เข้าสู่ระบบ"ข้าควรเรียกเจ้าเช่นไร เฉินฮ่าวหลานหรือเสี่ยวกวางจึงจะถูกต้อง" เจียงหมิงเจ๋อกล่าวกับเฉินฮ่าวหลานด้วยเสียงนิ่งสนิท เขาเห็นความตระหนกปรากฏในดวงตาของอีกฝ่าย เฉินฮ่าวหลานที่ได้ยินคำพูดประโยคนี้ของเจียงหมิงเจ๋อ ถึงกับตกใจคลายมือออกฉับพลัน ทำให้เจียงหมิงเจ๋อพ้นจากพันธนาการ แต่เขายังคงยืนอย่างสงบนิ่งไม่ไหวติ่ง เพียงใช้นิ้วมืออันเรียวยาวของตนเองดึงสาบเสื้อที่ถูกดึงรั้งจนหลุดลุ่ย ขึ้นมาให้ปกปิดหัวไหล่ขาวเนียน ริมฝีปากของเจียงหมิงเจ๋อถูกขบกัดจนแตกบวม ลิ้นถูกเด็กหนุ่มดูดดึงจนรู้สึกเจ็บ ทั้งซอกคอและแผ่นอกล้วนมีร่องรอยจ้ำแดงจากการดูดและรอยฟันของอีกฝ่าย เมื่อเฉินฮ่าวหลานเห็นสภาพของเจียงหมิงเจ๋อ ความผิดชอบชั่วดีที่กระเจิดกระเจิงก็กลับสู่จิตสำนึกอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกผิดแล่นสู่สมองฉับพลัน บรรยากาศในห้องที่มืดสลัวยิ่งเย็นเยือกลงในทันที "ข้าขอโทษ...ข้าขอโทษ...ขอโทษ" สองเข่าของเด็กหนุ่มทรุดลงตรงหน้าเจียงหมิงเจ๋ออย่างสิ้นหวัง เขาคงบ้าไปแล้วที่กล้าทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ ทั้งที่เจียงหมิงเจ๋อไม่เคยบอกว่ารักเขา แต่ก็ยอมตกลงเป็นคู่บำเพ็ญให้ ก็น่าจะพอใจแล้วมิใช่หรือ หากอีกฝ่ายจะแต่งงาน เขามีสิทธิ์
เจียงหมิงเจ๋อมิได้แปลกใจเช่นผู้อื่นที่เฉินฮ่าวหลานพาคนแปลกหน้าติดตามมาด้วย เขาย่อมรู้จักหงอ้ายเหริ่นเป็นอย่างดี แต่ค่อนข้างแปลกในเรื่องที่เจ้ามารจิ้งจอกผู้นี้ ถึงกับแปลงร่างเป็นร่างเดิมของเขามากกว่า มันคงอ่านใจเฉินฮ่าวหลานผิดพลาดแล้วกระมัง เฉินฮ่าวหลานจะรักเขาได้อย่างไร ในเมื่อหลังจากอาหลานฟื้น เขามิได้ใช้ภาพลักษณ์นี้อีกเลย ในเรื่องเดิมมารจิ้งจอกมายาตนผู้นี้ รับหน้าที่เป็นทูตมารผู้พาเฉินฮ่าวหลานไปพบจอมมารผู้เฒ่า เพื่อรับมอบภพมารและตำแหน่งจอมมาร ถึงแม้นว่าจะทำให้เฉินฮ่าวหลานมีระดับการฝึกตนที่สูงส่งอย่างก้าวกระโดด และได้ครอบครองภพมารทั้งหมดก็ตาม แต่มันจะทำให้เฉินฮ่าวหลานไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์อีกต่อไป หากเมื่อใดที่จิตใจเขาอ่อนแอ โลหิตพญามารในร่าง จะแสดงตัวตนเด่นชัดขึ้นทันที ในเรื่องเดิมเฉินฮ่าวหลานจะถูกทั้งโลหิตจอมมารและโลหิตเจ้าอสูรเข้าควบคุมจิตใจ จนกลายเป็นราชาทรราชผู้โหดเหี้ยมในที่สุด ทั้งหมดเพียงเพราะเขาต้องการเปลี่ยนให้พระเอกของเขา จากเด็กหนุ่มผู้บริสุทธิ์อ่อนโยน กลายเป็นคนวิกลจริตและอำมหิตดุร้าย เขาต้องการเพิ่มฉากนองเลือดฆ่าฟันเพื่อเอาใจคนอ่าน เพิ่มสีสันของเนื้อเร
การรับโลหิตจอมมารเข้ามาในร่างหาใช่เรื่องง่าย หากผู้รับมอบไม่มีพลังวัตรที่แข็งแกร่งเพียงพอ คนผู้นั้นถ้าไม่วิกลจริตก็ต้องร่างระเบิดแหลกเหลว ซึ่งจอมมารผู้เฒ่า เมื่อล่อลวงให้เฉินฮ่าวหลานให้แบกทั้งความแค้น และภพมารของตนไว้ ก็ไม่สนใจว่าเฉินฮ่าวหลานจะมีชีวิตอยู่จนเป็นจอมมารแทนเขา หรือร่างระเบิดจิตใจวิกลจริตไปแล้วหรือไม่ เขาได้ละสังขารไปสู่สะพานไน่เหอเพื่อพบกับฮูหยินของเขาอย่างปลอดโปร่งโล่งใจ และทิ้งให้เฉินฮ่าวหลานต่อสู้ดูดซับกับโลหิตพญามารตามลำพัง โดยไม่อยู่คอยชี้แนะใดๆ ทั้งสิ้น การที่เฉินฮ่าวหลานต้องพยายามดูดซับโลหิตจอมมารอย่างเร่งรีบ ทำให้ทั้งทางด้านอารมณ์และร่างกายเกิดการต่อต้านแปรปรวนอย่างหนัก บัดเดี๋ยวคลุ้มคลั่ง บัดเดี๋ยวดุร้าย บัดเดี๋ยวสุขสันต์ บัดเดี๋ยวซึมเซา เล่นเอาเฉินฮ่าวหลานต้องสะกดข่ม จนกระอักโลหิตกองโตอยู่หลายครั้ง ทางร่างกายยิ่งเปลี่ยนแปลงราวพายุ ในช่วงหนึ่งถ้วยชา ก็แปรเปลี่ยนนับ 10 รูปแบบ เดี๋ยวสูงใหญ่ บัดเดี๋ยวผอมบาง บัดเดี๋ยวเด็ก บัดเดี๋ยวแก่ชรา ร่างเขายุบขยายปานลูกหนังเป่าลม พองแล้วแฟบ แฟบแล้วพอง นับร้อยนับพันครั้ง จนผิวหนังแตกเป็นริ้วๆ หากเขามิใช่มีพรสวรรค์ที่ด
เฉินฮ่าวหลานแบกหงอ้ายเหริ่นลัดเลาะมาตามเส้นทางที่อีกฝ่ายชี้บอก และทะลุออกมาได้อย่างไม่ยาก แม้นในช่วงแรกหงอ้ายเหริ่นจะชี้บอกทางสะเปะสะปะ คล้ายจำทางไม่ค่อยได้ แต่ในช่วงหลังๆ ดูเหมือนหงอ้ายเหริ่นจะเกิดความจำดีขึ้นมาฉับพลัน ชี้ทางออกจากป่ามายาได้ถูกทางแล้ว เมื่อหลุดออกมาจากป่ามายาที่เต็มไปด้วยกับดักและอสูรดุร้ายแล้วเฉินฮ่าวหลานจึงผ่อนลมหายใจลง การเข้าแดนลับครั้งนี้ได้ผลพลอยได้ไม่น้อย นอกจากอาวุธชั้นเซียนจำนวนมากแล้ว ยังได้สมุนไพรล้ำค่า และผลึกอสูรชั้นสูงที่สามารถเป็นวัตถุดิบในการหลอมโอสถของเจียงหมิงเจ๋ออีกไม่น้อย แม้นเจียงหมิงเจ๋อสามารถใช้โอสถของเลี่ยงหรงได้อย่างไม่จำกัด แต่เจ้าตัวกลับรังเกียจว่าโอสถเหล่านั้นระดับไม่สูงพอที่จะให้พวกเขาใช้ จึงมักหลอมโอสถใช้เอง ดังนั้นโอสถที่เฉินฮ่าวหลานใช้ตลอดมา จึงเป็นโอสถชั้นสูงที่เจียงหมิงเจ๋อเป็นผู้หลอมมากับมือทั้งสิ้น ซึ่งหากคนภายนอกรู้คงต้องตาร้อนอย่างมิอาจระงับได้ "โอ๊ย! หลัง หลังข้า พี่เฉินหลังข้า" หงอ้ายเหริ่นร้องโวยวาย เฉินฮ่าวหลานแบกเขาชนซ้ายกระแทกขวาไปตลอดทาง หากจะกล่าวว่าในคราแรกเรียกบาดเจ็บ ตอนนี้ต้องกล่าวว่าถึงกับบาดเจ็บสาหัสแล้ว
“เจียง…เจียงหมิงเจ๋อเช่นนั้นหรือ” เฉินฮ่าวหลานตะลึงงันอยู่ครู่ใหญ่ เขาตรวจร่างกายคนผู้นั้น พบว่ายังมีลมหายใจอยู่ จึงได้นำขึ้นจากน้ำทำการป้อนโอสถและเดินพลังรักษาอาการบาดเจ็บให้ ใช้เวลาไม่นานขนตางอนยาวของบุรุษชุดขาวเริ่มขยับไหว “ท่านเป็นผู้ช่วยเหลือข้าจากปีศาจวารีเช่นนั้นหรือ” เสียงแหบพร่าจากชายหนุ่มผู้นั้น เมื่อเขาค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น จึงพบว่าคนผู้นี้คล้ายเจียงหมิงเจ๋ออย่างมาก ต่างที่ดวงตาของเขาแม้นจะมีดวงตาหงส์คิ้วกระบี่คมกริบเช่นเดียวกัน แต่ดวงตาของเจียงหมิงเจ๋อมักเจือด้วยไปด้วยความอ่อนโยน สามารถหลอมละลายหัวใจผู้คนได้เสมอ “ปีศาจวารีเช่นนั้นหรือ ข้าไม่เห็นพวกมัน เมื่อข้ามาถึงก็พบเพียงท่านหมดสติที่ริมน้ำผู้เดียว จึงช่วยท่านขึ้นมา เกิดสิ่งใดขึ้นเช่นนั้นหรือ” “ข้าถูกประตูเหลียงหวายดูดพัดเข้ามาที่ป่านี้ จนแยกจากสหายร่วมสำนัก รู้ตัวอีกทีก็เดินวนไปวนมาอยู่ในป่ามิอาจออกไปได้ กระทั่งรู้สึกอ่อนล้าจึงมาพักอยู่ริมน้ำนี้ ไม่นึกว่าจะมีปีศาจวารีต้องการจับข้ากินเป็นอาหาร โชคดีนักที่ท่านมาพบก่อน พวกมันจึงพากันหนีไป ข้าแซ่หง นามอ้ายเหริ่น ขอทราบนามอันสูงส่งของท่านผู้มีพระคุณได้หรือไม่”
การปรากฏของพื้นที่หลังประตูมิติ ของแดนลับเหลียงหวายในแต่ละครั้งจะมีความแตกต่างกันดังที่เทพพยากรณ์ได้กล่าวไว้ แต่ที่แน่นอนว่าแดนที่ปรากฏขึ้นนี้ ต้องอุดมไปด้วยปราณทิพย์บริสุทธิ์ เล่ากันว่าแม้นได้เข้ามานั่งสมาธิดูดซับไอปราณทิพย์ที่นี่ในเวลาไม่กี่วันโดยไม่ต้องทำสิ่งใดเพิ่มเติม ก็สามารถยกระดับการฝึกตนของผู้ฝึกตน ได้เหมือนอยู่โลกภายนอกหลายปี นอกจากในส่วนของสิ่งล้ำค่าหายากที่อาจพบเห็นได้หากมีวาสนาเช่นพืชสมุนไพรล้ำค่า หรือสัตว์อสูรหายากแล้ว ในบางสถานที่ยังพบอาวุธเวทย์และสินแร่ต่างๆ ที่ถูกซุกซ่อนและกลบฝังเมื่อครั้งสงครามสวรรค์อีกเป็นจำนวนไม่น้อย ดังนั้นการเข้ามาร่วมแสวงหาโชควาสนาที่แดนลับเหลียงหวายจึงเป็นที่ใฝ่ฝันของผู้ฝึกตนทุกคน แต่หลังประตูแดนลับนี้กลับสงวนไว้เฉพาะสำนักเหลียงหวายเท่านั้น ไม่นึกว่าในการแต่งตั้งเจ้าสำนักในครั้งนี้ ทางเหลียงหวายถึงกับใจกว้าง เชื้อเชิญผู้ฝึกตนทั่วอาณาจักรกว่า 2 พันคนเข้าร่วมด้วย นับว่าน่าแตกตื่นตกใจอย่างมาก แรงดึงดูดจากพายุหมุนทำให้พวกผู้ร่วมแสวงหาโชคชะตาถูกพัดกระจัดกระจาย จนแยกกลุ่มออกจากกัน พวกเขาเข้ามาในสถานที่แปลกประหลาดจนไม่รู้ทิศเหนือใต้ ยิ่งไม







