Se connecter“ลูกกับมะ…” นิรันดร์บุ้ยปากไปทางภูผา ใช้สรรพนามเรียกทางนั้นราวกับเอ็นดูเสียเต็มประดา “มันกำลังคร่อมหนูอยู่นะปลายฝน ไม่เห็นจะเหมือนท่ายืดกล้ามเนื้ออะไรเลย”
พร้อมกันนั้นมีเสียงแทรกแย้งขึ้น
“คุณเรียกลูกชายของฉันว่า ‘มัน’ ”
“ก็ใช่ไง” นิรันดร์หลุดมาดในที่สุด เมื่อถูกยั่วยุจากอีกฝ่ายไม่เลิก แล้วย้ำคำเรียกอีกที อย่างต้องการยั่วโทสะเธอกลับบ้าง “ผมเรียกลูกชายของคุณว่า ‘มัน’ ”
ขิมแขยืนนิ่งไม่โต้กลับ เพราะเธอเองก็รู้ตัวว่ากำลังจะหลุดโทสะเช่นกัน แต่พอเห็นเขาระเบิดอารมณ์ออกมาก็ทำให้ฉุกคิดได้ว่าไม่ควรเติมเชื้อเพลิงลงไปในตอนนี้ คุยกันด้วยอารมณ์เรื่องไม่มีทางจบลงแน่วันนี้ อีกข้อคือเธอกำลังเสียเปรียบเขาอยู่ ทั้งคน ทั้งสถานที่ล้วนเป็นเขาที่ได้เปรียบ ในใจชักหวาดหวั่นว่าเธอกับภูผาจะออกจากบ้านหลังนี้ได้อย่างปลอดภัย ร่างกายครบสามสิบสองหรือไม่
เพราะท่าทางคนพวกนี้เหมือนกับมาเฟีย ไม่ก็พวกอิทธิพลมืดแทบไม่ผิดเพี้ยนเลยน่ะสิ
พอเห็นเธอไม่ยั่วยุกลับมาอย่างที่คาด นิรันดร์หันไปทางบุตรสาวของตน ภาพยังติดตาไม่หาย อดบ่นต่ออีกไม่ได้ “ลูกบอกว่ายืดกล้ามเนื้ออย่างนั้นหรือครับ ยืดกันแบบไหน ทำไมต้องทำยังกับท่าเมกเลิฟ!”
“คุณพ่อคะ!”
เสียงเด็กสาวเรียกบิดาตนเองก้องห้องโถงด้วยความอับอาย ใบหน้าน่ารักแดงจัดจนถึงใบหู เจ้าตัวมองบิดาด้วยสายตาน้อยอกน้อยใจ น้ำตาคลอเบ้า แล้วผลุนผลันหันหลังวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
ขิมแขเฝ้ามองสังเกตการณ์อยู่ นึกห่วงเด็กสาวคนนั้น อดติงเขาไม่ได้ “คุณเป็นพ่อคนแบบไหนกัน พูดเรื่องน่าอายแบบนี้ต่อหน้าคนทั้งห้อง”
นิรันดร์กำลังเสียหลัก ที่บุตรสาวร้องไห้วิ่งออกไป เลยพูดอะไรไม่ออก เขาทนได้ที่ไหนกับน้ำตาของลูก
เห็นแววตาของอีกฝ่ายแล้ว ขิมแขรีบใช้โอกาสนี้ว่าขึ้นบ้าง
“ฉันไม่แจ้งความกลับก็บุญแล้ว”
หยุดไปจังหวะหนึ่ง กล่าวต่อด้วยท่าทีนิ่ง ๆ
“ที่คุณกักขังหน่วงเหนี่ยวลูกชายฉัน แล้วยังโทรศัพท์มาข่มขู่ฉันอีก แต่เอาเถอะ ให้เรื่องจบลงเท่านี้ก็แล้วกัน วันนี้ฉันจะพาลูกชายของฉันกลับบ้าน และก็จะอบรมแกเรื่องความเป็นสุภาพบุรุษให้เคร่งครัดกว่านี้ พร้อมกับตักเตือนแกเพิ่มถึงความเหมาะสมทางเพศสำหรับวัยของแก”
กล่าวรวดเดียวจบ เงียบไปอึดใจ บอกทิ้งท้าย
“คุณเองก็ควรอบรมลูกสาวคุณด้วยเหมือนกัน ไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัว”
ขิมแขบอกแบบมัดมือชก อาศัยช่วงที่ทุกคนกำลังงง เดินไปคว้ามือภูผาพาออกจากบ้านไป อย่างพยายามไม่ให้ดูลนลานหวั่นเกรงต่อพวกเขา
คิ้วหนาพาดเฉียงของนิรันดร์ อัศวหาญญ์วรกุลกระตุกถี่ยิบกว่าเดิม อาการแบบนี้ของเขาเคยเกิดขึ้นที่ไหนกัน เป็นไปได้ที่บุตรสาวของเขาทำให้อารมณ์พลิกผันเหวี่ยงขึ้นลงไปมา แต่แล้วผู้หญิงแปลกหน้านั่นทำให้เขาเกิดอาการเดียวกันได้อย่างไร
ทำไมเขาจะไม่รู้ตัวว่าเจ้าหล่อนอาศัยจังหวะชุลมุนพาเด็กเวรนั่นจากไป แต่เขากำลังครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่างอยู่ในใจต่างหาก
“นายครับ”
เสียงเรียกของบริวารปลุกนิรันดร์ให้หลุดจากภวังค์
เขาละสายตาจากแผ่นหลังที่เพิ่งพ้นรั้วสูง มองไปที่กล้วย พี่เลี้ยงคนสนิทของบุตรสาว ทางนั้นหลบตาเขาวูบทันที อ้อมแอ้มบอกเสียงสั่น
“คุ...คุณรันดร์คะ คือ...คือกล้วย...”
นิรันดร์กวาดสายตามองว่าไม่ต้องพูดอะไรออกมา เท่านั้นเองทั้งห้องก็พากันเงียบกริบ ทุกคนต่างรู้ดี ว่าไม่ควรแก้ต่างอะไรหากนายลงความเห็นไปแล้วว่าถูกหรือผิด
ลูกน้องคนสนิทมองปรามทางพี่เลี้ยงของปลายฝน รู้ว่าอีกฝ่ายอยากพูด อยากอธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ว่าเหตุใดปลายฝนถึงพาคนนอกเข้าบ้านมาได้โดยที่ลูกน้องของเขาไม่จับมันเหวี่ยงออกไปเสียก่อน อย่างน้อยก็ต้องรู้เห็นเป็นใจ ช่วยพาเข้ามาแน่ ๆ
หลังจากเงียบไปได้ครู่ใหญ่ เสียงทรงอำนาจก็ค่อยเอ่ยขึ้น
“ให้เวลาสองวัน ส่งประวัติ ปูมหลังของสองแม่ลูกนั่นที่โต๊ะ”
สั่งจบ เดินออกจากตรงนั้นทันที
“แม่เชื่อว่าภูไม่ได้ทำอะไรน่าเกลียดอย่างที่พ่อของเด็กคนนั้นกล่าวหา...ใช่ไหมครับภู”
ขิมแขถามทำนองเข้าข้างบุตรชาย กระนั้นก็ย้ำในตอนท้ายอีกที อยากให้อีกฝ่ายเล่าความจริงทั้งหมดออกมาอย่างเต็มใจมากกว่าการเค้นบังคับ ประเดี๋ยวเจ้าตัวจะตอบรับออกมาพร้อมเหตุผลที่เธอควรรู้ อย่างน้อยก็ดีกว่าฟังจากคู่กรณีฝ่ายเดียว โดยที่ลูกของเธอไม่มีโอกาสได้พูดอะไร
ภูผาถอนใจเฮือกหลังคำกล่าวเชื่อใจ และการถามย้ำในตอนท้ายของมารดา นิ่งเงียบอีกเป็นนาทีไม่ยอมพูดอะไร
ขิมแขชำเลืองมองบุตรชายแวบหนึ่ง หันกลับไปที่ถนนอย่างเดิม เม้มปากนิด ๆ ชั่งใจว่า จะทำอย่างไรต่อจากนี้ดี สุดท้ายก็ค่อยตะล่อมต่ออีกหน่อย
“ภูพร้อมแล้ว ค่อยเล่าให้แม่ฟังก็ได้นะ ว่าเรื่องมันเริ่มต้นจากตรงไหน…คนนี้ใช่ไหมที่ภูเคยเล่าให้แม่ฟังว่าเจอกันตอนไปค่ายน่ะ”
ภูผาพยักหน้าเบาๆ ตอบรับ “ใช่ครับ”
เย้ากลับยิ้มๆ “น่ารักดีนี่ หน้าเขาเหมือนกันเลยนะพ่อลูกคู่นั้นน่ะ”
“ครับ” เด็กหนุ่มค่อยยิ้มออก เมื่อมารดาเปลี่ยนเรื่องสนทนา จนทำให้บรรยากาศบนรถคลายความอึดอัดลง
ขิมแขถามต่อ “ชื่ออะไรนะภู”
“ปลายฝนครับ”
“ปลายฝน...” ขิมแขทวนชื่อเบา ๆ ถามออกมาอีกประโยค ขณะพารถเข้าโค้งของถนนที่กำลังมุ่งหน้ากลับสู่บ้าน “เกิดเดือนตุลา?”
“ใช่ครับ ทำไมคุณแม่รู้” เด็กหนุ่มถามกลับด้วยสีหน้าประหลาดใจ แล้วบอกต่ออย่างที่รู้มาจากเจ้าของชื่ออีกที “ฝนเล่าว่าชื่อนี้แม่ฝนตั้งให้น่ะครับ”
ขิมแขขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม ถามอย่างไม่เคยซอกแซกถามใครแบบนี้มาก่อน
“แล้ว...แม่เขาไปไหน”
“อุบัติเหตุทางรถยนต์ครับ เสียชีวิตไปนานแล้วตั้งแต่ฝนสองขวบ”
ขิมแขครางอือในลำคอเป็นการตอบรับ ถอนใจเฮือก นึกสงสารเด็กสาวคนนั้นทันที แบบนี้เอง แล้วพ่อก็คงเลี้ยงลูกไม่เป็น อาจปล่อยปละละเลยจนทำให้เด็กสาวมีพฤติกรรมแบบนั้น แล้ววกเข้าเรื่องที่คาเอาไว้เมื่อนาทีก่อนหน้า “แผลของภู ใช่จากงานคอนเสิร์ตอะไรนั่นหรือเปล่า”
เด็กหนุ่มถอนใจเบา ๆ เมื่อหลบเลี่ยงต่อไม่ได้อีกแล้ว พยักหน้าตอบรับ “ใช่ครับ ผมนัดฝนไปดูคอนเสิร์ตครับ”
เด็กหนุ่มยืดอกรับผิดเอง แม้ความจริงแล้ว ปลายฝนต่างหากที่ชวนตนไป พอปฏิเสธว่าไปไม่ได้ ทางนั้นก็งอนแล้วว่าจะชวนเพื่อนของเขาไปแทน
ภูผาเสียงอ่อยบอกเธอ “ขอโทษนะครับที่ภูโกหก”
ขิมแขยิ้มอ่อนใจ นึกถึงที่ภูผาโกหกว่าจะไปเข้าค่ายติววิชาการกับเพื่อน ที่ไหนได้ ลูกชายนัดสาวเที่ยวเสียแล้ว
ขิมแขยิ้มอ่อนใจ นึกถึงที่ภูผาโกหกว่าจะไปเข้าค่ายติววิชาการกับเพื่อน ที่ไหนได้ ลูกชายนัดสาวเที่ยวเสียแล้วยังก่อน เธอยังไม่ว่าอะไรในตอนนี้ ตะล่อมถามต่อ“ยังไงล่ะทีนี้ มันเกิดอะไรอีกจากนั้น”“ฝนถูกพวกผู้ชายเกเรในนั้นรุมน่ะครับ แล้วก็ฉุดลากจะพาไปที่อื่น ผมเห็นท่าไม่ดีก็เลย...”ได้ยินแล้วก็พอคาดเดาเหตุการณ์ต่อจากนั้นได้ ถามดักยิ้ม ๆ“เลยไปมีเรื่องกับพวกนั้น เพราะช่วยสาวงาม?”ภูผาพยักหน้าเป็นการตอบรับ โหนกแก้มแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย“ประมาณนั้นครับ”“หล่อชะมัดเลยลูกชายแม่ แต่...” เธอชมก่อนสอนต่อจากนั้น และพ่อตัวดีก็รีบขัดอย่างรู้ทัน“แต่ภูควรไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น” ภูผาบอกเสียงอ่อย ไม่ลืมอ้อนมารดา “แล้วผมก็ถูกซ้อมจนน่วมอย่างที่เห็นนี่ละครับ”ขิมแขเลยอดค้อนส่งให้ไม่ได้“ในงานไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเลยหรือไง น่าแปลกจัง”“มีครับ” ภูผาตอบรับแล้วเล่าเรื่องในตอนนั้นให้ฟังไม่ปิดบัง “แต่พอดีผมกับฝน เราชวนกันว่าจะไปดูดาวตรงจุดที่เขาห้ามเข้า”“อ้อ...” ขิมแขเลยเข้าใจได้ในตอนนั้นเอง ลูกชายของเธอพาเด็กสาวคนนั้นหลบไปดูดาวกันสองต่อสอง ห่างตาคน เลยเปิดโอกาสให้พวกคนไม่ดีใช้จังหวะนี้เข้าไประรานได
“ลูกกับมะ…” นิรันดร์บุ้ยปากไปทางภูผา ใช้สรรพนามเรียกทางนั้นราวกับเอ็นดูเสียเต็มประดา “มันกำลังคร่อมหนูอยู่นะปลายฝน ไม่เห็นจะเหมือนท่ายืดกล้ามเนื้ออะไรเลย”พร้อมกันนั้นมีเสียงแทรกแย้งขึ้น“คุณเรียกลูกชายของฉันว่า ‘มัน’ ”“ก็ใช่ไง” นิรันดร์หลุดมาดในที่สุด เมื่อถูกยั่วยุจากอีกฝ่ายไม่เลิก แล้วย้ำคำเรียกอีกที อย่างต้องการยั่วโทสะเธอกลับบ้าง “ผมเรียกลูกชายของคุณว่า ‘มัน’ ”ขิมแขยืนนิ่งไม่โต้กลับ เพราะเธอเองก็รู้ตัวว่ากำลังจะหลุดโทสะเช่นกัน แต่พอเห็นเขาระเบิดอารมณ์ออกมาก็ทำให้ฉุกคิดได้ว่าไม่ควรเติมเชื้อเพลิงลงไปในตอนนี้ คุยกันด้วยอารมณ์เรื่องไม่มีทางจบลงแน่วันนี้ อีกข้อคือเธอกำลังเสียเปรียบเขาอยู่ ทั้งคน ทั้งสถานที่ล้วนเป็นเขาที่ได้เปรียบ ในใจชักหวาดหวั่นว่าเธอกับภูผาจะออกจากบ้านหลังนี้ได้อย่างปลอดภัย ร่างกายครบสามสิบสองหรือไม่เพราะท่าทางคนพวกนี้เหมือนกับมาเฟีย ไม่ก็พวกอิทธิพลมืดแทบไม่ผิดเพี้ยนเลยน่ะสิพอเห็นเธอไม่ยั่วยุกลับมาอย่างที่คาด นิรันดร์หันไปทางบุตรสาวของตน ภาพยังติดตาไม่หาย อดบ่นต่ออีกไม่ได้ “ลูกบอกว่ายืดกล้ามเนื้ออย่างนั้นหรือครับ ยืดกันแบบไหน ทำไมต้องทำยังกับท่าเมกเลิฟ!”“คุณพ่อ
“เรา... เราเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า”ขิมแขเผลอตัวพึมพำออกมาเบา ๆ แต่เพราะห้องโถงแห่งนั้นเงียบกริบ จึงได้ยินเสียงของเธอดังกังวานชัดเจนบรรดาลูกน้องที่เป็นชายร่างสูงใหญ่ต่างพากันเหลือบตามองกันเองเป็นนัย ๆ เนื่องจากรู้ดีว่านายของพวกตนเป็นพ่อม่ายเนื้อหอม นอกจากจะหล่อเหลาแล้วยังร่ำรวยอีกด้วย จึงมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่หวังจะสานสัมพันธ์หรือไม่ก็พยายามที่จะจับเขา ซึ่งแต่ละรายก็มีวิธีเข้าหาต่าง ๆ กันไปแล้วมุกที่ว่า ‘เคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า’ ก็เป็นมุกที่ถูกใช้บ่อยเสียจนเรียกได้ว่า ‘แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่’ หากถึงอย่างนั้นชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็ยังรักษามารยาทด้วยการสบตากันเงียบ ๆ โดยไม่ได้แสดงท่าที่เย้ยหยันหรือดูหมิ่นเธอแต่อย่างใดแต่พวกเขาก็มั่นใจอีกเช่นกันว่าผู้เป็นนายไม่มีทางเหลียวแลใครอีก นอกจากจะเห็นเป็นแค่คู่ควงชั่วคราวหรือคู่นอนฆ่าเวลาเท่านั้นนิรันดร์เองก็ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจที่ได้ยินคำถามนั้นจากปากหญิงสาวผู้เป็นแม่ของเด็กหนุ่ม เขาเพียงนิ่งไปเล็กน้อย พร้อมกับมองสำรวจเธอไปพลางใบหน้าเรียวเล็ก ประกอบด้วยเครื่องหน้าที่ดูรวม ๆ แล้วก็นับว่าสวยเฉี่ยว บวกกับส่วนสัดทรวดทรงที่อวบอิ่มเกินตัว ทั้งยังสว
“ใช่ๆแบบนั้นเลย ที่เคยเห็นเขาทำในคลิปอะ ภูต้องดันเข้ามาอีกสิ ดันอีกนิด อ๊ะ! ทำไมมันเจ็บจังเลยล่ะภูผา” เสียงกำกับจากปากเล็กช่างจำนรรจาสีชมพูจางที่เบื้องล่างนั่น ทำเอาเด็กหนุ่มร่างหนากว่าที่คร่อมทับอยู่ด้านบนต้องหยุด ออกปากแย้งด้วยเสียงแตกพานตามวัย “เราไม่ควรทำ...แบบนี้เลยฝน” พูดแล้วก็อายอยู่ไม่น้อย “เถอะน่า ทำเร็ว ๆ เข้า ก่อนที่จะ...โอ๊ะ! โอย มันตึงมากเลยภู แล้วก็ แล้วก็เจ็บนิด ๆ ด้วย” เด็กสาวร้องโอดโอย เขย่าเสียงเล็กน้อย พร้อมยิ้มทะเล้นใส่เด็กหนุ่มที่ใช้ร่างหนากว่าดันตนเองอยู่ เร่งให้อีกฝ่ายออกแรงโถมใส่มากขึ้นอีก ยิ่งเห็นใบหน้าอีกฝ่ายแดงจัด ก็ยิ่งสนุก “ภูรีบดันเข้ามาอีกสิ ดันอีก ดันเข้ามาอีก อีกนิดภูผา อ๊ะ...” ภูผามองใบหน้าน่ารักของเด็กสาวที่นอนหน้าแดงอยู่เบื้องล่างใต้เรือนกายของตนก็เรียกอย่างเป็นห่วง หน้าของเขาเองก็แดงไม่แพ้กัน“ไหวแน่นะฝน” “เถอะน่า ดันอีก อีกนิดเดียว” “แต่ภูว่าเราทำแบบนี้...ไม่...”“ไม่ต้องแต่ ไม่ต้องอะไรทั้งนั้น ทำเถอะ เร็ว ๆ เข้า”“ก็ได้ครับ” เด็กหนุ่มอ้อมแอ้มบอก โหนกแก้มกลาย







