LOGINรติชาเก็บยางอายไว้ที่บ้าน เธอมาที่ไร่เลิศประจักษ์ของศาสตราวุธในตอนเช้าติดต่อกันอยู่สามวัน และอ้อนให้ศาสตราวุธพาเธอเที่ยวชมไร่จนเข้าไม่เป็นอันทำการทำงาน ไม่ใช่เพราะว่าเธอรบกวนการทำงานของเขา แต่เป็นเพราะรติชาชอบหยอดคำหวานใส่เขาเป็นเชิงทอดสะพานให้เขาชอบเธอจนเขานั้นอึดอัด
“น้ำชาชมไร่พี่ครบทุกส่วนแล้ว พรุ่งนี้คงไม่มีอะไรให้ดู” ศาสตราวุธบอกเธอ ในใจนั้นแสนโล่งอก เมื่อรู้ว่าเธอจะไม่มีข้ออ้างมาหาเขาอีก
“ยังมีอีกที่ ที่น้ำชายังไม่ได้ไปชม” รติชาบอกเขาแล้วมองด้วยสายตาที่ชวนอึดอัด
“ที่ไหนครับ” ศาสตราวุธถามเธอ
“ในหัวใจของพี่วุธไงคะ น้ำชาอยากเข้าไปดูในนั้น ว่านอกจากต้นไม้ใบหญ้า ที่วุธจะเหลือที่ให้น้ำชาได้เข้าไปอยู่ในนั้นหรือเปล่า” รติชาพูดแล้วก็นึกอยากอาเจียนออกมา ไม่รู้ว่าเธอไปเอาคำพูดหวานเลี่ยนชวนอ้วกแบบนี้มาจากที่ไหน
ศาสตราวุธอึ้งไป เขาอึดอัดและทำตัวไม่ถูกเมื่อถูกรุกหนักจากเธอมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน
“อย่าเงียบสิคะ พูดอะไรบ้าง” รติชาบอกแล้วเดินเข้าไปหาเขา หยุดตรงหน้าของศาสตราวุธที่ยืนอึ้งอยู่ แล้วเขย่งปลายเท้าขึ้นไปสบตากับเขา
“เขินน้ำชาเหรอคะ” เธอถามเขา
“พี่ว่าเรากลับกันเถอะ แดดเริ่มแรงแล้ว” ศาสตราวุธบอก พลางถอยห่างจากเธอ
‘เป็นผู้หญิงที่รุกหนักจนน่ากลัวจริงๆ’ ศาสตราวุธคิดพลางหลบสายตาของเธอที่เอาแต่จ้องมองเขาไม่หยุด
“พรุ่งนี้น้ำชาไม่ได้มาหรอกค่ะ ต้องดูงานที่ไร่ แต่ถ้าคิดถึงก็โทรมานะคะ น้ำชาเมมเบอร์ของน้ำชาไว้ในเครื่องพี่วุธแล้ว” รติชาบอก
“ครับ” ศาสตราวุธรับปากไปอย่างนั้น
“พูดแล้วนะคะ ว่าจะโทรมา อย่าลืมโทรหาน้ำชานะคะ น้ำชาจะรอรับโทรศัพท์จากพี่วุธ” รติชาบอกแล้วเดินนำเขากลับไปที่รถ
ศาสตราวุธถอนหายใจอย่างโล่งอกที่จะไม่ได้เจอเธอเป็นวันที่ห้าติดต่อกัน เขาจะได้หายใจได้ทั่วท้องเสียที
*********************
ในเช้าวันอาทิตย์ศาสตราวุธตื่นลงไปรดน้ำต้นไม้อย่างสดชื่น เขาไม่เคยตื่นสายเลยสักวัน เพราะมีบรรดาต้นไม้รอให้เขาไปดูแลพวกมันอยู่ โดยเฉพาะไม้ประดับและกล้วยไม้ที่เขาไม่ให้คนงานมารดน้ำให้ เพราะกลัวให้น้ำมากหรือน้อยเกินไป เขาจึงอยากดูแลเองเป็นการส่วนตัว
เมื่อวานรติชาไม่มาให้เขาเห็นหน้า มันเป็นอะไรที่โล่งใจและทำให้ศาสตราวุธมีความสุขมาก เธออาจถอดใจจากเขาไปแล้วเพราะว่าเขานั้นไม่ได้ให้ความหวังเธอเลย
แต่รอยยิ้มและความดีใจของศาสตราวุธก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อรถยนต์คันคุ้นตาแล่นมาจอดที่หน้าบ้าน รติชาลงจากรถและส่งยิ้มให้เขามาแต่ไกลและโบกมือให้เขาอย่างสนิทสนมจนศาสตราวุธสะดุดสายยางเพราะท่าทางของเธอ
เขาเดินไปปิดน้ำแล้วเดินไปต้อนรับเธอตามหน้าที่ของเจ้าบ้านที่ดี แล้วก็ตาโตเมื่อเห็นว่าเธอถืออะไรมาด้วย
“นี่มัน ‘หวายบูเลนเนียนั่ม’ กล้วยไม้พันธุ์หายากนี่” ศาสตราวุธพูดอย่างตื่นเต้น และยิ้มออกมาด้วยอาการดีใจและชื่นชมกล้วยไม้ตรงหน้า
“สวยไหมคะ” รติชาถามเขา
“สวยครับ สวยมาก” ศาสตราวุธพูดพลางเอามือไปสัมผัสดอกกล้วยไม้หายากอย่างเบามือด้วยความชื่นชม
“กล้วยไม้กับน้ำชา อะไรสวยกว่ากันคะ” รติชาถามเขาแล้วยิ้มให้ คาดหวังคำตอบให้เขาเอาใจเธอหากเขาอยากได้ของฝากชิ้นนี้
“กล้วยไม้สิครับ” ศาสตราวุธบอก เขาไม่ยอมละสายตาจากกล้วยไม้สีส้มตรงหน้า
รติชาหน้าบึ้งที่เขาไม่คิดแม้แต่จะพูดโกหกเพื่อเอาใจเธอเลยสักนิด
“งั้นน้ำชากลับก่อนนะคะ” รติชาพูดแล้วทำท่าจะถือกระถางกล้วยไม้กลับ
“ขอบคุณสำหรับกล้วยไม้ ขับรถกลับดีๆ นะครับ” ศาสตราวุธยกกระถางมาถือไว้ก่อน และยังไม่ละสายตาจากดอกสวยๆ ตรงหน้า
“พี่วุธ” รติชาเรียกเข้าเสียงแหลม
ศาสตราวุธหันไปมองเธอแล้วขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจว่าเธอต้องการอะไร เพราะเมื่อสักครู่เธอบอกว่ากำลังจะกลับไป
“อะไรครับ” เขาถามเธอด้วยสีหน้าที่ดูนิ่งเรียบ จนรติชาต้องสงบใจลงแล้วพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติที่สุด เพราะดูท่าศาสตราวุธคงไม่รู้ว่าเธอแค่พูดประชดเขา
“เปล่าคะ น้ำชาเปลี่ยนใจแล้ว วันนี้น้ำชาจะอยู่กับพี่วุธทั้งวัน” รติชาบอก
ศาสตราวุธหุบยิ้มอ่อนๆ ของเขาลง แต่เมื่อหันไปมองกล้วยไม้สวยๆ ที่เธอเอามาฝากก็เลยพยายามฝืนยิ้มออกมาให้เธอ
‘งั้นวันนี้อดทนอยู่ด้วย ตอบแทนเรื่องกล้วยไม้ก็แล้วกัน’ ศาสตราวุธคิดในใจแล้วยิ้มออกมา
“งั้นไปทานอาหารเช้าด้วยกันก่อนสิ” ศาสตราวุธบอกแล้วเอากระถางกล้วยไม้ไปวางใกล้ๆ กับกล้วยไม้ต้นอื่นๆ อย่างทะนุถนอม ก่อนจะเดินนำเธอเข้าไปในบ้าน โดยที่รติชานั้นถือวิสาสะไปคล้องแขนของเขาเอาไว้แล้วเดินไปพร้อมกัน
ศาสตราวุธตกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ควงแขนรติชาเข้าไปไหว้ทักทายบุพการีแล้วให้คนจัดอาหารให้เธออีกที่ข้างๆ เขา
ศศิประภาหันไปยิ้มกับยุทธนาด้วยความพอใจ เธอผิดหวังจากศรายุทธลูกชายคนโตที่แต่งงานกับบัวบงกชไปแล้ว เธอจะไม่ยอมให้ลูกชายอีกคนต้องคว้าผู้หญิงบ้านๆ มาเป็นลูกสะใภ้อีกคนแน่
“เห็นสนิทสนมกันดีอย่างนี้แม่ก็ดีใจ” ศศิประภาบอกแล้วยิ้มให้รติชาด้วยความเอ็นดู
ระหว่างรับประทานอาหารศศิประภาก็ลอบมองทั้งคู่ แล้วหันไปยิ้มกับสามีบ่อยๆ ศาสตราวุธนั้นไม่เคยขัดใจเธอ ดังนั้นถ้าศศิประภาให้เขาแต่งงานกับรติชา เธอคิดว่าศาสตราวุธก็คงไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน
“วันนี้น้ำชามีธุระที่ไหนต่อหรือเปล่าลูก” ศศิประภาถามเธอ
“ว่างทั้งวันเลยค่ะคุณป้า นี่ก็นึกเบื่อๆ อยู่เหมือนกัน เลยว่าจะเข้าเมืองไปดูหนังสักเรื่องอยู่พอดี แต่ต้องขับรถไปยี่สิบนาทีเลย คงเหนื่อยน่าดู” รติชาบอกพลางปรายตาไปทางศาสตราวุธที่ได้ยินแต่เขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะเสนอตัวขับรถพาเธอไป จนศศิประภาต้องช่วยพูด
“งั้นก็ให้พี่เขาพาไปสิ” ศศิประภาบอก
ศาสตราวุธหันหน้ามองมารดาและรติชาที่มองมาทางเขาแบบยิ้มๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้เขาพาไป
“น้ำชาคงอยากดูหนังคนเดียวมากกว่า ผมไม่อยากรบกวนเวลาส่วนตัวน้องครับ” เขาบอกมารดา
“น้ำชาอยากชวนพี่วุธไปดูหนังด้วย ว่างหรือเปล่าล่ะคะ” เธอถามเขา
“ไม่ว่างครับ พี่ต้องเอาต้นไม้ลงดินวันนี้” ศาสตราวุธบอก เขาเพิ่งเพาะต้นไม้ประดับสำเร็จแล้วอยากเอามาจัดสวนที่หน้าสำนักงานที่อยู่ห่างจากตัวบ้านไปเพียงยี่สิบเมตร
รติชาหุบยิ้มลงเล็กน้อย เมื่อศาสตราวุธเป็นผู้ชายซื่อบื้อกว่าที่เธอคิด
“แค่เอาต้นไม้ลงดิน พรุ่งนี้ให้คนงานมาทำก็ได้ พาน้องไปเถอะ” ยุทธนาบอกลูกชายเพื่อเอาใจภรรยา ทำให้ศศิประภายิ้มกว้างเมื่อสามีนั้นเห็นดีเห็นงามด้วย
“ครับ” ศาสตราวุธรับปากเมื่อเห็นว่านานๆ ทีบิดาที่ออกความเห็นเรื่องอย่างนี้
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ศาสตราวุธก็ขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสุภาพ เพื่อพารติชาไปดูหนังอย่างที่เธอต้องการ โดยทำหน้าที่ขับรถให้เธอ
เมื่อถึงห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง เขาก็ให้รติชาลงจากรถไปก่อนแล้วลงรถตามมาทีหลัง รติชาชินแล้วเธอเลยเปิดประตูลงเองไม่ได้รอให้เขามาเปิดประตูให้ เพราะรู้ว่ารอทั้งวันเขาก็คงไม่ทำ
รติชาควงแขนเขาไปในโรงหนังแล้วจับมือเขาจนหนังจบโดยที่ศาสตราวุธไม่ได้พยายามที่จะเอามือออกจากเธอเลย ซึ่งรติชาก็พอใจเพราะถือว่าเธอพัฒนาความสัมพันธ์กับเขาไปอีกขั้นแล้ว
“ขอบคุณนะคะที่จับมือน้ำชาไม่ปล่อยเลย” รติชาบอกเขาเมื่อออกจากโรงหนังและกำลังจะเดินไปขึ้นรถ
“เห็นว่าน้ำชาอยากจับมือพี่ พี่เลยตอบแทนที่น้ำชาเอากล้วยไม้มาฝาก” ศาสตราวุธบอกเธอ รติชาถึงกับหน้าชา เขาพูดเหมือนกับว่าเธอเป็นผู้หญิงที่อยากจับมือผู้ชายมากๆ มากจนเขาต้องตอบแทนเธอด้วยการที่ยอมให้เธอจับมือเขา
‘ฉันคิดถูกหรือเปล่านะที่เลือกคุณ อีตาบ้า’
*********************
พ่อเลี้ยงคำปองนำฤกษ์ที่พระให้มา ไปปรึกษากับภรรยาและพ่อตา โดยนัดกันทานข้าวที่ร้านอาหารไทยในตัวเมือง แล้วลงความเห็นตรงกันว่าจะใช้ฤกษ์แต่งงานในอีกสองเดือนข้างหน้า ซึ่งสุริวิภาก็จะตั้งครรภ์ครบสี่เดือนพอดี และสุริวิภาก็จะตัดสินใจประกาศข่าวดีตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่เพื่อนๆ ของสุริวิภาที่มาทานอาหารที่ร้านกับแฟนหนุ่มของพวกเธอก็ควงแขนแฟนหนุ่มมาทักทายสุริวิภาด้วยรอยยิ้มที่ดูเย้ยหยัน ตั้งแต่สมเจษถูกตรวจสอบ พวกเธอก็ทิ้งสุริวิภาให้เผชิญปัญหาอยู่คนเดียว ถึงสมเจษจะพ้นข้อกล่าวหา แต่ชื่อเสียงที่เสียไปแล้วก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น“อ้าววิ” เพื่อนของเธอคนหนึ่งทักขึ้นทั้งสองสาวและคู่ควงของพวกเธอไหว้ทักทายสมเจษกับพ่อเลี้ยงคำปองตามมารยาท แล้วยิ้มให้สุริวิภา“สบายดีไหมวิ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน” เธอถามสุริวิภา“อืม สบายดี” สุริวิภาตอบ แล้วยิ้มให้ ในใจยังโกรธเคืองที่พวกเธอทิ้งตนเองไปในยามลำบาก“มาร่วมโต๊ะกันเลยไหมครับ ท่าทางจะไม่ได้เจอกับวินาน ผมเลี้ยงเอง” พ่อเลี้ยงคำปองพูดเชิญชวนทั้งสี่คนพวกเธอปรึกษากันแล้วตอบรับคำชวนด้วยความยินดี สุริวิภานั้นนั่งบีบมือตัวเอง เพราะเพื่อนสองคนนี้ขึ้นชื่อว่าปากค
สุริวิภาซื้อของผ่านร้านค้าออนไลน์เพราะไม่อยากออกไปข้างนอก ราคาแพงเท่าไรพ่อเลี้ยงคำปองก็ไม่เคยบ่น ทำให้สุริวิภานั้นสนุกกับการซื้อเสื้อผ้าและเครื่องสำอางแบรนด์เนมเป็นอย่างมากคืนไหนที่เขาจัดเธอหนัก เธอก็จะสั่งของที่มีราคาแพงตามลีลารักที่เขาทำลงไปเพื่อเป็นการชดเชยให้ตัวเอง พอเธอไม่ได้เข้าไปทำงานในสำนักงานในช่วงหลังๆ พ่อเลี้ยงคำปองเลยมอบหน้าที่พิเศษให้เธอนั้นคือให้เป็นล่ามคุยงานกับลูกค้าชาวต่างชาติแทน เพราะเป็นสิ่งที่เธอถนัดที่สุด ถึงเป็นงานที่ไม่ได้มีให้ทำบ่อยนัก แต่ก็เป็นงานที่มีความสำคัญมากพอๆ กับงานอย่างอื่นหลังจากอยู่กับพ่อเลี้ยงคำปองนานเกือบสองเดือนแล้ว สุริวิภาก็คิดว่าเขาก็ไม่ได้แย่อะไร ให้ความสุขสบายแก่เธอ ให้เงินเธอใช้ จ่ายเงินจ่ายค่าสิ่งของที่เธอสั่งมาไม่เคยบ่นเรื่องราคา แล้วยังเป็นคนที่น่าสงสารเพราะว่าสุริวิภารู้เรื่องอดีตภรรยาของเขาและเรื่องที่เขาแอบรักรติชาฝ่ายเดียวและต้องมาผิดหวังในที่สุดส่วนเรื่องขี้หลีนั่นก็เป็นแค่ภาพที่เขาสร้างขึ้นมาให้ทุกคนคิดว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร ทั้งที่จริงๆ แล้วเขานั้นเหงาและต้องการใครสักคนมาอยู่เคียงข้างเขา“ผมรักคุณ” พ่อเลี้ยงคำปองบอกเธอในคืนหนึ่งข
สุริวิภาถูกพ่อเลี้ยงคำปองปลุกปล้ำเธอไปถึงสองครั้งในวันเดียว ถึงครั้งที่สองเธอจะไม่ได้ปฏิเสธเขา แต่เธอก็ไม่ได้เต็มใจ แล้วยังถูกเขาข่มขู่ให้ย้ายมาอยู่กับเขาอีกด้วยสุริวิภาใส่เสื้อผ้าแล้วปล่อยผมลงมาปิดร่องรอยที่พ่อเลี้ยงคำปองทำเอาไว้ที่ต้นคอของเธอ แล้วรีบขับรถกลับไปที่ไร่เลิศประจักษ์ทั้งน้ำตาถึงมันจะไม่ใช่ครั้งแรกของเธอ แต่การถูกคนแปลกหน้าขืนใจ ในตอนที่เธอตกต่ำที่สุดในชีวิต มันก็ทำให้เธอนั้นเสียใจและน้อยใจในโชคชะตาของตัวเองพ่อเลี้ยงคำปองก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรมาก แต่เขานั้นก้อร้อก้อติกเธอแล้วยังใช้กำลังขืนใจเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ เพียงเพราะว่าเขาโกรธที่เธอพยายามชักชวนให้เขาทำลายชีวิตคู่ของศาสตราวุธกับรติชาพอถึงไร่เลิศประจักษ์ สุริวิภาก็นั่งตั้งสติในรถสักพักก็เดินไปหาศศิประภาในห้องนั่งเล่นเพื่อลาเธอ“คุณป้าคะ วิขอบคุณนะคะที่ให้วิได้พักที่นี่ ตอนนี้วิมีที่พักใหม่แล้ว วิเลยอยากจะมากราบลาคุณป้าค่ะ” สุริวิภาบอกเธอ แล้วหันไปไหว้ยุทธนาอีกคน“ขอบคุณคุณลุงนะคะที่เมตตาวิ” เธอบอกเขา“แล้วจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ” ยุทธนาถาม“ไปอยู่กับเพื่อนค่ะ” สุริวิภาบอก เธอยิ้มบางๆ แล้วขอตัวไปเก็บข้าวของของเธอ
ท่ามกลางราตรีที่เงียบสงบ ศาสตราวุธลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด แล้วหันมองไปยังภรรยาที่ลุกขึ้นมาให้นมศศิชาอยู่ ในขณะที่ศาศวัตนั้นดื่มนมเสร็จก่อนและหลับไปแล้ว “ลุกมาให้นมอีกแล้วเหรอ” เขากระซิบถามเสียงเบา รติชาพยักหน้าแล้วยิ้มอย่างเหน็ดเหนื่อย เธอให้นมลูกทั้งสองจากเต้า สลับกับปั๊มนมใส่ขวดให้ทั้งคู่ดื่ม แต่ถ้าเป็นตอนกลางคืนที่ละลายนมที่แช่เย็นไว้ไม่ทัน ก็จะให้นมจากเต้าเป็นส่วนใหญ่ รติชาค่อยๆ วางศศิชาลงในเปลแล้วตบก้นลูกสาวตัวน้อยเบาๆ ก่อนจะย่องกลับไปที่เตียงนอนของตนเอง “เหนื่อยไหม” ศาสตราวุธถามภรรยาแล้วดึงเธอมานอนทับต้นแขนของเขาอย่างรักใคร่ “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ กลางวันก็มีคนช่วยดู กลางคืนก็ลุกให้นมแค่ครั้งสองครั้ง โชคดีที่ลูกๆ หลับยาว ไม่ลุกมาเล่นกลางดึกเหมือนลูกคุณยุทธกับคุณบัว ไม่อย่างนั้นน้ำชาคงเหนื่อยมากๆ แน่นอนค่ะ” รติชาบอกสามีเสียงเบา “แต่ก็เป็นความเหนื่อยที่มีความสุขมากๆ เลย ใช่หรือเปล่า” ศาสตราวุธถามภรรยา แต่ว่ารติชาไม่ตอบ เธอนอนหลับไปแล้ว ‘แล้วบอกว่าไม่เหนื่อย’ ศาสตราวุธนึกในใจ แล้วหลับตาลงอย่างยากลำบาก กะว่าจะชวนภรรยาทำกิจกรรมกลางดึก แต่เมื่อเห็นเธอหลับไปอย่างนี้แล้ว เขาก็ไม่อยา
รติชาไปฝากครรภ์ที่คลินิกทุกเดือน และทุกครั้งเธอจะให้ศาสตราวุธรออยู่ข้างนอก ไม่ให้ตามเข้าไปด้วย เพราะว่าเธอไม่อยากให้ศาสตราวุธรู้เพศของเด็กในครรภ์ เพื่อจะให้เขารอลุ้นเอง ทำให้ศาสตราวุธนั้นอยากรู้เป็นอย่างมากว่าลูกของเขาจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง“ถ้าไม่บอกพี่แล้วเราจะเตรียมของใช้ลูกถูกได้อย่างไรล่ะ” ศาสตราวุธหาข้ออ้างมาพูดกับเธอ“ก็เตรียมไว้ทั้งชายและหญิงสิคะ จะไปยากอะไร พี่วุธก็ออกจะรวย” รติชาบอกเขา“โธ่น้ำชา บอกพี่เถอะ” ศาสตราวุธอ้อนภรรยา เข้าไปนั่งกอดเธอและลูบท้องที่นูนยื่นขึ้นมา“อีกสองเดือนเอง อดทนหน่อยสิคะ” รติชาบอกเขาแล้วยิ้มเอ็นดูสามี ที่พยายามจะรู้เพศของลูกให้ได้“รอลุ้นเอานะวุธ เสื้อผ้าของใช้ก็ซื้อมาทั้งสองเพศนั่นแหละแม่ว่า บ้านเราออกจะรวย อันไหนไม่ใช้ก็เอาไปบริจาคให้ลูกคนงานก็ได้ คนงานเราเยอะแยะ อย่างไรก็ได้ใช้ ไม่เสียเปล่าหรอก” ศศิประภาพูดช่วยลูกสะใภ้“ก็ใช่สิครับ แม่รู้กันกับเมียผมและแม่ยายแค่สามคน มีแต่พวกผมที่ต้องมานั่งลุ้นจนตัวโก่งกันแบบนี้” ศาสตราวุธบ่น ไม่เข้าใจว่าพวกผู้หญิงทำไมชอบความเซอร์ไพรส์กันนัก แล้วไม่ยอมเข้าใจผู้ชายอย่างพวกเขาเลยว่าไม่ชอบการเซอร์ไพรส์อะไรแบบนี้“
ศาสตราวุธกำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา แต่ก็ต้องลืมตาขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงเหมือนกับว่ารติชากำลังร้องไห้อยู่ เขาเปิดโคมไฟที่หัวเตียงแล้วพลิกตัวไปหารติชา“เป็นอะไรไปคนดี” เขาถามเธอด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล เข้าใจว่าฮอร์โมนเธอผิดปกติ จึงไม่แสดงความรำคาญหรือว่าต่อว่าอะไรเธอให้ต้องน้อยใจ“พี่วุธนอนเร็วมาห้าคืนติดต่อกันแล้วนะคะ ไม่เห็นจะสนใจน้ำชาเลย” เธอบอกเขาอย่างน้อยใจ เป็นนัยว่าเขาไม่ได้แตะต้องตัวเธอเหมือนอย่างเคย“ก็หมอบอกว่าสามเดือนแรกให้ระวังไม่ใช่หรือไง พี่รู้นะว่าน้ำชาต้องการ พี่เองก็ต้องการ แต่เราก็ต้องระวัง” ศาสตราวุธบอก“หมอบอกว่าทำได้ ถ้าแม่โอเค” รติชางอแงไม่ยอมท่าเดียว เพราะเธอมีความต้องการ ประกอบกับเพื่อนที่แต่งงานแล้วเล่าให้ฟังว่าสามีนอกใจตอนที่กำลังตั้งครรภ์เพราะไม่สามารถให้ความสุขกับสามีได้ เลยกลัวว่าศาสตราวุธจะเป็นอย่างนั้นบ้าง“น้ำชาแข็งแรงมากนะคะ แล้วอีกอย่างก่อนจะรู้ว่าท้องพี่วุธก็ยังจัดหนักน้ำชาอยู่เลย” เธอพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาทำ ศาสตราวุธถอนหายใจอย่างเป็นกังวล แล้วตกลงที่จะทำตามที่ภรรยาต้องการ เพื่อไม่ให้เธอเครียดหรือน้อยใจเขา“งั้นน้ำชานอนนิ่งๆ นะ เดี๋ยวพี่จะทำอย่างเบามือที







