Masukหมู่บ้านหมาป่าเขตพื้นที่อุทยาน รัฐซิลเวีย เขต 3
"เด็กคนนั้นกลับมา แล้วสเวนมีท่าทียังไงบ้าง" เสียงผู้เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์พึ่งพิงทางจิตใจของหมู่บ้านเอ่ยถามคนสนิทเมื่อเดินเข้ามายังห้องลับใต้ดิน
"ผู้สังเกตการณ์ของเราเข้าไปสังเกตการณ์ แอบถามคุณจาเว็ครายงานมาว่า ท่านดูเหมือนว่าจะรับนายหญิงกลับคืนจากทางตระกูลของเธอ ตอนนี้ท่านสเวนได้ความทรงจำกลับคืนมาแล้วค่ะ" คนฟังขณะกำลังเขียนกระดานดวงดาวอันเป็นศิลปะการดูชะตากรรมตกทอดจากตระกูลหยุดลง พลันช็อกในมือหักกระเด็นตกพื้นด้วยสีหน้าไม่พึงพอใจเท่าไร เมื่อตัวตนเนราเผยอย่างแท้จริง ชะตาเคียงคู่สเวนได้เปลี่ยนไปด้วย เธออาจเป็นต้นเหตุทำให้สเวนปลดเปลื้องบางสิ่งออกไป
"ไม่นึกว่าพวกเชื้อสายกษัตริย์แวมไพร์เลือดแท้อย่างคาสเชล จะส่งตัวผู้เป็นดั่งเจ้าหญิงออกมาจากกลุ่มตนเอง เลือดบริสุทธิ์ทุกเผ่าพันธุ์นับว่าหายากยิ่ง สองพี่น้องทายาทคาสเชลเป็นเลือดแท้ทั้งคู่ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ ทำไมถึงไม่คิดว่าหาก อีเมอร์สัน ซึ่งเป็นผู้นำ ได้ผู้ครองสายเลือดแท้อีกคน อย่างน้องสาวของตนเองไปเคียงข้าง จะช่วยเพิ่มขยายพลังอำนาจไปในวงกว้าง"
"ฉันคิดว่าทางนั้นเองคงมองว่ามันเป็นการไม่สมควร เพราะท่านเนราขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาของท่านสเวน แม้จะยังไม่ได้ความจำคืนในตอนนี้แต่คงอีกไม่นานค่ะ"
"ฉันไม่ได้สนใจเรื่องนั้น แต่การกำเนิดทายาทในอนาคตจะทำให้เลือดแท้ของหมาป่าไดร์วูลฟ์ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ หากเด็กคนนั้นเป็นมนุษย์ธรรมดา ยังดีกว่าสืบสายมาจากเผ่าพันธุ์อื่น ถ้าเกิดไร้ซึ่งผู้สืบเชื้อสายบริสุทธิ์แบบสเวนแล้ว ตระกูลควอซ์ อันครอบครองเชื้อสายกษัตริย์ดูแลผืนป่าพร้อมพื้นที่รัฐซิลเวียแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ต้องเสียอำนาจให้แก่ไดร์วูลฟ์เลือดแท้้ที่เหลืออยู่เป็นแน่"
"ท่านเนซาหมายถึงท่านโครว์เหรอคะ"
"โอกาสที่เคธี่จะให้กำเนิดเลือดแท้สายพันธุ์ไดร์วูลฟ์นั้นมีโอกาสสูง และถ้าสเวนมีบุตรกลายเป็นลูกผสมหรือเอนเอียงไปทางมนุษย์ธรรมดามากจนไม่สามารถกลายร่างได้ ตระกูลควอซ์ได้สิ้นสุดอำนาจลงแน่แท้"
" แต่ว่าท่านสเวนไม่ได้ปรารถนาจะ..."
"หยุดพูดจาสร้างความต้อยต่ำแก่ฐานะหลานชายของฉัน... ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสองในการถูกตวาด ตำหนิ ผู้กำลังเอ่ยความจริงรีบก้มหน้าเก็บคำอธิบายกลืนลงคอไปหมด... ไม่ว่าสเวนนั้นต้องการหรือไม่ยังไงฉันต้องหาวิธี เหมือนตอนพ่อของเขาอยากสละตำแหน่ง สเวนจะละทิ้งสถานที่ซึ่งเป็นเมืองของบรรพบุุรุษมาอย่างยาวนานไม่ได้ เพราะมีเขาอยู่ไม่ใช่เหรอ การแย่งชิงพื้นที่จึงไม่เกิดขึ้น ปัญหาของเผ่าพันธุ์ต่างๆในพื้นที่จึงสงบ"
สมาคม Hunter ส่วนกลาง เมืองหลวงเชคเวีย
12.00 น.
ภายในห้องประชุมเฉพาะ จัดขึ้นมาในโอกาสเมื่ออีเมอร์สันต้องการเปิดตัวเนรากับสอง Hunter ฝีมือระดับสูง ชายหญิงคู่หนึ่งผู้ซึ่งเขาต้องการให้มาชดเชย ชดใช้ความผิดอันเคยได้ก่อ แวน มีนา บุคคลทั้งสองที่เขายังไม่ได้มอบการอภัยให้ ถึงจะละเว้นชีวิต ไม่ได้ฆ่าเพื่อสังเวยดวงวิญญาณให้แก่มารดา แต่เขาไม่เคยลืม และวันนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นตามหมากเกมส์ของเขา หมากสองตัวนี้ ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของผู้อำนวยการสมาคม Hunter จึงเป็นหนึ่งในงปราการใช้ปกป้องคนสำคัญของเขาเช่นกัน
"คุณลุงสวัสดีค่ะ ไม่ได้เจอกันตั้งหลายเดือนสบายดีนะคะ" เนราทักทายผู้อำนวยการไคล์ หัวหน้าสูงสุดแห่งสมาคม Hunter หลังจากเธอได้ความทรงจำกลับมา ตัวตนของไคล์ ยังได้คืนกลับสู่เธอด้วยในฐานะเพื่อนสนิทของมารดา
"เห็นเมื่อวานเดินเกาะเมอร์สันเดินเล่นอยู่แถวย่านศูนย์การค้า"
"ต้องคุมตัวไว้ตลอดค่ะเดี๋ยวหายไปอีก... เธอพูดพลางกระชับแขนแกร่งแสนอุ่นที่ควงตั้งแต่เดินเข้ามา... แต่ใจร้ายนะคะเห็นแล้วไม่เดินเข้ามาทักทายเลย"
"เห็นเดินเล่นมีความสุขกัน เลยไม่อยากเข้าไปกวน" คนอาวุโสกว่าพูดพลางจับหัวหญิงสาววัย 21 เบาๆก่อนเดินไปเปิดประตูเมื่อรู้สึกได้ว่าแขกที่อีเมอร์สันต้องการพบได้มาถึงแล้ว
ตัวไคล์นั้น ไม่เห็นด้วยกับความคิดอีเมอร์สันนัก แต่ด้วยเหตุผลที่ชายหนุ่มอ้างขึ้น อย่างเหตุผลว่าทั้งคู่เรียนคณะเดียวกับเนรา แถมยังมหาวิทยาลัยเดียวกัน จึงต้องการให้ช่วย คอยสอดส่องคุ้มกันเนราขณะอยู่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งการนำตัวเนราขึ้นมาเป็นการงััดข้อกับเขา ก็อยากนักหากปฏิเสธ ด้วยอยากปกป้องเธอเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว
เนราผู้กำลังนั่งดูหนังสือข้างกายอีเมอร์สันผู้พี่ที่โอบเอวไม่ห่าง หลังพิงชิดโซฟาเบาะหนังอย่างดี ขาข้างหนึ่งไขว้ขึ้นมาอย่างสบายนั่งฟังสิ่งเอ่ยจากปากของเนรายามสงสัยในหนังสือแล้ว เขามีหน้าที่เพียงตอบความฉงนใจนั้น เพราะสีหน้ายามได้คำตอบคือความสุขของเขา แต่ทันใดคู่ชายหญิงปรากฏตัว ความเงียบได้เข้าคลุฃม เนราเงยหน้าขึ้นตามเสียงรองเท้าเดินเข้ามาพร้อมไคล์ทั้งคู่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยแต่เธอยังคงจำไม่ได้อยู่ดี
"จำสองคนนี้ได้ไหม"
"ใครเหรอคะท่านพี่"
"แวน กับ มีนไง เพื่อนสนิทเน ที่เรียนด้วยกันเมื่อปีก่อนตอนมาอยู่ซิลเวีย... คนฟังแสดงสีหน้าแปลกใจปนตกใจ เพราะกลายเป็นว่าตนจำเพื่อนไม่ได้ สำหรับเธอแล้วมันเป็นการเสียมารยาท เนราเบือนตาไปทางมีนาผู้ดูตกใจอย่างมากแต่ถึงกระนั้นยังคงเผยยิ้มอ่อนๆให้เธอ ทว่าฝ่ายชายเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อน กลับดูไม่พอใจ... และทั้งสองคน ก็บังเอิญเป็นคนเดียวกับที่ลวงท่านแม่และเนข้าไปในโบสถ์" ประโยคสุดท้ายคล้ายกลับสาดน้ำกรดรดหูคนฟัง
ด้านคนถูกแนะนำรู้สึกถึงน้ำเสียงเชือดเฉือนกับบรรยากาศน่าอึดอัด อีเมอร์สันไม่ได้เมตตาเหมือนครั้งเคยช่วยเหลือปล่อยให้รอดเพราะเห็นเป็นเด็ก แล้วยิ่งมาแสดงสีหน้าใส่เนราเช่นนี้คงอีกนานกว่าเขาจะหมดความอดทน
"พี่แวน กับพี่มีน? เหรอคะ" เสียงใสเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย โดยไม่ได้แฝงความโกรธหรือเกลียดชังอย่างผู้พี่ ลึกๆนั่นยังดูดีใจเสียด้วยซ้ำ
"ทั้งสองจะมาทำหน้าที่คุ้มครองเน ระหว่างศึกษาที่ซิลเวีย"
"นี่มันอะไรกัน... แวนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเข้มทำให้เนราผู้หันไปถามอีเมอร์สันด้วยความสงสัย หันกลับมายามได้ยินน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย... คุณพ่อ ที่คุณบอกว่ามีงาน งานที่ว่าคือมาคุ้มครองสัตว์ประหลาดพวกนี้เหรอ" มีนาสะดุ้งเพราะอยู่ๆแวนเล่นตวาดขึ้น แม้จะกระซิบให้เพื่อนชายหรี่เสียงแต่ดูท่าไม่ได้ยินเสียงเตือนเธอเลย
"หยุดเสียมารยาทได้แล้ว แวน งานนี้เป็นงานสำคัญเพราะมันเกี่ยวกับปัญหาระหว่างสังคมมนุษย์และแวมไพร์ เนราต่างจากแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์คนอื่น และยังมีความลับเรื่องของเลือดทรงอานุภาพพอจะทำลายกลุ่มพิเศษ เราจึงต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาคอยดูแล แค่ในรั้วมหาวิทยาลัย พวกเธอสองคนหลังจากแยกย้ายมุ่งมั่นไปฝึกพละกำลังเพิ่มถึงประเทศรัสเซียและจีน กำลังจะกลับมาเรียนต่อไม่ใช่เหรอ"
"นั่นเป็นเพราะคุณเรียกเรากลับมา" ชายหนุ่มตอบกลับทันควันอย่างไม่รีรอ
"งั้นจะปฏิเสธ และปล่อยให้เนราตกอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ Hunter คนอื่นที่ไม่ได้สนิทกับเธองั้นเหรอจะไว้ใจได้หรือเปล่ายัง..."
"จะเป็นหรือตายมันไม่ได้เกี่ยวกับผม แล้วจะให้ผมกับมีนไปคุ้มครองแวมไพร์ ที่ฆ่าพ่อของพวกเราไปเหรอครับ" ประโยคนั้นทำให้อีเมอร์สันกัดฟันกรอดก่อนจ้องไปยังตัวชายหนุ่ม โดยหวังให้ร่างนั้นลอยไปกระทบกำแพงด้านหลัง แต่ด้วยฝีมือของแวนแม้เป็นมนุษย์ธรรมดาก็ใช่ว่าจะสังเกตทิศทางบังคับพลังจิตของอีกฝ่ายไม่ได้ เพียงแค่เอาร่างตนหลบให้พ้นสายตาหากถูกกำหนดจะสามารถหลุดพ้นการทำลายของอีกฝ่ายได้เท่านั้นเอง พลังนั้นจึงไปถูกกรอบภาพวาดด้านหลังแตกแทน
"ดูเหมือนว่านายจะยังไม่สำนึกผิด ลวงน้องสาวและท่านแม่ของผมเข้าไปในโบสถ์ เพื่อให้พ่อของพวกเธอและบรรดาบาทหลวงฆ่าทิ้งโดยการเผาไฟ" แวนชะงักเมื่ออีกฝ่ายงัดอีกเหตุผลอันเป็นต้นเหตุแท้จริงขึ้นมา
เนรารีบกุมมือพี่ชายตนไว้เพราะกลัวว่าเขาจะพลั้งมืออีกรอบ เหตุการณ์ในวันนั้นมีเธอรู้และได้ยินความต้องการของแวนจากน้ำเสียงเบาๆของชายรุ่นพี่ ที่มีเหตุผลกระทำโดยผู้ใหญ่ซึ่งเป็นพ่อนั้นใช้ความสนิท ความรักในพวกพ้องมาเป็นอาวุธกำหนดเส้นทางให้แวนและมีนาต้องกระทำ... นั่นเพื่อช่วยตน
"พอเถอะค่ะ คุณลุง เนไม่ต้องการเจ้าหน้าที่ ผู้เป็นคนคิดฆ่าเนมาดูแล เพราะพวกเขาอาจแว้งสังหารเนเมื่อไรย่อมได้... ร่างในชุดโค้ทสีแดงยืนขึ้นเดินสวนนำหน้าผู้เป็นพี่ชายมาหยุดอยู่หน้าชายหนุ่ม ผู้ถือตัวแสดงท่าทีหยิ่งในศักดิ์ศรี ซึ่งเนราเองก็แสดงบุคลิกในแบบที่พี่ชายตนเป็นไม่ต่างกัน เยือกเย็น สุขุม และทรงอำนาจในเมื่ออีกฝ่ายอยากเปิดศึก ทั้งที่คิดว่าเธอควรลืมๆมันไป ต้องการพูดคุยปกติแท้ๆ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้เธอจะสนองคืนตามความต้องการ ... ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง ศัตรูตัวร้าย บุคคลที่ฉันไม่เคยลืม ฉันว่ามันสมควร ในเมื่อบิดาคุณสังหารแม่ของฉันไป นั่นยังน้อยไปด้วยซ้ำถ้าเทียบกับความทรมาณยามท่านแม่ได้รับจากเปลวเพลิงลุกโชนขณะยังหายใจ หรือคุณคิดว่าควรเป็นฝ่ายกระทำได้อยู่คนเดียว" มีนาเบิกตาขึ้นเมื่อได้ยินน้ำเสียงราวกับคนไร้หัวใจก้องกังวาน ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเนราความจำเสื่อม แต่ไม่คิดว่าเธอจะเปลี่ยนแทบเป็นคนละคนแบบนี้ หากเป็นเนราคนเดิม ไม่มีทางกล่าวประโยคกระแทกเช่นนั้นแน่ ทั้งแววตายังไร้เยื่อใย ไม่มีแม้แต่ความสงสารเมตตาจะได้แสดงออกมา เสียยิ่งกว่าแววตาของนักล่าและนักฆ่าด้วยซ้ำไป
"คิดจะกลับมาแก้แค้นเหรอ ถ้าจะฆ่าทิ้ง ฆ่าซะ อย่ามัวแต่พูดรักษาภาพพจน์ไม่ต่างกับพี่ชายของเธอหมายอยากจะฆ่าฉันแทบตายแต่เกรงใจผู้อำนวยการ จึงได้เก็บมันไว้และยังแสดงท่าทีสุภาพเรียบร้อยเพื่อซ่อนร่างปีศาจ... " เธอไม่ได้ปล่อยให้เขาได้พูดต่อ โดยการลงทัณฑ์เข้าไปยังใบหน้าทันที มันเป็นไปอย่างธรรมชาติ เมื่อคนตรงหน้ากำลังดูถูกคนสำคัญของเธอ อีเมอร์สันซึ่งเป็นฝ่ายถูกกล่าว ดูจะเก็บอารมณ์ได้ดีกว่าเนราในเวลานี้ เขาไม่ได้รู้สึกไม่ดี ยามได้รับฟัง เพราะมันเป็นเรื่องจริง เขาต้องอดกลั้นทั้งที่อยากจะสังหารไปทั้งคู่
"อย่าได้ดูหมิ่นเกียรติท่าน จะกล่าวหา แค่ฉัน อย่าลามไปถึงท่านพี่ เพราะการที่ท่านปล่อยให้พวกคุณมีลมหายใจอยู่จนถึงวันนี้ได้ นับว่าเป็นบุญคุณมากพอ... มือบางกำแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือเลือดซิบ ทั้งรู้สึกสะใจ โมโห ทว่ากลับรู้สึกผิดจนแทบอยากหลั่งน้ำตาเสียตอนนี้ ทว่าต่อหน้าผู้อื่น การรักษาภาพพจน์ตามที่พี่ชายเคยบอก ควรเป็นสิ่งสมควรยึดมั่นต่อไป สองเท้าเดินถอยหลังจากชายผู้ซึ่งเธอเพิ่งลงโทษ เบี่ยงตัวไปทางออกของประตูห้อง และหยุดลงโดยมีอีเมอร์สันเดินตามไปติดๆ ก่อนหันมาทางแวนอีกครั้ง ด้วยแววตาว่างเปล่า ขึงขัง ดูเยาะเย้ยในแบบแวมไพร์พี่ชายของเธอ... หวังว่าจะไม่ได้พบคุณอีก เพราะคราวหน้าฉันไม่รู้ว่าจะสามารถเก็บอารมณ์ได้ดี และอาจพลั้งมือฆ่าคุณ"
สิ้นรอยยิ้มกระตุกมุมปากเล็กน้อย ก็ทำเอาคนทั้งสามในห้องถอนหายใจ ไคล์ถอนหายใจแรงสุดกำลังเพราะกลัวว่าอีเมอร์สันอาจพลั้งมือเพราะใจร้อน ทำร้ายลูกบุญธรรมของตน
แวน ทั้งสีหน้าท่าทางของเขา ได้เปลี่ยนไปเมื่อเนราพ้นผ่าน ราวกับกำลังสบายใจเมื่อไม่ต้องพบเจอกับเนราอีก มีนารู้ว่าที่แวนทำไปเพื่อต้องการแยกห่างจากเนรา เพราะตั้งแต่วันรู้ความจริงในคืนอันทำให้เนราตื่นขึ้นมาในฐานะแวมไพร์ แน่นอนว่าตอนแรกสะเทือนใจไม่น้อย ยามได้ความทรงจำอันถูกกลบซ่อนคืนกลับ ความจริงในคืนไหม้โบสถ์ ไม่ใช่เป็นเพียงร่างหมาป่าขาวลางๆที่พากันตัดสินไปว่าได้สังหารพ่อตน กลายเป็นว่าภาพของร่างพ่อตนเอง กลายเป็นน้ำแข็งด้วยฝีมือเด็กน้อยผู้หญิง ผู้ถูกตรึงกับแผ่นกระดานไม้ มองร่างผู้เป็นแม่ถูกเผาทั้งเป็นจนเกิดความโกรธแค้น เขาไม่ได้โกรธการกระทำของเธอ แต่รู้สึกผิด เพราะวันนั้นเขาเป็นต้นเหตุ เป้นฝ่าย หักหลังเนราเพื่อนสนิทรุ่นน้องจนเกือบนำเธอไปสู่ความตาย และคิดว่าการที่เนราได้ความทรงจำคืนคงไม่สามารถให้อภัยเขาได้ จึงจำเป็นต้องแสร้งเป็นศัตรูไปเลย คงกลายเป็นเรื่องง่าย โดยไม่จำเป็นต้องกลับมาเกี่ยวข้องใดๆกันอีก
"เน" อีเมอร์สันเรียกหญิงสาวข้างกาย แม้เธอกำลังสัมผัสเดินกุมมือเขาแต่จังหวะการเดินล้ำหน้าเขาไปพอควร สื่อเป็นนัยว่าไม่ต้องการให้เห็นบางสิ่ง
"ขออภัยค่ะท่านพี่ ขอโทษที่เนเข้มแข็งไม่ได้อย่างที่ท่านหวัง" เขาสัมผัสได้จากฝ่ามือสั่นที่พยายามทำให้นิ่งไม่ส่งความรู้สึกมาถึง
เนราไม่ต้องการหลั่งน้ำตาในฐานะลูกสาวทายาทคนสำคัญของตระกูลคาสเชล เป็นเรื่องรับรู้โดยทั่วกันว่าแวมไพร์ชั้นสูง ไม่ควรมีช่องโหว่ในตนเอง เท่ากับว่าไม่อาจหลั่งกระแสธารต่อหน้าผู้ใด โดยเฉพาะกับบุคคลซึ่งมีระดับต่ำกว่า และด้านแวมไพร์ของเนรา ยังคงย้ำเตือนเช่นนั้น แต่จิตใต้สำนึกแท้จริง ความเป็นตัวตน ไม่ใช่ฉากหรือหน้ากากสร้างขึ้นมาพวกเขา ก็เป็นมนุษย์ทั่วไปมีอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง เสียใจ ต้องการแสดงให้มันระบายออกมาไม่ต่างกัน... ความย้อนแย้งอันไร้ข้อสรุป
"ไม่เป็นไร... เขาดึงตัวเธอเข้ามากอดกดหัวแนบอกไว้พลางพูดปลอบลูบหัวทุยไปมา... เป็นตัวของเน เป็นอย่างที่เนอยากเป็นไม่จำเป็นต้องฝืนอะไรทั้งนั้น"
คฤหาสน์หลังใหญ่ทรงปราสาทโดมสีขาวตระกูลคาร์เดียลี่
"คุณแม่คะ ตอนนี้เนรากลับมาที่นี่แล้วค่ะ"
"งั้นหรอจ๊ะ" น้ำเสียงปนดีใจถามขึ้นโดยละจากแจกันจัดดอกไม้ทันที
"หนูไปพบด็อกเตอร์เคธี่มาหลังจากเห็นเนราเดินอยู่กับพี่ในมหาวิทยาลัย เธอจำเรื่องเมื่อปีก่อนไม่ได้เลย แต่ว่าตอนนี้พี่ได้ความทรงจำคืนแล้วนะคะ"
"ขอบคุณพระเจ้า สเวนรักเด็กคนนั้นมาก ตอนที่ต้องสูญเสียเธอไปคงเป็นความทรมานหาสิ่งเปรียบไม่ได้ แล้วนี่ภรรยาตัวเองยังจำไม่ได้อีก... ความเป็นห่วงสเวนเด่นชัดบนใบหน้าและดวงตาเริ่มเคล้าน้ำตาก่อนเปลี่ยนมาถามไถ่เรื่องสำคัญกว่า... แล้วเรื่อง..."
"ที่เนราเป็นลูกสาวของอีริค คาสเชล ทายาทหญิงแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์น่าจะเป็นเรื่องจริงค่ะคุณแม่" คนเป็นแม่สีหน้าหมองลงทันใด เมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนพาตัวเองนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมจูงมือลูกสาวตามลงมา
"งั้นพี่ชายของลูกคงลำบากแล้ว... ไลลาทำหน้าแปลกใจ พลางเอียงหัวอย่างสงสัย ท่าทีนั้นยิ่งให้เธอดูเป็นตุ๊กตามากขึ้น... พวกเลือดแท้ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ใด ต่างหวงแหนความพิเศษและถือเกียรติเป็นหนึ่ง แถมอันตรายจากผู้หมายปองพลังของหนูเนไม่ว่าพลังนั้นจะอยู่ในลักษณะใดก็เป็นอันตรายกับตัวเธอ ความพิเศษระหว่างทายาท ชายกับหญิงนั้นต่างกัน เป้าหมายของศัตรูส่วนใหญ่จึงมักเพ่งเล็งไปยังฝ่ายหญิง"
"คุณแม่คิดว่านั่นเป็นเหตุผล ที่ทำให้เนราเพิ่งเผยตัวตนสินะคะ"
"เป็นไปได้สูง เผ่าพันธุ์พิเศษอย่างพวกเราไม่ต้องรอเวลาตื่นหรือเวลาสำคัญในการกลายร่าง มันติิดตัวมาตั้งแต่เกิด หากจะยุติไว้เพียงชั่วขณะทำได้เพียงผนึกจิต"
"หมายถึงผนึกจิตตัวตนพิเศษเหรอคะ เช่นแวมไพร์จะผนึกจิตแห่งแวมไพร์ไว้ หมาป่าจะผนึกจิตด้านหมาป่าไว้แล้วทีนี้เหลือแต่ด้านมนุษย์"
"ใช่จ่ะ... เธอพูดพลางลูบหัวลูกสาว... แต่ว่า ไม่ใช่ทุกเผ่าพันธุ์ หรือทุกคนจะกระทำได้ ผู้มีศักยภาพผนึกจิตอีกฝ่ายได้นั้นต้องเป็นสายเลือดทางตรง เช่น พ่อแม่ลูก พี่น้อง ไม่ใช่เพียงแค่นั้นนะ แต่ต้องมีพลังอำนาจพอกดทับพลังอีกฝ่าย เพราะการใช้พลังผนึกจิตควบคุมความพิเศษไว้ ผู้กระทำนั้น คือฝ่ายสูญเสียพลังไปครึ่งหนึ่ง"
"ผู้ผนึกเป็นฝ่ายเสียเหรอคะ" น้ำเสียงแปลกใจดังขึ้นพร้อมการไหวตัวพลางคิ้วขมวดเป็นปม เธอไม่เข้่าใจ เหตุใดคนผนึกจึงเสียพลังแทนที่จะเป็นคนถูกผนึกแทนล่ะ ก็ใช้พลังตัวเองเพียงกดทับไว้ไม่ใช่หรือ
"ใช่จ่ะ แถมผลกระทบสูงกับตัวผู้ผนึกด้วย"
"ยังไงเหรอคะ"
"เมื่อพลังครึ่งหนึ่งถูกใช้ โอนถ่ายไปกดหรือผนึกจิตอีกฝ่าย พลังที่เหลือจะไม่สมดุลหรือควบคุมได้ยาก จนบางครั้งหากคนผู้นั้นเกิดอารมณ์โกรธหรือแม้แต่ขุ่นเคืองอาจก่อให้เกิดพลังรั่วไหลจนเกิดผลกระทบรอบข้างได้" เธอพอเข้าใจแล้วว่าพลังที่นำไปกด ถูกนำออกไปเลยไม่ได้มีอยู่ในตัวตนผู้ผนึกแล้ว
"คล้ายความไม่พอใจส่งผลกระทบต่อวัตถุรอบตัวจนชำรุดหรือผุพัง โดยไม่ได้ตั้งใจแบบนั้นสินะคะ"
"ใช่จ่ะ ผู้ผนึกไว้หากไม่ใช่คุณพ่อของเนรา คงเป็นพี่ชาย ที่สำคัญพวกเขาคงสามารถเก็บอารมณ์ได้ดี โดยไม่เป็นผลกระทบต่อคนรอบข้างโดยเฉพาะมนุษย์ไม่เช่นนั้นได้พลั้งมือสังหารแน่"
"โห ความไม่สมดุลนี่มีผลเสียสูงมากเลยนะคะ แล้วนี่คนผนึกจะได้พลังกลับมาไหมคะ"
"ได้สิลูก บุคคลใดผนึกพลังอีกฝ่าย เมื่อมนต์คลายพลังจะคืนกลับมาเต็มสมบูรณ์" ไลลานึกถึงคนในตระกูลคาสเชลเพียงคนเดียว บุคคลที่ตนเคยเห็นหน้า เนื่องจากเป็นอาจารย์สอนวิชาหนึ่งในคณะสัตวแพทย์อย่างอีเมอร์สัน ด้วยปกติพลังอำนาจของเขานั้นมากพอเกินกว่าใครจะเดินเทียบรัศมีได้อยู่แล้ว หากเขาเป็นผู้ผนึกเนราเองแถมได้พลังคืน ความหฤโหดคงมากมายจนไม่อาจนึกได้ด้วยสมองหรือมองเห็นได้ด้วยตา หญิงสาวคิดจินตานาภาพยามอีเมอร์มีประกายเพลิงล้อมตัว ก่อนหันมาแสยะยิ้มชวนขนลุก จนทำให้ตัวเองสะดุ้ง ซึ่งผู้เป็นแม่ก็ได้แต่มองอาการลูกสาวนักมโนภาพ คงจินตนาการไปไหนต่อไหน
"สองแม่ลูกทำอะไรกัน" ชายอาวุโสผู้เป็นพ่อขณะเดียวกันครองสถานะตาเดินเข้ามาทักทายหญิงสาวทั้งคู่
"คุณตา... ไลลาทำสีหน้าตกใจนิดก่อนยิ้มเล็กน้อย... พอดีนั่งคุยเรื่องสถานที่ฝึกงานค่ะ ไหนๆหนูย้ายไปเรียนซิลเวียแล้วก็อยากฝึกที่อุทยานเลย" สีหน้าลำบากใจเกิดขึ้นบนหน้าเหี่ยวเคล้าริ้วรอยบางๆ ชายชรารู้ตัวว่าไลลาคงอยากไปอยู่ใกล้พี่ชายต่างพ่อ และด้วยแววตาจริงจังมั่นคงของไลลา แถมเขาเองอ่อนลงมากตั้งแต่ครั้งเหตุการณ์พลาดตบใบหน้าเนราที่โรงพยาบาล คำพูดของเนรายังคงก้องอยู่ในประสาทเขาดั่งคำสาปของพระเจ้าที่ไม่มีวันสิ้นสุด
"เกิดมาทั้งชีวิตฉันไม่เคยพบเจอปีศาจ ความเลือดเย็น โหดเหี้ยมมาก่อนเลยเพิ่งมาเจอวันนี้ สิ่งที่พวกคุณกระทำนั้นไม่ต่างกับฆาตรกร ยินดีด้วยนะคะ คุณได้ฆ่าชีวิตลูกสาวของคุณรวมถึงหลานของคุณทั้งเป็น! ความผิดนี้แม้แต่พระเจ้าคงชำระล้างให้คุณไม่ได้... ความเจ็บปวดเหล่านั้นกำลังกัดแทะคุณอยู่และจะทำให้ชีวิตพวกคุณยืนยาว" ใช่ มันเป็นคำประชดเสียดแทงจนไม่อาจลบล้างให้หายไป
การมีอายุยืนยาว อยู่กับความเจ็บปวดทุกวันนั้นทรมานกว่าการตายไปพร้อมกับความเจ็บปวด เมื่อได้ยินดังนั้นเขาได้กลับมานั่งคิดและพบคำตอบว่าจริงอย่างเด็กวัย 20 ปีในตอนนั้นได้กล่าว อะไรคือความสุขที่เขาได้กระทำมันเป็นความสุขจริง? หรือเพื่อตอบสนองความต้องการบนความทุกข์ของลูกสาว ซึ่งแท้จริงลึกๆเขาเองกลับกำลังทรมานกับมันอยู่มาโดยตลอด แต่ปกปิดด้วยคำที่เรียกว่าตนยอมรับ ตนเห็นว่าสมควรเป็นดั่งเส้นทางที่ตนปรารถนาโดยไม่สนใจใคร
"เอาสิลูก ทำตามที่หนูต้องการเลยตาจะคอยสนับสนุนนะ..." สวอนน่ายิ้มรับกับคำตอบของพ่อตน และมันทำให้ไลลายิ้มร่าออกมา
หญิงสาวคนเป็นลูกจับสังเกตความเปลี่ยนแปลงของพ่อตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อปีก่อนมาโดยตลอด จนอยากขอบคุณเนราสักครั้งที่ช่วยให้ตนสามารถไปพบสเวนได้บ่อย แม้จะเป็นการแอบไป ทั้งที่ก่อนหน้าแค่ปีไม่กี่หน เพราะกลัวว่าชายผู้เป็นลูกจะเกลียดตนมากกว่าเดิม เนรากลายเป็นเสมือนผู้ให้ความกล้า ไม่ใช่แค่กับเธอแต่รวมไปถึงไลลา แม้จะถูกสเวนขับไล่ต่อกี่ครั้ง ก็ตื้อจนกลายเป็นว่า ชายผู้ความจำเสื่อม ได้อ่อนข้อและปล่อยความดื้อดึงต่อไป ทว่าในตอนนั้นรู้เนราได้ย้ายที่อยู่ตามครอบครัวแท้จริงไป พวกตนจึงไม่มีโอกาสได้ขอบคุณเสียสักครั้ง
10 ตุลาคม...
ในบ้านพักตากอากาศตระกูลคาสเชล บนเนินเขาแห่งหนึ่งแถบชานเมืองหลวงเชคเวีย บรรยากาศเย็นแต่ยังคงความงดงามของต้นไม้ใบหญ้าได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสวนหย่อมที่จัดไว้เฉพาะแก่เนรา คนสำคัญเพียงคนเดียวผู้ซึ่งทำให้บ้านหลังนี้มีสีสันของมวลบุปผา... บ้านหลังเดียวกับเมื่อปีก่อน สัญลักษณ์ของการพรากจาหระหว่างสเวนและเนรา
"จ๊ะเอ๋... เสียงใสวิ่งเข้ามากอดเอวชายผู้กำลังยืนคิดบางสิ่งจากด้านหลังอย่างออดอ้อน... ยืนทำอะไรคะท่านพี่"
"ตื่นแล้วเหรอ" เขาหันมาทันทียามได้ยินเสียงที่เขาปรารถนาได้ยินเพียงเสียงเดียวก่อนคลี่ยิ้ม
"อื้อ ไปค่ะ ไปทานข้าวกััน ท่านพ่อนั่งรอแล้วนะ" สองมือลากจูงมืออีกฝ่ายให้เดินตามมา ซึ่งเขาเองว่าง่ายหากเป็นคำสั่งของเธอ โดยทิ้งโลแกนผู้รับงานใหม่ผู้ซึ่งใช้ความเร็วหายตัวเข้าไปในพุ่มไม้ไว้ เขาไม่ได้ยืนมองฟ้าหรือสัมผัสบรรยากาศยามเช้า อย่างที่เนราเข้าใจ แต่กำลังสั่งการภารกิจสำคัญให้โลแกนไปจัดการ โดยมีมือสนิทของโลแกนอีกสองคนที่เนราไม่เคยพบ
"เรื่องงานเลี้ยงสรุปว่ายังไง เราสองพี่น้อง" อีเมอร์สันมองหน้าเนราอย่างหนักใจเขาคุยกับเธอเมื่อคืนแล้ว แต่การปฏิเสธของเขานั้นดันทำให้เจ้าตัวน้อยใจจนบอกว่าจะไม่พูดด้วยตลอดชีวิต... ชั่งเป็นการต่อรองแสนสะพรึงสำหรับเขาผู้ไม่เกรงกลัวสิ่งใด แต่ต้องหนักใจ มีปรากฏการณ์บนใบหน้าอย่างทุกข์ร้อนเพียงเพราะคำขู่เธอ
"ครับ เนราจะไปด้วย "
"งั้นก็ดี จะได้พบญาติที่อยู่ประเทศห่างออกไป ถึงตั้งใจปิดบังแต่เรื่องเนราคงกลายเป็นที่รับรู้กันบ้างแล้ว"
"ใช่ค่ะท่านพ่อ ไม่รู้ว่าท่านพี่กลัวอะไร หนูควงแขนออกงานอยู่ใกล้ท่านแท้ๆ จะมีใครมาทำอะไรได้... เธอเอนตัวซบแขนผู้เป็นพ่ออย่าพร่ำฟ้อง เพราะถูกปฏิเสธเสียงแข็ง...จริงไหมคะท่านพ่อ" อีริคหัวเราะออกมากับอาการพ่อแง่แม่งอนของทั้งคู่่ซึ่งเป็นมาตั้งแต่เด็ก รวมถึงเวลาหนึ่งปีผ่านพ้นมา ลูกชายและลูกสาวของเขานั้นไม่เปลี่ยนไปเลย ไม่ว่าจะถูกพรากห่างกันไปนานแค่ไหนก็ตาม
"อยากทำอะไร ต้องการอะไรเอาเลยลูก เจ้าหญิงของพ่อ"
"แบบนั้นเนราจะเสียคนนะครับ"
"ถ้าเทียบกับลูกแล้ว เมอร์สัน ลูกตามใจน้องยิ่งกว่าพ่ออีกไม่ใช่เหรอ" ผู้เป็นพ่อเปลี่ยนจากวางมือบนหัวลูกสาวมาโอบตัวพลางใช้มือถูไหล่คนหัวเราะในอ้อมแขนแทน เนราดูท่าจะชอบใจยามถูกตามใจเสียเต็มประดา
"นั่นสิคะ ท่านพี่กล้าขัดใจเนเหรอ..." เธอเอ่ยถามด้วยสีหน้าหัวเราะ ยิ้มเยาะ ปนมีชัยชนะ เมื่อจี้จุดชายผู้พี่ผู้ซึ่งทำใบหน้ากลบเกลื่อนความอาย ยามถูกผู้เป็นพ่อแซวกลับจนตั้งตัวไม่ถูก ซ้ำยังเบือนหน้าไปทางอื่นแสดงท่าทีว่าตนไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
เหล่าแม่บ้านติดตามมาจากทรานซิลเวเนียคอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ จากโต๊ะอาหารต่างพากันรับความสุขที่ยังคงมีอยู่ไม่เคยคลายไปด้วย มีเพียงแค่นายผู้หญิงของตนทำให้นายผู้ชายทั้งสองได้หัวเราะและยิ้มออกมาอย่างปกติเฉกเช่นมนุษย์ธรรมดาทั่วไปพึงมีอารมณ์เท่านั้น
ระหว่างรับประทานอาหารบนโต๊ะ สนทนาอย่างสุขล้น อยู่ๆ อีเมอร์สันได้หันหน้าไปทางประตูห้องอาหาร เมื่อรู้สึกถึงการมาเยือนของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ แทนที่จะเป็นกลุ่มสเวน...
อีเมอร์สันไม่ได้ใช้พลังเปิดประตูห้องอาหาร เป็นเหตุผลให้เนรารับรู้จากกระแสอารมณ์เริ่มแปรปรวน รวมถึงสีหน้าของชายผู้พี่ เพียงแต่ความรู้สึกเคืองชั่ววูบ ส่งผลกระทบต่อบานไม้สักใหญ่จนเกิดเสียง เธอจึงชะงักขณะกำลังตักของหวานเข้าปาก โดยมีซิลวี่ผู้ดูท่ารู้งานเดินมาขนาบข้างจากก่อนหน้ายืนเฝ้าอยู่มุมห้อง
"เมอร์สัน..." ผู้เป็นพ่อเรียกลูกชายผู้เตรียมตั้งท่าออกไป
"ทราบแล้วครับ" อีเมอร์สันลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารเพื่อไปยังหน้าบ้านพักตากอากาศ ซึ่งคาดว่าตอนนี้โลแกนคงกำลังตั้งรับกับการมาเยือนอย่างกึ่งไม่ทันได้ตั้งตัว
"ท่านพี่..." เนราพรวดออกจากโต๊ะอาหารไล่ตามไปดึงชายเสื้ออีเมอร์สันไว้ด้วยแววตาเต็มไปด้วยความสงสัยพร้อมห่วงหา หากเธอมีสัมผัสรับกลิ่นบ้างคงรู้ว่าผู้มาเยือนนั้นเป็นกลุ่มไหน
"เดี๋ยวพี่กลับมา" อีเมอร์สันไม่เพียงแม้แต่หันมามองหน้าเนรา เขาเพียงส่งน้ำเสียงอ่อนโยนผ่านแผ่นหลังและชายเสื้อขณะเนรารั้งไว้เท่านั้น ทว่าขณะเดียวกันเขากลับปรายตามองซิลวี่เพื่อให้ทำหน้าที่ต่อจากเขา ซิลวี่เดินเข้ามาจับต้นแขนเนราไว้เพราะกลัวว่านายหญิงของตนจะวิ่งตามพี่ชายไป แม้เนราจะไม่สามารถสัมผัสถึงกลิ่นของผู้มาเยือนได้ ก็ใช่ว่าสัมผัสทางความรู้สึกเธอจะเป็นศูนย์ และวินาทีนี้เธอเดาได้ไม่ยากว่าผู้อยู่ด้านนอกบ้านพัก คงเป็นบุคคลซึ่งหมายต้องการตัวเธอ... ศัตรูของคาสเชล
"พาเนราขึ้นห้อง" อีริคกำชับซิลวี่บอดี้การ์ดส่วนตัวลูกสาวก่อนเดินออกจาห้องอาหารหายลับไป
"ขึ้นห้องเถอะค่ะ" ขณะซิลวี่พูดเชิญ เสียงร้องหวีดคล้ายสัตว์ป่าปากเล็กจู๋ก้องจากภายนอกดังขึ้นมาจนรู้สึกวูบวาบ เธอรู้ว่าเป็นเสียงของแวมไพร์ และเป็นกลุ่มแวมไพร์ป่าเถื่อน นั่นไม่ใช่เสียงหวีดร้องจากความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเสียงแห่งการลุกฮือคล้ายกับการปลุกระดม ไม่ได้มีเพียงตนเดียวหรือกลุ่มเล็ก แต่มากกว่านั้น
"เจ้าชายเลือดแท้ ยินดีที่ได้พบคุณ" ชายผมสีทองตาฟ้าเอ่ยขึ้นในระยะ 20 เมตร ขณะยืนห่างอีเมอร์สัน ปล่อยให้เหล่าสมุนนับหลายสิบผู้ถูกสะกดจิต พร้อมพรรคพวกที่รวมพลมาได้ จัดการกับมือขวาของอีเมอร์สันและลูกน้องของมือขวาไป ส่วนทางตนหันมาเริ่มบทสนทนากับร่างทรงอำนาจแทน
"พวกแกเป็นใคร" เขามองสำรวจชายตรงหน้า
เด็กหนุ่มวัยไม่ต่างกับเนรานัก มีกลิ่นของเลือดแท้อยู่ในร่างกายประมาณค่อนเกือบเต็ม หากนับเป็นราวๆแปดสิบเปอร์เซ็นต์ คงเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกหลานผู้อาวุโสแวมไพร์แข็งกล้ามีความสามารถ แวมไพร์ระดับสองรองต่อจากเลือดแท้ครอบครองเล
บุคคลอันซึ่งมีวิญญาณแข็งกล้าในฐานะหมาป่าสายเลือดโบราณ ชีวิตและจิตวิญญาณของเขามอบให้เพียงหญิงอันเป็นที่รัก ผู้เป็นภรรยาเพียงบุคคลเดียว ที่เขาจะน้อมรับคำบัญชา เสมือนการรอคอยคำสั่งให้ฟื้นกลับจากสภาวะหลับใหลด้วยผลกระทบอันรุนแรงเกินกว่าจะตื่นขึ้นมาในเวลาเร็ววันเมื่อเนรา เอ่ยคำบัญชาดังเป็นวาจาสิทธิ์ร้องปรารถนาหัวใจผู้เฝ้าภักดีอย่างเขา ให้ปรากฎตัวต่อหน้าเธอในวินาทีนี้ สองขาลุกหยัดยืนปาดน้ำตาทิ้งแสดงสีหน้าฮึดสู้ บอกตัวเองว่าควรหยุดร้องได้แล้วก่อนจะหันหลังกลับมาพบหน้าบุคคลที่เธอเพิ่งออกคำสั่งให้เขากลับมา แต่ภาพเบื้องหน้าของร่างสูงสง่าผมยาวลงเกือบปกบ่าเล็กน้อย มีเคราล้อมกรามดูคมเข้มมากกว่าปกติ ไม่ได้ทำให้เนราตกใจนัก เธอมักเผลอเห็นภาพเขายืนมองเธอด้วยสายตาอาทรอยู่บ่อยๆ ไม่ดวงวิญญาณสามีเธอคอยติดตามคุ้มครอง ก็คงเป็นภาพมโนจิตอันก่อเกิดขึ้นจากความคิดถึงและโหยหา..."คุณนี่ชอบมาวนเวียนนะ เอาเถอะ ไม่ต้องห่วง เนจะเข้มแข็งดูแลตัวเองเพื่อลูกของเรา... เธอถอนหายใจเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มจางๆก่อนเดินจากสิ่งที่คิดว่าเป็นภาพลาง ถ้าว่ามันกลับยับยั้งการเคลื่อนไหวของเธอจนถึงกับสะดุ้งถอยเท้ามองสบเข้าไปในดวงตาที่เปี่ยม
"มันมีค่าการทำลายสูงกว่าลูกที่แล้ว" อีเมอร์สันย้ำขึ้นให้สเวนคอยตระหนักที่จะปล่อยวางหากเกินกำลังและให้ผู้อื่นแบ่งเบาการหยุดปรมานูลูกนี้ แม้สภาพทางกายภาพของชายหนุ่มจะสมบูรณ์ดี แต่ภายในใช่ว่าจะปะติดปะต่อดังปกติ มันอาจเพราะฉีกขาดยามทนแรงกระทบไม่ไหว ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ต่างจากสเวนถึงจะได้รับเลือดเนราถึงสองถุง"อืม" เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะตวัดสายตาลงไปมองภรรยาผู้แหงนมองขึ้นมาจนอยากกระโจนตามขึ้นไปอยู่ด้วย เธอกำลังภาวนาให้ทุกคนรอดชีวิต ไม่ว่าจะพ่อ พี่ชาย สามีหรือใครก็ตาม..."ที่นี่เป็นบ้าน เป็นโลกที่ผมหวังสร้างให้เธอใช้ชีวิตอยู่ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตผมก็จะไม่ยอมให้ที่ที่สวยงามนี้พังพินาศ" สเวนเอ่ยในใจก่อนดึงสายตามาเพ่งลำแสงอันพุ่งตรงเข้ามา ทุกชีวิตเคลื่อนตัวออกจากตึกหรืออาคารใหญ่ด้วยความหวาดกลัวยามถูกปล่อย ยังไม่เท่ากับสิ่งที่ต้องสะพรึงในอีกไม่กี่วินาที ยามเห็นสิ่งคล้ายกับยานลำใหญ่ยาว หัวมนซึ่งต่างรู้ว่าคืออะไรกำลังเคลื่อนผ่านหัวทุกคนกัดฟันร่วมกันหยุดครั้งสุดท้าย วิกเตอร์จับมือลูกชายขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปหาอาเรย์ สเวนยื่นมือไปทางโครว์ อีเมอร์สันที่กำลังยื่นมือไปทางอีริคพ่อของตนราวกับทุกคนประสานกำลั
"หนึ่งลูกอาจทำให้มันปางตาย แต่ลูกที่สอง พวกมันไม่รอดแน่ ฉันจะทำให้มันไม่มีทางเลือกจะหยุดปรมานูลูกนี้ เพราะมันจะมุ่งไปที่... ซิลเวีย"คำกล่าวทิ้งท้ายของปีเตอร์อันเต็มไปด้วยความสุขไร้ความกลัวตายและการเจ็บปวด ซึ่งทางวิกเตอร์ อาเรย์ พร้อมคาเรย์ พกเครื่องส่งสัญญาณไร้สายติดหูด้วยกันทุกคนต่างหูผึ่ง หันหน้าไปในทิศทางเดียวกันตามองศาที่ประเทศนั้นตั้ง สถานซึ่งเป็นบ้านเกิด สถานที่อันศักดิ์ของบรรพบุรุษ ต้นกำเนิดของพวกเขาตั้งแต่โบราณกาล...บนจอใหญ่ซึ่งติดตั้งกลางเมือง เครื่องที่ยังคงใช้การได้ฉายวิดีโออัดไว้ก่อนปีเตอร์เสียชีวิตอัตโนมัติ... "ถ้าวิดีโอนี้ถูกฉายแสดงว่าฉันชนะเกมส์ ไม่ก็ได้ตายไปแล้วฉันมีของขวัญจมอบให้... บ้านเกิดพวกแก ไอ้หมาสกปรก ที่ที่แกและคนรักอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ จะหายไปพร้อมฝังความแค้นของฉันไว้แทน ไม่ต้องห่วง ฉันแถมวิญญาณมนุษย์ไว้ให้สถิตในที่แถวนั้นด้วยจะได้ไม่เหงา"วินาทีนั้น ได้มีมนุษย์จำนวนมากถูกปล่อยตัวจากหลุมซ่อนภายในรัฐซิลเวียที่ปีเตอร์นำกองกำลังมาควบคุมไว้ใต้อาคารหรือตึกแห่งหนึ่ง พวกเจ้าหน้าที่ตั้งใจปล่อยมนุษย์ให้หนีตายอลหม่าน หลังจากได้รับข้อความจากศูนย์ใหญ่ที่พวกซิลวี่และกองก
วิกเตอร์เร่งนำเนรา สวอนน่าออกจากฐานกองกำลังของปีเตอร์ตามคำขอของลูกสะใภ้อย่างเร่งรีบ โดยมีซิลวี่และพรรคพวกของไคล์คอยคุมสถานการณ์แก้ไขปัญหาปรมานูอีกลูกอยู่ที่นี่ คาเรย์ช้อนตัวเนราขึ้นมาไว้บนหลังวิกเตอร์ที่กลายร่างเป็นหมาป่าสีดำเฉกเช่นเดียวกับลูกชายตนอย่างสเวนเพราะขนแหลมแข็งเหมือนน้ำนั้นจะไม่ทำร้ายและอ่อนยวบลงยามผู้ที่ได้รับความไว้วางใจสัมผัส ในเมื่อต้องการความเร็วเหนือทุกอย่างกลายเปลี่ยนร่างเป็นสมบูรณ์จึงจำเป็น ในวินาทีนี้อาเรย์ยังคงร่วมด้วยผู้วิ่งคู่ขนานเคียงข้างวิกเตอร์ อย่างน้อยให้ไปทันสนับสนุนหยุดการโจมตีของปรมานูทางสเวน ได้รับการแจ้งเตือนจากโลแกน ผู้นำข่าวมาบอกแก่อีเมอร์สันว่ามีปรมานูกำลังเดินทางมายังที่แห่งนี้ ชายหนุ่มเบิกตาครู่หนึ่ง พร้อมกับเปิดสัมผัสให้กว้างขึ้นเพื่อรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวอันเคลื่อนที่เร็ว สภาพของเขาตอนนี้แทบไม่ต่างกับสุนัขเพิ่งจบการแข่งขันในช่วงแรก อีเมอร์สันมองกายภาพของสเวนที่โลหิตไหลผ่านรูหูรูจมูก ชายหนุ่มผู้เป็นน้องเขยคนนี้ใช้พลังไปกับการเดินทางเหนือแสงเหนือเสียงและแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนตลอดหลายวันที่ผ่านมา อย่างน้อยตัวเขาเองก็ยังได้พักและพิจารณาสถานการณ์ เหต
"ถ้าคิดว่าพลังจิตวิญญาณที่มนุษย์พิเศษมีอยู่คือพลังไร้ขีดจำกัดล่ะก็ เธอคิดผิ""ฉันไม่เคยคิดเช่นนั้น...""หึ พวกผิดปกติ... ปีเตอร์พูดแทรกขึ้นทันทีก่อนยกมือซ้ายขึ้นใช้นิ้วมือปัดไปยังหน้าจอนาฬิกาที่สวมใส่... ทำลายความสมดุลโลกอย่างพวกเธอ จะบอกว่าไม่ได้เหิมเกริม ทะนงในอำนาจของตนเองงั้นเหรอ""แวน..." เนราขานชื่อเพื่อนชายคนสนิทผู้เพิ่งวิ่งมาหยุดยืนข้างตน ซึ่งชายหนุ่มรู้ทันทีว่าต้องเข้าไปตรวจสอบการกระทำเมื่อครู่ โดยเฉพาะนาฬิกาที่คอยควบคุมบางอย่างจากข้อมือซ้ายของปีเตอร์"ถ้าถอดมันออกจากข้อมือฉัน ปรมานูจะทำงานทันที... แวนชะงักมือซึ่งกำลังจะปลดก่อนถูกปีเตอร์สลัดออกมาโดยทำหน้ามีชัย... ระบบสั่งการภายในนาฬิกาเรือนนี้ ถูกเชื่อมต่อกับระดับการเต้นของหัวใจฉัน ถ้าฉันตาย พิกัดที่ระบุการทำลายล้างจะทำงานโดยส่งเจ้าปรมานูที่พวกแกยังไม่พบไปเยือนมนุษยทันท่ี""คุณเองก็เป็นมนุษย์ คิดจะเปลี่ยนโลกเพื่อพวกเขาไม่ใช่หรือไง" เนรากันมือทางวิกเตอร์และสวอนน่าไว้พลางถอยเท้า ขณะพวกปีเตอร์เหมือนจะเป็นต่อกรูกำลังเสริมกันเข้ามาพร้อมยกอาวุธ"เธอคงเข้าใจผิดสาวน้่อย โลกในอุดมคติของฉันมีแต่พวกเพอร์เฟค ฉลาด ไหวพริบอยู่ในขั้นสูงสุด
"แกคงจะสงสัย สินะ เพราะศัตรูตรงหน้าแกมีเลือดคล้ายกับแก เด็กหนุ่มคนนี้เกิดจากแม่ที่เป็นไดร์วูลฟ์ฉันจับแม่มันมาตั้งแต่ยังเล็กๆ... คำพูดผ่านลำโพงทำให้สเวนยิ่งยัดเยียดความโกรธลงไปยังคมเขี้ยว หากลูกหลานไดร์วูลฟ์ยังเด็กก็มีสิทธิ์พลาดจะถูกนำตัวไปได้ด้วยวิธีการสกปรกต่างๆของศัตรู ซึ่งเขาเองไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงที่ถูกจับไปเป็นเชื้อสายไดร์วูลฟ์ ลูกหลานฟากฝั่งตระกูลไหน ห่างกันไปเท่าไรจากวงศ์ตระกูล... เลี้ยงให้เชื่อง ก่อนจะใช้เธอเป็นแม่พันธุ์ขยายตัวทดลอง... เมื่อได้ยินคำว่าแม่พันธุ์เขาแทบปลอดแตก เพราะปีเตอร์ก็คิดใช้่เนราเป็นบุคคลขยายสิ่งมีชีวิตที่ทั้งเธอและเขาต่างไม่อยากให้เกิดขึ้นด้วยฝีมือสกปรกของศัตรู... สิ่งที่ได้มันช่างคุ้มค่า... ทว่าทุกครั้งยามคมเขี้ยวจมลงเนื้อไป สเวนไม่รู้ตัวเลยว่ามียาพิษแทรกซึมเข้ามา จนเขาเริ่มรู้สึกถึงอาการเซจนล้มลงไปพลันถูกเท้าหนักกระทืบ แม้โครว์เห็นท่าไม่ดีพร้อมจะเข้ามาช่วย แต่ดันถูกหมาป่าอีกฝ่ายแห่เข้ามากันไว้... ฉันไม่อยากฆ่าแกเลย อยากได้แกเป็นหนูทดลองด้วยซ้ำ...""คุณทำอะไรกับเขาปีเตอร์" สวอนน่าพูดขึ้นทั้งน้ำตาก่อนภาพจะตัดไปสร้างความสั่นไหวในใจสเวน ที่ร่างล้มตัวลงนอนราว






![ภรรยา[ไม่]ร้ายของนักแข่ง](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
