เข้าสู่ระบบท่ามกลางหิมะในความมืดร่างหมาป่าขาวได้แต่วิ่งสับส่ายโก่งคอร้องหาคู่ตน เธอไปไหน เหตุใดเธอจึงพร้อมหนีเขาอยู่ร่ำไป... เนรา... เนรา... เขาพร่ำเรียกชื่อเธอเช่นนั้นอย่างไม่รู้จักเหนื่อย ได้เพียงเห็นเงาเคลื่อนไปมาทางนั้นที ซอกหลืบต้นไม้โน้นที แต่ไม่มีทางทีที่ใบหน้ายิ้มน้อยๆจะเมตตา
"เนรา" เสียงลั่นไปทั่วห้องนอนยันชั้นล่างของบ้านหินกึ่งปูนกึ่งไม้ ร่างนอนเหยียดยาวโหยงตัวขึ้นบนเตียง มือกำผ้าห่มแน่นสองตารีบควานหาร่างที่เขานอนกกกอดทั้งคืน ไหนเลยบนเตียงนุ่มซึ่งยังคงมีกลิ่นเธอกลับว่างเปล่า ไม่กี่อึดใจเขาวิ่งออกจากห้องลงบันไดชั้นสองด้วยฝีเท้าหนัก อาการร้อนรนหัวหนักอึ้งพร้อมสภาพผมฟูยังคงไม่เรียงตัวดี ด้านเคธี่เดินถือกะทะกำลังจะตั้งเตา ส่วนโครว์ละจากหนังสือเมื่อสเวนลงมาจากชั้นบนอย่างรีบร้อน
"นายเป็นอะไร"
"เนล่ะ " ขณะที่เคธี่กำลังเอ่ยปาก ทว่าโครว์ผู้กระตุกยิ้มนิดหนึ่งแทรกขึ้นทันที
"เมอร์สันมารับไป" ได้ยินเพียงแค่ชื่อ ทำให้เขาติดความเร็วพาตัวเองวิ่งออกจากบ้านด้วยความโกรธ ด้านเคธี่ตีแขนสามีตนเองเล่นตลกไม่ดูว่าเนราเพิ่งกลับคืนสู่พวกเขา โดยเฉพาะสเวนชายผู้กลัวจะเสียเนราไปอีก
ไม่เท่าไรคนวิ่งผ่านประตูบ้านได้ยินเสียงคุ้นเคยเรียกชื่อตนดังขึ้นจากบริเวณข้างบ้าน ร่างในชุดเดรสสีขาวขึ้นมาจากลำธารเมื่อบลัดยื่นมือลงไปรับ ทันใดนั้นสเวนได้พาตัวเองพุ่งเข้าโผกอดเธออย่างคนตื่นตระหนก ผู้ถูกกอด จับจังหวะหัวใจอีกฝ่ายได้ในทันทีมันเร็วเสียจนเธอไม่สามารถนับได้ว่ากี่ครั้งต่อวินาที
"เป็นอะไรคะ" เนราส่งตะกร้าผลไม้ที่ตนไปเก็บมาให้บลัดเดินเอาเข้าไปในบ้านอย่างฉงนใจ ดวงตาเบิกโต มือไม้สั่น บ่งบอกว่าสเวนกำลังอยู่ในภาวะตกใจจริงๆ
"ผมคิดว่าเธอจะหนีไปอีก"
" เนไปดูผลแอปเปิ้ลมากับพี่บลัดค่ะ... เธอตอบด้วยความอึดอัดเพราะอีกฝ่ายใช้ทั้งตัว โอบเธอไว้อย่างแน่นแทบกระดิกตัวไม่ได้... ด้านโน้นมีผลไม้ฤดูหนาวขึ้นเต็มเลย"
"ทำไมไม่ปลุกผม" แขนแกร่งคลายอ้อมกอดแต่ยังคงคล้องตัวอีกฝ่ายไว้ เขาไม่วางใจแม้แต่กับลมหรืออากาศ เกลัวว่ามันจะหอบพาเธอหนีไปจากเขา
"คุณนอนสบายอยู่นี่คะ เนอยากให้คุณพักผ่อนเยอะๆ" ส่งสายตาแสดงความห่วงใยให้อีกฝ่ายวางใจ เพราะรู้ว่าช่วงนี้สเวนเองเรียนหนักเลิกดึกในบางวัน ซ้ำยังมีงานส่วนตัวเข้ามา ทว่าเขาก็ไม่เคยละเลยจากการเอาใจใส่เธอแม้แต่นิด
"ไม่ปลุก แถมยังทำให้ผมหัวใจจะวายตายแบบนี้ ต้องถูกลงโทษ" สเวนส่งเสียงกระซิบข้างหูเบาๆทว่าซาบซ่านสะท้านผ่านลำคออ่อนของผู้กลายเป็นนักโทษ ก่อนจะอุ้มตัวเธอพาดบ่าพากระโดดขึ้นระเบียงห้องนอนนำตัวเธอมาวางลงบนเตียง
แววตาสเวนฉายแววความต้องการอย่างไม่ลดละ ไม่รู้ว่าการลงโทษก่อนหน้านั้นจะเป็นเพียงข้ออ้างหรือเปล่า ทว่านั่นก็ทำให้หญิงสาวผู้ถูกแขนของเขากลางคร่อมร่างได้แต่พยายามลุก ขณะเดียวกันสิ่งนั้นยิ่งทำให้สเวนโน้มตัวเข้ามาชิดเธอมากขึ้น
"เอ่อคือ สิบโมงแล้ว คุณไม่หิวเหรอคะ เนว่าไป..." ไม่ทันจะได้เบี่ยงประเด็นปากของเธอได้ถูกครอบครองทันที แม้จะเคลื่อนมือแตะแผงอกเพื่อผลักอีกฝ่ายแต่กลับถูกล็อคมือแนบกับเตียงไปดื้อๆ
ไม่ว่าจะกี่ครั้งจูบของเขายังคงอ่อนโยน ระมัดระวังเว้นช่วงจังหวะปล่อยได้ดีเพื่อไม่ให้เธอหอบเหนื่อยหรือรู้สึกถูกคุกคาม ในเมื่อมันเกิดจากความรักไม่ใช่การบังคับ สำหรับชายหนุ่มแล้วไม่ว่าจะทำการใดเขาควรถนอมคนที่รักให้มากที่สุด
"อิ่มแล้ว... เขาพูดขึ้นพร้อมส่งสายตาแย้มความเสน่หาใส่คนใต้ร่าง ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เนราเอียงหน้าซุกกับเตียงนอน เนื้อตัวเธอแทบละลายไปกับผ้าปู ยิ่งเห็นเธอเขินเขายิ่งอยากแกล้ง ในห้วงความคิดนั่นยังไม่จบมือข้างหนึ่งนับวันยิ่งซุกซนเข้ามาจับคางหันหน้าเธอไปประชันพร้อมพรมจูบไปยังหน้าผาก แก้ม... แค่นี้อาหารก็ไม่จำเป็น" และฝังจมูกลงช่วงคอของเธอ
ในเสี้ยววินาทีนั้นเนรานึกถึงวันที่ตนได้ความทรงจำคืน สเวนแทบไม่หยุดความคิดถึงอันบรรจงสัมผัสทุกส่วนบนใบหน้าเธอเสียด้วยซ้ำ แถมยังฝากรอยไว้บริเวณไหปลาร้าเธออย่างลืมตัว เวลานั้นดูเหมือนสเวนเองไม่รู้ตัว หากช่วงตื่นดันพบเจอรอยแดงอมชมพูเข้า เขาจึงคิดว่าตนเผลอตีตราบางอย่างไว้บนตัวหญิงสาวอย่างไม่ได้ตั้งใจจนต้องมานั่งคุกเข่าขอโทษเธอแต่เช้า
"เดี๋ยวๆค่ะ" เนราแย้งขึ้นเมื่อจมูกแหลมของเขาเปลี่ยนจากริมฝีปากจูบเบาๆไปที่คอ
"หืม"
"หยุดก่อนค่ะ " เอ้าเห้ย เนราสบถในใจขึ้นมาเมื่อรู้สึกว่าทั้งสองแขนของเธอถูกจับแน่นขึ้น เช้านี้เขาชั่งเอาแต่ใจเสียเหลือเกิน
"กำลังได้ที่เลย" เมื่อคำตอบสเวนเป็นเช่นนั้นนั่นแสดงว่าเขากำลังไม่ฟัง และเอาแต่ใจ เป็นอีกครั้งที่เธอตัดสินใจตีเข่าไปยังกล่องดวงใจอีกฝ่ายรีบพาตัวเองมายืนตั้งหลักมุมหนึ่งของห้อง
"เน... หืม" คนถูกตีจุดอ่อนรู้สึกจุกมาถึงหน้าท้องพลางกระสับกระส่ายบนเตียง
"คุณไม่หยุดเองนะ"
"ผม แค่ แกล้งเล่น... เขาพูดช้าๆอย่างยากลำบากราวกับเสียงถูกเก็บไว้บริเวณช่องท้องไม่สามารถเปล่งออกมาได้ดี... แบบนี้แล้วผมจะมีลูกได้ยังไง" คนถูกแซวเรื่องลูกหน้าแดงขึ้นมา ขนาดโดนไปแบบนี้เขายังมีหน้ามาพูดเล่นกับเธออีก
"มันไม่พังหรอกค่ะ " รีบตอบไปด้วยคำพูดติดขัดก่อนปิดประตูห้องรีบลงมาด้านล่าง หากยังอยู่ภายในห้อง เท่ากับเธอเปิดโอกาส ขุดฝังกลบตัวเธอกับที่เพื่อให้เขามอบบทลงโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"เน เที่ยงเราจะกลับไปโรงแรมกัน เตรียมของเสร็จหรือยังเดี๋ยวจะลืมพวกหนังสือ ไม่ก็รายงานที่เอากลับมาทำ" สาวรุ่นพี่เอ่ยย้ำกับคนวิ่งหน้าตื่นลงมาเพื่อไม่ให้เนราลืม เนื่องด้วยทุกวันหยุดไม่มีการเรียนการสอนของพวกเขาจะกลับมาบ้านในป่าแสนสงบ ตั้งแต่ศุกร์เย็น และจะกลับเข้าไปยังเขต 1 ของรัฐซิลเวียในวันอาทิตย์เช่นวันนี้
"เรียบร้อยแล้วค่ะพี่เคธ ว่าแต่ทำอะไรนะหอมจังเลย" เธอพูดพร้อมเดินเข้าไปใกล้กับชิ้นเนื้อที่เคธี่กำลังบรรเลงในกะทะ
"หิวแล้วสิ อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว เห็นเข้าไปในกับบลัดตั้งแต่เช้าแถมได้แอปเปิ้ลกลับมาอีก เป็นไงบ้างสนุกไหม"
"ค่ะ พอดีเห็นผลแอปเปิ้ลได้ที่ก่อนอย่างอื่น แต่สาลี่ยังเขียวอยู่เลยไม่ได้เก็บมา"
"บลัดนายได้พาเนราไปดูทางป่าอีกฝั่งหรือเปล่า" โครว์ถามชายผู้กำลังนั่งเล่นหมากรุกกับจาเว็คขึ้น เนื่องจากเขาจำได้ว่าทุกปี ป่าฝั่งนั้นจะมีผลไม้ฤดูหนาวนับสิบชนิด หากเนราได้เห็นมันคงตื่นตาตื่นใจพอควร เพราะเป้าหมายแท้จริงไม่ได้ต้องการให้เธอไปเก็บผลไม้ แต่เพื่อให้หญิงสาวได้เห็นต้นไม้ผล
"ท่านสเวนสั่งไว้ครับว่าถ้านายหญิงอยากออกไปเล่นแถวนี้ ไม่ให้ไกลจากตัวบ้านเกิน 2 กิโล"
"ป่าทางโน้นเป็นไงเหรอคะพี่โครว์" เธอถามอย่างสนใจพลันถอยจากเคธี่ซึ่งยืนหัวเราะอาการชั่งรู้ชั่งถามเมื่อชายรุ่นพี่เอ่ยอย่างแนะนำ แถมน้ำเสียงดูเชิญชวนให้เธออยากไปเสียเหลือเกิน
"มีผลไม้ฤดูหนาวหลายชนิดที่ไม่ปรากฏในท้องตลาด" ครั้งนี้น้ำเสียงแลดูตื่นเต้น ที่เขาต้องทำเช่นนั้นเพื่อให้เนราไม่คิดถึงทางบ้านตัวเองที่เพิ่งจากกันมาอย่างไม่รู้ตัวเพียงอาทิตย์เดียว เขายังจำได้ดีในรุ่งเช้าวันที่เนรารู้ว่าอีเมอร์สันและพ่อตัวเองหายไปพร้อมกับบอดี้การ์ด หญิงสาวเอาแต่ร้องไห้ไม่หยุดไม่ว่าจะปลอบด้วยวิธีใดๆ ล้วนแล้วไม่ได้ผล
"จริงหรอ อืมวันนี้คงไม่ทัน อาทิตย์หน้าจะยังอยู่ไหมคะ "
"อยู่ยันต้นปีหน้า ไม่ต้องรีบหรอก" เขาพูดพร้อมขยีหัวเธอเบาๆด้วยความรัก เพราะอดไม่ได้กับแววตาเป็นประกายอยากจะไปเสียตอนนี้
"เน ว่าไปจะเอายังไงกับบรรพบุรุษแวมไพร์ คาร์เดียล่ะ" เคธี่เปิดบทสนทนาที่ค้างคาในตนเองขึ้นใหม่พร้อมกับเดินมาวางอาหารหลายเมนูบนโต๊ะ
"เนคิดว่าถ้าเธอไม่รบกวนหรือล้ำเส้นเข้ามาสร้างความวุ่นวายให้กับท่านพี่ ท่านพ่อและทุกคน เท่านั้นคงพอแล้ว"
"เมอร์สันจะยอมเหรอ คนคนนั้นใช้ชีวิตของเธอกำเนิดขึ้นมาอีกครั้งเลยนะ" โครว์ถามขึ้น
"ถึงจะแบบนั้นท่านพี่ก็ทำอะไรคาร์เดียไม่ได้ด้วยความรู้สึกเธอคล้ายเน เนอยากให้เธอมีชีวิตอยู่ค่ะ อยู่เห็นทิวทิศน์โลกแบบใหม่หลังจากการถูกจองจำมานาน มันทรมานมากนะคะในป่าไร้แสงสว่างแบบนั้น จะหาทางออกเท่าไรก็ไม่มีวันเจอ"
"การจองจำนี่แบบเดียวกับจำศีลไหม" เคธี่เดินเข้ามานั่งใกล้คนกำลังตอบคำถามพวกตน หลังจากจัดโต๊ะอาหารเสร็จ
"อืม... น่าจะนะคะ เป็นการจำศีลในอีกรูปแบบจะต่างกันตรงที่สภาวะหรืออาจเรียกว่าแหล่งจิตนำไปไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะไปโผล่ที่ใด ผู้ซึ่งจะทำให้ร่างนั้นเข้าสู่สภาวะการหลับใหลอันยาวนานได้ จะต้องเป็นบุคคลมีอำนาจหรือพลังสูงกว่า ซึ่งคือพี่ชายฝาแฝดของคาร์เดีย"
"ทั้งคู่เลยเหรอ" ครั้งนี้โครว์ถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ พลันจาเว็คกับบล้ดเองก็วางมือจากหมากรุกบนกระดานหันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่นายหญิงเล่า
"จากความทรงจำที่เนเห็น รู้สึกจะเป็นพี่ชายคนโตค่ะ คาร์เลียส" เนราอธิบายถึงชื่อบุรุษปริศนา เมื่อคาร์เดียได้รับเลือดและชีวิตเธอไป บางส่วนของความทรงจำจึงถูกส่งผ่านมาถึงเธอด้วย แน่นอนว่ารวมถึงความเศร้าโศกและเจ็บปวดทรมาน
"แล้วทำไมตระกูลนีโอถึงได้ไปนำตัวคาร์เดียมาได้"
"จริงๆแล้วร่างของคาร์เดียถูกจองจำไว้ใต้ปราสาทหลังหนึ่งที่ทรานซิลเวเนียค่ะ ปัจจุบันก็เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว"
"ปราสาทใหญ่หลังที่เป็นตำนานนั่นน่ะเหรอ"
" ค่ะ... เนราลากเสียงยาวปนยิ้มเมื่อเห็นสาวรุ่นพี่ดูตื่นตาตื่นใจยามพูดถึงปราสาทหลังเก่าซึ่งขึ้นทะเบียนโบราณสถานไปแล้ว... การมีอยู่ของร่างจำศีลเป็นความลับเฉพาะคนในตระกูล และดูท่าจะไม่ได้สนใจกันด้วย เพราะเป็นข้อห้ามที่ควรต้องลืม คาร์เดียถูกจองจำหลังจากฆ่ามนุษย์เป็นจำนวนมากด้วยสาเหตุคนรักของเธอซึ่งเป็นมนุษย์ถูกฆ่าตาย"
"เลยแค้นไปหมดเงั้นหรอ"
"เนว่าสาเหตุคงมาจากการที่คนรักของเธอเป็นนักล่าแวมไพร์หนึ่งในกลุ่มนักล่าปีศาจ เมื่อคนพวกนั้นรู้ว่าเขาละเว้นการฆ่าแวมไพร์ตนหนึ่งและยังคบหาเธอในฐานะคนรัก จึงใช้เขาเป็นเหยื่อล่อเธอออกมาค่ะ" เมื่อเรื่องเริ่มเข้มข้นขึ้นบลัดและจาเว็คจึงถอนตัวจากโต๊ะหมากรุกงเดินมาฟังใกล้ๆอย่างสนใจ
"งั้นแบบนี้ คาร์เดียก็ไม่ได้มีความผิดเลยสิ เธอทำไปเพราะปกป้องคนรักของเธอ"
"นั่นสินะคะ... เนราตอบอย่างไม่แน่ใจ เธอไม่สามารถฟันธงได้ว่ามันถูกหรือผิด เพราะมีคนบริสุทธิ์ล้มตายด้วยแรงแค้นของความรักครั้งนี้ด้วย... แต่จริงๆแล้วพวกสมาชิกในกลุ่มชายคนนั้นไม่ได้ตั้งใจฆ่าเขาหรอกค่ะ คาร์เดียที่กำลังจะพลาดท่าจากการถูกโจมตีหลายทิศทาง ก็เลย..."
"แบบในหนังหรอ " เคธี่พูดแทรกขึ้นอย่างลุ้น
"ค่ะ ชายคนนั้นวิ่งมารับกริชเงินแทนคาร์เดีย ปักเข้าหัวใจทันทีแน่นอนว่าทะลุขนาดนั้น ไม่มีเวลาได้กล่าวลาสักคำ"
"แล้วหลังจากนั้นคาร์เดียจึงฆ่าทุกคน"
"เธอส่งเสียงกรีดร้องเรียกพรรคพวกที่ตนไปรวบรวมมา ซึ่งเป็นกลุ่มแวมไพร์ทั่วไป เนื่องจากจะใช้คนในตระกูลก็ไม่ได้ คาสเชลเป็นตระกูลรักสงบ พวกเขาส่วนใหญ่หลีกหนีจากการปะทะมือกับพวกนักล่าหัว จึงทำให้บ้านของพวกเขาไม่เป็นหลักแหล่งเท่าไรน่ะค่ะ"
"นั่นคงเป็นยุคการล่าหัวพวกพิเศษ กำลังโด่งดังสินะ"
"จะว่าใช่ก็ถูกค่ะ... เสียงหัวเราะปนออกมาเมื่อได้ยินเคธี่ผู้เป็นดังพี่สาวแท้ๆสรุปมันเป็นแบบนั้น... แต่เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดการยุติความชิงชังขึ้นมา พี่ชายฝาแฝดของคาร์เดียที่ตอนนั้นเป็นมิตรกับต้นตระกูลเฮลลิ่งคนหนึ่ง เข้าช่วยเหลือกลุ่มนักล่าปีศาจพร้อมกับชาวบ้านจำนวนไม่น้อย โดยการกำจัดแวมไพร์ที่เป็นสมุนของคาร์เดียทั้งหมดด้วยคนจากตระกูลคาสเชลไม่ถึง 10 คน แต่สังหารสมุนคาร์เดียเป็นร้อยได้ภายในพริบตา ทำให้คนเหล่านั้นรู้ซึ้งถึงพลังอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์"
"แล้วหลังจากนั้น..."
"คาร์เดีย ต้องโทษประหาร ทว่าพี่ชายเธอได้บอกถึงข้อจำกัดสำหรับดวงจิตคาร์เดียไว้ ในขณะที่เธอมีแรงอาฆาตแค้นในฐานะแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ จิตซึ่งยังไม่สะอาดพอจะปลดปล่อย หากได้ถูกประหารลงอาจกลับมาเกิดใหม่ด้วยความทรงจำที่ยังคงอยู่ และจะเกิดหายนะเช่นนี้อีกไม่รู้จบ หน้าที่นั้นจึงยกให้แก่ทางตระกูลคาสเชลเป็นผู้จัดการ"
"แล้วการจองจำเธอไว้จะช่วยอะไรได้งั้นเหรอ"
"สถานที่ที่คาร์เดียถูกส่งไปคือแหล่งที่จิตใจเธอเป็นอยู่ ป่าวงกตมืดไร้ซึ่งแสงสว่างนั้น จะทำให้เธอทบทวนเรื่องราวทั้งหมด พร้อมๆกับการเดินทางวนเวียนในนั้นอย่างยาวนาน จากความแค้นก็เหลือเพียงโกรธ กลายเป็นความนิ่งเฉย และเฉยชาในที่สุด สุดท้ายสิ่งที่เธอต้องการคือการปลดปล่อย" คนทั้งสี่ที่ฟังอยู่ทำสีหน้าเข้าใจลักษณะดังว่า แต่ความต้องการถูกปลดปล่อยที่ว่าคือความตาย หรือต้องการตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตอีกครั้ง
"การปลุกเธอขึ้นมาน่ะเหรอ"
"ค่ะ"
"แต่ว่ามันต้องใช้ชีวิตเธอหรือไม่ก็ผู้สมควรด้วยเลือดบริสุทธิ์คนอื่นเลยนะ" เคธี่เอ่ยขึ้นอย่างไม่เห็นด้วยในเมื่อต้องใช้ชีวิตผู้อื่นปลุกขึ้นมา
"เนว่ามันคงเป็นชะตา ไม่งั้นเนคงไม่กลับมาเกิดอีกครั้ง อาจเป็นหน้าที่ของลูกหลานตระกูลคาสเชล ต้องเสียสละเพื่อปลุกคาร์เดียขึ้นมา มันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างอยู่แล้วค่ะ แม้ว่าเนจะตายราวกับถูกบังคับ แต่อย่าลืมว่าคาร์เดียตื่นขึ้นใหม่จะขัดคำสั่งหรือทำร้ายเนไม่ได้ มันก็แลกกันไปนะคะ" คนฟังถอนหายใจจากการอภัยได้ง่าย เนราใช้เหตุผลสนับสนุนผู้ใช้ชีวิตเธอเพื่อการกำเนิดใหม่ได้สมเหตุผลจริงอยู่ แต่สำหรับเคธี่นั้นไม่ได้คุ้ม ถ้าเนราไม่กลับมาเกิดอีกครั้งมันจะเป็นยังไง
"แล้วที่ว่า เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดการยุติความชิงชังขึ้นมา..." ครั้งนี้โครว์เป็นฝ่ายถาม เพราะสนใจเรื่องการสมานฉันท์สงบศึกระหว่างกลุ่มแวมไพร์และพวกนักล่าปีศาจ
"ในยุคนั้นแม้จะเป็นยุคสังหารกลุ่มมนุษย์พิเศษแต่ใช่ว่าจะมีแต่คนเกลียดพวกเขา คนจำนวนไม่น้อยได้รับการช่วยเหลือจากพวกเขา อย่างน้อยการช่วยเหลือจากกลุ่มกองโจรที่ชุกชุม... คนฟังนึกกภาพตามสมัยที่มีกองโจรชุกชุมดักปล้นชาวบ้าน โดยเฉพาะเส้นทางการค้าอันห่างไกลเมือง หากไม่ได้เคลื่อนย้ายกันมาเป็นกำลังพลจำนวนมาก เป็นเพียงพ่อค้าเร่ร่อนคงไม่รอดจากการดักปล้นฆ่าชิงทรัพย์... ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก เพราะอาจโดนหาว่าให้ความร่วมมือกับปีศาจค่ะ ตระกูลเฮลลิ่ง ตระกูลแรกผู้ก่อตั้งกลุ่มนักล่าปีศาจขึ้นมา ทำสัญญาสงบศึกเป็นพันธมิตรกับพวกตระกูลคาสเชล แน่นอนว่าแรกๆก็มีกลุ่มคนไม่เห็นด้วย แต่เพราะเฮลลิ่งเป็นตระกูลใหญ่แถมมีอำนาจมากกว่า จึงต้องตกลงปลงใจกันไป" ทั้งสี่นั่งฟังเข้าใจสิ่งที่เนราเล่าได้เป็นฉากๆอย่างดี แต่ไม่ใช่ว่าพวกตนจะไม่รู้ว่าคาสเชลเป็นตระกูลกลุ่มพิเศษแรกผู้ตกลงทำสัญญาพันธไมตรี เพียงแต่ได้ยินมาเพียงข้อมูลพื้นๆเท่านั้นไม่ได้รู้ลึก
"งั้นคงต้องปล่อยคาร์เดียไป เพราะไหนๆก็ทำอะไรเนไม่ได้"
"ปล่อยไปก็ไม่เป็นไรนี่คะ แถมครั้งก่อนเธอยังมาช่วยเนกับสเวนไว้ ให้คาร์เดียได้เห็นโลกกว้างนแบบยุคสมัยที่เธอทำไม่ได้เถอะค่ะ โลกปัจจุบันไม่จำเป็นต้องระวังตัวจากนักล่าปีศาจแบบอดีตแล้ว"
"ถ้าเธอไม่มีปัญหาพวกเราก็ตกลง แต่ถ้าคาร์เดียคิดที่ทำร้ายเธอ..."
"บอกแล้วไงคะว่าเนเหมือนเป็นเจ้าชีวิตเธอ เธอทำอะไรเนไม่ได้หรอก" เธอรีบเอ่ยแย้งขึ้นพลันกุมมือให้เคธี่ปล่อยวางเรื่องคาร์เดีย เพราะเอาเข้าตามจริงตนและอีเมอร์สันวางแผนเรื่องนี้ตั้งแต่อยู่ทรานซิลเวเนียเรียบร้อยแล้ว
9.00 น. ของวันถัดมาเริ่มต้นวันแรกของสัปดาห์
"เลิกแล้วเดี๋ยวผมมารับนะ"
"ไม่เป็นไรค่ะ ช่วงนี้คุณวุ่นอยู่กับภาคปฏิบัติในห้องแล็บถึงสามทุ่มเลย เนจะกลับไปรอที่โรงแรม"
"งั้นผมจะให้บลัดกับจาเว็คมารับแล้วกัน เน เธอไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ได้ ผมเป็นห่วง" คนฟังถอนหายใจก่อนปรายสายตาไปมองเพื่อนชายหญิงผู้ยืนรอตนอยู่หน้าคณะอย่างแต่ก่อน ทว่าปัจจุบันไม่รอคอยเพื่อไปเรียนพร้อมกันด้วยจิตใจฉันท์มิตรภาพอีกแล้ว เธอคิดเช่นนั้น
"ยังไงแวนกับมีนต้องกลับโรงแรมเดียวกับที่เราพัก... เป็นคำสั่งจากพ่อบุญธรรมของทั้งคู่ ให้มาพักยังโรงแรมซึ่งเป็นเครือของคาสเชล หรือพี่ชายเนราเพื่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด... ให้พี่สองคนไปพักผ่อนเถอะค่ะ ช่วงนี้พวกเขาฝึกสอนงานในโรงเรียนมัธยมด้วยเผื่ออยากผ่อนคลาย" สเวนมองข้ามหัวเนราไปยังเพื่อนสนิทภรรยาตน ณ วินาทีนี้คงต้องเรียกว่าอดีตเสียแล้ว เพราะดูท่าอยู่ด้วยกันเพราะหน้าที่ แวนและมีนาตกลงอาสารับงานคุ้มครองเนราตามคำสั่งของสมาคม Hunter ตั้งแต่อาทิตย์ก่อน ทว่าแวนยังคงทำท่าไม่สนใจ พูดจาถากถางและแสดงลักษณะว่าตนจำใจทั้งที่อาสารับงานนี้มาเองเนื่องจากไม่มั่นใจผู้ถูกส่งมา
"ยังไม่ได้คุยกันแบบปกติไม่ใช่เหรอ เนเองก็ลำบากใจผมไม่อยากให้ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมกดดัน"
"ไม่มีปัญหาค่ะ พวกเขาทำตามหน้าที่ ส่วนเน แค่ทำตามระเบียบของทางสมาคมและท่านพี่วาง อยู่ใครอยู่มันแค่นั้นคงพอแล้ว" สเวนรู้ดีว่าเนราเจ็บปวดไม่น้อย
เมื่อเธอบอกเขาว่าตนไม่ได้โกรธพวกแวนและมีนาเลยแม้แต่น้อย เพราะวันนั้นตนรู้ดีว่าทั้งคู่ถูกบิดาของพวกเขาให้นำตัวเธอไปเพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายในตัว แวนและมีนาซึ่งปรารถนาจะช่วยเนรา จึงล่อลวงเธอพร้อมกับแม่เข้าไปในห้องทำพิธีของโบสถ์ เธอยังจำได้ดีเสียงของแวนและมีนายามรู้สึกตัวว่า ไม่ได้เป็นไปตามพ่อตนบอกก่อนหน้า
"อย่าทำน้อง" หลังจากเห็นผู้เป็นแม่ของเนราอย่างฮันน่าถูกเผาไปพวกเขาต่างตระหนักรู้ว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือให้พาเนรามาทำพิธี
หญิงสาวบอกสามีตนดังนั้น แต่ทั้งคู่โดยเฉพาะแวนคงเกลียดชังตนที่ฆ่าพ่อของเขา ถึงได้มีสายตารังเกียจตัวตนของเธออย่างเช่นวันที่อีเมอร์สันพาตนไปพบก่อนเธอจำความได้ ดังนั้นเพื่อตอบสนองอีกฝ่าย ตนจึงสร้างตัวตนซึ่งมีความเกลียดชังในตัวทั้งสองคนขึ้นมา ในฐานะผู้ล่อลวงตัวเธอและมารดาไป จนทำให้แม่ของตนต้องสิ้นชีวิต
"ผมไม่อยากขัดใจ ถ้าเนยอมรับได้ผมจะไม่ขวาง" เขาลูบหัวเธอเบาๆเพื่อส่งก่อนเดินหลีกมายังเส้นทางที่ไปยังคณะตนด้านหลัง
แววตาคู่คมเขียวอมเทาอดไม่ได้ที่จะมองหน้าของแวนอย่างเต็มตาด้วยความไม่พอใจ เพราะตั้งแต่เขาเห็นเนรากลับมาอยู่กับทั้งคู่นั้น ก็ไม่เคยเห็นเนรายิ้มอย่างมีความสุขดังเช่นแต่ก่อนยามเขามาคอยรับส่งเธอ มันเต็มไปด้วยความอึดอัด ความจำใจต้องทนซึ่งไม่รู้ว่าทางแวนเองเอง จะคิดแบบเนราหรือไม่ สร้างเรื่องเกลียดชังขึ้นมาเพราะรู้สึกผิดต่อเธอ แต่ที่แน่ๆ คือภรรยาของเขาไม่เคยโกรธทั้งสอง Hunter ฝีมือดีแม้แต่น้อย
"ถ้าจะอ้อยอิ่งร่ำลากันนานขนาดนั้นช่วยบอกพวกเราก่อน จะได้ขึ้นไปรอบนห้องเลย ฉันไม่อยากเสียเวลา... มีนาดึงแขนเสื้อแวนเพื่อหยุดผีปากร้ายของเพื่อนชาย ซึ่งดูท่าแรงกว่าเดิม ทั้งที่ก่อนหน้าเนราจะกลายเป็นแวมไพร์เขาดูอ่อนลงได้บ้างแล้ว แต่ไหนเลยถึงสร้างบรรยากาศอึดอักใจเช่นนี้... ถึงพวกเราจะได้ขึ้นปี 3 ตามชั้นเรียนพร้อมเพื่อนในห้อง แต่ยังมีวิชาที่ดรอปไปของเทอมก่อนหน้า ฉันไม่ได้มีเวลามาชมหนังรักโรแมนติกแต่เช้าหรอกนะ" พูดจบเขาเดินขึ้นตึกอาคารเรียนล่วงไป มีนากำลังละล้าละลังขอโทษเนราก่อนเดินนำเธอไปอีกคน เนราทำได้เพียงยิ้มเล็กน้อยส่งให้เพื่อนสาวที่ยังพอหลงเหลือมิตรภาพให้เธอบ้าง ผิดกับแวนตั้งแต่อาทิตย์ก่อน แม้จะไม่ค่อยได้สื่อสารกัน แต่ทุกคำน้อยๆนั้นกลับประชดประชันเธออยู่เรื่อยๆ
ขณะเนราเดินตามทั้งสอง Hunter อย่างเรียบร้อย ผู้คนเดินสวนผ่าน ทั้งคนนับถือสเวนยังคงทำความเคารพเธอปกติ จะเพิ่มก็แต่สายเลือดแวมไพร์ ที่รับรู้ข่าวลือเรื่องเธอ จึงทำให้แทบตลอดทางต่างมีคนหยุดเดินพยักหัวลงให้เกือบตลอด หญิงสาวคิดในใจว่าอยากให้มีแต่คนทั่วไปเรียนเสียจริง เธอเริ่มเอียนกับการทำความเคารพ เพราะอำนาจในตัวเธอทำให้คนเหล่านั้นยอมจำนนต่อทายตระกูลคาสเชล และเธอไม่ควรแสดงอาการร่าเริงเกินควรต่อหน้าผู้ด้อยกว่า พูดง่ายๆคืออยู่ในอาการสำรวมมันไม่ใช่กฏหรือข้อบังคับแต่เป็นสิ่งรับรู้ร่วมกันผ่านจิตใจแห่งสายเลือดแวมไพร์ชั้นสูง หากเป็นบิดาและพี่ชายของเธอ คงได้ตั้งหน้าตรงเดินผ่านไปอย่างเฉยเมย มันปกติมากสำหรับสังคมแวมไพร์ แต่กับเธอชั่งยากนัก จึงกลายเป็นอยู่ระหว่างกลาง คือส่งยิ้มเล็กน้อยเหลือบมองหน่อยๆ แม้จะรู้ว่าแวมไพร์เหล่านั้นแทบต้องหลบตาทุกครั้งก็ตาม...
ด้านแวนได้แต่ใช้หางตามองพฤติกรรมเนรา หากเป็นแต่ก่อนคงวิ่งเข้ามาแหย่เขาหรือพูดถึงเรื่องตลกๆแล้ว วินาทีนี้มันชั่งอึดอัด ความนิ่งของเนราสะท้อนความหยิ่งของผู้ดีผ่านรัศมีรอบตัวเธอ มันไม่ใช่การกระทำแต่เป็นบรรยากาศรอบๆตัว เฉกเช่นเดียวกับอีเมอร์สันที่เขาพบตั้งแต่เมื่อก่อน ทั้งสองมีสิ่งที่เหมือนกันมากเกือบทั้งหมด เขาชักสายตากลับมาเมื่อกำลังจะถึงห้องเรียนพลางเอ่ยขอโทษหญิงสาวในใจ ความจริงเขาอยากจะทักเธอเหมือนปกติ แต่ด้วยคิดไปว่าเนราเกลียดตนไปแล้ว คงต้องเงียบไปตลอด...
คฤหาสน์พิเศษ ถูกสร้างเป็นสถานที่ประชุมสำหรับเหล่าแวมไพร์รวมถึงการจัดงานเลี้ยงตามวาระโอกาส อีเมอร์สันนั่งอยู่หน้าสุดกลางวงล้อมของโต๊ะประชุมทรงกลมในฐานะผู้นำและนายเหนือของเหล่าแวมไพร์คนปัจจุบัน โดยมีกลุ่มสภาอาวุโสแวมไพร์และสมาชิกคณะกรรมการตามหน้าที่ล้อมรอบเขาไว้ มีทั้งผู้พร้อมด้วยแววตาศรัทธาอย่างเที่ยงแท้และผู้พร้อมหักหลังเขา
"ขอบคุณพวกท่านที่เป็นห่วงครอบครัวผม ถึงได้จัดประชุมใหญ่กันขึ้นมาแบบนี้ อย่าได้กังวลให้เสียสุขภาพ ผมคงไม่ปล่อยให้บุคคลซึ่งนำความเสื่อมเสียมาสู่แวมไพร์ยืนอยู่ได้นาน"
"ทางเราอยากช่วยสนับสนุนแต่ การที่ท่านให้การถึงคนเหล่านั้นเป็นเพียงแวมไพร์ป่าเถื่อนถูกสั่งให้เข้าโจมตีบ้านพักตากอากาศ เราจึงคิดว่าการหาต้นตอนั้นยาก" อีเมอร์สันเลี่ยงกล่าวถึงกลุ่มเชื้อสายแวมไพร์ซึ่งถือครองเลือดบริสุทธิ์ในร่างถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์หรือกลุ่มระดับสองรองจากเลือดบริสุทธิ์รวมถึงทายาทปริศนาของตระกูลนีโอซึ่งปรากฏตัวต่อหน้าเขา นั่นเพื่อการสร้างความวางใจต่อศัตรูคนใดหรือสองคนซึ่งอาจนั่งเสนอหน้าอยู่ ณ ที่แห่งนี้
"แล้วท่านหญิงล่ะครับ น้องสาวของท่านเป็นอย่างไรบ้าง"
"ปลอดภัยดี" ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่สะทกสะท้าน แม้อยากจะเผาคนทั้งห้องให้หมด เนื่องจากจับมือใครดมไม่ได้ว่าคนที่คิดชิงตัวเนราไปคือบุคคลใด
"ท่านคิดว่าการบุกรุกครั้งนี้ จะเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวน้องสาวของท่านหรือเปล่าครับ... ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยขึ้นโดยหยิบยกประเด็นคนสำคัญของตระกูล ผู้เพิ่งถูกเผยตัวอย่างเงียบๆในตอนนี้มาพูด... ทายาทบุตรีของเลือดบริสุทธิ์ มักเป็นที่หมายปองแก่พวกโลภในอำนาจและพลัง ผมคิดว่าท่านควรเปิดตัวของท่านหญิง พร้อมทั้งให้ผู้มีความสามารถคอยติดตามอย่างใกล้ชิดจะปลอดภัยกว่านะครับ"
"ผมคิดว่าท่านควรจัดพิธีหมั้นหมายหรือไม่ ควรจัดงานสมรสในแบบเคยเป็นมาของตระกูลคาสเชล... ผู้อาวุโสอีกคนเสนอขึ้นมา ซึ่งสิ่งที่อีเมอร์สันสนใจนั้นไม่ใช่ประโยคสนทนา แต่เป็นแววตา น้ำเสียง และบรรยากาศอารมณ์เพื่อจับตัวผู้คิดทรยศ... ไม่ใช่เพียงรักษาสายเลือดแห่งสวรรค์แต่เพื่อให้กลุ่มผู้หมายชิงตัว สำนึกว่าคงไร้โอกาส พวกเราปรารถนาให้ท่านและตระกูลคาสเชลได้ถือครองอำนาจตลอดไป ฉะนั้นหากท่านหญิงเป็นคู่ครองท่าน ควรรักษาอำนาจแข็งแกร่งนี้ไว้นะครับ"
"ผมเห็นด้วย การรวมอำนาจไว้ยังจุดเดียวคือท่านนั้น พวกเราน้อมรับอย่างสดุดีด้วยใจจริง เพื่อไม่ให้เลือดบริสุทธิ์ต้องแปดเปื้อนมลทินใด ท่านควรรักษาสายเลือดแท้ไว้เพื่อทายาทในอนาคตรุ่นใหม่" ทว่ายังไม่พบความแปลกหรือผิดปกติจากคนเอ่ยข้อคิดเห็นมาทั้งหมด ซึ่งยังคงเหลือผู้นั่งฟังอยู่มาก เขาจึงตัดสินใจไม่รู้ร้อนหนาวไปก่อนยังไงเวลาก็มีให้เขาเหลือเฟือ
"นี่ผมยังไม่ได้แจ้งไปสินะ... ชายผู้นั่งสง่าอยู่หน้าห้องตรงกลางทุกคนเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มสุภาพ ทว่ามีนัยะแฝงเร้นอยู่ภายใน โลแกนมือขวาของเขาผู้ติดตามนายเหนือหัวมาตลอด รู้ดีว่าทุกประโยคการเอ่ยของอีเมอร์สัน ล้วนมีเป้าหมายและแยกออกเป็นสองแนวทางความคิดเสมอ... น้องสาวของผม คือภรรยาโดยสมบูรณ์ของสเวน ควอตซ์... แค่ชื่อและสกุลนั้นทำให้ทุกคนถลึงตาขึ้น มีตั้งแต่มากเพราะความตกใจคาดไม่ถึง จนถึงระดับพองาม แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่อีเมอร์สันต้องการกล่าวเพื่อข่มขวัญศัตรู แต่เพียงพิสูจน์ผู้มีสีหน้าวางเฉย เพราะหมายความว่าคนเหล่านี้ ทราบแก่ใจว่าเนรามีใครคอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ซึ่งอาจได้รับข้อมูลเหล่านั้นมาจากกลุ่มทายาทซึ่งบุกเข้าจู่โจมคฤหาสน์พักตากอากาศของตระกูลคาสเชล เขาจำได้ว่าสังหารแต่แวมไพร์ป่าเถื่อนไป และฝากรอยแผลเล็กน้อยให้กับพวกลูกหลานขุนนางเท่านั้น เหตุผลเพราะปล่อยเหยื่อเล็กไปเพื่อสาวถึงตัวการใหญ่... ชายผู้ถือครองสายเลือดบริสุทธิ์ไดร์วูลฟ์ สายพันธุ์โบราณแกร่งยิ่งกว่าสิ่งใดและเป็นนายเหนือผู้นำสูงสุดแห่งหมาป่า" ชื่อของเผ่าพันธุ์พิเศษอื่นถูกเอ่ยขึ้นกลางที่ประชุมแห่งแวมไพร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่เคยจัดประชุมมา
ในตอนนี้ทุกคนมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นหากเป็นประเด็นของทายาทบุตรีของอีริค คาสเชลจริงขึ้นมา ไม่ใช่เพียงเหล่าเลือดแท้ที่จะเคลื่อนไหวแต่ยังมีเหล่าหมาป่า นักล่าน่าเกรงขามและทรงพลังร่วมอีก โดยเฉพาะพวกเลือดบริสุทธิ์ ซึ่งครอบครองพลังมหาศาลยิ่งกว่านักล่าใดในสายพันธุ์พิเศษ หากได้เผยอำ
เนรา หญิงสาวผู้ขึ้นชื่อสามีแสนหวงยิ่งกว่าสิ่งใดรีบดิ่งมาจากโรงแรมซึ่งเพิ่งสนทนากับสวอนน่าเสร็จแบบไม่สุด เพื่อกลับไปยังโรงแรมเครือของตระกูลที่อีเมอร์สันเป็นคนดูแล เนื่องจากกลัวว่าสเวนจะมาถึงก่อนด้วยตนไม่ได้บอกว่าจะออกมาข้างนอก เพราะคำสั่งอีกฝ่ายห้ามปรามไว้ แต่โครว์ยังใจดีปล่อยตนมาซ้ำเคธี่ยังคอยตามดูแล ตนจะให้สองสามีภรรยาผู้เป็นเสมือนพี่ชายพี่สาวแท้ๆมารับโทษผิดแทนไม่ได้"ดีนะคะที่พวกเราไม่ได้ไปกันไกล 20 นาทีก็มาถึงแล้ว""นั่นสิ ไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวพี่จะอุ่นของไว้เผื่อสเวนกับโครว์กลับมาพร้อมกันจะได้ทานข้าว""ฝากด้วยนะคะ" คนถือของเต็มมือรีบเดินกลับหายเข้าไปในห้องโดยไม่ได้เหลือบมองชั้นรองเท้าให้ดีว่ามีบางคนกลับมาแล้วขณะเดียวกันโครว์ซึ่งเดินออกมาจากทางเข้าห้องนอนของตนและภรรยา เห็นเนราวิ่งกลับเข้าห้องไปอย่างเร็วยิ้มกรุ้มกริ่มใส่ภรรยาอย่างรู้สึกสนุกเมื่อเห็นเนราซึ่งดูแก่นแก้วปากบอกไม่กลัวสเวนจะดุ แต่ดันรีบมายิ่งกว่าความเร็วของจรวด"เนราเห็นสเวนในห้อง หัวใจวายขึ้นมาจะทำยังไง""ทำไงได้ หมอนั่นขอมาแล้วจะทำเป็นลืมเรื่องปล่อยเนราออกไปเที่ยวน่ะสิ" คนตอบพูดติดขำในลำคออย่างนึกสภาพสาวรุ่นน้องได
หมู่บ้านหมาป่า รัฐซิลเวีย เขต 3 พื้นที่ใกล้อุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช12.00 น.สมาชิกภายในหมู่บ้านรีบเดินเข้ามาต้อนรับสายเลือดแท้ไดร์วูลฟ์ที่เป็นนายเหนืออีกคนอย่างโครว์ พลางแปลกใจด้วยเจ้าตัวเข้ามาโดยไม่มีการนัดแนะหรือบอกกล่าวทั้งที่ปกติิจะมีการแจ้งล่วงหน้า"นาย สวัสดีครับ จะมาไม่เห็นแจ้งก่อนพวกเราเลยไม่ได้เตรียม...""ฉันมาคนเดียว แค่มาคุยธุระกับท่านเนซา" เขาสวนขึ้นก่อนคนข้างหน้าจะพูดเรื่องการเตรียมตัวต้อนรับเขา ทั้งที่มันไม่ได้จำเป็นพร้อมเดินผ่านกลุ่มคนทั้งสามออกอาการจะถามมากกว่านั้น"ท่านสเวน เอ่อ...""สเวนติดงาน คงไม่ได้มาที่นี่อีกนาน พวกนายมีอะไรหรือเปล่า" คำถามของโครว์เปี่ยมไปด้วยแววตาหยั่งรู้ความคิดของคนด้านหลัง เรื่องที่ยังคงเป็นประเด็นตั้งแต่เนราตื่นขึ้นเป็นแวมไพร์ แม้ยังไม่เป็นสิ่งรับรู้โดยกว้างขวางแต่ในหมู่บ้านกับกลายสิ่งนั่งซุบซิบความเป็นไปได้ของการเข้ามาอยู่ในฐานะนายหญิงเสียแล้ว"เปล่าครับท่าน""ถ้าสงสัยเรื่องนายหญิงเนรา... เสียงเข้มพูดผ่านแผ่นหลังปนน้ำเสียงตำหนิตักเตือนอีกฝ่ายถึงสิ่งไม่สมควร ต่อการระแวงและคลางแคลงใจในฐานะที่เนราคือภรรยาสเวน เจ้าแห่งหมาป่า... ไม่มีอะไรเปลี่
25 ตุลาคม..."จะว่าไปวันเกิดสเวนผ่านมาตั้ง 5 วันแล้ว เป็นเพราะวันนั้นเกิดเรื่องแผนที่เตรียมไว้เลยเสียหมด... 8oบ่นพึมพำขณะกำลังตุ๋นเนื้อภายในห้องพักคอนโด นึกถึงวันที่ตนเกือบใช้พลังทำร้ายแวนอีกครั้ง แม้จะได้ยินว่าชายหนุ่มปลอดภัยแต่เธอยังไม่ได้เจอเขาพอๆกับยังไม่พบสเวนนอกจากเสียงปลายสายบอกว่าติดธุระ แถมเพื่อนสาวอย่างมีนาที่กลับมาลงตัวกันได้ไม่นานก็ไม่มาเรียนตั้งแต่หลังเกิดเรื่องระหว่างเธอกับแวน ประกอบกับไม่มีใครเล่าให้เธอฟังหลังจากสลบไป ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่... มันน่าสงสัยจริงๆ... มือบางกำลังหั่นเครื่องเคียงเพิ่มนั้นสับเสียเจ้ากระเทียมไม่เป็นชิ้นจนป่นอย่างหงุดหงิดในใจ... พี่โครว์กับพี่เคธก็ได้แต่บอกว่าสเวนจะกลับมาเล่าเองเพราะเขาอยู่ในเหตุการณ์ก่อนทั้งสองจะไปถึง ใช่เหรอ... พลางคิดถึงชั่วขณะถามคำถาม เพราะโครว์และเคธี่ดูมีพิรุธซ้ำไม่ตอบในทันที ราวกับกำลังเลือกคำตอบในหัว... กลับมานะน่าดู""ว้าว หอมจัง... เคธี่เดินออกมาทั้งชุดนอนพลางมวยผมยาวๆขึ้น เข้ามากอดไหล่คนกำลังทำกับข้าว... เมนูวันนี้อะไรเหรอ กลิ่นมันหอมกว่าปกตินะ""มีเนื้อหมู แล้วก็เนื้อวัวตุ๋นน้ำแดงค่ะ เนใส่พวกสมุนไพรลงไปเคี่ยวกับน้ำด้
ห้องใต้ดินลับแห่งหนึ่ง"แววตาใช้ได้เลยนี่ คุณ Hunter ไม่สิ ตอนนี้กลายเป็นผู้ติดเชื้อที่กำลังจะกลายพันธุ์ไปแล้ว... สเวนยืนพิงหลังติดกับกำแพงหินภายในห้องใต้ดินลับ แววตาคู่สีเย้ายวนทรงเสน่ห์หาได้ยากไม่ได้แสดงอารมณ์ใดจับจ้องไปยังร่างซึ่งตกอยู่ในอาการโวยวาย ร้องทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ทว่าถูกตรึงด้วยโซ่เล็กหนักและหนา ทำให้อาการของร่างที่กำลังถูกพิษบางอย่างกัดกินดีดดิ้นอยู่บริเวณผนังหนึ่งเท่านั้น... การกลายสภาพระดับกึ่งตัวตนหมาป่าและร่างมนุษย์อันเกิดจากอาการผิดปกติของสภาวะทางอารมณ์ หากคนธรรมดาถูกคมเขี้ยวนั้นกัด พิษจากน้ำลายจะหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายทันที และเมื่อพิษนั่นหลอมรวมกับตัวตนอย่างสมบูรณ์ ก็จะกลายเป็นมนุษย์หมาป่า หรือผู้สามารถใช้พลังในด้านซึ่งไม่เคยมีมาก่อนได้ ความเร็ว สัมผัสเฉียบไว พละกำลัง...""สิ่งมีชีวิตแบบพวกนาย ฉันไม่ต้องการ" ร่างถูกพันธนาการช่วงข้อมือและข้อเท้าตวาดทั้งกัดฟันกรอดกลับมา ขณะเดียวกันร่างกายรู้สึกร้อนผ่าวราวกับถูกเผาไหม้ภายใน สะท้านราวกับมีลูกไฟวิ่งไปทีละสัดส่วน"เทียบไม่ได้หรอก เพราะนายเป็นระดับล่าง ไม่ได้มีสายพันธุ์หมาป่าตั้งแต่เริ่ม สำคัญกว่านั้นยังเป็นได้แค่ทาส
"อีกสองอาทิตย์จะมีงานเปิดตัวเธอ ในฐานะทายาทอีกคนของตระกูลคาสเชล เตรียมตัวให้เรียบร้อยพี่จะส่งซิลวี่ไปรับเธอมาที่เชคเวีย หวังว่าชุดที่ส่งไปจะชอบ พี่พยายามหาสีแดงแบบเดียวกับสีกุหลาบบ้านเราที่ทรานซิลเวเนียสีโปรดของเธอ คิดว่าเธอใส่แล้วคงจะงดงามมาก แล้วพบกัน..." เนรานั่งนึกถึงประโยคในกระดาษจดหมายแนบมากับกล่องพัสดุใบขนาดพอเหมาะจะใส่ชุดและรองเท้าพร้อมเครื่องประดับสำหรับงานเลี้ยงประชุมอันจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้"ให้พี่อีธานมาหาเรา แทนที่จะพูดเรื่องนี้กับเราหรือโทรหาก็ยังได้ ตารางการสอนดันยกให้อาจารย์คนอื่นปฏิบัติแทน ทำแบบนี้เท่ากับบอกว่าแม้แต่เสียงก็ไม่อยากได้ยินหรือหน้าคงไม่อยากเจอเรา" เธอบ่นพึมพำออกมาขณะกินข้าวกลางวัน เพราะตลอดคาบเรียนเช้ามานี้ เรื่องของพี่ชายเธอผู้ซึ่งไม่ยอมปรากฏตัวให้เห็นหน้ากลายเป็นปัญหาลดทอนสติขณะนั่งเรียนไปแล้ว ด้านมีนา ซึ่งกลายมาเป็นบอดี้การ์ด มองเพื่อนสาวคนสนิทที่ตอนนี้ได้กลับมาคุยกันแบบปกติถอนหายใจอยู่หลายครั้ง มือพลางเขี่ยอาหารในกล่องไปมาอย่างคิดหนัก"เป็นอะไรหรือเปล่า... มีนาตัดสินใจเรียกสติคนทำหน้าบูดบึ้ง... ก็อยากตั้งใจฟังที่พูดแต่ฉันฟังไม่รู้เรื่อง""เปล่า... ค
ท่ามกลางหิมะในความมืดร่างหมาป่าขาวได้แต่วิ่งสับส่ายโก่งคอร้องหาคู่ตน เธอไปไหน เหตุใดเธอจึงพร้อมหนีเขาอยู่ร่ำไป... เนรา... เนรา... เขาพร่ำเรียกชื่อเธอเช่นนั้นอย่างไม่รู้จักเหนื่อย ได้เพียงเห็นเงาเคลื่อนไปมาทางนั้นที ซอกหลืบต้นไม้โน้นที แต่ไม่มีทางทีที่ใบหน้ายิ้มน้อยๆจะเมตตา"เนรา" เสียงลั่นไปทั่วห้องนอนยันชั้นล่างของบ้านหินกึ่งปูนกึ่งไม้ ร่างนอนเหยียดยาวโหยงตัวขึ้นบนเตียง มือกำผ้าห่มแน่นสองตารีบควานหาร่างที่เขานอนกกกอดทั้งคืน ไหนเลยบนเตียงนุ่มซึ่งยังคงมีกลิ่นเธอกลับว่างเปล่า ไม่กี่อึดใจเขาวิ่งออกจากห้องลงบันไดชั้นสองด้วยฝีเท้าหนัก อาการร้อนรนหัวหนักอึ้งพร้อมสภาพผมฟูยังคงไม่เรียงตัวดี ด้านเคธี่เดินถือกะทะกำลังจะตั้งเตา ส่วนโครว์ละจากหนังสือเมื่อสเวนลงมาจากชั้นบนอย่างรีบร้อน"นายเป็นอะไร""เนล่ะ " ขณะที่เคธี่กำลังเอ่ยปาก ทว่าโครว์ผู้กระตุกยิ้มนิดหนึ่งแทรกขึ้นทันที"เมอร์สันมารับไป" ได้ยินเพียงแค่ชื่อ ทำให้เขาติดความเร็วพาตัวเองวิ่งออกจากบ้านด้วยความโกรธ ด้านเคธี่ตีแขนสามีตนเองเล่นตลกไม่ดูว่าเนราเพิ่งกลับคืนสู่พวกเขา โดยเฉพาะสเวนชายผู้กลัวจะเสียเนราไปอีกไม่เท่าไรคนวิ่งผ่านประตูบ้านได้ยิน




![คลั่งรักยัยรุ่นพี่ [Crazy in love]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


