LOGINตอนเสี่ยวเจี๋ยเข้ามา ได้เห็นเซิ่นหรูซวงตัวเอียงตกขอบเตียงไปครึ่งตัวแล้ว เธอใช้มือข้างหนึ่งจับรถเข็นพยุงไว้ไม่ให้ล้มฟาดพื้น เมื่อเห็นดังนั้น เขาจึงรีบเข้าไปช่วยพยุงเธอกลับขึ้นมา“คุณเซิ่น ช้า ๆ ครับ”เสี่ยวเจี๋ยประคองเซิ่นหรูซวงให้นั่งบนรถเข็นเรียบร้อย เซิ่นหรูซวงถอนหายใจแล้วพูด “ขอบคุณค่ะ”เสี่ยวเจี๋ยเดินอ้อมไปด้านหลังรถเข็นแล้วถามว่า “คุณเซิ่นจะไปไหนครับ ผมจะช่วยเข็นไปส่ง”เซิ่นหรูซวงเหลือบมองเวลาอีกครั้ง ตั้งแต่สือเหยาออกไปก็ผ่านไปสิบห้านาทีแล้วเธอพูดเสียงเบาว่า “ฉันอยากลงไปดูหน่อย จะไปรอที่หน้าโรงพยาบาลค่ะ”เสี่ยวเจี๋ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ตอนนี้เมืองหลวงเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อุณหภูมิก็เริ่มลดต่ำลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ร่างกายของเซิ่นหรูซวงก็ยังไม่ค่อยแข็งแรงนัก“รอเดี๋ยวนะครับ” เสี่ยวเจี๋ยหยิบผ้าห่มผืนบางที่โซฟามาคลุมไว้บนตักของเซิ่นหรูซวงแล้วบอกว่า “ข้างนอกอากาศค่อนข้างเย็น ต้องระวังไว้หน่อยนะครับ”เซิ่นหรูซวงชะงักไปครู่หนึ่ง ก้มลงมองผ้าห่มเนื้อนุ่มที่คลุมอยู่บนตักแล้วพูดอย่างแผ่วเบาว่า “ขอบคุณนะคะ”เสี่ยวเจี๋ยเกาหัวแก้เก้อและยิ้มซื่อ ๆ “ขอบคุณพี่เหยาก็พอครับ พี่เขาเป็นคนสั
หลังเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ เซิ่นหรูซวงก็ยังไม่ยอมรามือแบบนั้นก็อย่าโทษเขาแล้วกันเยี่ยนอวี้เจ๋อตอบกลับ: (ลงมือเถอะ)เซิ่นหรูซวงเฝ้ารอการกลับมาของกู้เหยียนหลี่ตลอดทั้งวันนับตั้งแต่ที่เธอและสือเหยาได้พูดเปิดอกกัน ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เมื่อสือเหยาว่างก็จะมาอยู่ที่โรงพยาบาล เซิ่นหรูซวงเฝ้ารอ สือเหยาก็เฝ้ารอเป็นเพื่อนด้วยเช่นกันขณะพูด สือเหยาก็ปอกเปลือกแอปเปิลไปด้วย “เมื่อวานเธอถามฉันเรื่องผลของการแข่งขันเปียโนไว้ ฉันไปสืบมาแล้ว สามอันดับแรกไม่มีรายชื่อของเว่ยอวิ่นลู่ และเธอก็ไม่ได้ไปร่วมงานด้วย”เซิ่นหรูซวงไม่แปลกใจเท่าไหร่เรื่องของเติ้งโหย่วกังยังอยู่ในสถานการณ์คับขัน เว่ยอวิ่นลู่คงไม่มีแก่ใจและไม่มีเวลาที่จะไปเข้าร่วมการแข่งขันอย่างแน่นอนเซิ่นหรูซวงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้นัก ตอนนี้เธอสนใจแค่ว่ากู้เหยียนหลี่จะสามารถเกลี้ยกล่อมเติ้งโหย่วกังให้ยอมสารภาพความจริงทั้งหมดออกมาได้หรือไม่กู้เหยียนหลี่ออกมาจากสถานีตำรวจแล้ว เขาเพิ่งส่งข้อความบอกเธอว่ากำลังเดินทางมาที่โรงพยาบาล โดยบอกว่าเรื่องราวคืบหน้าไปด้วยดี และค่อยคุยตอนที่เจอหน้ากันเซิ่นหรูซวงรอคอยมานานเกินไปแล้ว ไม่ใช่แค่
การที่เขาเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ มันต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ และมันไม่มีทางที่จะเป็นเรื่องเรียบง่ายเหมือนอย่างที่เยี่ยนอวี้เจ๋อพูดออกมาแน่นอนหากมองในแง่ร้าย บางทีซิงจือเหยียนอาจจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างแล้ว หรือไม่บางทีเยี่ยนอวี้เจ๋อก็อาจจะไปพูดอะไรบางอย่างกับซิงจือเหยียน...เว่ยอวิ่นลู่เริ่มแสดงอาการลนลานออกมาอย่างเห็นได้ชัดเยี่ยนอวี้เจ๋อพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบ “ลู่ลู่ คุณแค่ต้องตัดสินใจเลือก นี่เป็นคำถามที่ง่ายมากนะ”เว่ยอวิ่นลู่อยากจะกลับไปจริง ๆ เธออยากกลับไปอยู่เคียงข้างซิงจือเหยียนกับซิงฉีหยวน แต่เป็นเพราะเรื่องเติ้งโหย่วกังที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายสักที เธอจึงยังจำเป็นต้องพึ่งเยี่ยนอวี้เจ๋อ เพื่อฝังกลบเรื่องราวทั้งหมดนี้ต่อไปเธอยังไปไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรอจนกว่าเรื่องของเติ้งโหย่วกังจะสะสางเรียบร้อยก่อนถึงจะไปได้ในห้องอาหารส่วนตัวที่เงียบกริบ คนทั้งสามคนจ้องมองไปที่โทรศัพท์ในมือของเยี่ยนอวี้เจ๋อเป็นจุดเดียวปลายสายเงียบงันอยู่เนิ่นนาน จากนั้นพูดเสียงต่ำและแผ่วเบาทันทีว่า “ฉันไม่ไป”ผู้ช่วยรีบก้มหน้าลงต่ำอีกครั้งในทันทีสีหน้าของซิงจือเหยียนยังคงเย็นชาเห
ซิงจือเหยียนเลือกที่จะเชื่อใจเว่ยอวิ่นลู่ ไม่ว่าคนนอกจะลือกันอย่างไรก็ตาม เพราะท้ายที่สุดแล้วเว่ยอวิ่นลู่ก็คือแม่ของซิงฉีหยวนและเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขา นี่คือความจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้เขาเคยให้คำมั่นสัญญาไว้กับเว่ยอวิ่นลู่ว่าจะปกป้องเธอและซิงฉีหยวนเอาไว้ให้ได้ และเขาก็เป็นคนที่รักษาคำพูดเสมอเขาไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดยุยงปั่นหัวที่ออกมาจากปากของเยี่ยนอวี้เจ๋อ “เมื่อไหร่คุณจะปล่อยตัวเธอไป?”เยี่ยนอวี้เจ๋อเดาะลิ้นส่งเสียงในลำคอ “ประธานซิงนี่ใจกว้างจริง ๆ เลยนะครับ ถ้าเป็นผู้ชายทั่วไป หลังจากได้ยินว่าภรรยาตัวเองมาอยู่กินกับแฟนเก่าเป็นสิบวันแบบนี้ คงโกรธจนอยากจะฆ่าคนไปแล้วมั้ง แต่ประธานซิงดูเหมือนจะไม่รู้สึกอะไรเลยนะ หรือว่าคุณไม่กังวลเลยสักนิด ว่าชายหญิงที่เคยรักกันมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันสองต่อสองแบบนี้ จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง?”ซิงจือเหยียนแน่วแน่ “เธอไม่ได้ยินยอมหรอก”สีหน้าของเยี่ยนอวี้เจ๋อยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อยซิงจือเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งแต่หนักแน่นมั่นคง “คุณนั่นแหละที่บีบบังคับเธอ”เยี่ยนอวี้เจ๋อหัวเราะร่าออกมา แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่หลงเหลือ
เว่ยอวิ่นลู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็จำต้องพยักหน้าตอบรับซิงจือเหยียนมาถึงที่นัดก่อนเยี่ยนอวี้เจ๋อห้านาที และก่อนที่เยี่ยนอวี้เจ๋อจะก้าวเข้ามาในห้องอาหารส่วนตัว ซิงจือเหยียนก็เพิ่งจะอ่านเอกสารที่ผู้ช่วยยื่นมาเสร็จพอดีผู้ช่วยที่ยืนอยู่ด้านข้างก้มหน้าจนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ลมหายใจแผ่วเบาแต่กลับถี่กระชั้น สีหน้าดูแปลกและกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าบนหน้าผากมีเหงื่อซึมออกมา ทั้งที่เครื่องปรับอากาศภายในห้องนี้เปิดอุณหภูมิไว้ต่ำมากก็ตามซิงจือเหยียนอ่านจบแล้วสีหน้ายังคงเรียบเฉย เขาเก็บเอกสารส่งคืนให้ผู้ช่วยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เก็บไว้ให้ดี อย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด”ผู้ช่วยพยักหน้า “ครับ ประธานซิง”พูดจบ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก ซิงจือเหยียนพูดว่า “เข้ามาได้”คนที่เข้ามาคือเยี่ยนอวี้เจ๋อผู้ชายสองคน คนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตู ส่วนอีกคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่หันหน้าเข้าหาประตูพอดี เมื่อทั้งคู่ประสานสายตากัน กระแสคลื่นใต้น้ำที่ยากจะสังเกตเห็นก็โหมขึ้นมาซิงจือเหยียนเริ่มพูดก่อน “นั่งเถอะ”เยี่ยนอวี้เจ๋อถอดเสื้อตัวนอกออกพาดไว้บนพนักพิง แล้วนั่งลงที่ฝ
เธอกุมมือของเยี่ยนอวี้เจ๋อไว้ด้วยท่าทางวิงวอนอย่างไร้ทางออก “ไม่ไปไม่ได้หรือคะ ไม่ไปได้ไหม? คุณอยู่เป็นเพื่อนกับฉันที่บ้านได้ไหมคะ?”เยี่ยนอวี้เจ๋อใช้ฝ่ามือกุมลำคอระหงที่เรียบเนียนของเว่ยอวิ่นลู่ พร้อมตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ไม่ได้ครับ นัดกันไว้เรียบร้อยแล้ว”เว่ยอวิ่นลู่เม้มริมฝีปากแน่น “ฉัน...”เยี่ยนอวี้เจ๋อยังคงใช้ลำแขนข้างหนึ่งโอบกอดเว่ยอวิ่นลู่ไว้ ส่วนมืออีกข้างก็กวักเรียกเยี่ยนเสี่ยวไกวที่กำลังนั่งเล่นอยู่บนพรมในห้องนั่งเล่น “ลูกรัก มาหาพ่อที่นี่หน่อยครับ”เยี่ยนเสี่ยวไกววางของเล่น แล้ววิ่งเหยาะ ๆ มาหา “คุณพ่อ คุณแม่”เยี่ยนอวี้เจ๋อดึงมือน้อย ๆ ของลูกมาวางไว้บนฝ่ามือของเว่ยอวิ่นลู่แล้วพูดว่า “ลูกรัก ช่วงบ่ายนี้พ่อมีธุระต้องออกไปข้างนอก วันนี้หนูช่วยอยู่เป็นเพื่อนแม่แทนพ่อดี ๆ ได้ไหมครับ?”เว่ยอวิ่นลู่มีสีหน้าเหม่อลอย ใบหน้าของเธอยังคงขาวซีดไร้สีเลือดเยี่ยนเสี่ยวไกวพยักหน้าอย่างว่าง่าย และกุมมือของเว่ยอวิ่นลู่ไว้แน่น “ได้ค่ะ คุณพ่อไปทำงานได้เลยค่ะ หนูจะอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่เองค่ะ”เว่ยอวิ่นลู่ยังคงอยากจะดิ้นรนขัดขืนต่ออีกสักครั้งเธอไม่ค่อยวางใจในตัวเยี่ยนอวี้เจ๋อ ตั้
แต่สิ่งที่เซิ่นหรูซวงเห็นกลับเป็นคิ้วของซิงจือเหยียนที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ราวกับว่าเขายิ่งไม่พอใจเข้าไปอีกเธอก้มหน้าลง เก็บผ้าห่มบางที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา คลุมไหล่ไว้แน่นริมฝีปากของเธอขยับเล็กน้อยอย่างขมขื่น "แล้วฉัน ไปได้หรือยัง?"ซิงจือเหยียนเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน ปลายนิ้วแตะลงบนผิวหนังบร
ซิงฟานโหรวหัวเราะออกมาทันที "เซิ่นหรูซวง เธอตบพี่ลู่ลู่ ก็เหมือนตบหน้าพี่ชายฉันนั่นแหละ เธอไม่รอดแน่ ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก"เซิ่นหรูซวงมองซิงจือเหยียนที่เดินเข้ามาเป็นไปไม่ได้ที่เซิ่นหรูซวงจะไม่รู้สึกหวาดกลัวเมื่อซิงจือเหยียนเดินเข้ามาใกล้ เซิ่นหรูซวงจึงถอยหลังไปสองสามก้าวในวินาทีต่อมา ซิงจื
ลูกน้องคว้าข้อมือของเธอไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและโกรธเคือง "เธอจะไปตายคนเดียวหรือไง!"เซิ่นหรูซวงสีหน้าเย็นเยียบ "ฉันรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เธอไม่ต้องยุ่ง"ท่าทีของเธอแข็งกร้าวจนอีกฝ่ายถึงกับชะงัก แม้จะตัวสูงใหญ่ แต่กลับถูกหญิงสาวร่างบางตรงหน้าทำให้ตกตะลึงไปชั่วขณะเธอทิ้งคำพูดนั้นไว้ แล้วหมุ
พอดีกับจังหวะนั้น ที่ซิงจือเหยียนถือชามบะหมี่ออกมาจากห้องครัว และบนโต๊ะอาหารก็มีบะหมี่อยู่แล้วหนึ่งชามบะหมี่สองชามนี้ เพียงพอสำหรับคนสองคนเท่านั้นเว่ยอวิ่นลู่หยิบรองเท้าแตะจากตู้รองเท้ามาเปลี่ยนอย่างคล่องแคล่ว แล้วเดินไปหาซิงจือเหยียน แล้วช่วยเขาถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เธอรั







