Se connecterขิมแขยิ้มอ่อนใจ นึกถึงที่ภูผาโกหกว่าจะไปเข้าค่ายติววิชาการกับเพื่อน ที่ไหนได้ ลูกชายนัดสาวเที่ยวเสียแล้ว
ยังก่อน เธอยังไม่ว่าอะไรในตอนนี้ ตะล่อมถามต่อ
“ยังไงล่ะทีนี้ มันเกิดอะไรอีกจากนั้น”
“ฝนถูกพวกผู้ชายเกเรในนั้นรุมน่ะครับ แล้วก็ฉุดลากจะพาไปที่อื่น ผมเห็นท่าไม่ดีก็เลย...”
ได้ยินแล้วก็พอคาดเดาเหตุการณ์ต่อจากนั้นได้ ถามดักยิ้ม ๆ
“เลยไปมีเรื่องกับพวกนั้น เพราะช่วยสาวงาม?”
ภูผาพยักหน้าเป็นการตอบรับ โหนกแก้มแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย
“ประมาณนั้นครับ”
“หล่อชะมัดเลยลูกชายแม่ แต่...” เธอชมก่อนสอนต่อจากนั้น และพ่อตัวดีก็รีบขัดอย่างรู้ทัน
“แต่ภูควรไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น” ภูผาบอกเสียงอ่อย ไม่ลืมอ้อนมารดา “แล้วผมก็ถูกซ้อมจนน่วมอย่างที่เห็นนี่ละครับ”
ขิมแขเลยอดค้อนส่งให้ไม่ได้
“ในงานไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเลยหรือไง น่าแปลกจัง”
“มีครับ” ภูผาตอบรับแล้วเล่าเรื่องในตอนนั้นให้ฟังไม่ปิดบัง “แต่พอดีผมกับฝน เราชวนกันว่าจะไปดูดาวตรงจุดที่เขาห้ามเข้า”
“อ้อ...” ขิมแขเลยเข้าใจได้ในตอนนั้นเอง ลูกชายของเธอพาเด็กสาวคนนั้นหลบไปดูดาวกันสองต่อสอง ห่างตาคน เลยเปิดโอกาสให้พวกคนไม่ดีใช้จังหวะนี้เข้าไประรานได้ ในที่สุดก็รู้เรื่องราวเสียทีว่าเป็นมาเป็นไปอย่างไร
“หลังจากนั้น ปลายฝนเลยพากลับมาที่บ้านของเธอครับ” ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ภูผาจึงเล่าต่อจนจบ
“กลับมายังไง เด็กคนนั้นขับรถได้หรือ แล้วใบขับขี่?”
ภูผายิ้มเจื่อน ส่ายหน้าให้เป็นคำตอบว่าปลายฝนไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์
คนเป็นแม่เลยได้แต่ผ่อนลมหายใจด้วยความเพลีย ไม่เห็นด้วยเลยที่บ้านนั้นให้เด็กอายุเท่าภูผาใช้รถยนต์ได้แล้ว พ่อของเด็กสาวปลายฝนคงคิดว่ามีเงิน เลยใช้เงินแทนความรัก ความอบอุ่นให้ลูกได้ละมัง
หากขับรถไปชนใครเข้า ความรับผิดชอบจะมีไหม
คิดอย่างหนักใจ ถามให้คลายสงสัยอีกข้อ
“ตอนเข้าบ้านหลังนั้น พ่อเขาไปไหน คนของเขาอีก ทำไมไม่เห็นลูก”
“ฝนแอบพาเข้าทางหลังบ้านครับ มีพี่เลี้ยงของฝนคอยช่วยพาไป”
ได้ยินแล้วก็เผลอบ่นออกไปไม่ได้ “แสบจริง ๆ เลยเด็กคนนี้”
“ฝนแค่อยากทำแผลให้ผมครับ” รีบออกปากปกป้องคนที่ตนมีใจให้ ขิมแขเหลือบตามอง ถอนใจ บอกยิ้ม ๆ
“แม่รู้จ้ะ”
“คุณแม่อย่าว่าฝนเลยนะครับ”
ขิมแขยิ้มอีกหน่อยแล้วว่า “ทำผิดก็ต้องว่ากล่าวตักเตือนเป็นธรรมดานี่นา แต่ภูอย่าลืมนะ…” ยังพูดไม่จบประโยคดี ภูผารีบขัดด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ภูไม่ลืมครับคุณแม่ ว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะมีความรักแบบหนุ่มสาว”
“ใช่จ้ะ ตอนนี้ลูกมีหน้าที่ตั้งใจเรียนเท่านั้น เพื่อนมีได้ คบหากันได้ แต่อย่าเกินเลยจนควบคุมไม่ได้”
“ครับ ภูไม่ลืมครับ”
ขิมแขหันมายิ้มให้บุตรชาย บอก “นี่ถ้าคุณพ่อไม่ติดสัมมนาที่ญี่ปุ่น คงได้เจอปลายฝนด้วย”
ภูผามีสีหน้าอึดอัดใจเล็กน้อย บอกเสียงนุ่มนวลติดอ้อนวอน
“อย่าเพิ่งเล่าเรื่องนี้ให้คุณพ่อฟังได้ไหมครับ”
ได้ยินน้ำเสียงแบบนั้นของภูผา ก็รู้ว่าลูกไม่สบายใจ ขิมแขถามกลับ แม้พอจะคาดเดาคำตอบได้ก็ตาม “ทำไมจ๊ะ”
“ภูกลัวคุณพ่อผิดหวังในตัวภูครับ”
ละสายตาจากถนนชั่วขณะ มองทางภูผา หลังได้ยินคำตอบ
‘นายแพทย์พิริยะ’ บิดาของภูผาเป็นคนจริงจังกับทุกเรื่อง เลี้ยงลูกเข้มงวดและคาดหวังกับภูผามาก หากทราบว่าบุตรชายคนเดียวโกหกเพื่อไปเที่ยวกับเพื่อนต่างเพศ แล้วยังไปมีเรื่องชกต่อย ย่องเข้าบ้านเขาแบบนี้ ภูผาคงได้เจอข้อหาหนัก ถูกกักบริเวณ และอาจต้องอ่านแต่หนังสือจนไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนอีกเป็นแน่
ขนาดว่าตัวไม่ค่อยอยู่บ้าน นายแพทย์พิริยะก็ยังสามารถเคี่ยวเข็ญภูผาให้อ่านแต่หนังสือตลอดเวลาได้ โดยผ่านทางคนของเขา จนเธอต้องเข้าขันอาสาว่าจะเคี่ยวเข็ญดูลูกให้เอง แล้วเพิ่งมีโอกาสได้แตกแถว แอบหนีเที่ยวครั้งนี้เป็นครั้งแรก เริ่มทีแรกก็เล่นเอาเสียหนัก ไปมีเรื่องมีราวเข้าจนได้ ภูผาคงเป็นพวกทำตัวเหลวไหลไม่ขึ้นละมัง
ขิมแขถอนหายใจเบา ๆ เมื่อนึกถึงนายแพทย์พิริยะ รับปากกับภูผา “ได้ลูก แม่สัญญาว่าเรื่องนี้เราจะรู้กันแค่สองคนเท่านั้น”
“ขอบคุณครับ”
ภูผาบอกด้วยสีหน้าคลายกังวล ยิ้มให้ขิมแขอย่างโล่งใจ
“แม่ตกใจมากรู้ไหม ตอนพวกเขาโทร.หาแม่ กำลังเป็นนางแบบให้กานดาอยู่เลย ชุดก็ไม่ได้เปลี่ยน รีบออกไปรับภู”
ภูผามองชุดของเธอแล้วก็หัวเราะเบา ๆ
“คุณแม่ใส่ชุดแบบนี้ก็สวยดีครับ”
เธอยิ้มก้มลงมองเสื้อแวบหนึ่งแล้วบ่น “สวยก็สวยดีหรอก แต่โป๊ไปหน่อย ภูว่าไง”
บอกจบนึกถึงสายตาคมดุคู่นั้นของชายคนนั้นที่มองเธอเมื่อครู่ คงคิดว่าเธอเป็นพวกแต่งตัวสวยไร้สมองไปวัน ๆ ละมัง ช่างเขาสิ คิดอย่างไร แบบไหน ก็ช่างประไร ใครสน เพราะคงไม่ได้วนไปเจอกันอีกแล้ว ท่าทางหวงลูกสาวขนาดนั้น คงไม่มีทางปล่อยออกมาเจอใครอีกเป็นแน่
แว่วเสียงภูผากล่าวขัดขึ้น
“แม่ขิมของภูใส่ชุดไหนก็สวยครับ”
ได้ยินลูกยอออดอ้อนแบบนั้นแล้ว อดยกมือข้างที่ไม่ได้จับพวงมาลัยลูบศีรษะบุตรชายเบา ๆ อย่างมันเขี้ยวไม่ได้ แล้วคุยเรื่องอื่นเอื่อยเฉื่อยเรื่อยไป พารถมุ่งหน้าสู่จุดหมายในเวลาต่อมา
นิรันดร์ถอนใจหลังละสายตาจากภาพวาดเหมือนของปิยมาภรณ์ อดีตภรรยา หญิงสาวเพียงคนเดียวอันเป็นที่รักของเขา ก่อนพึมพำอย่างไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับสิ่งที่เจอในตอนนี้ ลูกของเขาไปคบเพื่อนผู้ชายตอนไหน แล้วพากันเข้ามาในบ้านแบบนี้ได้อย่างไร
“ปิ่น ลูกเป็นอย่างที่คุณทายเอาไว้ไม่ผิดเลย”
กล่าวจบ หวนนึกถึงตอนที่เธอคลอดลูกใหม่ ๆ แล้วพากันคาดเดาถึงบุตรสาว ว่าโตไปจะเป็นคนลักษณะเช่นไร
‘ลูกสาวคุณต้องแสบ แก่น แล้วก็เถียงคุณฉอด ๆ ๆ แน่เลยตอนแกโตน่ะค่ะ’
‘ทำไมครับ’
‘เพราะปิ่นก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันน่ะสิคะ’
จำได้ว่าตอนนั้นเขาขมวดคิ้วแทบผูกกันเป็นโบ เพราะภรรยาของเขาห่างไกลจากยายตัวแสบไกลโขเลยทีเดียว ปิยมาภรณ์ยิ้มหวานให้เขา แล้วเล่าต่อ
‘เมื่อก่อนปิ่นเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะคะ แต่พอปิ่นโตขึ้น เจอคน เจออะไรเยอะขึ้น ถูกสั่งสอน ถูกหล่อหลอม ก็รู้ว่าทำตัวแบบเก่าไม่ได้แล้วน่ะสิ’
‘ลูกสาวของเราไม่เกเรแบบคุณแน่นอน ผมมั่นใจ’
จำได้ว่าเขาปลอบใจเธอไปแบบนั้น ก็อดถอนหายใจออกมาอีกครั้งไม่ได้ เมื่อรู้ซึ้งแล้วว่าปลายฝน บุตรสาวทำตัวได้แสบสันขนาดไหน
เดินออกจากห้องตรงไปยังห้องนอนของบุตรสาว ช่วงนี้เขาคิดถึงปิยมาภรณ์บ่อยยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ตอนที่สูญเสียเธอไปใหม่ ๆ เขาทำใจอยู่เป็นนาน ผ่านไปเกือบห้าปีที่ความ
ขิมแขยิ้มอ่อนใจ นึกถึงที่ภูผาโกหกว่าจะไปเข้าค่ายติววิชาการกับเพื่อน ที่ไหนได้ ลูกชายนัดสาวเที่ยวเสียแล้วยังก่อน เธอยังไม่ว่าอะไรในตอนนี้ ตะล่อมถามต่อ“ยังไงล่ะทีนี้ มันเกิดอะไรอีกจากนั้น”“ฝนถูกพวกผู้ชายเกเรในนั้นรุมน่ะครับ แล้วก็ฉุดลากจะพาไปที่อื่น ผมเห็นท่าไม่ดีก็เลย...”ได้ยินแล้วก็พอคาดเดาเหตุการณ์ต่อจากนั้นได้ ถามดักยิ้ม ๆ“เลยไปมีเรื่องกับพวกนั้น เพราะช่วยสาวงาม?”ภูผาพยักหน้าเป็นการตอบรับ โหนกแก้มแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย“ประมาณนั้นครับ”“หล่อชะมัดเลยลูกชายแม่ แต่...” เธอชมก่อนสอนต่อจากนั้น และพ่อตัวดีก็รีบขัดอย่างรู้ทัน“แต่ภูควรไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น” ภูผาบอกเสียงอ่อย ไม่ลืมอ้อนมารดา “แล้วผมก็ถูกซ้อมจนน่วมอย่างที่เห็นนี่ละครับ”ขิมแขเลยอดค้อนส่งให้ไม่ได้“ในงานไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเลยหรือไง น่าแปลกจัง”“มีครับ” ภูผาตอบรับแล้วเล่าเรื่องในตอนนั้นให้ฟังไม่ปิดบัง “แต่พอดีผมกับฝน เราชวนกันว่าจะไปดูดาวตรงจุดที่เขาห้ามเข้า”“อ้อ...” ขิมแขเลยเข้าใจได้ในตอนนั้นเอง ลูกชายของเธอพาเด็กสาวคนนั้นหลบไปดูดาวกันสองต่อสอง ห่างตาคน เลยเปิดโอกาสให้พวกคนไม่ดีใช้จังหวะนี้เข้าไประรานได
“ลูกกับมะ…” นิรันดร์บุ้ยปากไปทางภูผา ใช้สรรพนามเรียกทางนั้นราวกับเอ็นดูเสียเต็มประดา “มันกำลังคร่อมหนูอยู่นะปลายฝน ไม่เห็นจะเหมือนท่ายืดกล้ามเนื้ออะไรเลย”พร้อมกันนั้นมีเสียงแทรกแย้งขึ้น“คุณเรียกลูกชายของฉันว่า ‘มัน’ ”“ก็ใช่ไง” นิรันดร์หลุดมาดในที่สุด เมื่อถูกยั่วยุจากอีกฝ่ายไม่เลิก แล้วย้ำคำเรียกอีกที อย่างต้องการยั่วโทสะเธอกลับบ้าง “ผมเรียกลูกชายของคุณว่า ‘มัน’ ”ขิมแขยืนนิ่งไม่โต้กลับ เพราะเธอเองก็รู้ตัวว่ากำลังจะหลุดโทสะเช่นกัน แต่พอเห็นเขาระเบิดอารมณ์ออกมาก็ทำให้ฉุกคิดได้ว่าไม่ควรเติมเชื้อเพลิงลงไปในตอนนี้ คุยกันด้วยอารมณ์เรื่องไม่มีทางจบลงแน่วันนี้ อีกข้อคือเธอกำลังเสียเปรียบเขาอยู่ ทั้งคน ทั้งสถานที่ล้วนเป็นเขาที่ได้เปรียบ ในใจชักหวาดหวั่นว่าเธอกับภูผาจะออกจากบ้านหลังนี้ได้อย่างปลอดภัย ร่างกายครบสามสิบสองหรือไม่เพราะท่าทางคนพวกนี้เหมือนกับมาเฟีย ไม่ก็พวกอิทธิพลมืดแทบไม่ผิดเพี้ยนเลยน่ะสิพอเห็นเธอไม่ยั่วยุกลับมาอย่างที่คาด นิรันดร์หันไปทางบุตรสาวของตน ภาพยังติดตาไม่หาย อดบ่นต่ออีกไม่ได้ “ลูกบอกว่ายืดกล้ามเนื้ออย่างนั้นหรือครับ ยืดกันแบบไหน ทำไมต้องทำยังกับท่าเมกเลิฟ!”“คุณพ่อ
“เรา... เราเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า”ขิมแขเผลอตัวพึมพำออกมาเบา ๆ แต่เพราะห้องโถงแห่งนั้นเงียบกริบ จึงได้ยินเสียงของเธอดังกังวานชัดเจนบรรดาลูกน้องที่เป็นชายร่างสูงใหญ่ต่างพากันเหลือบตามองกันเองเป็นนัย ๆ เนื่องจากรู้ดีว่านายของพวกตนเป็นพ่อม่ายเนื้อหอม นอกจากจะหล่อเหลาแล้วยังร่ำรวยอีกด้วย จึงมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่หวังจะสานสัมพันธ์หรือไม่ก็พยายามที่จะจับเขา ซึ่งแต่ละรายก็มีวิธีเข้าหาต่าง ๆ กันไปแล้วมุกที่ว่า ‘เคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า’ ก็เป็นมุกที่ถูกใช้บ่อยเสียจนเรียกได้ว่า ‘แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่’ หากถึงอย่างนั้นชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็ยังรักษามารยาทด้วยการสบตากันเงียบ ๆ โดยไม่ได้แสดงท่าที่เย้ยหยันหรือดูหมิ่นเธอแต่อย่างใดแต่พวกเขาก็มั่นใจอีกเช่นกันว่าผู้เป็นนายไม่มีทางเหลียวแลใครอีก นอกจากจะเห็นเป็นแค่คู่ควงชั่วคราวหรือคู่นอนฆ่าเวลาเท่านั้นนิรันดร์เองก็ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจที่ได้ยินคำถามนั้นจากปากหญิงสาวผู้เป็นแม่ของเด็กหนุ่ม เขาเพียงนิ่งไปเล็กน้อย พร้อมกับมองสำรวจเธอไปพลางใบหน้าเรียวเล็ก ประกอบด้วยเครื่องหน้าที่ดูรวม ๆ แล้วก็นับว่าสวยเฉี่ยว บวกกับส่วนสัดทรวดทรงที่อวบอิ่มเกินตัว ทั้งยังสว
“ใช่ๆแบบนั้นเลย ที่เคยเห็นเขาทำในคลิปอะ ภูต้องดันเข้ามาอีกสิ ดันอีกนิด อ๊ะ! ทำไมมันเจ็บจังเลยล่ะภูผา” เสียงกำกับจากปากเล็กช่างจำนรรจาสีชมพูจางที่เบื้องล่างนั่น ทำเอาเด็กหนุ่มร่างหนากว่าที่คร่อมทับอยู่ด้านบนต้องหยุด ออกปากแย้งด้วยเสียงแตกพานตามวัย “เราไม่ควรทำ...แบบนี้เลยฝน” พูดแล้วก็อายอยู่ไม่น้อย “เถอะน่า ทำเร็ว ๆ เข้า ก่อนที่จะ...โอ๊ะ! โอย มันตึงมากเลยภู แล้วก็ แล้วก็เจ็บนิด ๆ ด้วย” เด็กสาวร้องโอดโอย เขย่าเสียงเล็กน้อย พร้อมยิ้มทะเล้นใส่เด็กหนุ่มที่ใช้ร่างหนากว่าดันตนเองอยู่ เร่งให้อีกฝ่ายออกแรงโถมใส่มากขึ้นอีก ยิ่งเห็นใบหน้าอีกฝ่ายแดงจัด ก็ยิ่งสนุก “ภูรีบดันเข้ามาอีกสิ ดันอีก ดันเข้ามาอีก อีกนิดภูผา อ๊ะ...” ภูผามองใบหน้าน่ารักของเด็กสาวที่นอนหน้าแดงอยู่เบื้องล่างใต้เรือนกายของตนก็เรียกอย่างเป็นห่วง หน้าของเขาเองก็แดงไม่แพ้กัน“ไหวแน่นะฝน” “เถอะน่า ดันอีก อีกนิดเดียว” “แต่ภูว่าเราทำแบบนี้...ไม่...”“ไม่ต้องแต่ ไม่ต้องอะไรทั้งนั้น ทำเถอะ เร็ว ๆ เข้า”“ก็ได้ครับ” เด็กหนุ่มอ้อมแอ้มบอก โหนกแก้มกลาย







