登入ความรู้สึกที่เริ่มชัดขึ้น
เย็นวันนั้น แดดอ่อนปลายวันกำลังจะลับขอบฟ้า ลมอุ่น ๆ พัดผ่านสนามหญ้าหน้าบ้านยายแดงอย่างแผ่วเบา ขณะที่พลยืนพิงเสาระเบียงบ้าน มือถือโทรศัพท์เปิดแอปจองรถเช่าขึ้นมา ใบหน้ามีรอยยิ้มมุมปากอย่างคนที่คิดแผนอะไรบางอย่างได้
“ไหน ๆ ก็อยู่หลายวัน... จะให้แก้มขี่รถไปกลับทุกวันคนเดียว มันก็ดูยังไงอยู่นะ”
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางเลือก “รถเก๋งสีเทา” รุ่นใหม่เอี่ยมจากในแอป พร้อมกรอกวันเช่า ตั้งแต่เย็นวันจันทร์จนถึงวันศุกร์ตอนเที่ยงก่อนกลับกรุงเทพฯ
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รถเก๋งคันนั้นก็มาจอดที่หน้าบ้าน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ กับตัวถังสะอาดแวววาวเรียกสายตาของยายแดงที่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ใกล้ ๆ
“นั่นรถใครล่ะพล”
“รถที่เช่ามาครับยาย ผมขับมอเตอร์ไซค์ไม่เป็น เลยคิดว่าจะเช่ารถไว้ใช้ จะได้ขับพาแก้มไปเที่ยวบ้าง”
ยายแดงหัวเราะเบา ๆ ส่ายหน้าอย่างเอ็นดู
“อ๋อ... อย่างนี้นี่เอง จะได้ไม่ต้องให้ยัยแก้มขับพาไปทุกทีสินะ”
“ใช่ครับ เดี๋ยววันพรุ่งนี้ผมว่าจะไปส่งเธอที่ทำงานด้วยเลย”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตั้งใจและความตื่นเต้นเล็ก ๆ ทั้งที่ความจริงแล้ว... เขาแค่หาข้ออ้างเพื่อได้ใกล้ชิดเธอมากขึ้นก็เท่านั้น
เสียงเครื่องยนต์ดับลงพร้อมกับประตูรถเปิดออก เขาเดินวนรอบคันอย่างคนอยากลองสัมผัส “ของเล่นใหม่” ทันที
“ก็ไม่เลวนี่หว่า... พรุ่งนี้คงได้ไปส่งเธอที่ทำงานล่ะ”
เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างพอใจ ก่อนจะได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์ของใครบางคนแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน เสียงนั้นเขาจำได้ดี
“แก้มกลับมาแล้วเหรอลูก” เสียงยายแดงทักขึ้นก่อนที่แก้มจะถอดหมวกกันน็อกออก
“ค่ะยาย วันนี้รถติดนิดหน่อยเลยกลับช้า”
เธอยกมือไหว้ยายก่อนจะหันไปเห็นรถเก๋งสีเทาคันใหม่ที่จอดอยู่หน้าบ้าน
“นั่น... รถใครเหรอยาย?”
ยังไม่ทันที่ยายจะตอบ พลก็เดินออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้างบนหน้า
“ของผมน่ะ!”
แก้มเลิกคิ้ว “ของพล?”
“ใช่สิ ผมเช่ามา ใช้ขับเที่ยวกับยาย กับคุณหนูแก้มไง” เขาแกล้งพูดกึ่งหยอกกึ่งจริง
“ห๊ะ เช่ามาเลยเหรอ... บ้าไปแล้วหรือไง เสียเงินเปล่า ๆ”
“ไม่เปล่าหรอก อย่างน้อยผมก็ได้พาเธอไปทำงาน พาไปเที่ยว แล้วก็ไม่ต้องให้เธอเหนื่อยขับเองทุกวันไง”
เธอส่ายหน้า แต่ริมฝีปากกลับแอบยิ้มเล็ก ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
“ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้ ฉันไปเองได้ พลอยู่พักผ่อนบ้างเถอะ”
“ไม่เอา ตั้งใจไว้แล้ว อีกอย่าง... ขับรถเล่นในต่างจังหวัดแบบนี้มันเพลินจะตาย”
พลพูดจบก็เดินไปเปิดประตูฝั่งคนขับให้เธอดูอย่างภูมิใจ
“ดูสิ ใหม่มาก ข้างในยังหอมอยู่เลยนะ ลองนั่งดูไหม เดี๋ยวเปิดแอร์ให้”
“บ้าสิ ยังไม่ทันอาบน้ำเลย” เธอหัวเราะในลำคอ แต่ก็อดย่องไปมองข้างในไม่ได้จริง ๆ
“ลองสิ เผื่อพรุ่งนี้จะเปลี่ยนใจให้ผมไปส่ง”
“ไม่ต้องเลย” เธอพูดพลางหัวเราะ
“แหม แค่จะไปส่งไม่เห็นต้องทำหน้าเขินแบบนั้นเลย” พลยิ้มล้อ
“ไม่ได้เขิน!”
“อืม ไม่เขินก็ได้ครับคุณแก้ม” เขายักคิ้วให้หนึ่งที ก่อนจะปิดประตูรถอย่างเบามือ
บรรยากาศเย็น ๆ ยามค่ำคืนนั้นอบอุ่นแปลก ๆ
ยายแดงเดินไปตักน้ำใส่ขัน เห็นทั้งคู่ยืนหยอกล้อกันอยู่หน้ารถก็แอบยิ้มมุมปากอย่างคนแก่ที่รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร
“ถ้าไม่ได้ชอบกัน ก็ไม่รู้จะว่าไงแล้วละ” ยายพึมพำเบา ๆ
แก้มหันมาช่วยยายจัดของในครัว ส่วนพลก็เดินตามมาอย่างคนว่าง
“จะมาช่วยหรือจะมากินก่อนกันแน่” เธอถามยิ้ม ๆ
“มาช่วยครับคุณแม่ครัว”
“ปากหวานอีกแล้วนะพล”
“ผมพูดจริงนะ...” เขาเว้นช่วง ก่อนจะพูดเบา ๆ แต่ชัด “โดยเฉพาะเวลาคุณยิ้ม ผมว่า... มันน่ารักดี”
คำพูดนั้นทำให้มือที่ถือช้อนของแก้มหยุดค้าง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของพลอบอุ่น ซื่อ และมีบางอย่างที่เธอไม่กล้ามองนานเกินไป
“พูดบ้า ๆ ไปเรื่อย ไปนั่งรอกินข้าวเลยไป”
“รับทราบครับ” เขายิ้มกว้าง ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะ
ระหว่างมื้อค่ำนั้น บรรยากาศอบอุ่นแต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ต่างคนต่างไม่พูด แก้มคอยตักกับข้าวให้ยาย ส่วนพลคอยรินน้ำให้ ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หลังอาหารเย็น แก้มออกมานั่งที่ระเบียง ยกแก้วน้ำเย็นขึ้นจิบเบา ๆ มองแสงไฟจากถนนในหมู่บ้าน
เสียงจิ้งหรีดดังคลอเบา ๆ กับลมเย็นที่พัดผ่าน เหมือนค่ำคืนนี้กำลังพาเธอกลับมาคิดถึงใครบางคน
...เสี่ยเมธ
ตั้งแต่เช้า เธอยังไม่ได้คุยกับเขาเลย
แววตาเย็นเฉียบของเขาในห้องทำงานยังติดอยู่ในใจไม่จาง เธออยากรู้ว่าเขาเป็นอะไร โกรธเรื่องอะไร แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ถาม
เธอถอนหายใจยาว ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าของพลเดินมานั่งข้าง ๆ
“คิดอะไรอยู่เหรอ”
“เปล่า...”
“อย่าบอกนะ คิดถึงใครบางคน” เขาพูดแซว
“บ้าเหรอ ใครจะไปคิดถึง”
“อืม... ถ้าไม่ได้คิดถึง ก็แปลว่าพยายามไม่ให้คิดถึงมากกว่า”
เธอหันขวับมามอง “พูดอะไรของนายเนี่ยพล”
“ก็แค่เดา...” เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วเอนตัวพิงเก้าอี้ “แต่ถ้าเธอมีอะไรอยากระบาย ก็บอกได้นะ ฉันอยู่ตรงนี้”
คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความจริงใจ ทำให้แก้มเผลอยิ้มออกมา
“ขอบใจนะพล”
“อืม” เขาพยักหน้า “พรุ่งนี้เช้า ผมไปส่งและรับนะ ไม่ต้องขับมอเตอร์ไซค์ไปเองแล้วล่ะ”
“อ้าว แล้วถ้าฉันไม่ให้ไปล่ะ”
“ผมก็จะดื้อจนเธอต้องยอมอยู่ดี” เขายักคิ้วพลางหัวเราะ
“เออ ดื้อจริง ๆ เลย” เธอส่ายหน้า แต่ก็หัวเราะตามไปอย่างห้ามไม่อยู่
คืนนี้อากาศอบอุ่น แต่หัวใจของใครบางคนกลับเริ่มวุ่นวาย ไม่ใช่แค่ของพล... ที่รู้ตัวดีว่ากำลังตกหลุมรักเพื่อนสนิทมากขึ้นทุกที
แต่ของแก้มเองก็เริ่มสับสน เพราะภาพของเสี่ยเมธยังชัดเจนอยู่ในใจ แม้เขาจะห่างเหินเพียงใดก็ตาม
ท้องฟ้ายามค่ำมืดลงเรื่อย ๆ เสียงรถคันที่เช่ามาจอดนิ่งอยู่หน้าบ้านนั้น เหมือนสัญลักษณ์ของ “การเริ่มต้นบางอย่าง” ที่ยังไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมา
แต่ใครบางคน... ที่อยู่ไกลออกไปหลายกิโลเมตรกลับนั่งอยู่ในห้องทำงานเงียบ ๆ มองรูปในโทรศัพท์ของหญิงสาวคนหนึ่งที่เขาเก็บไว้ในเครื่องโดยไม่ได้ตั้งใจ
เสี่ยเมธยังไม่รู้เลยว่าทำไมถึงเปิดรูปนั้นซ้ำ ๆ ทั้งที่ไม่กล้ายกโทรศัพท์โทรหาเธอ
แต่ในใจเขากลับคิดถึงเพียงคนเดียว “แก้ม”
ดาวค้างฟ้า เหมือนรักที่ไม่สิ้นแสง [END]เสียงลมหายใจของธรรมชาติแผ่วเบา พัดพาเอากลิ่นหอมของใบไม้และไอดินหลังฝนเมื่อวันก่อนลอยมาปะปนกับกลิ่นอายเย็นของน้ำคลองใสที่ไหลผ่านด้านหลังบ้านพักไม้หลังเล็กรถสีดำเงาวับของเสี่ยเมธจอดอยู่ตรงลานดินริมรั้วไม้ไผ่ เขาเดินอ้อมไปเปิดประตูให้คนข้าง ๆ อย่างแผ่วเบา มือใหญ่รับมือเล็กไว้มั่นเหมือนกลัวว่าเธอจะลื่นล้ม“ค่อย ๆ นะครับหนู ทางมันชันนิดนึง เดินช้า ๆนะ”เสียงทุ้มต่ำแฝงด้วยความห่วงใยดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนในดวงตาแก้มยกมืออีกข้างแตะท้องตัวเองที่เริ่มกลมได้รูป ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณค่ะ แต่พี่เมธก็ระวังตัวเองด้วย เดี๋ยวจะปวดหลังอีก”“พี่ปวดแค่ไหนก็ไม่เท่าหนูสะดุดล้มหรอกครับ” เขาพูดพร้อมโน้มตัวมาประคองเธอแน่นขึ้นอากาศบนเขาในฤดูต้นหนาวเย็นสบาย ลมพัดเอื่อยจนผมของแก้มปลิวผ่านไหล่ เธอสูดลมหายใจลึก ๆ อย่างรู้สึกสดชื่นเต็มปอด เสียงน้ำจากคลองเล็ก ๆ ไหลรินอยู่ไม่ไกล เสี่ยเมธพาเธอเดินช้า ๆ ไปยังชานไม้ของบ้านพักที่จัดไว้สำหรับพวกเขาสองคนเขายังไม่เคยปล่อยให้เธอเดินคนเดียวเลยตั้งแต่ตั้งครรภ์หกเดือน ตั้งแต่วันที่รู้ว่ากำลังจะมี “อีกหนึ่งชีวิต” ที่เกิดจากค
อาการแพ้ท้อง…แทนเมียณ บ้านไม้สักยามเช้าถูกโอบล้อมด้วยแสงแดดอุ่นและเสียงนกร้อง เสียงกาน้ำร้อนดัง “ติ๊ง” บอกให้รู้ว่าพร้อมชงกาแฟได้แล้วแก้มกำลังยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ในครัว มืออีกข้างลูบหน้าท้องที่เริ่มมีนูนเล็ก ๆ ด้วยแววตาอ่อนโยน เจ้าตัวน้อยในท้องอายุได้ประมาณสามเดือนกว่าแล้วเธอหันไปมองคนที่ตอนนี้นั่งฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะกินข้าวในสภาพที่ไม่ต่างจากคนเมาค้างเท่าไหร่ ใบหน้าคมเข้มของเสี่ยเมธซีดจางอย่างเห็นได้ชัด และมืออีกข้างกำลังถือผ้าเย็นไว้บนหน้าผากตัวเอง“พี่เมธ… เมื่อคืนก็กินข้าวไม่เยอะนะคะ ทำไมเช้านี้ยังจะอาเจียนอีกล่ะ”น้ำเสียงของแก้มมีทั้งความห่วงและความกลั้นหัวเราะ เพราะนี่มันไม่ใช่อาการของ “คนท้อง” แล้ว แต่มันคืออาการของ “คนแพ้ท้องแทนเมีย” ชัด ๆเสี่ยเมธเงยหน้าขึ้นมาพร้อมสีหน้าทรมาน “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันแก้ม… แค่กลิ่นข้าวต้มก็จะอ้วกแล้ว”“อ้าว แล้วหนูจะกินยังไงละคะ?”“กินเถอะ พี่ขอไปนอนก่อนนะ เดี๋ยวได้อ้วกใส่ข้าวต้มจริง ๆ”พูดจบเขาก็ลุกพรวด เดินแทบจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาเจียนเสียงดัง แก้มยืนมองตามหลังด้วยสีหน้าทั้งสงสาร ทั้งกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ตั้งแต่เธอเริ่มตั้งครรภ์ เสี่ยเมธก็เริ่มม
พี่ดูแลหนูได้ตลอดชีวิตพร้อมข่าวดีแสงแดดอ่อนยามสายส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาแตะผ้าม่านลูกไม้สีครีม ภายในห้องนอนใหญ่ของบ้านไม้สักอบอวลไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันบนเตียงไม้ขนาดใหญ่ ร่างของชายหญิงคู่หนึ่งยังคงกอดกันแน่นในท่าที่คุ้นเคย เสียงลมหายใจอุ่นสม่ำเสมอของเสี่ยเมธพาดผ่านกลุ่มผมนุ่มของแก้มที่ซบอกเขาอย่างสบายพอแสงแดดสาดเข้าหน้า เสี่ยเมธขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนค่อย ๆ ลืมตาภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าอวบอิ่มของเมียตัวเองที่นอนหายใจเบา ๆ อยู่ในอ้อมแขนชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ พลางยกมือลูบผมเธอเบา ๆ“น่ารักจริง ๆ นะ...เมียพี่เนี่ย”เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนก้มลงจูบหน้าผากของเธอเบา ๆ หนึ่งที“อื้อ...” เสียงครางแผ่วหลุดจากริมฝีปากของแก้มเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสนั้น“ตื่นได้แล้วครับคุณภรรยา”เสียงทุ้มกระซิบข้างหู แต่เธอกลับงอแงเบา ๆ แล้วซุกหน้ากลับเข้ามาในอกเขาอีก“ขออีกห้านาทีได้มั้ยคะ...เมื่อคืนพี่กอดแน่นจะตายอยู่แล้ว”“อ้าว...ก็เมียพี่ตัวหอมแบบนี้ จะให้พี่นอนห่างได้ยังไงล่ะครับ” เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะขยับตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา“งั้นนอนต่อเถอะ เดี๋ยว
เธอคือเมียผมออฟฟิศในบ่ายวันนั้น มีเสียงเครื่องปริ้น เสียงพูดคุย และกลิ่นกาแฟใหม่ ๆ ลอยอบอวลไปทั่วทั้งชั้น แต่อารมณ์ของ “มินท์” กลับไม่สดใสเหมือนคนอื่นเลยสักนิดเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน สายตาเหม่อลอย ก่อนจะก้มดูโทรศัพท์ที่มีข้อความจากแม่ท“ป้าศรี”ข้อความสั้น ๆ แต่เหมือนก้อนหินก้อนใหญ่ทับกลางอก“มินท์ แม่ต้องใช้เงินด่วน บ้านเรากำลังจะโดนยึดแล้ว แกต้องทำยังไงก็ได้ เมื่อไหร่จะจับเสี่ยเมธได้สักที รีบจับเสี่ยเมธมาให้ได้ เข้าใจมั้ย!”หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น ความเครียด ความกลัว และแรงกดดันตีตื้นขึ้นมาพร้อมกันเธอรู้ดีว่าตอนนี้ครอบครัวของเธอกำลังล่มสลาย เพราะความมือเติบของแม่ตัวเอง แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังเชื่อว่าถ้า “จับเสี่ยเมธได้” ทุกอย่างจะดีขึ้นและเมื่อรู้ว่า “พี่แก้ม” ไม่ได้มาทำงานในวันนี้ ความคิดนั้นก็ชัดเจนขึ้นในหัว ถึงแม้จะรู้เต็มอกว่าสองคนนั้นคบกัน“ยังไม่ได้แต่งนี่นา...”“งั้นก็ยังมีสิทธิ์...”ริมฝีปากของหล่อนยกยิ้มขึ้นจาง ๆ อย่างมีแผนบ่ายวันนั้น...ในห้องทำงานของเสี่ยเมธเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่มินท์จะเปิดเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือเสี่ยเมธกำลังนั่งเช็กเอกสารรายงานยอดผลผลิตสวนอ
อยากกินอย่างอื่นมากกว่า 🔞แสงแดดยามสายลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาแตะปลายเตียง เสียงนกร้องอยู่นอกหน้าต่างคล้ายกำลังกล่อมให้บ้านไม้สักทั้งหลังยังคงอบอุ่นอยู่ในบรรยากาศเมื่อคืนเสียงโทรศัพท์ที่ดังต่อเนื่องทำให้เสี่ยเมธขยับตัวพลิกนอนหงาย ดวงตาคมกะพริบลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง“ว่าา.. มีอะไร”เสียงทุ้มของเขาแผ่วต่ำกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ราวกับคนเพิ่งตื่นเต็มตาปลายสายเป็นลูกน้องที่สวนโทรมาแจ้งเรื่องคนงานลืมขนผลผลิตขึ้นรถ เสี่ยเมธฟังพลางพยักหน้าเล็กน้อย“โอเค เดี๋ยวพี่เข้าไปดูตอนบ่าย ขอบคุณมาก”เขาวางสาย ก่อนจะหันไปมองคนข้าง ๆ ที่ยังคงนอนตะแคงหันหลังให้เขาอย่างสบายใจเส้นผมยาวยุ่งนิด ๆ ของแก้มกระจายอยู่บนหมอน ผ้าห่มสีขาวคลุมถึงหัวไหล่ เผยให้เห็นเพียงลำคอขาวนวลและรอยแดงจากการทำแสดงถึงความเป็นเจ้าของในเมื่อคืน ทำให้หัวใจคนมองเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่เสี่ยเมธยิ้มบาง ๆ พลางพึมพำเบา ๆ “นี่มันเกือบเที่ยงแล้วนะครับคุณภรรยา...”ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงลมหายใจเบา ๆ ที่สม่ำเสมอ ริมฝีปากอิ่มนั่นเผยอเล็กน้อยคล้ายเด็กที่กำลังหลับฝันดีเขาขยับเข้าไปใกล้
อ้อมกอดของสามี 🔞เสียงลมในยามค่ำคืนพัดเอื่อย ๆ พาเอากลิ่นไม้หอมจางจากพื้นบ้านไม้สักลอยมาตามอากาศ แสงไฟอุ่นในโถงบ้านสะท้อนเงาคู่ของชายหญิงที่กลับมาจากอำเภอ... หลังจากเพิ่ง “จดทะเบียนสมรส” เสร็จหมาด ๆใบหน้ากลมของ “แก้ม” ยังแดงเรื่อไม่จางตั้งแต่เช้า ไม่ใช่เพราะแดด แต่เพราะคำที่เสี่ยเมธพูดตอนยื่นกระดาษสีชมพูในมือให้เธอดู“ตั้งแต่วันนี้ หนูเป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของพี่แล้วนะครับ...”แววตาเขาในตอนนั้นทำให้เธอพูดอะไรไม่ออก มีเพียงรอยยิ้มทั้งน้ำตาเท่านั้นที่ตอบกลับไปได้ตอนนี้ ทั้งคู่ยังคงนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น บ้านไม้สักอบอุ่นที่มีเพียงเสียงจิ้งหรีดร้องเป็นจังหวะเงียบสงบอยู่รอบตัว เสี่ยเมธนั่งเอนหลังพิงโซฟา มองใบหน้าของคนข้าง ๆ ที่กำลังจัดดอกไม้ลงในแจกันเล็ก ๆ บนโต๊ะ“คุณภรรยาพี่... ยังไม่ชินเหรอครับ กับคำนี้”เขาถามเสียงทุ้ม อ่อนโยนจนปลายเสียงแทบกลืนไปกับลมหายใจแก้มชะงักมือ “ยังค่ะ... มันแปลก ๆ”“แปลกยังไงครับ”“ก็... หนูไม่คิดว่าจะมีวันนี้...” เธอว่าเบา ๆ แล้วหลุบตาลงเสี่ยเมธขยับเข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของเขาแตะปลายจมูก “พี่เองก็ไม่คิดเหมือนกัน ว่าจะเจอคนที่ทำให้หัวใจอยากหยุดอย







