เข้าสู่ระบบเซิ่งอี้หว่านดั้นด้นพันลี้มารับสมรสพระราชทานเพื่อต่อชีวิตมารดา แต่เมื่อเหยียบเข้าเมืองหลวงกลับพบว่ามีแต่คนร้ายกาจ... กระทั่งโจวอ๋องผู้นั้นยังกล้ากัดปากนางจนแตก!
ดูเพิ่มเติมแคว้นต้าเฉิง อำเภออวิ๋นซี
ไอหมอกลอยอ้อยอิ่งปกคลุมผิวน้ำนิ่งสนิทของลำธารสายเล็กที่ไหลคดเคี้ยวพาดผ่านหุบเขาอวิ๋นซี ละอองความหนาวยามเช้าตรู่เย็นยะเยือก จนหยดน้ำค้างเกาะพราวบนยอดหญ้าแห้งแทบกลายเป็นน้ำแข็ง สองฝั่งลำธารเล็กที่ไหลเรื่อยจากทิวเขามีเพียงวิถีชีวิตแสนสมถะของชาวบ้านป่าไม่กี่สิบครัวเรือนที่ยังคงตื่นก่อฟืนหุงต้ม ขุดหาหัวมันและเก็บผักป่าประทังความหิวโหยไปวัน ๆ
ดินแดนทุรกันดารแถบนี้อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางความรุ่งเรืองถึงพันลี้ และถูกตัดขาดจากความรุ่งโรจน์ของเมืองหลวงมาเนิ่นนาน ทางเกวียนขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อและขวากหนามจนม้ายังไม่อยากจะวิ่งผ่าน นับประสาอะไรกับผู้คน
คนข้างในแทบไม่มีปัญญาเหยียบย่างออกไปสู่โลกภายนอก ส่วนคนภายนอกที่คิดจะดั้นด้นข้ามขุนเขาเข้ามา นอกเสียจากหลงทาง ก็คงมีแต่พวกที่รู้สึกว่าตนเองสุขสบายเกินไปกระมังจนอยากมาสัมผัสความยากลำบาก
เสียงเกือกม้าศึกกระทบผืนดินแข็งดังกึกก้องแว่วมาแต่ไกล ฝุ่นดินสีแดงฟุ้งกระจายตัดกับม่านหมอกขาว เสียงฝีเท้านั้นไม่ได้มีเพียงม้าตัวเดียว หากแต่ก้องกระชั้นและหนักแน่นจนผิวน้ำในลำธารกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น นกป่าแตกตื่นบินออกจากพุ่มไม้ และเส้นทางของผู้มาเยือนมุ่งหน้าตรงดิ่งมายังกระท่อมไม้ไผ่ผุพังหลังริมสุดเชิงเขาอย่างไม่ปิดบังเจตนา
เสียงม้าหลายสิบตัวหยุดหน้ากระท่อมไม้ไผ่ ทำเอาคนด้านในที่ตื่นแต่เช้าเรียวคิ้วขมวดมุ่นอย่างสงสัย ว่าผู้ใดกันหลงทางมาในถิ่นทุรกันดารป่าเขาเช่นนี้
เซิ่งหลานเวย คนในหมู่บ้านรู้จักเพียงว่า นางคือสตรีม่ายสามีตายในสนามรบอาศัยอยู่กับบุตรสาววัยปักปิ่น สภาพความเป็นอยู่นั้นไม่เคยสัมผัสคำว่าสบาย นอกจากโรครุ่มเร้าทางกายแล้ว ไม่อดตายก็นับว่ายังมีบุญหลงเหลืออยู่
ด้านนอกกระท่อมไม้ไผ่ที่แทบจะรับแขกไม่ได้ มีชายฉกรรจ์ราวสิบคนที่ลงจากหลังม้าด้วยท่าทางอิดโรย เสื้อผ้าเปื้อนด้วยฝุ่นดินแดงจนเมื่อยืนมั่นคงแล้วรีบสะบัดตัว เพราะเส้นทางมาที่นี่นั้นไม่ง่ายดาย ถนนหนทางเต็มไปด้วยฝุ่นแดง พลางชะเง้อคอมองไปยังในกระท่อมที่ดูเหมือนไร้คนอยู่
“ที่นี่หรือขอรับ” ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นพลางสงสัยว่าใช่หรือไม่ แต่ทว่ากลับไม่กล้าเข้าไปด้วยกลัวว่าผิดบ้าน จนกระทั่งคนในหมู่บ้านที่อายุอานามไม่น้อยแล้วเดินเข้ามาพลางเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า
“ท่านผู้สูงศักดิ์ ไม่ทราบว่ามาพบผู้ใดหรือขอรับ” หัวหน้าหมู่บ้านในหมู่บ้านเชิงเขาแห่งนี้ค้อมตัวอย่างนอบน้อม พลางสังเกตผู้มาใหม่อย่างพินิจพิเคราะห์ ยิ่งการแต่งตัวดูเหมือนไม่ใช่คนอำเภออวิ๋นซี
“ท่านคือ?” ผู้มาใหม่คล้ายกับอยากถาม หัวหน้าหมู่บ้านจึงไม่คิดรีรอให้เสียมารยาท
“ข้าคือผู้นำหมู่บ้านแห่งนี้ขอรับ”
“เช่นนั้นที่นี่คือบ้านเซิ่งหลานเวยใช่หรือไม่ นางมีบุตรสาวอยู่หนึ่งคน” ผู้มาใหม่เอ่ยต่อพลางยืนยันเรื่องบุตรสาวของนางเพื่อให้คนที่สนทนารู้ว่าต้องการพบผู้ใด จะได้ไม่มาผิดบ้าน
“ใช่ขอรับ...ที่นี่บ้านแม่ม่ายเซิ่ง นางอาศัยอยู่กับบุตรสาวสองคนขอรับ” ผู้นำหมู่บ้านกล่าวแล้วล่าถอยออกไป เมื่อเห็นสายตัวผู้นำขบวนเหมือนไม่ต้องการให้เขาอยู่ต่อ...
คนทั้งหมดพยักหน้าจากนั้นเดินเข้ามาตรงหน้าบ้านก่อนเอ่ยคำเรียกขานไม่ดังนัก “อนุเว่ย...ข้านำข่าวจากจวนแม่ทัพมาส่งถึงท่านรีบออกมารับเถิดหากไม่อยากให้คนในหมู่บ้านแตกตื่น”
คำว่าข่าวจากจวนแม่ทัพทำเอาคนด้านในหัวใจกระตุกวูบ คล้ายกับว่าจะมีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้น นางลุกขึ้นนั่งพลางสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะไอโขลก ๆ สองครั้งแล้วเดินท่าทางอ่อนแรงมาเปิดประตูก่อนพบว่าคนที่มานั้นเป็นคนที่นางไม่ปรารถนาจะพบเจอ
นางรีบปิดประตูก่อนจะเอ่ย “พวกท่านมาผิดบ้านแล้วเจ้าค่ะ”
แค่ก แค่ก!
สตรีม่ายสูดหายใจพลันสำลักลมหายใจแล้วไอจนหน้าดำหน้าแดงหนักขึ้นคล้ายโรคกำเริบหนัก ผู้มาใหม่รีบเข้าไปผลักประตูนั้นเข้าไป
“อนุเซิ่ง...ท่านคิดจะให้คุณหนูรองลำบากอยู่ที่นี่ไปจนวันตาย ไม่รู้ว่านางมีบิดาเป็นใครหรือ”
คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดลงที่กลางอก นางหรืออยากให้บุตรสาวลำบาก หากไม่ใช่ว่าคนผู้นั้นต้องการให้เป็น
“คิดดูให้ดีเถิด...ท่านแม่ทัพฝากไว้เพียงสองสามคำเท่านั้น” มู่หรงเหยียนรองแม่ทัพของแม่ทัพหลี่เอ่ย “หากคุณหนูรองกลับเมืองหลวง จะได้แต่งงานเป็นชายาในจวนโจวอ๋อง หากไม่กลับนางและท่านก็จงอยู่ที่นี่ไปจนวันตาย ไม่มีสิทธิ์ก้าวออกไปเจอโลกภายนอก ท่านแม่ทัพหวังดีกับท่านนะ”
“เหอะ...เพิ่งจะมาหวังดีหรือไม่ใช่ว่าคนตระกูลนั้นข่มเหงรังแกข้าหรือ...ข้าถึงต้องถูกส่งมาไกลถึงเพียงนี้ หนำซ้ำยังป้ายสีว่าข้าคบชู้” น้ำเสียงนางที่ตะโกนออกมาจนแทบหมดแรงนั้นกลับดังแผ่วเบาราวยุงบิน นางไร้เรี่ยวแรงแล้วจริง ๆ แต่ก็ยังฝืนทนสนทนาต่อ
“งานแต่งที่ดีนี้เป็นสิ่งที่ท่านแม่ทัพและฮูหยินใหญ่อยากชดเชยให้...ท่านก็รีบรับเถอะ”
“หึ...ถ้างานแต่งนี้ดีนักคงไม่หล่นใส่หัวหว่านหว่านบ้านข้า ท่านกลับไปเสียเถอะ...ข้าและคนตระกูลหลี่ไม่เคยเกี่ยวข้องกัน”
เซิ่งอี้หว่าน ที่ไปหาผักป่าตรงเชิงเขากลับมาทางหลังบ้านพลันได้ยินบทสนทนาของมารดา นางยืนนิ่งในความมืดสลัวกลัวว่ามารดาจะเห็นว่านางกลับมาแล้ว เมื่อฟังตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้นางกำหมัดแน่น น้ำตารื้นที่ขอบตา
“อย่างไรคุณหนูรองก็เป็นบุตรสาวจวนแม่ทัพ ท่านไม่คิดเผื่อก็แล้วไปเถอะ แต่อนาคตนางจะดีหรือเลวขึ้นอยู่กับท่านตัดสินใจ”
“ดีหรือเลวไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้าตัดสินใจกระมัง...น่าจะเป็นพวกเจ้าตัดสินใจกันไปแล้ว...แค่กแค่ก ๆ” เซิ่งหลานเวย
ยกมือขึ้นปิดปากเมื่อเห็นว่ามือของตนมีเลือดจากการไอก็ยิ่งออกปากไล่“ไปเสีย”
“ท่านคิดดูให้ดีเถิด”
มู่หรงเหยียนยังคงเกลี้ยกล่อม เพราะได้รับหน้าที่มาเพื่อโน้มน้าวให้อนุเซิ่งส่งบุตรสาวกลับเมืองหลวง และเรื่องนี้เขาจะต้องทำให้ได้
ด้วยรู้ดีว่าสตรีผู้นี้ยอมตายดีกว่าก้มหัวให้ผู้เป็นนายตน ดังนั้นหากบังคับขู่เข็นย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
“กลับไปบอกท่านแม่ทัพ...เรื่องเมื่อสิบห้าปีก่อน เคยเป็นเช่นไรก็ให้เป็นเช่นนั้น” นางไอจนเจ็บหน้าอกไม่สามารถพูดต่อได้อีก
มือสั่นเทาคว้าชามดินเผาบิ่นข้างฝาขว้างใส่ปลายเท้ามู่หรงเหยียนเสียงดังเพล้ง! เศษกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อนพื้น
“ไสหัวไปให้พ้น! ถ้าข้าจะตายก็ตายอยู่ที่นี่ อย่าได้หวังเอาหว่านเอ๋อร์ไปเป็นเบี้ยในกระดานหมากของพวกเจ้า!”
มู่หรงเหยียนถอยหลบเพียงครึ่งก้าว สายตาคมปลาบปรายมองอย่างเย็นชา ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขาปัดชายเสื้อคลุมเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ท่านแม่ทัพกำชับมา... ยารักษาชีวิตและเงินยี่สิบตำลึงจะถูกส่งมาทันทีที่คุณหนูรองก้าวเข้าประตูจวนหลี่ในเมืองหลวง หากไม่เห็นแม้แต่เงา เงินก้อนนี้ย่อมไม่มี สตรีป่วยหนักไร้เงินไร้ยา ท่ามกลางลมหนาวที่กำลังมาถึง... เกรงว่าจะอยู่ไม่พ้นเหมันต์นี้กระมัง”
“ของพวกนั้นเป็นของท่าน แต่ท่านแม่เป็นของข้า!” เสี่ยวเฉินแผดเสียงสู้ “หากท่านกล้าใช้กำลัง ข้าจะสั่งกองทัพของข้ามาปิดล้อมจวน!”“กองทัพ? เจ้ามีกองทัพด้วยรึ” จ้าวฉางอันแค่นหัวเราะยังไม่ทันที่ท่านอ๋องจะกล่าวจบ เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าผ่าก็ดังแว่วมาจากสวนหลังจวนโฮก!เงาร่างสีขาวขนาดยักษ์พุ่งทะยานข้ามกำแพงหินเข้ามาอย่างรวดเร็ว นั่นคือ หมาป่าหิมะยักษ์แดนเหนือ ร่างมหึมาราวกับลูกม้า ขนสีขาวบริสุทธิ์ แววตาดุร้ายกระหายเลือด สัตว์ร้ายที่แม้แต่องครักษ์หลวงยังไม่กล้าเข้าใกล้ ทว่าทันทีที่มันวิ่งมาถึงศาลา เจ้าหมาป่ายักษ์กลับหมอบกายลงแนบพื้น กระดิกหางรัว ๆ พลางยื่นหัวโต ๆ เข้ามาให้เสี่ยวเฉินลูบอย่างว่าง่าย!“ต้าไป๋! ดีมาก!” เสี่ยวเฉินปีนขึ้นไปนั่งบนหลังหมาป่ายักษ์อย่างคุ้นเคย กอดอกเชิดหน้ามองบิดา “นี่คือรองแม่ทัพของข้า! แล้วยังมีกองทัพพยัคฆ์น้อยแห่งเมืองหลวงอีกสิบสองคน คอยส่งของบรรณาการให้ข้าทุกวัน หากท่านยังคิดผลาญเงิน ข้าจะให้ต้าไป๋ไปคาบรองเท้าของท่านไปทิ้งบ่อปลาให้หมด!”พูดจบ กงจื่อตัวน้อยก็ตบสะโพกหมาป่าเบา ๆ “ต้าไป๋ ไป! เราไปเก็บส่วยที่เรือนท่านยายกับท่านยายทวดกัน!”หมาป่ายักษ์ลุกขึ้นก้าวย่างอย่าง
ยามสายของฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดอุ่นส่องกระทบผืนกระเบื้องเคลือบสีมรกตของจวนโจวอ๋อง บรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบสมฐานะตำหนักอ๋องผู้ทรงอำนาจบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความกดดันแปลกประหลาดณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัว ร่างกลมป้อมของเด็กชายวัยสามขวบในชุดคลุมผ้าไหมสีครามเข้ม ปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาอย่างประณีต กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ใบหน้าเล็กอิ่มเอิบขาวเนียนดั่งก้อนแป้ง ทว่าคิ้วดาบคมเข้มกลับขมวดมุ่นริมฝีปากหยักจิ้มลิ้มเหยียดตรงเป็นเส้นขนาน นัยน์ตาดำขลับวาวโรจน์ฉายประกายเย็นชาดุร้าย... ช่างถอดแบบมาจากโจวอ๋องจ้าวฉางอันราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน!นั่นคือ จ้าวอี้เฉิน หรือ ‘เสี่ยวเฉิน’ กงจื่อตัวน้อยแห่งจวนโจวอ๋องมือป้อมสั้นกุมพู่กันด้ามโต ลากเส้นหมึกสีชาดขีดฆ่าลงบนสมุดบัญชีเล่มหนาดัง ฟึ่บ! ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบมองบุรุษร่างยักษ์ที่กำลังคุกเข่าเหงื่อตกอยู่เบื้องหน้า“อู่โม่...”สุรเสียงเล็กแหลมทว่าเยียบเย็นดังก้อง “เจ้าเห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหลอกง่ายหรืออย่างไร”อู่โม่ลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ชายหนุ่มผู้เคยกรำศึกมานับร้อยสมรภูมิ บัดนี้กลับสั่นสะท้านต่อสายตาของกงจื่อน้อย[1] “ขะ.
ใบหน้านวลเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดในชั่วพริบตา นางยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความพะอืดพะอมอย่างรุนแรง“หว่านเอ๋อร์ เป็นอะไรไป?” จ้าวฉางอันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วแน่น รีบวางตะเกียบลงทันที“ข้า...ฮึก...แหวะ!”เซิ่งอี้หว่านไม่ทันได้ตอบ นางหันขวับคว้ากระโถนข้างตั่งแล้วโก่งคออาเจียนออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน กลิ่นหมูหันที่เคยชอบกินกลายเป็นกลิ่นเหม็นคาวชวนคลื่นเหียนจนทนไม่ไหว หยวนเป่าหน้าตาตื่นรีบวิ่งเข้ามาลูบหลังให้ ส่วนโจวอ๋องผู้เยือกเย็นบัดนี้ลนลานจนทำถ้วยน้ำชาหกเลอะเทอะ“ตามหมอหลวง! อู่โม่! ไปลากตัวหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!” สุรเสียงทรงอำนาจแผดก้องลั่นจวนจนนกที่เกาะบนกิ่งไม้บินแตกฮือไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอหลวงเฒ่าก็ถูกหิ้วปีกเหาะข้ามกำแพงจวนเข้ามาในสภาพผมเผ้ากระเซิง เขารีบคุกเข่าวางผ้าไหมบางทาบลงบนข้อมือของพระชายาอย่างสั่นเทา ท่ามกลางสายตาดุร้ายจ้าวฉางอันที่ยืนจ้องเขม็งราวกับว่าหากตรวจไม่พบสาเหตุจะสั่งตัดหัวเขาทันทีปลายนิ้วของหมอหลวงแตะชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าที่ตื่นตระหนกก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความยินดี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น“ทะ... ท่านอ๋อง! พระชายามิได้ทรงประชวร พ่ะย่
คลื่นลมพายุใหญ่ที่เคยโหมกระหน่ำราชสำนักเมืองหลวงมานานนับสิบแปดปี ในที่สุดก็สงบลงอย่างราบคาบซั่วอ๋องขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่อย่างชอบธรรม นำพาความสงบร่มเย็นกลับคืนสู่แผ่นดิน ทันทีที่ขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ก็มีพระประสงค์จะปูนบำเหน็จมอบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและคุมกองทัพหลวงให้แก่หลานชายอย่างจ้าวฉางอันทว่าโจวอ๋องกลับปฏิเสธ เขาไม่คิดจะเอาชีวิตอันมีค่าไปผูกติดกับเก้าอี้ขุนนางหรือการเมืองในวังหลวงให้ปวดหัว สิ่งเดียวที่เขาขอพระราชทานเป็นการตอบแทน คือส่วนแบ่งจากการค้าทางทะเลและสัมปทานเหมืองเกลือเพียงเล็กน้อย... ซึ่งคำว่า ‘เล็กน้อย’ ของเขากับจินซื่อหยวนนั้น เพียงพอจะทำให้จวนโจวอ๋องสุขสบายไปอีกหลายชั่วอายุคน!ส่วนผู้ที่เคยก่อกรรมทำชั่วล้วนได้รับผลกรรมอย่างสาสม อดีตฮ่องเต้จ้าวจิ้งชวนถูกถอดพระยศเป็นสามัญชน เนรเทศไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนจนสิ้นพระชนม์อย่างอนาถ หลินไท่เฟยถูกประทานผ้าขาว สิ้นชีพตามกฎมณเฑียรบาลแห่งวังหลัง ไทเฮาขอไปอยู่อารามหลวงไม่เกี่ยวข้องกับวังหลวงตลอดชีวิต จวนแม่ทัพหลี่สายหลักล่มสลาย หลี่เจิ้นหรงและมู่หรงเหยียนถูกประหารชีวิตเพื่อชดใช้ความผิดฐานกบฏปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้ ฉุยซี