Masukองค์หญิงใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ตามหลักแล้วการประลองวิชาพิษสมควรถูกยกเลิกไปเสียทั้งหมด ทว่าเมื่อพิจารณาว่าวิชาพิษก็มีส่วนเกื้อหนุนวิชาแพทย์อยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงมิได้ยกเลิก!”“การใช้คะแนนสะสมมาคำนวณผลการประลองทั้งสองรอบนี้ เป็นเพียงการทดสอบความเชี่ยวชาญในการใช้สมุนไพรเพื่อการแพทย์และยาพิษของพวกเจ้า มิได้เป็นการส่งเสริมให้พวกเจ้าใช้วิชาพิษทำร้ายผู้คน!”“ดังนั้น หากมีฝีมืออย่างแท้จริง ก็จงสะสมคะแนนในการประลอง ใช้ความสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ของพวกเจ้าเสีย!”“ผู้ใดที่คิดว่าตนเองทำเป็นเพียงการทำร้ายผู้อื่น และถนัดเพียงวิชาพิษ เช่นนั้นหากคะแนนสะสมของพวกเจ้าด้อยกว่าคู่ต่อสู้ ก็ทำได้เพียงโทษตนเองที่ฝีมือมิอาจเทียบเทียมผู้อื่นได้!”อวี๋ฟางและเจี่ยงชิงกับพวกได้ฟังก็เคียดแค้นองค์หญิงใหญ่แทบขาดใจ ทว่าถ้อยคำขององค์หญิงใหญ่นั้นคืออำนาจสิทธิ์ขาด อีกทั้งยังได้รับการยอมรับจากเหล่าผู้ตัดสินทุกท่านหากมิปฏิบัติตามกฎกติกาการประลองก็จำต้องสละสิทธิ์ พวกนางจะยินยอมได้อย่างไรเล่า!จะประลองก็ประลองเถิด ใช่ว่าพวกนางจะสู้หลิงอวี๋มิได้เสียหน่อย!อวี๋ฟางและเจี่ยงชิงลอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จำยอมรับกติกานี้อ
กฎการประลองนี้ มิได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า นี่คงมิใช่การปรับเปลี่ยนกะทันหันหรอกกระมัง!ยามที่หลิงอวี๋ได้ยินประกาศกฎการประลอง ภายในใจก็กระตุก นางหันไปมององค์หญิงใหญ่ผู้มีท่วงทีองอาจสง่างามบนแท่นสูงโดยสัญชาตญาณองค์หญิงใหญ่เป็นผู้ที่หลงเหลียนเชิญมา นาง องค์จักรพรรดิและหลงเหลียนล้วนชิงชังสถานการณ์ที่สำนักเซียนแพทย์รวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียวส่วนการเปลี่ยนกฎกติกาในครานี้ก็เพื่อเชิดชูแก่นแท้ของวิชาแพทย์เป็นไปตามคาด ทันทีที่ประกาศกฎกติกาออกไป กลุ่มคนที่มีอวี๋ฟางเป็นผู้นำก็ส่งเสียงโวยวายขึ้นมาทันที“เช่นนี้มิยุติธรรม กฎกติกามิใช่เช่นนี้นี่ จะปรับเปลี่ยนตามอำเภอใจได้อย่างไร!”ทว่ามิรอให้อวี๋ฟางได้ส่งเสียงโวยวายอีกหน แม่ทัพโต้วผู้ควบคุมการประลองอยู่เบื้องบนก็ตวาดก้องด้วยความเดือดดาล“หุบปากให้หมด จงอยู่ในความสงบ!”“กฎกติกานี้ถูกกำหนดขึ้นโดยผู้ตัดสินทั้งเก้าท่านร่วมกัน จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันใดทั้งสิ้น!”“ผู้ใดเต็มใจปฏิบัติตามกฎก็จงเข้าไปร่วมการประลอง ผู้ใดมิยินยอมปฏิบัติตามก็ถือว่าสละสิทธิ์!”“ผู้ใดกล้าก่อความวุ่นวาย ฆ่าทิ้งมิละเว้น!”น้ำเสียงดุจสายฟ้าฟาดของแม่ทัพโต้วดังกึกก้องไปทั่ว
วาจาของหลิงอวี๋ประโยคนี้ ทำเอาอวี๋ฟางถึงกับพูดมิออกทางหลิงอวี๋มีบุตรชายแล้วหนึ่งคน ทว่าตัวนางนั้นยังมิได้ออกเรือน หากต้องกลายเป็นสตรีที่มิอาจตั้งครรภ์ได้ไปชั่วชีวิต เมื่อเทียบกับหลิงอวี๋แล้วนับว่าสูญเสียหนักหนากว่ามากนักในฐานะผู้ใช้พิษ นางจะมิรู้ได้อย่างไรว่าใต้หล้านี้ยังมีโอสถที่ทำให้นางมิอาจตั้งครรภ์ไปชั่วชีวิตได้จริง ๆทว่าอวี๋ฟางเพียงชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะสบถด่าทอออกมาว่า “เหตุใดเจ้าจึงได้จิตใจอำมหิตถึงเพียงนี้!”หึหึ!หลิงอวี๋อดมิได้ที่จะหัวเราะออกมา “อวี๋ฟาง ข้าอำมหิตกระนั้นรึ?”“มิใช่เจ้าหรอกรึ ที่ยกทารกในครรภ์ของข้ามาข่มขู่ก่อน ข้าเพียงเอาคืนแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน มันจะเป็นกระไรเล่า?”“ไฉนกัน เจ้าเมินเฉยต่อชีวิตคนได้ ทว่าพอข้าตอบโต้กลับ กลายเป็นข้าที่อำมหิตงั้นรึ?”บทสนทนานี้ล้วนตกอยู่ในโสตประสาทของผู้คนรอบข้าง ทว่าพวกเขากลับมิรู้สึกว่าหลิงอวี๋ทำสิ่งใดผิดไปเมื่อวานนี้เป็นอวี๋ฟางที่เปิดโปงเรื่องการตั้งครรภ์ของหลิงอวี๋ก่อน จุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้เข้าประลองในรอบนี้รุมโจมตีหลิงอวี๋พร้อมกันผู้ใดอำมหิตกว่ากัน เพียงปรายตามองย่อมกระจ่างแจ้งแก่ใจเมื่ออวี๋ฟางเห็นว่าเถียงห
เมื่อทุกอย่างสงบลง เมื่อถึงวันที่พวกเขากลับคืนสู่แผ่นดินของตน และค่อย ๆ แก่ชราลงตามกาลเวลาเมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวที่พานพบในวันนี้ หลิงหว่านรู้สึกว่านางย่อมต้องปลาบปลื้มใจยิ่งนักที่โลกของนางเคยมีสีสันงดงามถึงเพียงนี้หลิงหว่านปรุงอาหารมื้อดึกให้หลิงอวี๋ และคอยอยู่เป็นเพื่อนนางมิได้ห่างหลิงอวี๋อดตาหลับขับตานอนอ่านข้อมูลเหล่านี้อยู่หลายชั่วยามจนจบ จากนั้นจึงได้พักผ่อนนางหลับใหลไปเพียงมิกี่ชั่วยามก็ถูกหลิงหว่านปลุกให้ตื่นขึ้นการประลองรอบที่สองกำหนดไว้ในยามซื่อ[footnoteRef:0] หลังจากทุกคนกินอาหารเช้าเสร็จสิ้นก็มารวมตัวกันที่ลานกว้าง [0: ยามซื่อ เริ่มนับตั้งแต่เวลา 09.00 – 11.00 น.] แม้การประลองเมื่อวานจะคัดผู้คนออกไปเป็นจำนวนมาก ทว่าวันนี้ผู้คน ณ ลานกว้างกลับยังคงเนืองแน่นเช่นเดิมผู้ที่ถูกคัดออกเหล่านี้มิได้จากไปไหน เพียงแต่อยากรั้งอยู่เพื่อเปิดหูเปิดตาเมื่อวานอวี๋ฟางได้เปิดโปงเรื่องที่หลิงอวี๋ตั้งครรภ์ และผู้คนมากมายต่างก็ได้ยินกันทั่วยามที่คนเหล่านี้เห็นว่าวันนี้หลิงอวี๋ยังคงมาเข้าร่วมการประลอง จึงพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานาบางคนเอ่ยอย่างดูแคลนว่า “อยากได้ลาภยศชื
ยามหยวนเฉี่ยนเฉี่ยนเอ่ยถึงอวี๋ฟาง หลิงอวี๋ก็พาลนึกถึงใบหน้าอันเยียบเย็นและอำมหิตของท่านย่าของอวี๋ฟางขึ้นมานางพยักหน้า “ผู้ที่มองออกว่าข้าตั้งครรภ์มิใช่อวี๋ฟาง แต่เป็นท่านย่าของนาง!”“ท่านย่าผู้นี้ก็มากเล่ห์ร้ายกาจนัก สั่งสอนหลานสาวอย่างอวี๋ฟางออกมาได้เยี่ยงนี้ก็มิใช่เรื่องน่าแปลกอันใด!”“ข้าคิดว่าท่านย่าของนางผู้นี้คงจะถ่ายทอดเล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจให้อวี๋ฟางอีกมิใช่น้อย วันพรุ่งหากเจ้าต้องประมือกับนาง ก็จงระวังตัวให้ดีเถิด!”ก่อนหน้านี้อวี๋ชิงเคยกล่าวว่าอวี๋ฟางเลี้ยงดูราชาแมงป่องเอาไว้ตัวหนึ่ง เรื่องนี้หลิงอวี๋ได้บอกกล่าวแก่หยวนเฉี่ยนเฉี่ยนแล้ว ทั้งยังมอบโอสถต้านราชาแมงป่องที่ตนคิดค้นขึ้นให้หยวนเฉี่ยนเฉี่ยนไปอีกด้วยทว่าหากอวี๋ฟางมีเล่ห์กลมากเกินไปก็อาจจะป้องกันได้ยากนัก ทำได้เพียงพลิกแพลงตามสถานการณ์ในยามนั้นเท่านั้นทั้งสองปรึกษาหารือกันถึงท่วงท่าฝีมือของผู้เข้าประลองที่ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปในวันนี้อีกคราหยวนเฉี่ยนเฉี่ยนได้ถ่ายทอดข้อมูลที่ตนรับรู้เกี่ยวกับคนเหล่านั้นให้หลิงอวี๋ฟังเช่นกันรอจนกระทั่งเซียวหลินเทียนนำข้อมูลที่คัดลอกเสร็จแล้วกลับมา พวกนางทั้งสองจึงได้หยุดการสนทนาห
เซียวหลินเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงขมขื่นว่า “หากทำได้ ข้ายินดีลงประลองแทนเจ้า!”เช่นนี้หลิงอวี๋จะได้มิต้องอุ้มครรภ์ไปเสี่ยงภยันตรายหลิงอวี๋แย้มยิ้ม เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “หม่อมฉันเชื่อว่าหากเปลี่ยนเป็นท่าน ท่านก็คงจะทุ่มเททำเรื่องนี้โดยมิกลัวเกรงสิ่งใดเช่นกัน!”“เซียวหลินเทียน ขอบคุณท่านมากเพคะ!”การที่เซียวหลินเทียนเอ่ยเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าเขายินยอมให้นางเข้าร่วมการประลองต่อไปแล้วหลิงอวี๋รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก นางเอื้อมมือไปสวมกอดเซียวหลินเทียนและซบอิงแนบแอบอกเขา“หม่อมฉันเชื่อว่า ลูกของเราก็จะเข้าใจในตัวหม่อมฉันเช่นกัน!”“ในภายภาคหน้าลูกของเราก็จะเป็นดั่งเช่นท่าน ที่มีจิตใจห้าวหาญเด็ดเดี่ยว และยึดมั่นในคุณธรรมอันยิ่งใหญ่!”เซียวหลินเทียนหลุบตาลง มองเห็นท่าทีอันอ่อนโยนของหลิงอวี๋ เขาจึงค่อย ๆ ประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบามิจำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก เขารู้ดีว่าความรู้สึกรักที่หลิงอวี๋มีต่อลูกนั้นมิได้น้อยไปกว่าตนเลยในฐานะมารดาผู้หนึ่ง นางย่อมปรารถนาให้บุตรของตนปลอดภัยมากกว่าผู้ใดนางจะต้องปกป้องดูแลลูกของพวกเขาเป็นอย่างดีแน่นอนขณะที่ทั้งสองกำลังต
หลิงอวี๋และกลุ่มคนมาถึงเรือนริมวารี ลานเรือนเซียวหลินเทียนเปี่ยมด้วยคนแล้วหลิงอวี๋กวาดตามองพบชิวเหวินซวง พ่อบ้านฟั่นและคนรับใช้ยืนอยู่ใต้ขั้นบันได เฮยจื่อยืนข้างหน้าคนรับใช้นางไม่อยากยอมรับการมองลงมาของเซียวหลินเทียนเหมือนคนรับใช้พวกนั้น เลยดึงหลิงเยวี่ยขึ้นบันไดยืนอีกด้านของเซียวหลินเทียน“ดี คนมาคร
หลิงอวี๋พูดเหยียดเสร็จก็หันไปทางชิวเหวินซวง ยิ้มหยันกล่าวว่า“ชิวเหวินซวง เจ้าดูสิ ท่านอ๋องของพวกเจ้าซักถามข้าในฐานะพระชายาได้! ข้าพระชายาอ๋องอี้ผู้สง่าถามเจ้าสองประโยค เจ้าก็พูดว่าข้าทำให้เจ้าลำบากใจ!”“เจ้ามีหนึ่งก็บอกมีหนึ่ง(1)ก็พอแล้ว! แสร้งทำเป็นน้อยใจให้ใครมองรึ?”“ตำหนักอ๋องอี้ของพวกเจ้าคนมากถึง
หลิงอวี๋เร่งถามเร็วรี่ “พระชายาผิงหยางกล่าวว่าข้าแอบส่งคนไปขโมยแท่งหมึกฮุยโม่ที่จวนของใต้เท้าเฉิง ข้าหวังว่าใต้เท้าจะพูดอย่างสัตย์จริง!”“เป็นไปมิได้เด็ดขาด! แต่ไหนมาก็มิเคยมีการขโมยในจวนข้ามาก่อน!”“และแท่งหมึกฮุยโม่ชนิดพิเศษนี้ ข้าก็ทำมาแค่ห้าชิ้นเท่านั้นและทั้งหมดล้วนเก็บไว้ในวังหลวง มิเคยแพร่งพราย
วันรุ่งขึ้น หลิงอวี๋กำลังคิดว่าต้องพูดคุยเรื่องธุรกิจกับเกิ่งเสี่ยวหาว นางสั่งให้หลิงเยวี่ยเชื่อฟังแม่นมลี่ จากนั้นก็ออกตำหนักพร้อมกับหลิงซินหลิงซินได้สวมเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ซื้อใหม่และกำลังถือกระปุกยารักษาแผลที่หลิงอวี๋เตรียมไว้ เดินตามนางออกตำหนักอย่างเบิกบานคราวนี้พอทั้งสองคนมาถึงภัตตาคารจี๋เสียงก็ไ







