Compartir

บทที่ 4

Autor: ชาดจันทร์
เฉิงเหยียนนึกถึงคำพูดของเขาทางโทรศัพท์เมื่อคืนก่อนที่ว่า: วันนี้มีความสุข

ดูท่าทางฝั่งเมืองเจียงหมิงคงจะครึกครื้นกันน่าดู

แม้แต่เรื่องที่เธอกับสวีเป่ยหลานจะหย่ากันก็เป็นเพียงระลอกคลื่นเล็ก ๆ เท่านั้น การกลับมาของหลินชีต่างหากที่เป็นเหมือนคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดกระหน่ำ

เธอปิดหน้าอินสตาแกรมแล้วเตรียมตัวเข้านอน ทันใดนั้นสวีซีช่านก็ส่งข้อความมาซักถามด้วยน้ำเสียงเอาเรื่อง

จะหย่ากับพี่ชายฉันแล้วไม่ใช่เหรอ? เธอพาแม่ไปไหนแล้ว?

เฉิงเหยียน: มาเที่ยว อีกสองสามวันก็กลับแล้ว

สวีซีช่าน: พี่ชายฉันกับหลินชีกลับมาคบกันแล้ว! เธอรีบกลับมาสิ ฉันไม่อยากให้พี่หลินชีกลายเป็นมือที่สามนะ!

เฉิงเหยียนจ้องคำว่า ‘กลับมาคบกัน’ แล้วแค่นยิ้มเย็นชา

ถึงยังไงเธอก็เป็นภรรยาที่แต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายแท้ ๆ แต่พวกเขากลับกล้ามาออกคำสั่งกับเธออย่างนั้นเหรอ? เฉิงเหยียนคนนี้ไม่ใช่ลูกพลับนิ่ม ๆ ที่จะยอมให้ใครมาบีบคั้นรังแกได้ง่าย ๆ เสียหน่อย

เธอ: พี่ชายเธอเป็นคนถ่วงเวลาเองนะ ถ้าไม่อยากให้พี่หลินชีของเธอกลายเป็นมือที่สามก็มาขอร้องฉันสิ

เป็นไปตามคาด คุณหนูใหญ่สวีมีหรือจะยอมขอร้องเธอ?

สวีซีช่าน: เลิกโพสต์รูปแม่เธอได้ไหม? ไม่รู้สึกขยะแขยงบ้างหรือไง? เธอไม่กลัวขายหน้า แต่พี่ชายฉันยังกลัวขายหน้านะ

คำพูดนี้ทำให้ความโกรธพุ่งพล่านขึ้นมาในใจเฉิงเหยียนทันที

เธอ: ฉันโพสต์รูปแม่ตัวเองแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอ?

สวีซีช่าน: น่าเกลียดจะตาย อย่าทำให้คนในไอจีตกใจตายกันหมดสิ แม่เธอสวยตรงไหน? แค่มองก็รู้แล้วว่าปัญญาอ่อน!

เฉิงเหยียนเปิดผ้าห่มลุกจากเตียง เดินออกไปข้างนอกแล้วโทรหาสวีซีช่านผ่านอินสตาแกรมไม่หยุด

คิดไม่ถึงว่ายัยเด็กนั่นกลับไม่กล้ารับสายเสียอย่างนั้น

สุดท้ายสวีซีช่านก็ทนไม่ไหว:

อย่าทำตัวเหมือนผู้หญิงปากตลาดได้ไหม! ถ้าไม่ใช่เพราะเธอมัวแต่ยื้อไม่ยอมหย่ากับพี่ชายฉัน ฉันลบเธอออกจากรายชื่อเพื่อนไปนานแล้ว

เฉิงเหยียน: ไม่เป็นไร รอวันที่เธอได้เป็นหมอก่อนเถอะ ฉันจะเอาภาพหน้าจอคำพูดที่เธอดูหมิ่นคนป่วยพวกนี้ไปเผยแพร่ให้หมด แล้วมาดูกันว่าใครจะยังกล้าไปรักษากับเธอ?

สวีซีช่าน: เธอกล้าเหรอ???

เฉิงเหยียนมองรูปแม่ของตัวเองบนหน้าจอล็อกโทรศัพท์ ก่อนจะย่อตัวนั่งยอง ๆ พิงกำแพงแล้วก้มหน้าซุกลงในวงแขน

กระทั่งวันรุ่งขึ้น ความโกรธของเธอก็ยังไม่จางหายไป มันอึดอัดแน่นอยู่ในอกจนแทบทนไม่ไหว

ใคร ๆ ต่างก็พูดว่าคนเป็นหมอต้องมีหัวใจเมตตา แต่ใครจะไปเชื่อว่าคนในตระกูลสวีจะเย็นชาไร้หัวใจเสียยิ่งกว่าอะไร

เห็นได้ชัดว่าเหอหมิ่นเจินเองก็รู้เรื่องนี้แล้ว เพราะเธอส่งข้อความมาถามแต่เช้าว่าไปทำอะไรที่ลี่ชวน?

เหยียนเหยียน เธอควรจัดการเรื่องหย่ากับเป่ยหลานให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไป

เฉิงเหยียนอยากตอบกลับไปว่า ‘ก็มาถึงนี่แล้ว พูดเรื่องพวกนี้ไปจะมีประโยชน์อะไร?’

แต่พอนึกถึงเงินสินสอดสองล้านห้ากับทรัพยากรทางการแพทย์คุณภาพสูงเหล่านั้น เธอก็ลบข้อความทิ้งแล้วพิมพ์ใหม่อีกประโยค

ขอโทษค่ะ อีกหนึ่งสัปดาห์ก็จะกลับแล้ว ฉันจะหย่าแน่นอน คุณวางใจได้เลยค่ะ

เหอหมิ่นเจิน: ให้เร็วล่ะ

เป็นการเร่งรัดที่เย็นชาไร้เยื่อใย ไม่มีความเห็นอกเห็นใจแม้แต่น้อย

ธาตุแท้ของคนตระกูลสวีทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงเหลือเกิน

-

หลังจากเฉิงเหยียนพยายามปรับอารมณ์จนดีขึ้นได้อย่างยากลำบาก จู่ ๆ เธอก็ได้รับโทรศัพท์จากสวีเป่ยหลาน

เธอคิดว่าเขาคงโทรมาเรื่องหย่า

ความจริงแล้วหลังจากคุยโทรศัพท์กับเขาครั้งก่อน เธอก็ยังไม่อาจปล่อยวางได้อย่างสมบูรณ์

เธอก็เป็นมนุษย์ คนเราต่างก็มีหัวใจ มีเลือดมีเนื้อ อีกทั้งมนุษย์ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์ความรู้สึก

ถึงยังไงทั้งสองก็ใช้ชีวิตร่วมกันมาตั้งหนึ่งปี ไม่ใช่ท่อนไม้สองท่อนเสียหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะมีอะไรพูดกันบ้างไม่ใช่เหรอ?

หนึ่งปีมีสามร้อยหกสิบห้าวัน อย่างน้อยก็น่าจะมีสักวันสองวันที่ควรค่าแก่การจดจำ

เธอเองก็ไม่ได้เป็นคนใจกว้างสูงส่งอะไรขนาดนั้น ความน้อยเนื้อต่ำใจและความคับแค้นที่เธอได้รับมา หากไม่พูดออกมาตอนนี้ ต่อไปก็คงไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว

ดังนั้นเธอจึงกดรับสาย

น้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของสวีเป่ยหลานที่เย็นเยียบราวกับสายลมต้นฤดูใบไม้ผลิดังขึ้นข้างหูเธอ

“หลินชีเจอญาติคนไข้ก่อความวุ่นวาย พวกนั้นตามไปถึงบ้านหล่อน ฉันเลยให้หล่อนมานอนห้องของเธอแล้ว”

“...”

สมองของเฉิงเหยียนหยุดทำงานไปหลายวินาที หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เธอก็รู้สึกขบขันขึ้นมา

“นั่นมันบ้านของคุณ คุณตัดสินใจเองได้เลย ไม่ต้องมาบอกฉันหรอก”

ชายหนุ่มที่อยู่ปลายสายพูดราวกับกำลังท่องข้อกฎหมาย

“บ้านเป็นสินสมรสของสามีภรรยา ฉันคิดว่าจำเป็นต้องบอกให้เธอรู้สักหน่อย”

เฉิงเหยียนกลอกตา นี่เขากำลังเก็บหลักฐานเอาไว้หรือไง? เธอก็ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะมาแย่งบ้านกับเขา

จากนั้นเธอก็ได้ยินสวีเป่ยหลานเอ่ยอีกว่า “หลินชีไม่ได้เอาเสื้อผ้ามา เธอให้หล่อนยืมชุดนอนใส่หน่อยนะ”

เฉิงเหยียนขมวดคิ้วพลางคิดว่า เธอยังมีชุดนอนเหลืออยู่ที่บ้านเขาอีกเหรอ?

อ๋อ เหมือนว่าจะลืมเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ตรงระเบียง

“ใส่ไปเถอะ”

ในเมื่อพวกเขาไม่รู้สึกรังเกียจ เธอก็ไม่เอาชุดนอนพวกนั้นแล้ว ถือเสียว่าช่วยเติมเต็มรสนิยมพิเศษของพวกเขาก็แล้วกัน

ต่อไปอยู่ให้ห่างจากพวกขยะเหล่านั้นให้มากที่สุดจะดีกว่า

ขณะที่เธอกำลังจะวางสาย จู่ ๆ สวีเป่ยหลานก็เอ่ยขึ้นว่า

“ลี่ชวนมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะ เธอพาแม่กลับมาก่อนเถอะ ไว้คราวหน้าค่อยไปเที่ยวใหม่ อย่าให้เสียเรื่องสำคัญ”

ขณะนั้นเอง เสียงร้องเรียกอย่างเอาแต่ใจของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังลอดออกมาจากโทรศัพท์

“สวีเป่ยหลาน ไข่ดาวที่ฉันทอดไหม้หมดแล้ว! นายรีบมาเร็ว!”

“แค่นี้นะ”

เฉิงเหยียนยังไม่ทันได้พูดอะไร สวีเป่ยหลานก็กดวางสายไปเสียแล้ว

เธอถือโทรศัพท์พลางแค่นยิ้มเย็นชา วันนั้นเขาบอกว่าไม่ต้องรีบไม่ใช่เหรอ?

ดูท่าคงพูดไปตามมารยาทเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรเขาก็พาผู้หญิงคนนั้นเข้าบ้านไปแล้ว

คนที่มีภาพลักษณ์สูงส่ง เที่ยงธรรม และดีงามอย่างเขา คงจะใส่ใจชื่อเสียงของผู้หญิงที่ตัวเองรักมากสินะ?

สวีเป่ยหลานไม่ชอบกลิ่นควันน้ำมันจากการทำอาหาร ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเธอจึงไม่กล้าทำอาหารในบ้านเลย ต่อให้ทำก็มีแต่เมนูต้มจืด ไม่มีบรรยากาศอบอุ่นของการใช้ชีวิตในบ้านเลยแม้แต่น้อย

แต่ตอนนี้ทั้งสองคนกลับทอดไข่กันเสียแล้ว

สองมาตรฐานชัด ๆ เธอเบ้ปาก

“เหยียนเหยียน ไอ้นี่ต้องกดยังไงนะ?”

เฉินเฟินอวี้เรียกเธอจากในห้องน้ำด้วยน้ำเสียงงุนงง

เมื่อเฉิงเหยียนได้ยิน หัวใจของเธอก็กระตุกวูบ เธอโยนโทรศัพท์ทิ้งแล้วรีบลุกจากเตียง

การผ่าตัดเปิดกะโหลกครั้งนั้นทำให้สติปัญญาของเฉินเฟินอวี้ถดถอยลง เธอมักจะลืมแม้กระทั่งเรื่องพื้นฐานบางอย่างในชีวิตประจำวันอยู่บ่อยครั้ง

เฉิงเหยียนสอนแม่กดชักโครกอย่างใจเย็น พลางฟังแม่เล่าเรื่องสนุก ๆ จากการท่องเที่ยวในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

เมื่อเห็นเฉินเฟินอวี้ตื่นเต้นมีความสุขขนาดนี้ เฉิงเหยียนจึงหยิบแผนการท่องเที่ยวขึ้นมาดูว่ายังมีสถานที่ไหนที่ไม่ได้ไปเช็กอินอีกบ้าง

เธอตัดสินใจว่าจะไม่สนใจการเร่งรัดของคนตระกูลสวีอีก ปล่อยให้พวกเขาร้อนใจจนอกแตกตายไปเลย

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เธอกับแม่ต้องทนถูกมองด้วยสายตาดูแคลนมาตลอด แถมการผ่าตัดของแม่ยังออกมาเป็นแบบนี้ แต่ทุกคนกลับยังคิดว่าสองแม่ลูกได้รับผลประโยชน์จากตระกูลสวีไปมากมายเสียอย่างนั้น

เธอมองเฉินเฟินอวี้ราวกับกำลังมองเด็กน้อยคนหนึ่ง

ความสุขของแม่เธอต่างหากที่สำคัญที่สุด

เมื่อเฉิงเหยียนคิดได้และปล่อยวางแล้ว เธอก็ไม่อยากสนใจสวีเป่ยหลานอีกต่อไป

ในเมื่อรักแรกฝังใจของเขาเข้ามาอยู่ในบ้านอย่างเปิดเผยแล้ว ยังจะมีอะไรให้พูดกันอีก

เธอแค่รอให้ตัวเองกลับถึงเมืองเจียงหมิง แล้วไปจัดการหย่ากันให้เรียบร้อย ฉีกทะเบียนสมรสสีแดงทิ้งก็จบเรื่อง

ทว่าทางฝั่งเมืองเจียงหมิงในขณะเดียวกัน

เมื่อนายหญิงของบ้านไม่อยู่ เรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวันก็ทำให้สวีเป่ยหลานรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ

แค่จะจ่ายค่าไฟ เขายังไม่รู้แม้แต่หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้าของบ้านตัวเอง จนต้องโทรศัพท์ไปถามเฉิงเหยียนเดี๋ยวนั้น

ในบางเรื่อง ลึก ๆ แล้วเขายังเป็นคนหัวโบราณ เช่น ความคิดที่ว่าผู้ชายมีหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลบ้าน

เขาบอกให้เฉิงเหยียนจ่ายค่าไฟผ่านโทรศัพท์ไปเลย แต่เฉิงเหยียนคิดในใจว่านั่นก็ไม่ใช่บ้านของเธออีกต่อไปแล้ว จึงทำเป็นไม่ได้ยินเสียเลย

และยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่สุด

สวีเป่ยหลานไม่ได้ปลดปล่อยความต้องการทางเพศมาครึ่งเดือนแล้ว เขาเป็นผู้ชายที่แต่งงานแล้วและมีความต้องการตามปกติ จึงไม่ได้รู้สึกว่ามือของตัวเองจะเป็นคู่นอนที่ดีสักเท่าไร

กลางดึก ขณะที่เขากำลังรู้สึกหงุดหงิดกระสับกระส่าย ก็ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากด้านนอก สวีเป่ยหลานจึงขมวดคิ้วแล้วลุกจากเตียง

เมื่อผลักประตูห้องออกไป เขาก็มองเห็นเงาร่างอรชรอวบอิ่มของหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่มีแสงสลัวราง ๆ

เธอสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น คอเสื้อร่นลงมาถึงหัวไหล่ ส่วนท่อนล่างก็สั้นเสียจนดูเหมือนไม่ได้ใส่กางเกง เรียวขางดงามทั้งสองข้างแกว่งไกวไปมาอย่างแผ่วเบา

สวีเป่ยหลานดึงประตูห้องปิดลง

“กลับไปใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย ฉันหาชุดนอนให้เธอแล้ว”

หลินชีหัวเราะคิก “ทำไมล่ะ ไม่เจอกันปีเดียวก็กลายเป็นหนุ่มน้อยไร้เดียงสาไปแล้วเหรอ? ฉันให้ดูฟรี ๆ ยังไม่ยอมดูอีกเหรอ? ฉันไม่สวยหรือไง?”

สวีเป่ยหลานเอ่ยว่า “ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย”

“ไม่อยากดูเหรอ? หรือว่าฉันสวยสู้เมียนายไม่ได้?”

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 30

    “สวีเป่ยหลาน...”“ฉันนึกว่าเธอเป็นใบ้ไปแล้วเสียอีก”คำพูดร้ายกาจของเขากระทบกระเทือนจิตใจจนเฉิงเหยียนชะงักไปครึ่งวินาที เธอรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างมากผู้ชายคนนี้ก็เหมือนมีดที่ควบคุมไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหันมาทำร้ายเธออีกเธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่เติบโตมาในครอบครัวผู้มีการศึกษาสูงอย่างเขาถึงได้มอบความร้ายกาจทั้งหมดให้เธอเพียงคนเดียวพวกเขาก็ใกล้จะหย่ากันอยู่แล้ว จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยเหรอ?ชีวิตแต่งงานที่กำลังจะสิ้นสุดลง ไม่สามารถจากกันด้วยดีได้เลยหรือไง?สวีเป่ยหลานผลักเธอขึ้นรถปัง!เสียงปิดประตูรถดังสนั่นจนเฉิงเหยียนรู้สึกเจ็บหู แม้แต่หัวใจก็ยังเต้นระรัวอย่างไร้จังหวะสวีเป่ยหลานขึ้นรถแล้วเปิดเครื่องทำความร้อนเมื่อร่างกายเผชิญกับอากาศหนาวเย็นสลับกับความร้อนอย่างกะทันหัน เฉิงเหยียนก็เริ่มรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ผิวหนังทั่วร่างร้อนผ่าวขึ้นมาเมื่อเห็นว่ารถขับออกห่างจากโรงพยาบาลไปเรื่อย ๆ เธอก็รีบถามเขาว่า“คุณจะพาฉันไปไหน? ฉันจะกลับโรงพยาบาล”สวีเป่ยหลานจับพวงมาลัยแน่น ใบหน้าเคร่งเครียด โครงหน้าด้านข้างคมชัดราวกับรูปปั้นเขาเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“กล

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 29

    “เห็นท่าทางที่รุ่นพี่โจวปกป้องเธอแล้ว ฉันนึกว่าเป็นแฟนสาวหรือไม่ก็คนรักคนโปรดของเขาเสียอีก”คนหนึ่งเสนอขึ้นว่า “เรื่องนี้ควรบอกเป่ยหลานสักหน่อยไหม?”เฉิงเหยียนหิวจนแทบทนไม่ไหว เมื่อได้กลิ่นหอมของอาหารร้อน ๆ เธอก็เริ่มกินคำโตต่อหน้าโจวซีเหยาอย่างไม่เกรงใจโจวซีเหยาแทบไม่ได้ขยับตะเกียบ เขามองเธออย่างสนอกสนใจท่าทางกินอย่างตะกละตะกลามที่ยังแฝงความไร้เดียงสา ดูน่ารักราวกับกระต่ายน้อยที่กำลังกินอาหารเฉิงเหยียนรู้ตัวว่าตัวเองเสียกิริยาแล้ว จึงยิ้มอย่างเขินอาย“พี่ซีเหยา ฉันทำตัวไม่ค่อยสำรวมเกินไปหน่อยหรือเปล่าคะ?”โจวซีเหยาตักซุปไข่ใส่ถ้วยแล้ววางไว้ข้างมือเธอ“เห็นเธอกินอย่างเอร็ดอร่อยดี ระวังติดคอนะ”เฉิงเหยียนแก้มป่อง ดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว“พี่ซีเหยา อาหารจีนทางเหนือของร้านนี้รสชาติเหมือนที่บ้านเกิดฉันทำเลยค่ะ เป็นรสชาติต้นตำรับจริง ๆ”“อย่างนั้นเหรอ? สงสัยพ่อครัวก็คงเป็นคนทางเหนือเหมือนกัน”พอพูดถึงบ้านเกิด เฉิงเหยียนก็เริ่มพูดคุยอย่างออกรส เธอนึกถึงเรื่องสนุก ๆ ขึ้นมาได้มากมายโจวซีเหยาบอกเธอว่า “พี่เคยไปแถวบ้านเธอด้วยนะ เป็นเมืองชายแดนที่หนาวมาก ฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำ

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 28

    สวีเป่ยหลานรู้ว่าเธอเห็นแล้วแต่เขาไม่ได้อธิบายอะไร“ตอนเฝ้าติดตามคลื่นไฟฟ้าสมอง ญาติผู้ป่วยไม่สามารถอยู่เป็นเพื่อนได้ เธอกลับโรงแรมไปก่อนเถอะ พรุ่งนี้พวกเราค่อยมารับแม่”เฉิงเหยียนส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ฉันจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนแม่”สวีเป่ยหลานไม่ได้คิดจะอยู่ที่นี่นานนัก“ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนล่ะ”“ไปเถอะ”เฉิงเหยียนมองแผ่นหลังของเขาที่รีบร้อนรับโทรศัพท์พร้อมกับเรียกชื่อ “หลินชี” ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะกระตุกมุมปากเล็กน้อยเธอนั่งลงบนเก้าอี้ยาวในทางเดิน สีหน้าดูสงบนิ่ง แต่กลับสัมผัสได้ถึงรสขมปร่าในปากเขาสามารถพูดจาอ่อนโยนกับหลินชี กับคนไข้ หรือแม้แต่คนแปลกหน้าที่เดินผ่านกัน เขาก็ยังสุภาพมีมารยาทมีเพียงกับเธอเท่านั้นที่เขาพูดจาเย็นชา ทำให้เธอรับรู้ถึงความรังเกียจที่เขามีต่อเธอใครจะชอบให้คนอื่นปฏิบัติกับตัวเองแบบนี้กัน? เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นที่รองรับอารมณ์ของใครเสียหน่อย สู้ไม่ต้องพบหน้ากันอีกจะดีกว่าประตูห้องตรวจไม่ได้ปิดสนิท เธอจึงได้ยินเสียงแพทย์ที่อยู่ข้างในเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า“นายบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นภรรยาของสวีเป่ยหลานเหรอ? แล้วคนไข้ที่อยู่ในห้องเฝ้าติ

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 27

    “ได้สิ พรุ่งนี้ตอนเย็นพี่จะมารับเธอไปด้วยกัน”เฉิงเหยียนพยักหน้า “แล้วเจอกันนะคะ”ทั้งสองนัดหมายกันเรียบร้อย โดยลืมสวีเป่ยหลานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไปเสียสนิทขณะที่กำลังปิดประตู โจวซีเหยาหันไปมองสวีเป่ยหลานในสายตาของสวีเป่ยหลาน ดูเหมือนแววตาของอีกฝ่ายจะแฝงการยั่วยุท้าทายหลังจากได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วอย่างเลือนรางระหว่างทางไปโรงพยาบาล สวีเป่ยหลานเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงมีเพียงตอนที่เฉินเฟินอวี้พูดกับเขาเท่านั้น เขาถึงจะตอบกลับมาสักสองสามคำ แต่เฉินเฟินอวี้กลับชอบพูดคุยแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับลูกเขยของเธอเป็นพิเศษเฉิงเหยียนนั่งอยู่ข้างสวีเป่ยหลานโดยเว้นระยะห่างระหว่างกันเอาไว้มากทีเดียวเธออยากบอกแม่เหลือเกินว่า แม่คะ เขาไม่อยากคุยกับแม่ด้วยซ้ำ แม่เลิกชวนเขาคุยสักทีได้ไหม?หลังลงจากรถ เฉินเฟินอวี้ก็กางร่มสำหรับคนเดียวให้ตัวเอง แล้วส่งร่มขนาดใหญ่สำหรับสองคนให้เฉิงเหยียน เพื่อให้เธอใช้ร่วมกับสวีเป่ยหลานเฉิงเหยียนพยายามคว้าตัวแม่เอาไว้ แต่กลับคว้าไม่ทัน“แม่คะ แม่เอาร่มของแม่ให้เป่ยหลานเถอะ หนูกับแม่ใช้ร่มคันเดียวกัน”เสียงฝนดังซู่ซ่าไม่หยุด เฉินเฟินอวี้ทำราวกับไม่ได้ยิน ก่อนจะเดิน

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 26

    เขาขยับตัวมาบังเฉิงเหยียนเอาไว้ครึ่งหนึ่ง “พี่เหยา มาแต่เช้าขนาดนี้มีธุระอะไรเหรอครับ?”โจวซีเหยายื่นถุงกระดาษใบหนึ่งมาให้“ของใหม่ ฉันยังไม่เคยใส่”ช่างรอบคอบและเข้าใจอีกฝ่ายดีเหลือเกินหางตาของสวีเป่ยหลานราวกับมีชั้นน้ำค้างแข็งเกาะอยู่ เขาไม่ได้ยื่นมือไปรับเฉิงเหยียนคิดว่าเขาคงถือตัวไม่อยากเสียหน้า จึงยื่นมือไปรับแทน“ขอบคุณค่ะพี่ซีเหยา”“เรื่องเล็กน้อย”เฉิงเหยียนแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก คราวนี้สวีเป่ยหลานก็มีเสื้อผ้าสะอาดแห้งสนิทใส่แล้ว คงไม่ทำหน้าบึ้งตึงอีกแล้วใช่ไหม?เธอรู้สึกขอบคุณโจวซีเหยาอยู่ในใจต่างจากโจวซีเหยาที่คอยคำนึงถึงความรู้สึกของเธอกับแม่ในทุกเรื่อง สวีเป่ยหลานเป็นคนที่ค่อนข้างยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ทุกคนกลับชอบประคบประหงมบุรุษผู้สูงส่งเย็นชาราวกับดอกไม้บนยอดเขาคนนี้เฉิงเหยียนใช้ชีวิตร่วมกับเขามาหนึ่งปี จึงได้รับผลกระทบจากนิสัยนี้อย่างเต็มที่โชคดีที่อีกไม่นานเธอก็จะหลุดพ้นแล้วเธอไม่ได้สังเกตเลยว่าลมหายใจของสวีเป่ยหลานเริ่มติดขัดมากขึ้นเรื่อย ๆโจวซีเหยาตอบรับ ทว่าสายตากลับเลื่อนไปหยุดอยู่บนมือของเฉิงเหยียน รอยยิ้มของเขาชะงักไปทันทีเฉิงเหยียนก้มลง

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 25

    เธอหยิบเสื้อขึ้นมา ก่อนจะเดินไปเคาะประตูห้องน้ำเบา ๆประตูเปิดออกพร้อมกับไอร้อนชื้นที่ลอยออกมาเป็นระลอกเฉิงเหยียนยื่นมือไปตรงประตูแต่กลับไม่มีใครรับไป“เอาไปสิ”“เธอเข้ามาข้างใน”เฉิงเหยียนแสดงท่าทีรักษาระยะห่างอย่างชัดเจน “สวีเป่ยหลาน ถ้าคุณไม่ใส่ ฉันจะเก็บแล้วนะ”ฝ่ามือใหญ่ขาวผ่องที่เห็นข้อนิ้วชัดเจนของชายหนุ่มยื่นออกมา เธอโยนเสื้อยืดใส่มือเขาทันทีโดยไม่แตะโดนตัวเขาเลยแม้แต่น้อยประตูห้องน้ำไม่ได้ปิดลง มีเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันเบา ๆ จากด้านในขณะเขากำลังแต่งตัวเฉิงเหยียนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมาก จึงรีบเดินออกจากห้องแล้วกลับไปนอน......ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ขณะที่เธอกำลังหลับ ๆ ตื่น ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองเธออยู่แต่เธอง่วงมากจริง ๆ จึงนึกว่าตัวเองกำลังฝันไปผ่านไปอีกพักหนึ่ง เธอก็ได้ยินเสียงนุ่มนวลแผ่วเบาของเฉินเฟินอวี้ถามขึ้นมาอย่างเลือนราง“เป่ยหลาน ลูกกับเหยียนเหยียนทะเลาะกันเหรอ?”ชายหนุ่มตอบว่า “เปล่าครับแม่ แม่อย่าคิดมากเลย”“เหยียนเหยียนพาแม่ออกมาเที่ยว ไม่ได้อยู่บ้านมาตั้งเดือนกว่าแล้ว ลูกคงโกรธสินะ? ถ้าจะโทษก็โทษแม่เถอะ อย่าโทษเหยียนเหยียน

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status