าปกติ ไม่ได้ทำให้เนราตกใจนัก เธอมักเผลอเห็นภาพเขายืนมองเธอด้วยสายตาอาทรอยู่บ่อยๆ ไม่ดวงวิญญาณสามีเธอคอยติดตามคุ้มครอง ก็คงเป็นภาพมโนจิตอันก่อเกิดขึ้นจากความคิดถึงและโหยหา..."คุณนี่ชอบมาวนเวียนนะ เอาเถอะ ไม่ต้องห่วง เนจะเข้มแข็งดูแลตัวเองเพื่อลูกของเรา... เธอถอนหายใจเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มจางๆก่อนเดินจากสิ่งที่คิดว่าเป็นภาพลาง ถ้าว่ามันกลับยับยั้งการเคลื่อนไหวของเธอจนถึงกับสะดุ้งถอยเท้ามองสบเข้าไปในดวงตาที่เปี่ยม
"มันมีค่าการทำลายสูงกว่าลูกที่แล้ว" อีเมอร์สันย้ำขึ้นให้สเวนคอยตระหนักที่จะปล่อยวางหากเกินกำลังและให้ผู้อื่นแบ่งเบาการหยุดปรมานูลูกนี้ แม้สภาพทางกายภาพของชายหนุ่มจะสมบูรณ์ดี แต่ภายในใช่ว่าจะปะติดปะต่อดังปกติ มันอาจเพราะฉีกขาดยามทนแรงกระทบไม่ไหว ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ต่างจากสเวนถึงจะได้รับเลือดเนราถึงสองถุง"อืม" เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะตวัดสายตาลงไปมองภรรยาผู้แหงนมองขึ้นมาจนอยากกระโจนตามขึ้นไปอยู่ด้วย เธอกำลังภาวนาให้ทุกคนรอดชีวิต ไม่ว่าจะพ่อ พี่ชาย สามีหรือใครก็ตาม..."ที่นี่เป็นบ้าน เป็นโลกที่ผมหวังสร้างให้เธอใช้ชีวิตอยู่ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตผมก็จะไม่ยอมให้ที่ที่สวยงามนี้พังพินาศ" สเวนเอ่ยในใจก่อนดึงสายตามาเพ่งลำแสงอันพุ่งตรงเข้ามา ทุกชีวิตเคลื่อนตัวออกจากตึกหรืออาคารใหญ่ด้วยความหวาดกลัวยามถูกปล่อย ยังไม่เท่ากับสิ่งที่ต้องสะพรึงในอีกไม่กี่วินาที ยามเห็นสิ่งคล้ายกับยานลำใหญ่ยาว หัวมนซึ่งต่างรู้ว่าคืออะไรกำลังเคลื่อนผ่านหัวทุกคนกัดฟันร่วมกันหยุดครั้งสุดท้าย วิกเตอร์จับมือลูกชายขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปหาอาเรย์ สเวนยื่นมือไปทางโครว์ อีเมอร์สันที่กำลังยื่นมือไปทางอีริคพ่อของตนราวกับทุกคนประสานกำลั
"หนึ่งลูกอาจทำให้มันปางตาย แต่ลูกที่สอง พวกมันไม่รอดแน่ ฉันจะทำให้มันไม่มีทางเลือกจะหยุดปรมานูลูกนี้ เพราะมันจะมุ่งไปที่... ซิลเวีย"คำกล่าวทิ้งท้ายของปีเตอร์อันเต็มไปด้วยความสุขไร้ความกลัวตายและการเจ็บปวด ซึ่งทางวิกเตอร์ อาเรย์ พร้อมคาเรย์ พกเครื่องส่งสัญญาณไร้สายติดหูด้วยกันทุกคนต่างหูผึ่ง หันหน้าไปในทิศทางเดียวกันตามองศาที่ประเทศนั้นตั้ง สถานซึ่งเป็นบ้านเกิด สถานที่อันศักดิ์ของบรรพบุรุษ ต้นกำเนิดของพวกเขาตั้งแต่โบราณกาล...บนจอใหญ่ซึ่งติดตั้งกลางเมือง เครื่องที่ยังคงใช้การได้ฉายวิดีโออัดไว้ก่อนปีเตอร์เสียชีวิตอัตโนมัติ... "ถ้าวิดีโอนี้ถูกฉายแสดงว่าฉันชนะเกมส์ ไม่ก็ได้ตายไปแล้วฉันมีของขวัญจมอบให้... บ้านเกิดพวกแก ไอ้หมาสกปรก ที่ที่แกและคนรักอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ จะหายไปพร้อมฝังความแค้นของฉันไว้แทน ไม่ต้องห่วง ฉันแถมวิญญาณมนุษย์ไว้ให้สถิตในที่แถวนั้นด้วยจะได้ไม่เหงา"วินาทีนั้น ได้มีมนุษย์จำนวนมากถูกปล่อยตัวจากหลุมซ่อนภายในรัฐซิลเวียที่ปีเตอร์นำกองกำลังมาควบคุมไว้ใต้อาคารหรือตึกแห่งหนึ่ง พวกเจ้าหน้าที่ตั้งใจปล่อยมนุษย์ให้หนีตายอลหม่าน หลังจากได้รับข้อความจากศูนย์ใหญ่ที่พวกซิลวี่และกองก
วิกเตอร์เร่งนำเนรา สวอนน่าออกจากฐานกองกำลังของปีเตอร์ตามคำขอของลูกสะใภ้อย่างเร่งรีบ โดยมีซิลวี่และพรรคพวกของไคล์คอยคุมสถานการณ์แก้ไขปัญหาปรมานูอีกลูกอยู่ที่นี่ คาเรย์ช้อนตัวเนราขึ้นมาไว้บนหลังวิกเตอร์ที่กลายร่างเป็นหมาป่าสีดำเฉกเช่นเดียวกับลูกชายตนอย่างสเวนเพราะขนแหลมแข็งเหมือนน้ำนั้นจะไม่ทำร้ายและอ่อนยวบลงยามผู้ที่ได้รับความไว้วางใจสัมผัส ในเมื่อต้องการความเร็วเหนือทุกอย่างกลายเปลี่ยนร่างเป็นสมบูรณ์จึงจำเป็น ในวินาทีนี้อาเรย์ยังคงร่วมด้วยผู้วิ่งคู่ขนานเคียงข้างวิกเตอร์ อย่างน้อยให้ไปทันสนับสนุนหยุดการโจมตีของปรมานูทางสเวน ได้รับการแจ้งเตือนจากโลแกน ผู้นำข่าวมาบอกแก่อีเมอร์สันว่ามีปรมานูกำลังเดินทางมายังที่แห่งนี้ ชายหนุ่มเบิกตาครู่หนึ่ง พร้อมกับเปิดสัมผัสให้กว้างขึ้นเพื่อรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวอันเคลื่อนที่เร็ว สภาพของเขาตอนนี้แทบไม่ต่างกับสุนัขเพิ่งจบการแข่งขันในช่วงแรก อีเมอร์สันมองกายภาพของสเวนที่โลหิตไหลผ่านรูหูรูจมูก ชายหนุ่มผู้เป็นน้องเขยคนนี้ใช้พลังไปกับการเดินทางเหนือแสงเหนือเสียงและแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนตลอดหลายวันที่ผ่านมา อย่างน้อยตัวเขาเองก็ยังได้พักและพิจารณาสถานการณ์ เหต
"ถ้าคิดว่าพลังจิตวิญญาณที่มนุษย์พิเศษมีอยู่คือพลังไร้ขีดจำกัดล่ะก็ เธอคิดผิ""ฉันไม่เคยคิดเช่นนั้น...""หึ พวกผิดปกติ... ปีเตอร์พูดแทรกขึ้นทันทีก่อนยกมือซ้ายขึ้นใช้นิ้วมือปัดไปยังหน้าจอนาฬิกาที่สวมใส่... ทำลายความสมดุลโลกอย่างพวกเธอ จะบอกว่าไม่ได้เหิมเกริม ทะนงในอำนาจของตนเองงั้นเหรอ""แวน..." เนราขานชื่อเพื่อนชายคนสนิทผู้เพิ่งวิ่งมาหยุดยืนข้างตน ซึ่งชายหนุ่มรู้ทันทีว่าต้องเข้าไปตรวจสอบการกระทำเมื่อครู่ โดยเฉพาะนาฬิกาที่คอยควบคุมบางอย่างจากข้อมือซ้ายของปีเตอร์"ถ้าถอดมันออกจากข้อมือฉัน ปรมานูจะทำงานทันที... แวนชะงักมือซึ่งกำลังจะปลดก่อนถูกปีเตอร์สลัดออกมาโดยทำหน้ามีชัย... ระบบสั่งการภายในนาฬิกาเรือนนี้ ถูกเชื่อมต่อกับระดับการเต้นของหัวใจฉัน ถ้าฉันตาย พิกัดที่ระบุการทำลายล้างจะทำงานโดยส่งเจ้าปรมานูที่พวกแกยังไม่พบไปเยือนมนุษยทันท่ี""คุณเองก็เป็นมนุษย์ คิดจะเปลี่ยนโลกเพื่อพวกเขาไม่ใช่หรือไง" เนรากันมือทางวิกเตอร์และสวอนน่าไว้พลางถอยเท้า ขณะพวกปีเตอร์เหมือนจะเป็นต่อกรูกำลังเสริมกันเข้ามาพร้อมยกอาวุธ"เธอคงเข้าใจผิดสาวน้่อย โลกในอุดมคติของฉันมีแต่พวกเพอร์เฟค ฉลาด ไหวพริบอยู่ในขั้นสูงสุด
"แกคงจะสงสัย สินะ เพราะศัตรูตรงหน้าแกมีเลือดคล้ายกับแก เด็กหนุ่มคนนี้เกิดจากแม่ที่เป็นไดร์วูลฟ์ฉันจับแม่มันมาตั้งแต่ยังเล็กๆ... คำพูดผ่านลำโพงทำให้สเวนยิ่งยัดเยียดความโกรธลงไปยังคมเขี้ยว หากลูกหลานไดร์วูลฟ์ยังเด็กก็มีสิทธิ์พลาดจะถูกนำตัวไปได้ด้วยวิธีการสกปรกต่างๆของศัตรู ซึ่งเขาเองไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงที่ถูกจับไปเป็นเชื้อสายไดร์วูลฟ์ ลูกหลานฟากฝั่งตระกูลไหน ห่างกันไปเท่าไรจากวงศ์ตระกูล... เลี้ยงให้เชื่อง ก่อนจะใช้เธอเป็นแม่พันธุ์ขยายตัวทดลอง... เมื่อได้ยินคำว่าแม่พันธุ์เขาแทบปลอดแตก เพราะปีเตอร์ก็คิดใช้่เนราเป็นบุคคลขยายสิ่งมีชีวิตที่ทั้งเธอและเขาต่างไม่อยากให้เกิดขึ้นด้วยฝีมือสกปรกของศัตรู... สิ่งที่ได้มันช่างคุ้มค่า... ทว่าทุกครั้งยามคมเขี้ยวจมลงเนื้อไป สเวนไม่รู้ตัวเลยว่ามียาพิษแทรกซึมเข้ามา จนเขาเริ่มรู้สึกถึงอาการเซจนล้มลงไปพลันถูกเท้าหนักกระทืบ แม้โครว์เห็นท่าไม่ดีพร้อมจะเข้ามาช่วย แต่ดันถูกหมาป่าอีกฝ่ายแห่เข้ามากันไว้... ฉันไม่อยากฆ่าแกเลย อยากได้แกเป็นหนูทดลองด้วยซ้ำ...""คุณทำอะไรกับเขาปีเตอร์" สวอนน่าพูดขึ้นทั้งน้ำตาก่อนภาพจะตัดไปสร้างความสั่นไหวในใจสเวน ที่ร่างล้มตัวลงนอนราว







