เข้าสู่ระบบเช้าวันจันทร์ที่เงียบแปลก ๆ
เช้าวันจันทร์มาถึงเร็วกว่าที่แก้มคิดไว้ หลังจากหยุดพักผ่อนอยู่บ้านสองวันเต็ม เธอก็ต้องกลับเข้าสู่โหมดทำงานอีกครั้ง ส่วนพล เพื่อนสนิทของเธอที่ยังพักอยู่บ้านยายก็บอกว่าจะอยู่ช่วยยายทำสวน หรือไม่ก็เดินออกไปเที่ยวเล่นแถว ๆ นี้ แก้มเพียงแค่ยิ้มแล้วบอกเขาให้ระวังตัว
“ดูแลตัวเองดี ๆ นะพล อย่าไปซนล่ะ”
“ห่วงเหรอ” พลแกล้งยิ้มยิงฟันกวน ๆ
“ห่วงยายต่างหาก เดี๋ยวไม่มีคนช่วยงาน”
“อ้าว ยัยแก้ม!” เขาหัวเราะ แต่ก็ยกมือไหว้ยายแดงอย่างนอบน้อม ก่อนที่แก้มจะขอตัวออกไปทำงาน
วันนี้เธอเลือกขับมอเตอร์ไซค์ไปเอง ต่างจากทุกวันก่อนที่เสี่ยเมธจะเป็นคนมารับ และนั่นก็ทำให้เช้านี้มันดูแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูก เธอเหลือบมองถนนหน้าบ้านอยู่สองสามรอบเหมือนรอให้ใครบางคนขับรถผ่านมา แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจยาวแล้วสวมหมวกกันน็อกออกไป
เมื่อถึงบริษัท เธอกลับไม่พบรถของเขาเหมือนเคย โต๊ะทำงานหน้าห้องยังเงียบ ราวกับเช้านี้มีบางอย่างผิดจังหวะ
“พี่เมธยังไม่มาหรอคะ?” เธอถามพี่กวางที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ
“ยังเลยจ้ะแก้ม ปกติเขาเข้าก่อนพวกเราอีกนะ แต่วันนี้ไม่รู้หายไปไหน”
แก้มพยักหน้าเบา ๆ แล้วนั่งลงที่โต๊ะของตัวเอง พยายามตั้งสมาธิกับกองเอกสารตรงหน้า แต่ใจกลับลอยไปไกล ภาพเมื่อวานที่เสี่ยเมธมองเธอกับพลยังวนเวียนอยู่ในหัว... แววตานั่น ทั้งเข้ม ทั้งนิ่ง ทั้งเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่พูด
เสียงรถกระบะดังขึ้นที่หน้าบริษัทเรียกสติของเธอกลับมา เสียงเครื่องยนต์คุ้นหูจนเธอเผลอชะงักมือจากเอกสาร
“พี่เมธ…” เธอพึมพำแผ่วเบา
ไม่นาน เสียงประตูเปิดก็ดังขึ้นทั่วออฟฟิศ กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่เธอจำได้ขึ้นใจลอยมากับลม เขาเดินเข้ามาในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มเรียบหรู ท่ามกลางสายตาของพนักงานทุกคนที่รีบลุกขึ้นทัก
“สวัสดีครับคุณเมธ”
“สวัสดีค่ะพี่เมธ”
เขาเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ใบหน้านิ่งเรียบ ดวงตาคมไม่แม้จะเหลือบมองใครนานนัก แม้แต่เธอที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหน้า
แก้มเผลอกลืนน้ำลายลงคอ เมื่อสายตาของเขากวาดผ่านมาที่เธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเดินตรงเข้าห้องทำงาน ปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศทั้งห้องเงียบกริบ มีแต่เสียงกระซิบของเพื่อนร่วมงานที่พากันสงสัยว่าเจ้านายอารมณ์ไม่ดีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า
หลังจากเสียงประตูห้องทำงานของเสี่ยเมธปิดลง ทุกอย่างในออฟฟิศก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงคีย์บอร์ดและเสียงเครื่องพิมพ์ที่ดังเบา ๆ สลับกับเสียงถอนหายใจของใครบางคนเป็นระยะ
แก้มพยายามตั้งใจทำงานตรงหน้า แต่ก็ไม่อาจห้ามใจให้ไม่เหลือบมองประตูห้องทำงานที่ปิดสนิทนั้นได้เลย
เธอคิดวนไปวนมาว่า... หรือว่าเมื่อวานเธอทำอะไรผิด? หรือว่าเขาเห็นตอนเธออยู่กับพลแล้วเข้าใจผิด?
ไม่สิ... เขาเป็นเจ้านายนะ จะมาคิดอะไรแบบนั้นทำไมกัน แต่หัวใจกลับไม่ยอมฟังเหตุผลของสมองเลยสักนิด
เวลาผ่านไปเกือบสิบโมงเช้า เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะของเธอดังขึ้น
แก้มรีบรับสาย และเมื่อวางสาย เธอก็ลุกขึ้นพร้อมเอกสารในมือ เพราะปลายสายแจ้งมาว่ามีลูกค้ารายใหญ่มาขอพบ “คุณเมธ” เพื่อคุยเรื่องสัญญาใหม่
เธอกลืนน้ำลายลงคอ สูดหายใจลึก ก่อนจะยืนอยู่หน้าห้องทำงานของเขา มือเรียวเคาะประตูเบา ๆ สองครั้ง
เสียงทุ้มนุ่มแต่เย็นชาดังลอดออกมา “เข้ามา”
แก้มผลักประตูเข้าไป กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยลอยมากระทบจมูกทันที กลิ่นนี้เคยทำให้หัวใจเธอเต้นแรงทุกครั้ง แต่วันนี้กลับรู้สึกหน่วงในอกอย่างประหลาด
“คือ... ลูกค้ารายใหญ่จากกรุงเทพฯ มาขอพบค่ะ พี่เมธจะให้แก้มเชิญเข้ามาเลยไหมคะ?”
น้ำเสียงของเธอเบาและสุภาพตามมารยาท
เขาเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร ดวงตาคมสบกับเธอเพียงครู่ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“อืม... ได้ เดี๋ยวพี่ออกไป”
เท่านั้น เขาก็ก้มกลับไปอ่านเอกสารต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่มีรอยยิ้ม
ไม่มีคำขอบคุณ
ไม่มีคำพูดใด ๆ เพิ่มเติม
บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกจนเธอรู้สึกได้ถึงแรงบีบในอก เธอก้มศีรษะเล็กน้อย “ค่ะ งั้นแก้มขอตัวก่อนนะคะ”
ประตูปิดลงเบา ๆ หลังร่างของเธอออกไป แต่หัวใจกลับดังโครมครามราวกับเพิ่งผ่านพายุ
ทั้งวันนั้น เสี่ยเมธแทบไม่ออกจากห้องเลย เขาเรียกประชุมผ่านพี่กวาง แทนที่จะให้แก้มไปแจ้งเหมือนทุกที เขาเซ็นเอกสารผ่านทางหัวหน้าแผนก ไม่ผ่านมือเธอเหมือนทุกวัน
แม้จะไม่มีคำพูดใด ๆ จากปากเขา แต่การกระทำทุกอย่างมันบอกชัดว่า... เขากำลังหนีหน้าเธอ
พี่กวางยังแอบถามตอนพักกลางวัน
“วันนี้คุณเมธอารมณ์ไม่ดีรึเปล่าจ๊ะ เห็นเช้านี้หน้าเครียดเชียว”
“แก้มก็ไม่รู้ค่ะ... เขาไม่ได้พูดอะไรเลย”
เธอยิ้มกลืน ๆ พยายามทำเป็นไม่คิดมาก ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ
ช่วงบ่าย แก้มเดินถือเอกสารจะไปส่งที่ห้องเขาอีกครั้ง มือเธอสั่นนิด ๆ ตอนจับลูกบิดประตู แต่พอเปิดเข้าไปก็พบว่าเขานั่งอยู่หลังโต๊ะเหมือนเดิม แววตาคมกริบกำลังมองจอคอมพิวเตอร์
“เอ่อ... แก้มเอาเอกสารโครงการใหม่มาวางให้นะคะ” เธอพูดเบา ๆ วางแฟ้มลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง
เขาเพียงเหลือบตาขึ้นมามอง แล้วตอบสั้น ๆ
“อืม วางไว้ตรงนั้นแหละ”
น้ำเสียงเรียบเฉย แต่เย็นเยือกจนเธอรู้สึกเหมือนโดนตัดขาดจากโลกใบเดิมที่เคยอบอุ่น
เธอก้มหน้า “ค่ะ” แล้วรีบถอยออกมา ปิดประตูเบา ๆ เหมือนกลัวว่ามันจะดังเกินไป
จนถึงเย็นของวันนั้น ทุกคนทยอยเก็บของกลับบ้านทีละคน
ในขณะที่ไฟในห้องทำงานของเขายังสว่างอยู่
แก้มนั่งมองนาฬิกา... ห้าโมงครึ่งแล้ว ปกติพี่เมธจะออกพร้อมเธอ หรือไม่ก็ขับรถผ่านบ้านยายแดงตอนเย็นเสมอ
แต่วันนี้เงียบ... เงียบจนใจสั่น
เธอเก็บเอกสารเข้าลิ้นชัก เก็บกระเป๋า กำลังจะปิดคอม แต่สายตาก็ยังเหลือบไปที่ประตูห้องเขาเหมือนเดิม
ในหัวมีสองเสียงตีกันอยู่
เสียงหนึ่งบอกว่า “เข้าไปถามสิ อย่าปล่อยให้มันค้างแบบนี้”
แต่อีกเสียงกลับสั่นกลัว “เขาเป็นเจ้านาย เธอจะไปถามทำไม เขาอาจจะไม่อยากเห็นหน้าเธอก็ได้...”
สุดท้ายเธอก็ได้แต่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นนานหลายนาที ก่อนจะตัดสินใจหยิบหมวกกันน็อกขึ้นมา เดินออกจากออฟฟิศโดยไม่หันกลับไป
ลมเย็นยามเย็นพัดผ่านใบหน้าเมื่อแก้มสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ เสียงเครื่องยนต์กลบเสียงหัวใจที่เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
เธอมองกระจกหลัง เห็นเงาของบริษัทค่อย ๆ ไกลออกไปและไม่รู้เลยว่า... ภายในห้องกระจกนั้น เสี่ยเมธยังคงนั่งมองผ่านหน้าต่างอยู่
ดวงตาคมใต้คิ้วเข้มจ้องมองร่างเล็กบนรถมอเตอร์ไซค์คันนั้นจนลับตา มือที่วางอยู่บนโต๊ะกำแน่นโดยไม่รู้ตัว เสียงถอนหายใจดังขึ้นเบา ๆ
“หนีหน้ากันแบบนี้สินะ...” เขาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงปนขมและเหนื่อยล้า
ทั้งที่เขาเองต่างหากที่เริ่มก่อน
เขาเป็นฝ่ายเย็นชา พูดน้อย ทำเหมือนไม่แคร์
แต่พอเห็นเธอห่างออกไป เขากลับรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น
ในหัวของเขายังวนเวียนกับภาพเมื่อวาน...
ภาพผู้ชายคนนั้นที่ชื่อ “พล”
ที่นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเธอ
ที่หัวเราะคุยกับเธออย่างสนิทสนม
ที่ได้อยู่ใกล้ในระยะที่เขาเองไม่เคยกล้าแม้แต่จะเอื้อมถึง
มันบ้าไปแล้ว... แค่เห็นก็อยากเข้าไปดึงเธอกลับมาไว้ข้างกาย แต่เขาทำไม่ได้
เพราะเขาไม่ใช่คนในวัยเดียวกับเธอ
เพราะเขาคือ “เสี่ยเมธ”
ผู้ชายวัยสามสิบปลาย ๆ ที่มีแต่ความนิ่ง สุขุม และภาพลักษณ์น่าเกรงขามที่ใคร ๆ ต่างพูดถึง
ไม่ใช่คนที่มีสิทธิ์จะรู้สึกอะไรกับเด็กสาวอายุยี่สิบสี่คนหนึ่ง
แต่หัวใจกลับไม่ฟังเหตุผลเลยแม้แต่น้อย
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหมายจะส่งข้อความหาว่า “ถึงบ้านหรือยัง”
แต่สุดท้ายก็วางมันลง แล้วหัวเราะให้กับตัวเองเบา ๆ “จะทำแบบนั้นไปทำไม... เธอจะคิดว่าแกบ้าเอานะไอ้เมธ”
แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ ลับขอบฟ้า เหลือเพียงแสงไฟในห้องที่ยังเปิดอยู่ กับชายคนหนึ่งที่ยังนั่งนิ่งในความเงียบ เงียบพอจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้น
ดาวค้างฟ้า เหมือนรักที่ไม่สิ้นแสง [END]เสียงลมหายใจของธรรมชาติแผ่วเบา พัดพาเอากลิ่นหอมของใบไม้และไอดินหลังฝนเมื่อวันก่อนลอยมาปะปนกับกลิ่นอายเย็นของน้ำคลองใสที่ไหลผ่านด้านหลังบ้านพักไม้หลังเล็กรถสีดำเงาวับของเสี่ยเมธจอดอยู่ตรงลานดินริมรั้วไม้ไผ่ เขาเดินอ้อมไปเปิดประตูให้คนข้าง ๆ อย่างแผ่วเบา มือใหญ่รับมือเล็กไว้มั่นเหมือนกลัวว่าเธอจะลื่นล้ม“ค่อย ๆ นะครับหนู ทางมันชันนิดนึง เดินช้า ๆนะ”เสียงทุ้มต่ำแฝงด้วยความห่วงใยดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนในดวงตาแก้มยกมืออีกข้างแตะท้องตัวเองที่เริ่มกลมได้รูป ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณค่ะ แต่พี่เมธก็ระวังตัวเองด้วย เดี๋ยวจะปวดหลังอีก”“พี่ปวดแค่ไหนก็ไม่เท่าหนูสะดุดล้มหรอกครับ” เขาพูดพร้อมโน้มตัวมาประคองเธอแน่นขึ้นอากาศบนเขาในฤดูต้นหนาวเย็นสบาย ลมพัดเอื่อยจนผมของแก้มปลิวผ่านไหล่ เธอสูดลมหายใจลึก ๆ อย่างรู้สึกสดชื่นเต็มปอด เสียงน้ำจากคลองเล็ก ๆ ไหลรินอยู่ไม่ไกล เสี่ยเมธพาเธอเดินช้า ๆ ไปยังชานไม้ของบ้านพักที่จัดไว้สำหรับพวกเขาสองคนเขายังไม่เคยปล่อยให้เธอเดินคนเดียวเลยตั้งแต่ตั้งครรภ์หกเดือน ตั้งแต่วันที่รู้ว่ากำลังจะมี “อีกหนึ่งชีวิต” ที่เกิดจากค
อาการแพ้ท้อง…แทนเมียณ บ้านไม้สักยามเช้าถูกโอบล้อมด้วยแสงแดดอุ่นและเสียงนกร้อง เสียงกาน้ำร้อนดัง “ติ๊ง” บอกให้รู้ว่าพร้อมชงกาแฟได้แล้วแก้มกำลังยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ในครัว มืออีกข้างลูบหน้าท้องที่เริ่มมีนูนเล็ก ๆ ด้วยแววตาอ่อนโยน เจ้าตัวน้อยในท้องอายุได้ประมาณสามเดือนกว่าแล้วเธอหันไปมองคนที่ตอนนี้นั่งฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะกินข้าวในสภาพที่ไม่ต่างจากคนเมาค้างเท่าไหร่ ใบหน้าคมเข้มของเสี่ยเมธซีดจางอย่างเห็นได้ชัด และมืออีกข้างกำลังถือผ้าเย็นไว้บนหน้าผากตัวเอง“พี่เมธ… เมื่อคืนก็กินข้าวไม่เยอะนะคะ ทำไมเช้านี้ยังจะอาเจียนอีกล่ะ”น้ำเสียงของแก้มมีทั้งความห่วงและความกลั้นหัวเราะ เพราะนี่มันไม่ใช่อาการของ “คนท้อง” แล้ว แต่มันคืออาการของ “คนแพ้ท้องแทนเมีย” ชัด ๆเสี่ยเมธเงยหน้าขึ้นมาพร้อมสีหน้าทรมาน “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันแก้ม… แค่กลิ่นข้าวต้มก็จะอ้วกแล้ว”“อ้าว แล้วหนูจะกินยังไงละคะ?”“กินเถอะ พี่ขอไปนอนก่อนนะ เดี๋ยวได้อ้วกใส่ข้าวต้มจริง ๆ”พูดจบเขาก็ลุกพรวด เดินแทบจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาเจียนเสียงดัง แก้มยืนมองตามหลังด้วยสีหน้าทั้งสงสาร ทั้งกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ตั้งแต่เธอเริ่มตั้งครรภ์ เสี่ยเมธก็เริ่มม
พี่ดูแลหนูได้ตลอดชีวิตพร้อมข่าวดีแสงแดดอ่อนยามสายส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาแตะผ้าม่านลูกไม้สีครีม ภายในห้องนอนใหญ่ของบ้านไม้สักอบอวลไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันบนเตียงไม้ขนาดใหญ่ ร่างของชายหญิงคู่หนึ่งยังคงกอดกันแน่นในท่าที่คุ้นเคย เสียงลมหายใจอุ่นสม่ำเสมอของเสี่ยเมธพาดผ่านกลุ่มผมนุ่มของแก้มที่ซบอกเขาอย่างสบายพอแสงแดดสาดเข้าหน้า เสี่ยเมธขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนค่อย ๆ ลืมตาภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าอวบอิ่มของเมียตัวเองที่นอนหายใจเบา ๆ อยู่ในอ้อมแขนชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ พลางยกมือลูบผมเธอเบา ๆ“น่ารักจริง ๆ นะ...เมียพี่เนี่ย”เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนก้มลงจูบหน้าผากของเธอเบา ๆ หนึ่งที“อื้อ...” เสียงครางแผ่วหลุดจากริมฝีปากของแก้มเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสนั้น“ตื่นได้แล้วครับคุณภรรยา”เสียงทุ้มกระซิบข้างหู แต่เธอกลับงอแงเบา ๆ แล้วซุกหน้ากลับเข้ามาในอกเขาอีก“ขออีกห้านาทีได้มั้ยคะ...เมื่อคืนพี่กอดแน่นจะตายอยู่แล้ว”“อ้าว...ก็เมียพี่ตัวหอมแบบนี้ จะให้พี่นอนห่างได้ยังไงล่ะครับ” เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะขยับตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา“งั้นนอนต่อเถอะ เดี๋ยว
เธอคือเมียผมออฟฟิศในบ่ายวันนั้น มีเสียงเครื่องปริ้น เสียงพูดคุย และกลิ่นกาแฟใหม่ ๆ ลอยอบอวลไปทั่วทั้งชั้น แต่อารมณ์ของ “มินท์” กลับไม่สดใสเหมือนคนอื่นเลยสักนิดเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน สายตาเหม่อลอย ก่อนจะก้มดูโทรศัพท์ที่มีข้อความจากแม่ท“ป้าศรี”ข้อความสั้น ๆ แต่เหมือนก้อนหินก้อนใหญ่ทับกลางอก“มินท์ แม่ต้องใช้เงินด่วน บ้านเรากำลังจะโดนยึดแล้ว แกต้องทำยังไงก็ได้ เมื่อไหร่จะจับเสี่ยเมธได้สักที รีบจับเสี่ยเมธมาให้ได้ เข้าใจมั้ย!”หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น ความเครียด ความกลัว และแรงกดดันตีตื้นขึ้นมาพร้อมกันเธอรู้ดีว่าตอนนี้ครอบครัวของเธอกำลังล่มสลาย เพราะความมือเติบของแม่ตัวเอง แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังเชื่อว่าถ้า “จับเสี่ยเมธได้” ทุกอย่างจะดีขึ้นและเมื่อรู้ว่า “พี่แก้ม” ไม่ได้มาทำงานในวันนี้ ความคิดนั้นก็ชัดเจนขึ้นในหัว ถึงแม้จะรู้เต็มอกว่าสองคนนั้นคบกัน“ยังไม่ได้แต่งนี่นา...”“งั้นก็ยังมีสิทธิ์...”ริมฝีปากของหล่อนยกยิ้มขึ้นจาง ๆ อย่างมีแผนบ่ายวันนั้น...ในห้องทำงานของเสี่ยเมธเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่มินท์จะเปิดเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือเสี่ยเมธกำลังนั่งเช็กเอกสารรายงานยอดผลผลิตสวนอ
อยากกินอย่างอื่นมากกว่า 🔞แสงแดดยามสายลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาแตะปลายเตียง เสียงนกร้องอยู่นอกหน้าต่างคล้ายกำลังกล่อมให้บ้านไม้สักทั้งหลังยังคงอบอุ่นอยู่ในบรรยากาศเมื่อคืนเสียงโทรศัพท์ที่ดังต่อเนื่องทำให้เสี่ยเมธขยับตัวพลิกนอนหงาย ดวงตาคมกะพริบลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง“ว่าา.. มีอะไร”เสียงทุ้มของเขาแผ่วต่ำกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ราวกับคนเพิ่งตื่นเต็มตาปลายสายเป็นลูกน้องที่สวนโทรมาแจ้งเรื่องคนงานลืมขนผลผลิตขึ้นรถ เสี่ยเมธฟังพลางพยักหน้าเล็กน้อย“โอเค เดี๋ยวพี่เข้าไปดูตอนบ่าย ขอบคุณมาก”เขาวางสาย ก่อนจะหันไปมองคนข้าง ๆ ที่ยังคงนอนตะแคงหันหลังให้เขาอย่างสบายใจเส้นผมยาวยุ่งนิด ๆ ของแก้มกระจายอยู่บนหมอน ผ้าห่มสีขาวคลุมถึงหัวไหล่ เผยให้เห็นเพียงลำคอขาวนวลและรอยแดงจากการทำแสดงถึงความเป็นเจ้าของในเมื่อคืน ทำให้หัวใจคนมองเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่เสี่ยเมธยิ้มบาง ๆ พลางพึมพำเบา ๆ “นี่มันเกือบเที่ยงแล้วนะครับคุณภรรยา...”ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงลมหายใจเบา ๆ ที่สม่ำเสมอ ริมฝีปากอิ่มนั่นเผยอเล็กน้อยคล้ายเด็กที่กำลังหลับฝันดีเขาขยับเข้าไปใกล้
อ้อมกอดของสามี 🔞เสียงลมในยามค่ำคืนพัดเอื่อย ๆ พาเอากลิ่นไม้หอมจางจากพื้นบ้านไม้สักลอยมาตามอากาศ แสงไฟอุ่นในโถงบ้านสะท้อนเงาคู่ของชายหญิงที่กลับมาจากอำเภอ... หลังจากเพิ่ง “จดทะเบียนสมรส” เสร็จหมาด ๆใบหน้ากลมของ “แก้ม” ยังแดงเรื่อไม่จางตั้งแต่เช้า ไม่ใช่เพราะแดด แต่เพราะคำที่เสี่ยเมธพูดตอนยื่นกระดาษสีชมพูในมือให้เธอดู“ตั้งแต่วันนี้ หนูเป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของพี่แล้วนะครับ...”แววตาเขาในตอนนั้นทำให้เธอพูดอะไรไม่ออก มีเพียงรอยยิ้มทั้งน้ำตาเท่านั้นที่ตอบกลับไปได้ตอนนี้ ทั้งคู่ยังคงนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น บ้านไม้สักอบอุ่นที่มีเพียงเสียงจิ้งหรีดร้องเป็นจังหวะเงียบสงบอยู่รอบตัว เสี่ยเมธนั่งเอนหลังพิงโซฟา มองใบหน้าของคนข้าง ๆ ที่กำลังจัดดอกไม้ลงในแจกันเล็ก ๆ บนโต๊ะ“คุณภรรยาพี่... ยังไม่ชินเหรอครับ กับคำนี้”เขาถามเสียงทุ้ม อ่อนโยนจนปลายเสียงแทบกลืนไปกับลมหายใจแก้มชะงักมือ “ยังค่ะ... มันแปลก ๆ”“แปลกยังไงครับ”“ก็... หนูไม่คิดว่าจะมีวันนี้...” เธอว่าเบา ๆ แล้วหลุบตาลงเสี่ยเมธขยับเข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของเขาแตะปลายจมูก “พี่เองก็ไม่คิดเหมือนกัน ว่าจะเจอคนที่ทำให้หัวใจอยากหยุดอย







