Mag-log inรติชากลับมาถึงบ้านก็ขึ้นห้องนอนไปด้วยความหงุดหงิด เธอเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าศาสตราวุธคือทางออกที่จะทำให้เธอรอดจากการแต่งงานกับคำปอง
เธอนอนเกลือกกลิ้งบนเตียงด้วยความอึดอัดใจ พ่อเลี้ยงโสภณบิดาของเธอนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างเข้มงวด ถึงจะให้เกียรติมารดาของเธอและเชื่อฟังแม่เลี้ยงกานดาบ้าง แต่ถ้าเขาแข็งขึ้นมาแม่เลี้ยงกานดาก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน
“หรือว่าเราควรหาคนอื่นที่ดูปกติกว่านี้ดีนะ ใช่สิ ผู้ชายในโลกไม่ได้มีแค่เขานี่นา” รติชาพูดพึมพำกับตัวเองแล้วตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแผนใหม่ โดยการหาคนอื่นที่ไม่ใช่ศาสตราวุธ
“คุณน้ำชาค่ะ พ่อเลี้ยงเรียกให้ลงไปพบค่ะ”
เสียงเคาะห้องของรติชาดังขึ้นพร้อมกับเสียงเรียกของเด็กรับใช้ รติชาจึงลงไปหาบิดาที่รอเธออยู่ที่ห้องนั่งเล่น แล้วพบว่าเขาไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว แต่มีพ่อเลี้ยงคำปองนั่งอยู่ด้วย ทำเอารติชาถึงกับถอนหายใจเบาๆ ด้วยความเบื่อหน่าย
รติชายกมือไหว้ทักทายตามมารยาทแล้วนั่งลงข้างบิดา พ่อเลี้ยงคำปองรับไหว้แล้วมองเธอด้วยสายตารักใคร่จนรติชาเบือนหน้าหนีสายตาที่ชวนขนลุกนั่น
“พ่อเลี้ยงเขาชวนน้ำชาไปดูหนังด้วยกันในเมือง แต่งตัวสวยๆ ไปกับเขาสิลูก” พ่อเลี้ยงโสภณบอกแกมออกคำสั่งกับเธอ
“น้ำชาเพิ่งไปดูหนังกลับมาถึงเมื่อสักครู่นี้เองค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ” รติชาบอกด้วยความสุภาพ
“อ้าว ไปดูกับใครล่ะ ทำไมพ่อไม่รู้เรื่อง” พ่อเลี้ยงโสภณถามลูกสาวด้วยความสงสัย เขาคิดว่าเธอแค่ออกไปข้างนอก และแค่บ่ายเบี่ยงเท่านั้น
“น้ำชาไปกับพี่วุธมาค่ะ” รติชาบอกบิดาแล้วทำเป็นยิ้มอย่างเอียงอายเมื่อพูดถึงศาสตราวุธ
“เจ้าของไร่ข้างๆ นี่นะเหรอ” พ่อเลี้ยงโสภณถาม
“ค่ะ เรากำลังศึกษาดูใจกันอยู่ค่ะ” รติชาแกล้งทำพูดอ้อมแอ้มด้วยความเขิน จนพ่อเลี้ยงคำปองนั้นหน้าสลดลงไปด้วยความผิดหวัง เมื่อรู้ว่าหญิงสาวที่หมายปองมีคนอื่นอยู่แล้ว
“ทำไมพ่อไม่รู้เรื่อง” เขาถามอย่างสงสัย
“น้ำชาโตแล้วนะคะ บางเรื่องก็อยากตัดสินใจเองบ้าง” รติชาบอกบิดา เป็นนัยให้พ่อเลี้ยงคำปองรู้ว่าเขาหมดหวังแล้ว
“งั้นผมขอลากลับก่อนดีกว่านะครับพี่ภณ” หนุ่มใหญ่รุ่นน้องกล่าวกับเจ้าบ้าน
รติชาไหว้ลาเขาแล้วนั่งยิ้มอย่างพอใจ พอหันกลับไปที่บิดาก็พบว่าเขาจ้องมองเธออยู่
“ไปคบกันตอนไหน” เขาถามบุตรสาวเสียงเข้ม
“ก็ตอนที่ฉันพาไปกินข้าวกับบ้านนั้นนะสิคะ” แม่เลี้ยงกานดาเดินเข้ามาแล้วพูดแทนลูกสาว จนสามีต้องเงียบไปเมื่อรู้ว่ารติชามีมารดาคอยให้ท้าย
“คุณก็รู้ว่าผมอยากให้ลูกแต่งงานกับคำปอง” เขาพูดขึ้นมาด้วยความผิดหวัง
“แต่ฉันไม่อยากให้ลูกแต่งงานกับรุ่นน้องคนสนิทของคุณ อายุก็ห่างกันเกือบยี่สิบปี คุณไม่สงสารลูกหรือไงที่แต่งงานกันคนที่มีอายุคราวพ่อ ฉันไม่ยอมหรอก” แม่เลี้ยงกานดาเข้าข้างรติชา
“แต่ลูกเราจะสบายไปทั้งชาติถ้าแต่งกับพ่อเลี้ยงคำปอง”
“แต่งกับไร่ข้างๆ นี่ก็สุขสบายไปทั้งชาติเหมือนกัน คุณจะคิดมากอะไรนักหนา” แม่เลี้ยงกานดาบอกแล้วทำเป็นว่าเธอกำลังไม่พอใจเขาอยู่
“งั้นหาฤกษ์แต่งมาภายในสามเดือนนี้ แล้วการถ้าไม่ได้แต่งก็ต้องแต่งกับพ่อเลี้ยงคำปอง” พ่อเลี้ยงโสภณพูดเสียงเข้ม ไม่ยอมภรรยาเช่นกัน
“ค่ะ” แม่เลี้ยงกานดารับปากด้วยน้ำเสียงที่บอกว่าเธอไม่อ่อนข้อให้เขาเช่นกัน ทำให้ผู้เป็นสามีหงุดหงิดแล้วขอตัวกลับขึ้นห้องไป
‘สุดท้ายก็ต้องเป็นคุณสินะ’ รติชาคิดในใจ เมื่อตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกแล้ว
*********************
ศศิประภาไม่ได้มองรติชาไว้แค่คนเดียว เธอยังมองสุริวิภา นางงามจังหวัด ลูกสาวนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เคยเจอตอนออกสังคมไว้อีกคน หากศาสตราวุธบ่ายเบี่ยงไม่ชอบรติชาเธอก็ยังมีตัวเลือกสำรองไว้ให้เขาอยู่ดี
“วันนี้แม่แนะนำให้แขกมาชมไร่สตรอเบอรี่ของเรา อยากให้วุธพาแขกของแม่ชมไร่และดูแลแทนแม่หน่อย ได้หรือเปล่า” ศศิประภาบอกลูกชาย
“น้ำชาจะมาอีกแล้วเหรอครับ แม่ก็รู้ว่าผมงานยุ่ง แค่เดินดูไร่ไม่จำเป็นต้องให้ผมเป็นคนพาเดินก็ได้มั้งครับ” ศาสตราวุธบอกมารดา การที่เธอพูดอย่างนี้ แขกที่ว่าคงไม่พ้นรติชาอย่างแน่นอน
“เปล่าจ๊ะ ไม่ใช่หนูน้ำชา” ศศิประภาบอก
ศาสตราวุธทำหน้างง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา และรีบทานอาหารเช้าเพื่อเตรียมตัวออกไปต้อนรับแขกที่มารดาพูดถึง
ศาสตราวุธรออยู่สักพักสุริวิภากับกลุ่มเพื่อนของเธอก็ลงมาจากรถพร้อมกันทั้งสามคน แต่ละคนใส่รองเท้าส้นสูงส้นแหลมปรี๊ดจนศาสตราวุธสงสัยว่าพวกเธอจะมาเดินแบบหรือจะมาชมไร่สตรอเบอรี่กันแน่
สุริวิภาเห็นหน้าศาสตราวุธจากในรูปที่ศศิประภาเคยอวดลูกชายเอาไว้แล้ว พอเห็นตัวจริงของเขาก็ยิ้มอย่างพอใจและเดินเข้าไปหาเขาพร้อมกับยื่นมือไปเกาะแขนโดยไม่ได้สนใจจะไหว้ทักทายตามมารยาท
ศาสตราวุธตกใจที่อยู่ๆ ก็โดนแตะเนื้อต้องตัวจากคนที่ไม่คุ้นเคย นอกจากคนอื่นอย่างรติชาก็ไม่เคยมีใครกล้าแตะตัวเขาอย่างนี้มาก่อน เขาแกะมือเธอออกแล้วถอยไปหนึ่งก้าว พลางมองอย่างไม่ชอบใจ
สุริวิภาชะงักไปนิดหนึ่ง รู้สึกเสียหน้าเพราะเพื่อนๆ อีกสองคนของเธอมองอยู่
“วิอยากทานสตรอเบอรี่สดๆ จากต้น คุณป้าศศิบอกว่า ที่ไร่นี้ปลูกสตรอเบอรี่ไร้สารพิษ สามารถเก็บกินได้เลย พี่วุธพาวิกับเพื่อนๆ ไปเดินชมไร่หน่อยสิคะ” สุริวิภาบอกเขา
“ครับ” ศาสตราวุธบอกแล้วเดินนำหน้าเธอกับเพื่อนๆ ไปตรงจุดที่สามารถเก็บสตรอเบอรี่ได้
สุริวิภาและเพื่อนๆ เก็บสตรอเบอรี่ลูกที่สีแดงสดขึ้นมาทานแล้วเด็ดลูกที่ยังไม่สุกโยนเล่นใส่กัน ประหนึ่งคิดว่าตัวเองเป็นนางเอกในซีรีส์ที่กำลังเด็ดผลไม้โยนใส่กันให้ดูน่ารัก แต่สำหรับศาสตราวุธมันเป็นสิ่งที่เขารับไม่ได้
“ผมบอกว่าให้เก็บเฉพาะลูกสีแดง แล้วพวกคุณจะเก็บลูกสีเขียวมาปาเล่นใส่กันทำไมครับ รู้หรือเปล่าว่ากว่าต้นสตรอเบอรี่จะออกดอก กว่าจะออกผล กว่าจะสุกพร้อมทานมันใช้เวลาและการดูแลทะนุถนอมแค่ไหน แล้วพวกคุณมาเก็บโยนเล่นกันแบบนี้ ไม่รู้สึกเสียดายผลที่มันต้องเสียไปเลยหรือไง” ศาสตราวุธพูดออกมาด้วยความไม่พอใจ หากแต่ข่มน้ำเสียงให้ดูสุภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเดินไปลูบต้นสตรอเบอรี่ด้วยความห่วงใย
เพื่อนๆ ของสุริวิภายืนยิ้มเจื่อนๆ อยู่ข้างหลังเธอ สุริวิภาเองก็ไม่คิดว่าศาสตราวุธจะพูดออกมาตรงๆ อย่างนี้ จนเพื่อนๆ ของเธอทำตัวไม่ถูก
“แหมไร่ก็มีสตรอเบอรี่ตั้งเยอะแยะ โยนเล่นแค่ไม่กี่ลูกคงไม่ทำให้พี่วุธขาดทุนหรอกนะคะ หรือถ้าพี่วุธจะเรียกค่าเสียหาย เดี๋ยววิจ่ายค่าเสียหายแทนเพื่อนๆ เอง” สุริวิภาพูดไปอย่างนั้นเธอคิดว่าศาสตราวุธคงไม่ทำจริงๆ
“งั้นก็จ่ายค่าเสียหายมาคนละห้าร้อยบาท จ่ายที่ซุ้มร้านค้าได้เลยนะครับ แล้วทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีก สนิทหรือไม่สนิทก็ไม่ควรทำ ไม่ใช่ว่าผมต้องการเงินหรอกนะครับ แต่พวกคุณควรได้รับบทเรียนบ้าง” ศาสตราวุธพูดแล้วเดินจากไปด้วยความไม่พอใจที่มารดานั้นหาผู้หญิงแบบนี้มาให้เขารู้จัก
สุริวิภากับเพื่อนยืนอึ้งที่ศาสตราวุธนั้นเป็นผู้ชายที่เย็นชาเป็นอย่างมาก
“นี่ไม่สนใจฉันเลยเหรอ” สุริวิภาถามเพื่อนๆ เธอมั่นใจว่าเธอสวยที่สุดในจังหวัดนี้ ชนะเวทีการประกวดตั้งแต่นางนพมาศจนมาถึงเวทีสาวงามประจำจังหวัด แต่ศาสตราวุธกลับเมินเฉยกับเธอ
“ถอยเถอะวิ ผู้ชายแบบนี้ ไม่น่าสนใจเลยสักนิด” เพื่อนคนหนึ่งของเธอบอก
“อืม นั่นนะสิ เย็นชาและดูไม่สนใจผู้หญิงเลย เห็นตอนที่เอามือไปลูบต้นไม้ไหม โอ๊ย โรคจิตสุดๆ” เพื่อนอีกคนของสุริวิภาบอก
“ฉันก็อยากถอยหรอกนะ แต่เก็บเอาไว้เป็นตัวเลือกอีกคนก็แล้วกัน ถึงดูแบบนั้นก็ยังถือว่าหล่อและรวยอยู่” สุริวิภาบอก เธอเองก็ใช่ว่าจะไม่มีตัวเลือกอื่นให้เลือก
“ถ้าไม่รวยฉันคงตัดคุณออกจากตัวเลือกไปแล้ว ถือว่าคุณโชคดีมากนะที่ฉันยังไม่ตัดคุณออกไป” สุริวิภาพึมพำออกมาและเหยียดยิ้มอย่างมั่นใจ ก่อนจะมีพนักงานของไร่เดินมาทวงค่าปรับทำให้เธอนั้นอารมณ์เสียเป็นอย่างมาก
*********************
พ่อเลี้ยงคำปองนำฤกษ์ที่พระให้มา ไปปรึกษากับภรรยาและพ่อตา โดยนัดกันทานข้าวที่ร้านอาหารไทยในตัวเมือง แล้วลงความเห็นตรงกันว่าจะใช้ฤกษ์แต่งงานในอีกสองเดือนข้างหน้า ซึ่งสุริวิภาก็จะตั้งครรภ์ครบสี่เดือนพอดี และสุริวิภาก็จะตัดสินใจประกาศข่าวดีตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่เพื่อนๆ ของสุริวิภาที่มาทานอาหารที่ร้านกับแฟนหนุ่มของพวกเธอก็ควงแขนแฟนหนุ่มมาทักทายสุริวิภาด้วยรอยยิ้มที่ดูเย้ยหยัน ตั้งแต่สมเจษถูกตรวจสอบ พวกเธอก็ทิ้งสุริวิภาให้เผชิญปัญหาอยู่คนเดียว ถึงสมเจษจะพ้นข้อกล่าวหา แต่ชื่อเสียงที่เสียไปแล้วก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น“อ้าววิ” เพื่อนของเธอคนหนึ่งทักขึ้นทั้งสองสาวและคู่ควงของพวกเธอไหว้ทักทายสมเจษกับพ่อเลี้ยงคำปองตามมารยาท แล้วยิ้มให้สุริวิภา“สบายดีไหมวิ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน” เธอถามสุริวิภา“อืม สบายดี” สุริวิภาตอบ แล้วยิ้มให้ ในใจยังโกรธเคืองที่พวกเธอทิ้งตนเองไปในยามลำบาก“มาร่วมโต๊ะกันเลยไหมครับ ท่าทางจะไม่ได้เจอกับวินาน ผมเลี้ยงเอง” พ่อเลี้ยงคำปองพูดเชิญชวนทั้งสี่คนพวกเธอปรึกษากันแล้วตอบรับคำชวนด้วยความยินดี สุริวิภานั้นนั่งบีบมือตัวเอง เพราะเพื่อนสองคนนี้ขึ้นชื่อว่าปากค
สุริวิภาซื้อของผ่านร้านค้าออนไลน์เพราะไม่อยากออกไปข้างนอก ราคาแพงเท่าไรพ่อเลี้ยงคำปองก็ไม่เคยบ่น ทำให้สุริวิภานั้นสนุกกับการซื้อเสื้อผ้าและเครื่องสำอางแบรนด์เนมเป็นอย่างมากคืนไหนที่เขาจัดเธอหนัก เธอก็จะสั่งของที่มีราคาแพงตามลีลารักที่เขาทำลงไปเพื่อเป็นการชดเชยให้ตัวเอง พอเธอไม่ได้เข้าไปทำงานในสำนักงานในช่วงหลังๆ พ่อเลี้ยงคำปองเลยมอบหน้าที่พิเศษให้เธอนั้นคือให้เป็นล่ามคุยงานกับลูกค้าชาวต่างชาติแทน เพราะเป็นสิ่งที่เธอถนัดที่สุด ถึงเป็นงานที่ไม่ได้มีให้ทำบ่อยนัก แต่ก็เป็นงานที่มีความสำคัญมากพอๆ กับงานอย่างอื่นหลังจากอยู่กับพ่อเลี้ยงคำปองนานเกือบสองเดือนแล้ว สุริวิภาก็คิดว่าเขาก็ไม่ได้แย่อะไร ให้ความสุขสบายแก่เธอ ให้เงินเธอใช้ จ่ายเงินจ่ายค่าสิ่งของที่เธอสั่งมาไม่เคยบ่นเรื่องราคา แล้วยังเป็นคนที่น่าสงสารเพราะว่าสุริวิภารู้เรื่องอดีตภรรยาของเขาและเรื่องที่เขาแอบรักรติชาฝ่ายเดียวและต้องมาผิดหวังในที่สุดส่วนเรื่องขี้หลีนั่นก็เป็นแค่ภาพที่เขาสร้างขึ้นมาให้ทุกคนคิดว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร ทั้งที่จริงๆ แล้วเขานั้นเหงาและต้องการใครสักคนมาอยู่เคียงข้างเขา“ผมรักคุณ” พ่อเลี้ยงคำปองบอกเธอในคืนหนึ่งข
สุริวิภาถูกพ่อเลี้ยงคำปองปลุกปล้ำเธอไปถึงสองครั้งในวันเดียว ถึงครั้งที่สองเธอจะไม่ได้ปฏิเสธเขา แต่เธอก็ไม่ได้เต็มใจ แล้วยังถูกเขาข่มขู่ให้ย้ายมาอยู่กับเขาอีกด้วยสุริวิภาใส่เสื้อผ้าแล้วปล่อยผมลงมาปิดร่องรอยที่พ่อเลี้ยงคำปองทำเอาไว้ที่ต้นคอของเธอ แล้วรีบขับรถกลับไปที่ไร่เลิศประจักษ์ทั้งน้ำตาถึงมันจะไม่ใช่ครั้งแรกของเธอ แต่การถูกคนแปลกหน้าขืนใจ ในตอนที่เธอตกต่ำที่สุดในชีวิต มันก็ทำให้เธอนั้นเสียใจและน้อยใจในโชคชะตาของตัวเองพ่อเลี้ยงคำปองก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรมาก แต่เขานั้นก้อร้อก้อติกเธอแล้วยังใช้กำลังขืนใจเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ เพียงเพราะว่าเขาโกรธที่เธอพยายามชักชวนให้เขาทำลายชีวิตคู่ของศาสตราวุธกับรติชาพอถึงไร่เลิศประจักษ์ สุริวิภาก็นั่งตั้งสติในรถสักพักก็เดินไปหาศศิประภาในห้องนั่งเล่นเพื่อลาเธอ“คุณป้าคะ วิขอบคุณนะคะที่ให้วิได้พักที่นี่ ตอนนี้วิมีที่พักใหม่แล้ว วิเลยอยากจะมากราบลาคุณป้าค่ะ” สุริวิภาบอกเธอ แล้วหันไปไหว้ยุทธนาอีกคน“ขอบคุณคุณลุงนะคะที่เมตตาวิ” เธอบอกเขา“แล้วจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ” ยุทธนาถาม“ไปอยู่กับเพื่อนค่ะ” สุริวิภาบอก เธอยิ้มบางๆ แล้วขอตัวไปเก็บข้าวของของเธอ
ท่ามกลางราตรีที่เงียบสงบ ศาสตราวุธลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด แล้วหันมองไปยังภรรยาที่ลุกขึ้นมาให้นมศศิชาอยู่ ในขณะที่ศาศวัตนั้นดื่มนมเสร็จก่อนและหลับไปแล้ว “ลุกมาให้นมอีกแล้วเหรอ” เขากระซิบถามเสียงเบา รติชาพยักหน้าแล้วยิ้มอย่างเหน็ดเหนื่อย เธอให้นมลูกทั้งสองจากเต้า สลับกับปั๊มนมใส่ขวดให้ทั้งคู่ดื่ม แต่ถ้าเป็นตอนกลางคืนที่ละลายนมที่แช่เย็นไว้ไม่ทัน ก็จะให้นมจากเต้าเป็นส่วนใหญ่ รติชาค่อยๆ วางศศิชาลงในเปลแล้วตบก้นลูกสาวตัวน้อยเบาๆ ก่อนจะย่องกลับไปที่เตียงนอนของตนเอง “เหนื่อยไหม” ศาสตราวุธถามภรรยาแล้วดึงเธอมานอนทับต้นแขนของเขาอย่างรักใคร่ “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ กลางวันก็มีคนช่วยดู กลางคืนก็ลุกให้นมแค่ครั้งสองครั้ง โชคดีที่ลูกๆ หลับยาว ไม่ลุกมาเล่นกลางดึกเหมือนลูกคุณยุทธกับคุณบัว ไม่อย่างนั้นน้ำชาคงเหนื่อยมากๆ แน่นอนค่ะ” รติชาบอกสามีเสียงเบา “แต่ก็เป็นความเหนื่อยที่มีความสุขมากๆ เลย ใช่หรือเปล่า” ศาสตราวุธถามภรรยา แต่ว่ารติชาไม่ตอบ เธอนอนหลับไปแล้ว ‘แล้วบอกว่าไม่เหนื่อย’ ศาสตราวุธนึกในใจ แล้วหลับตาลงอย่างยากลำบาก กะว่าจะชวนภรรยาทำกิจกรรมกลางดึก แต่เมื่อเห็นเธอหลับไปอย่างนี้แล้ว เขาก็ไม่อยา
รติชาไปฝากครรภ์ที่คลินิกทุกเดือน และทุกครั้งเธอจะให้ศาสตราวุธรออยู่ข้างนอก ไม่ให้ตามเข้าไปด้วย เพราะว่าเธอไม่อยากให้ศาสตราวุธรู้เพศของเด็กในครรภ์ เพื่อจะให้เขารอลุ้นเอง ทำให้ศาสตราวุธนั้นอยากรู้เป็นอย่างมากว่าลูกของเขาจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง“ถ้าไม่บอกพี่แล้วเราจะเตรียมของใช้ลูกถูกได้อย่างไรล่ะ” ศาสตราวุธหาข้ออ้างมาพูดกับเธอ“ก็เตรียมไว้ทั้งชายและหญิงสิคะ จะไปยากอะไร พี่วุธก็ออกจะรวย” รติชาบอกเขา“โธ่น้ำชา บอกพี่เถอะ” ศาสตราวุธอ้อนภรรยา เข้าไปนั่งกอดเธอและลูบท้องที่นูนยื่นขึ้นมา“อีกสองเดือนเอง อดทนหน่อยสิคะ” รติชาบอกเขาแล้วยิ้มเอ็นดูสามี ที่พยายามจะรู้เพศของลูกให้ได้“รอลุ้นเอานะวุธ เสื้อผ้าของใช้ก็ซื้อมาทั้งสองเพศนั่นแหละแม่ว่า บ้านเราออกจะรวย อันไหนไม่ใช้ก็เอาไปบริจาคให้ลูกคนงานก็ได้ คนงานเราเยอะแยะ อย่างไรก็ได้ใช้ ไม่เสียเปล่าหรอก” ศศิประภาพูดช่วยลูกสะใภ้“ก็ใช่สิครับ แม่รู้กันกับเมียผมและแม่ยายแค่สามคน มีแต่พวกผมที่ต้องมานั่งลุ้นจนตัวโก่งกันแบบนี้” ศาสตราวุธบ่น ไม่เข้าใจว่าพวกผู้หญิงทำไมชอบความเซอร์ไพรส์กันนัก แล้วไม่ยอมเข้าใจผู้ชายอย่างพวกเขาเลยว่าไม่ชอบการเซอร์ไพรส์อะไรแบบนี้“
ศาสตราวุธกำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา แต่ก็ต้องลืมตาขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงเหมือนกับว่ารติชากำลังร้องไห้อยู่ เขาเปิดโคมไฟที่หัวเตียงแล้วพลิกตัวไปหารติชา“เป็นอะไรไปคนดี” เขาถามเธอด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล เข้าใจว่าฮอร์โมนเธอผิดปกติ จึงไม่แสดงความรำคาญหรือว่าต่อว่าอะไรเธอให้ต้องน้อยใจ“พี่วุธนอนเร็วมาห้าคืนติดต่อกันแล้วนะคะ ไม่เห็นจะสนใจน้ำชาเลย” เธอบอกเขาอย่างน้อยใจ เป็นนัยว่าเขาไม่ได้แตะต้องตัวเธอเหมือนอย่างเคย“ก็หมอบอกว่าสามเดือนแรกให้ระวังไม่ใช่หรือไง พี่รู้นะว่าน้ำชาต้องการ พี่เองก็ต้องการ แต่เราก็ต้องระวัง” ศาสตราวุธบอก“หมอบอกว่าทำได้ ถ้าแม่โอเค” รติชางอแงไม่ยอมท่าเดียว เพราะเธอมีความต้องการ ประกอบกับเพื่อนที่แต่งงานแล้วเล่าให้ฟังว่าสามีนอกใจตอนที่กำลังตั้งครรภ์เพราะไม่สามารถให้ความสุขกับสามีได้ เลยกลัวว่าศาสตราวุธจะเป็นอย่างนั้นบ้าง“น้ำชาแข็งแรงมากนะคะ แล้วอีกอย่างก่อนจะรู้ว่าท้องพี่วุธก็ยังจัดหนักน้ำชาอยู่เลย” เธอพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาทำ ศาสตราวุธถอนหายใจอย่างเป็นกังวล แล้วตกลงที่จะทำตามที่ภรรยาต้องการ เพื่อไม่ให้เธอเครียดหรือน้อยใจเขา“งั้นน้ำชานอนนิ่งๆ นะ เดี๋ยวพี่จะทำอย่างเบามือที







