Share

พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน
พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน
Penulis: ACHICHI

บทที่ 1

Penulis: ACHICHI
last update Tanggal publikasi: 2025-03-12 17:33:50

พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน

ตอนที่ 1

01.30 น.

ไม่อยากจะเชื่อ…

ไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ ว่าฉันจะต้องมายืนรอเพื่อนมารับตรงซอยเปลี่ยวในเวลาตีหนึ่งกว่า ๆ แบบนี้ โอเค… มันก็เป็นย่านที่คนพลุกพล่านนั่นแหละ แต่ทีนี้เพราะซอยอื่นรถมันเยอะฉันเลยโดนสั่งให้มายืนรอตรงซอยนี้แทน

ไม่มีใคร… ไม่มีรถผ่าน… มีก็แต่…

ร่างสูงของใครคนหนึ่งกำลังมุดหัวออกมาจากประตูเลื่อนที่ปิดลงมาครึ่งหนึ่งของอู่ซ่อมรถขนาดใหญ่ มันดูเหมือนจะเลยเวลาทำการมานานแล้วทว่าแสงไฟจากในอู่เพิ่งจะดับลงเมื่อครู่นี้เอง เพราะความหวาดระแวงฉันเลยลอบสังเกตผู้ชายคนนั้นเงียบ ๆ ร่างสูงดูทะมัดทะแมง แข็งแรง และที่สำคัญ… ขนาดมองจากตรงนี้ยังเห็นได้ชัดว่าเขาโคตรพ่อโคตรแม่หล่อเลยจริง ๆ

ใบหน้าติดจะหงุดหงิดชำเลืองมามองฉันที่ยืนอยู่ชิดฟุตพาทฝั่งตรงข้ามเงียบ ๆ ฉันเลยพลอยได้จ้องเขาถนัดขึ้น นัยน์ตาสีอ่อนดูแปลกใจที่มีผู้หญิงที่แต่งตัวจัดเต็มมายืนแกร่วอยู่แถวนี้

แต่แล้วจมูกโด่งก็พ่นลมหายใจหนักจนได้ยินเสียงดังฟังชัด เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง ทำให้มองเห็นว่าเจ้าตัวอยู่ในเสื้อช็อปสีกรม เหมือนจะเรียนวิทยาลัยช่างในละแวกนี้ เขาเสยผมสีน้ำตาลเข้มขึ้นก่อนมือสองข้างจะลดลงมาเท้าสะเอว และพุ่งสายตามองมาที่ฉันอย่างชัดเจน สายตาเขาดู…

ค่อนข้างจะรำคาญ…

“บอกแล้วไงว่าไม่ซื้อ” เสียงดุ ๆ ดังขึ้น เหมือนเป็นการเริ่มต้นบทสนทนากับฉัน นั่นทำให้ฉันตกใจมากจนเผลอร้องออกมา

“ซื้อ? ซื้ออะไร?”

“ก็ขายอะไรละเจ๊?” ท่าทางกวนประสาทรวมถึงคำพูดที่เอ่ยออกมาทำให้รู้ได้ในทันทีว่าคนที่ยืนอยู่อีกฟากของถนนหมายถึงอะไร

“ฉันไม่ใช่คุณตัวนะ!” เสียงแหลมขึ้นสิบระดับของฉันตะโกนกลับไปอย่างมีน้ำโห โอ้โห!หน้าตาหล่อโคตรแต่ปากคือแบบ…

“ก็เห็นมายืนอ่อย แถวนี้มีใครที่ไหน? ไปซอยเจ็ดนู่นเจ๊” ว่าแล้วก็โบกมือไล่ ท่าทางไม่แยแส

พระเจ้า!!!

“ฉันมายืนรอเพื่อนต่างหาก! ไม่ได้มาขาย!” เสียงลุกลี้ลุกลนของฉันดูเหมือนจะยิ่งทำให้คู่สนทนาได้ใจ เขาขยับปากยิ้มพร้อมเอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม

“เอาเหอะ” ว่าแล้วก็พยักหน้าเหมือนเข้าอกเข้าใจกัน… คือมันยังไงวะเนี่ย…

วินาทีนี้ฉันถึงกับต้องก้มหน้าลงมองการแต่งกายของตัวเอง มันเหมือนมาขายตรงไหนกัน? ก็แค่ใส่เดรสเกาะอกที่สั้นขึ้นมาจากขาอ่อนแค่คืบ รองเท้าส้นสูงสี่นิ้ว… ผมสีน้ำตาลอ่อนถูกปล่อยให้ยาวสยายคลอเคลียช่วงต้นแขน นอกนั้นก็ปกติออก…

สภาพคนออกจากผับก็อย่างงี้ทั้งนั้นแหละไอ้บ้า! ฉันตะโกนด่าคนที่กำลังเลื่อนมอเตอร์ไซค์ที่ดูเหมือนเศษซากอารยธรรมรุ่นดึกดำบรรพ์ออกมาจากซองจอด

เออ!! รีบไปเลย! ยิ่งโมโหอยู่!

แน่นอนแหละว่าพูดได้แค่ในใจ… ถึงเขาจะหล่อมาก แต่ดูจากทรงก็ไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่… ขืนไปตะโกนใส่อาจจะเจอวิ่งเข้ามาต่อยก็ได้ สมัยนี้ไว้ใจใครได้ที่ไหน…

ฉันพยายามจะไม่สนใจ แต่ไอ้บ้านั่นกลับควักบุหรี่ออกมาจุดสูบเฉยเลย… ทั้งที่เมื่อครู่ทำท่าเหมือนจะไปแล้วแท้ ๆ สายตานิ่งสนิท ชำเลืองมองมาเป็นระยะ ระหว่างที่อีกมือกำลังเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ ปากก็พ่นควันไปด้วย…

บรรยากาศอึดอัดพิกล ทั้งที่เรายืนห่างกันหลายเมตรซ้ำยังมีถนนเส้นเล็กตัดผ่านซอยคั่นระหว่างกลาง แต่จิตใจของฉันก็อยู่ไม่สุขเอาเสียเลย อยากจะเดินหนีไปไกล ๆ เหมือนกัน ติดตรงที่มันจะยิ่งต้องเดินลึกเข้าไปนี่สิ… ตรงนี้ดูมีแสงสว่างที่สุดแล้วด้วย…

“ฮัลโหล… แกอยู่ไหนแล้วเนี่ย?” ฉันหมุนตัวหันหลังให้ไอ้หล่อคนนั้นเพื่อจะคุยโทรศัพท์

‘รถติดมากเลย น่าจะอีกยี่สิบนาที ข้างหน้ามีด่านด้วย’ เสียงเบื่อหน่ายของยิมเพื่อนสนิทคนสวยที่ต้องไปวนรถมาไกลกว่าปกติเอ่ยตอบกลับมาในทันที

“ยี่สิบ?”

‘อืม… ไม่ต้องออกมานะ เดี๋ยววนเข้าซอยแล้วออกทางลัดเลย’

“แต่ซอยนี่มันเปลี่ยวมากเลยนะแก” ฉันพยายามพูดเสียงเบาที่สุด มีหันไปมองผู้ชายคนนั้นบ้างเพราะสัญชาตญาณระวังภัย และร่างสูงก็ยังยืนอยู่ที่เดิม พ่นควันเหมือนเดิม

‘เอออดทนนิดนะแก แค่นี้นะเดี๋ยวจะรีบไป’

“ยิม!”

เสียงจากปลายสายตัดไปแล้ว พร้อมกับเม็ดเหงื่อที่เริ่มผุดซึมขึ้นตามกรอบหน้าของฉัน ความเงียบรอบตัวทำให้จิตใจเริ่มจะตื่นกลัวขึ้นมา… ทำไมผู้ชายคนนั้นถึงได้เอาแต่ยืนสูบบุหรี่อยู่ได้ ดึกดื่นป่านนี้ทำไมไม่รีบไป ๆ สักที

แต่วินาทีหลังจากนั้นฉันก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ขยับใกล้เข้ามา แสงไฟจากหน้ารถมองเห็นได้จากระยะไกล มีรถผ่านไปมาสักคันสองคันก็ยังดีละวะ!

ก็เหมือนคิดผิด…

เมื่อกลุ่มแก๊งมอเตอร์ไซค์หลายคันเริ่มบิดเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ ฉันพยายามเดินหลบเข้าข้างทางให้ได้มากที่สุด เพราะบนมอเตอร์ไซค์เหล่านั้นมีพวกผู้ชายหลายคนพากันหันมามองยังจุดที่ฉันยืนอยู่ ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะตะโกนแซว

“เท่าไหร่คร้าบ?”

“!!”

ฉันตกใจมาก ไม่ใช่เพราะไอ้พวกนี้มันแซว แต่เป็นเพราะพวกมันค่อย ๆ ชะลอรถลงตรงหน้าต่างหาก!! มองดูน่าจะเป็นสิบคนได้เห็นจะได้… แถมท่าทางแต่ละคนก็คือ…

เอาเป็นว่าละไว้ในฐานที่เข้าใจ

“พันห้า?” หัวโจกที่เอ่ยถามราคาฉันในตอนแรก เลิกคิ้วถามด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ เพื่อน ๆ ของมันพากันหัวเราะเกรียว

“…” สวยอย่างฉันได้แค่พันห้าเองเหรอ? พระเจ้า!

“หรือสองพัน?”

ไอ้พวกบ้านี่พากันหัวเราะเสียงดังในขณะที่ฉันหน้าเสียสุด ๆ ทั้งกลัวทั้งอาย อยากจะด่าพวกมันสักยก แต่ก็กลัว… อีกทั้งพวกมันก็ตั้งท่าจะหยุดคุยจริงจังไม่คิดจะผ่านไปง่าย ๆ

สายตาเป็นต้องชำเลืองมองไปยังร่างสูงของคนหล่อคนเดิมที่กำลังมองมาด้วยสายตานิ่งสนิท ท่าทางของเขานิ่งมาก และดูเหมือนไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเลย เอาแต่ยืนเต๊ะท่าอยู่ได้! เมื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือเองไม่สำเร็จ ฉันเลยจำใจต้องรีบวิ่งไปหาเขาเอง…

และใช่… ผู้ชายคนนี้ดูปลอดภัยที่สุดแล้วในเวลานี้…

“เฮ้ย… อะไรวะ?”

กลุ่มไอ้พวกบ้านั่นพากันหันมองตามมา รวมถึงร่างสูงข้าง ๆ ฉันเองก็ด้วย เรียวคิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย ราวกับจะสื่อสารว่าฉันต้องการอะไร…

เขาโง่หรือยังไงเนี่ย?

ฉันขยับตัวไปหลบอยู่ข้าง ๆ ไอ้เศษเหล็กซังกะบ๊วยที่ถูกเลื่อนออกจากซองจอดเมื่อครู่นี้ โดยใช้ร่างสูงของคนตรงหน้าเป็นโล่กำบัง คนไม่รู้จักกันมาก่อนเลียริมฝีปากค้างไว้ทำหน้าชั่งใจ ก่อนจะตวัดสายตากลับไปมองแก๊งนั้น พร้อมเอ่ยเสียงเรียบ

“นี่เมียกู…”

“!!!”

ฉันเบิกตาโตอย่างตกใจกับสิ่งที่เขาพูดออกไป แต่ถึงงั้นก็ไม่กล้าพอที่จะพูดอะไรขึ้นมาในสถานการณ์นรกนี้ ไอ้แก๊งนั้นหยุดเสียงหัวเราะลงแค่นั้น แล้วเริ่มตีหน้านิ่งเหมือนกัน และบอกเลยว่าวินาทีนี้ฉันกลัวจนฉี่แทบเล็ดเพราะพวกมันดูเหมือนจะไม่พอใจ…

แต่แล้วโชคยังดีที่หนึ่งในนั้นส่งเสียงเตือนเพื่อนขึ้นมา

“ไปเหอะว่ะ ดึกแล้วกูอยากนอน”

“เออไปเหอะลูกพี่ คงเป็นเมียมันจริงมั้ง”

“เออ… อย่าให้เจอนะมึง!”

ไอ้หัวโจกที่ให้ราคาฉันแค่พันห้ายกนิ้วชี้หน้าคนหล่อที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันอย่างเอาเรื่อง เจ้าตัวไม่ได้ต่อปากต่อคำด้วยแต่ก็ไม่ยอมละสายตากลับมาเหมือนกัน เอาเป็นว่าไม่มีใครยอมใคร! และก็โชคดีอีกครั้งที่คนขี้ง่วงคนเดิมตะโกนบอกให้เพื่อนรีบบิดรถออกไปสักที

ถึงแม้บรรยากาศเมื่อครู่นี้จะโคตรมาคุ แต่ท้ายที่สุดแก๊งมอเตอร์ไซค์แก๊งนั้นก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวห่างออกไป ฉันตบอกตัวเองอย่างโล่งอก เมื่อเสียงเครื่องยนต์ทิ้งห่างออกไปแล้ว กลายเป็นว่าตอนนี้เหลือเราแค่สองคนเหมือนเดิม แต่ที่ต่างคือฉันยืนอยู่ข้าง ๆ เขาเลย!

ร่างสูงโปร่งที่พอได้อยู่ในระยะใกล้ถึงได้รู้ว่าเขาสูงกว่ากันมากพอสมควรเหลือบสายตามามองกันนิด ๆ แต่ก็ไม่ยักพูดด้วย ซ้ำทำท่าเหมือนจะคร่อมมอเตอร์ไซค์หนีไปอีกคน ฉันกลืนน้ำลายฝืด ๆ ลงคอพยายามส่งสายตาสื่อความหมาย อยากจะขอให้เขาอยู่ต่ออีกหน่อยเพราะเหตุการณ์น่าหวาดเสียวเมื่อครู่ทำให้อกสั่นขวัญหายไม่น้อย แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะพูดออกไปตรง ๆ ทำให้ได้แค่มองขายาว ๆ สตาร์ตเครื่องเตรียมตัวเคลื่อนรถออกไป

และแล้วก็เหมือนสวรรค์จะเห็นใจผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แบบนลินคนนี้อยู่บ้าง...

เมื่อผู้ชายคนเดิมตรงหน้าเหมือนจะเริ่มเข้าใจสถานการณ์ของฉันขึ้นมา เสียงพ่นลมหายใจแผ่วเบาทว่าได้ยินชัดในความเงียบของเขาดูหงุดหงิดกว่าตอนแรกที่เจอกันเสียอีก แต่กระนั้นก็ดับเครื่องลงดื้อ ๆ

เบ้าหน้าหล่อโคตรแบบลูกรักพระเจ้าหันมามองกันตรง ๆ เรียวคิ้วเข้มเริ่มขมวดเข้าหากันอีกครั้ง นัยน์ตาสีอ่อนไล่สายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า เรียวปากสวยทำเสียงจิ๊จ๊ะกับตัวเองก่อนจะเอาขาตั้งมอเตอร์ไซค์ลง

“เมื่อไหร่เพื่อนจะมา?”

“แค่อีกแป๊บเดียว” ฉันยิ้มอย่างดีใจ เข้าใจความหมายที่เขาสื่อโดยที่ไม่ต้องเอ่ยขยายความใด ๆ

“ให้แค่ห้านาที” เสียงเรียบ ๆ บอกโดยไม่หันมามอง

ฉันเม้มริมฝีปากแน่นพยายามจะไม่หลุดยิ้มออกมา ในขณะที่รีบเลื่อนโทรศัพท์เข้าแชตไลน์ทักไปบอกให้ยิมรีบมาก็ลอบมองเสี้ยวหน้าหล่อไปด้วย เขากำลังเลื่อนมือถือเงียบ ๆ โดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ

และถึงจะดูเป็นคนธรรมดา แต่เพราะหน้าตาหล่อจัดบวกกับหุ่นแข็งแรง ขายาว ๆ ท่าทางทะมัดทะแมงแบบนั้น ทำให้ดูน่าสนใจไม่น้อย และยิ่งได้รับความช่วยเหลือเรื่องเมื่อกี้นี้ก็อีก… ก็ยิ่งดูหล่อขึ้นเป็นกอง…

ดูเหมือนจะเป็นพวกปากไม่ดีแต่ใจดีไม่เบา…

และแม้ว่าเวลาจะผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีแล้ว ยิมก็ยังไม่โผล่มาสักที! แถมคนตรงหน้าก็ไม่ได้หนีกันไปเหมือนที่บอกตอนแรก แต่ดูท่าทางหงุดหงิดหนักขึ้นทุกทีเพราะฉันเห็นเขาขยับตัวลุกขึ้นเดินไปเดินมาพร้อมมองหน้าฉันไปด้วย จนในที่สุดขายาวก็หยุดเดินแล้วกลอกตามองบน

“จะรอถึงเช้าเลยไหม?” น้ำเสียงหงุดหงิดเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากที่ระหว่างเรามีแต่ความเงียบอยู่นาน

“พอดีมีด่าน รถก็เลยติดนิดนึง” ฉันพยายามแก้ตัว ก็เกรงใจเขาอยู่เหมือนกันหรอกแต่ทำยังไงได้ล่ะ?

“บ้านอยู่ไหน?”

“ซอยยี่สิบ” ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันไว้ใจคนแปลกหน้าแล้วบอกออกไปได้ยังไง รู้ตัวอีกทีก็พูดไปแล้ว

“ขึ้นมา… จะไปส่ง”

ไม่พูดเปล่าคนเสนอตัวไปส่งกำลังทิ้งตัวนั่งคร่อมลงบนมอเตอร์ไซค์อีกครั้ง พร้อมพยักหน้าเรียกเหมือนมัดมือชกยังไงยังงั้น แต่ฉันก็ไม่ได้ไว้ใจเขาขนาดนั้นสักหน่อย…

“…” สีหน้าเหนื่อยใจเริ่มฉายชัดเมื่อเห็นอาการของฉันว่าไม่ไปด้วยแน่ ๆ ริมฝีปากสวยเอ่ยต่ออย่างหงุดหงิด “งั้นก็รอคนเดียวละกัน ง่วง”

“…” ฉันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ และรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ นี่มันดึกมากแล้วนะ หมอนี่จะทิ้งฉันไว้คนเดียวจริงเหรอ?

“ไม่งั้นก็ขึ้นมา… ไม่ข่มขืนหรอก ถ้าจะทำลากเข้าร้านไปนานแล้ว…”

ไอ้หล่อเริ่มกระชากเสียงใส่ เขาคงง่วงมากจริง ๆ เพราะเอาแต่หาวไม่หยุดตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ฉันคว้ามือถือขึ้นมาดูอีกครั้งก็ยังไม่มีการตอบรับใด ๆ จากยิมเลยแม้แต่ประโยคเดียว และวินาทีที่เสียงติดเครื่องรถดังขึ้นก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหาไอ้เศษเหล็กซังกะบ๊วยนี่อย่างจำใจ

อย่างน้อยคน ๆ นี้ก็ดูไม่ได้พิศวาสกันสักนิด และมันก็จริงอย่างเขาบอกถ้าจะทำอะไรกันคงจะลากเข้าร้านไปนานแล้ว ขนาดของตัวเราต่างกันออกอย่างนี้

“นั่งยังไง?” ฉันอึกอักถาม เพราะไม่เคยนั่งมอเตอร์ไซค์มาก่อนไม่ได้กวนประสาทเลยจริง ๆ ใบหน้าหล่อหันมามอง ถอนหายใจยาวพรืดก่อนจะอธิบายช้า ๆ ทีละคำ

“ยกก้นขึ้นมาแล้วเอาขาเหยียบอันนี้เอาไว้”

“แบบนี้?”

ฉันขึ้นมอเตอร์ไซค์อย่างทุลักทุเลเพราะกระโปรงมันสั้นมากจนต้องเอามือมาปิดไว้ ซ้ำยังไอ้รองเท้าส้นสูงเฮงซวยนี่ก็ด้วย เหยียบยากชะมัด และยังไม่ทันนั่งได้ถนัดนักคนขับก็บิดเครื่องออกไปซะแล้ว ฉันตกใจจนต้องรีบคว้าตัวเขาเอาไว้อย่างลืมตัว เกาะเอวคนไม่รู้จักกันไว้อย่างนั้นเพื่อกันร่วง

แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ติดอะไร ไม่ได้หันมามองด้วยซ้ำ เป็นฉันเองที่อึดอัดจนต้องแอบมองใบหน้าหล่อราวเทพปั้นผ่านกระจกมองข้างแทน

สิบนาทีต่อมา…

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าฉันมาถึงหน้าบ้านตัวเองโดยสวัสดิภาพ บ้านหลังใหญ่เงียบเชียบไม่มีแสงไฟสักดวงเล็ดลอดออกมา คนมาส่งมองกันเงียบ ๆ ฉันเองก็ไม่รู้จะต้องทำยังไงเลยมัวแต่ยืนอึกอักอยู่เกือบนาที จนเขาพยักหน้ากับตัวเองอย่างไร้ความหมายก่อนจะประชดออกมา

“เออ… ไม่ต้องขอบคุณหรอก”

“…”

วินาทีที่มอเตอร์ไซค์คันเก่าที่ดูเหมือนอะไหล่จะหลุดได้ทุกเมื่อทำท่าจะเร่งเครื่องออกไปฉันก็ส่งเสียงออกไปในที่สุด

“ขอบคุณมากนะที่มาส่ง”

“อือฮึ” เสี้ยวหน้าหล่อหันมามองกันอีกครั้ง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย

“และก็เรื่องที่อยู่เป็นเพื่อนด้วย”

“แค่นั้นแหละ”

เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว เขาก็หันกลับไปพร้อมกันรถคันนั้นก็เคลื่อนตัวห่างออกไป ฉันยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมรู้สึกตื้นตันใจที่ยังมีคนหล่อที่จิตใจประเสริฐขนาดนี้อยู่บนโลก ถึงจะรู้จักกันแค่ชั่วโมงเดียวก็เถอะ…

เดี๋ยวไม่สิ… ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาชื่ออะไร…
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน   บทที่ 113

    “พี่ก็ต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวอีกแล้ว” พี่เตถอนหายใจเบา ๆ ฉันกับพี่สิงห์มองหน้ากันอย่างรู้ทันคนที่แกล้งทำเป็นซึมเหมือนอาภัพรักเสียเต็มประดา“มึงก็หาเมียสิ เลิกเล่นไปเรื่อยได้แล้ว…”“กูไม่ได้เล่น แต่คนอื่นเขามองว่ากูเล่น!” พี่เตเถียงเสียงดัง สีหน้าเซ็งจัด“พี่ก็หัดทำตัวจริงจังหน่อย…” ฉันยกมือตบบ่าพี่เต

  • พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน   บทที่ 112

    ฉันพยายามจะไม่สนใจร่างสูงที่เอาแต่พูดเรื่องพี่เลี้ยงเด็กอะไรนั่นแล้วเดินเข้าครัวเพื่อไปทำอาหารให้เขากินใช่… ฉันมันแม่บ้านสุดเก๋ายังไงล่ะ… ฝีมือฉันพัฒนาไปถึงขั้นนั้นแล้ว!“พี่สิงห์!”แต่แล้วก็ต้องร้องเสียงดังเมื่อตัวเองถูกอุ้มจนลอยขึ้นจากพื้น พี่สิงห์ส่ายหน้าไปมาเพื่อจะบอกว่ายังไงก็ไม่ยอมให้ฉันทำอะไ

  • พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน   บทที่ 111

    พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน ตอนที่ 48หกปีผ่านไป...ไม่อยากจะเชื่อว่าชีวิตของฉันจะวุ่นวายได้ขนาดนี้!ตอนนี้ฉันกำลังห่อข้าวใส่กล่องข้าวสามกล่อง จัดการเอากระเป๋านักเรียนของเด็ก ๆ มาวางต่อ ๆ กันแล้วยัดไอ้กล่องข้าวที่ใช้เวลาทำตลอดทั้งเช้าลงไป เสียงเด็ก ๆ กำลังผลัดกันตะโกนผลัดกันร้องไห้โยเยอยู่ตรงห้อ

  • พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน   บทที่ 110

    แต่มันก็เป็นมันหน้าหนายิ่งกว่าปูนโบกตึก… จะไปอายอะไร…ตรงนี้คงมีแค่ยิมที่นอนอยู่เก้าอี้ตัวถัดไปจากผมกับลินเท่านั้นที่ดูเหมือนจะหลับไปง่าย ๆ ร่างบางในชุดว่ายน้ำถูกคลุมด้วยผ้าเช็ดตัวที่ผมจำได้ว่าเป็นของไอ้ยีนซึ่งผมเห็นอยู่บ่อย ๆ เวลามันไปนอนค้างกับไอ้เตที่บ้านก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงมาอยู่กับเด็กน

  • พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน   บทที่ 109

    พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน ตอนที่ 47ก็คิดผิดจริง ๆตอนนี้เรามาถึงทะเลแล้ว ผมสามคนกำลังนั่งคุยเล่นกันอยู่ที่เก้าอี้ชายหาด ทุกคนหันหน้าเข้าหาทะเล แสงแดดตอนบ่ายมันจ้าเสียจนต้องเอาแว่นกันแดดมาใส่ เพราะอากาศค่อนข้างร้อนจัดพวกผมเลยนอนถอดเสื้อนอนกันเรียงคนสาว ๆ กำลังยืนอยู่ห่างออกไปยังหน้าชายหาดที่แ

  • พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน   บทที่ 108

    วันนั้นผมอยู่อู่จนดึก… ดึกชนิดที่ว่าไม่เคยมีวันไหนอยู่ดึกขนาดนั้นมาก่อนเพราะงานมันล้นมือมาก ๆ และวันนั้นเองผมก็ได้เจอกับร่างเล็กที่ยืนแกร่วอยู่คนเดียวตรงฟุตพาทฝั่งตรงกันข้าม ถึงเรื่องมันจะทุเรศไปสักหน่อยที่ผมปากหมาไปเอ่ยทักลินแบบนั้นแต่ก็นั่นแหละ… ตอนนั้นตัวผมเองไม่ได้เสี้ยนบุหรี่ขนาดนั้น ง่วงนอนจะ

  • พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน   บทที่ 54

    พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน ตอนที่ 27แน่นอนว่าฉันกดตัดสายทิ้งในทันที แล้วส่งโทรศัพท์คืนไปให้เพื่อนที่ยังคงมองมาอย่างเป็นกังวล ฉันยิ้มให้มันเพื่อสื่อความหมายว่าไม่เป็นไร มันถึงได้กลับไปจิ้มแตงกวากินต่อโดยไม่ให้คนอื่นสงสัยแต่ก็ดูเหมือนจะไม่ทันแล้วเพราะพี่สิงห์ดูนิ่งสนิทไปเลยไม่ต้องเดาให้เสียเวล

  • พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน   บทที่ 50

    พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน ตอนที่ 25หลังจากตากผ้าที่เหลือเสร็จผมก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน มองเห็นเด็กขี้เขินนั่งหน้าแดงอยู่บนโซฟา ผมถอนหายใจเบา ๆ แล้วเดินไปหายามาทาผื่นแพ้ที่มือให้ราวกับเป็นเดจาวู“ไม่ต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้นก็ได้” คนตัวเล็กพึมพำออกมา พร้อมยกมือขึ้นมากางแก้มผมออก“ก็บอกแล้วว่าไม

  • พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน   บทที่ 46

    พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน ตอนที่ 23หลายวันผ่านไปวันนี้ฉันเรียนเสร็จก็ตั้งท่าจะกลับบ้านพี่สิงห์เหมือนทุกวัน แต่พอมาถึงรถก็ต้องพบกับร่างสูงคุ้นตาของใครบางคนยืนรออยู่ ใครคนนั้นหันหน้ากลับมามองเมื่อได้ยินเสียงส้นสูงของฉันเดินเข้าไปจนใกล้“ลิน…”“มาทำไม?”แค่เห็นหน้าเขาฉันก็รู้ได้เลยว่าตัวเองหน้า

  • พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน   บทที่ 43

    พี่สิงห์เด็กช่างคนดุกับคุณนลิน ตอนที่ 22สิบนาทีต่อมาตอนนี้ฉันกับยิมกำลังนั่งนิ่งอยู่ที่โซฟา มองดูเจ้าของบ้านกำลังเปิดประตู และหน้าต่างเพื่อระบายอากาศที่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นไหม้ รวมถึงควันดำ ๆ ยังไม่ทันที่เราสามคนจะได้เปิดโต๊ะตั้งประเด็นอะไรกันก็มีบุคคลที่สาม และสี่เดินเข้ามา“แค่ก! ไอ้สิงห์! น้องล

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status