Se connecterคนที่มาส่งเธอ
เช้าวันอังคารอากาศสดใส แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านต้นมะม่วงลงมาเป็นเงาไหว ๆ พลในเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนตัวเก่ากำลังยืนพิงรถเก๋งคันใหม่ที่เขาเพิ่งเช่ามาเมื่อวาน เยื้อง ๆ กับมอเตอร์ไซค์ของแก้มที่จอดอยู่ข้างบ้าน
เขายิ้มกว้างเมื่อเห็นเธอเดินออกมาจากบ้านในชุดทำงานเรียบง่ายแต่ดูดี เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีมกับกระโปรงสีเข้ม ผมยาวถูกรวบหางม้าหลวม ๆ กลิ่นแชมพูหอมอ่อน ๆ ลอยมากับลมเช้า
“พร้อมยังคนสวย” พลพูดอย่างอารมณ์ดี
“ขับเป็นแน่นะ”
“เธออย่าดูถูกหน่อยเลยน่า คนหล่อแบบพี่พลเขามีใบขับขี่นะจ๊ะ”
แก้มส่ายหัวพลางหัวเราะเบา ๆ “โอเคค่ะ คนหล่อ งั้นไปกันเลย เดี๋ยวสาย”
พลรีบเปิดประตูรถให้เธออย่างสุภาพ “เชิญครับคุณแก้ม”
อีกด้านของบริษัท เสี่ยเมธมาถึงตั้งแต่เจ็ดโมงกว่า ๆ วันนี้เขาไม่ได้แวะรับแก้มเหมือนทุกวัน เขาแค่ขับรถเข้ามาจอดในโรงรถหลังออฟฟิศ แล้วลงไปตรวจดูงานที่แปลงไม้ประดับด้านหลังบริษัท
แต่ในตอนที่เขากำลังยืนคุยกับหัวหน้าคนสวน เสียงเครื่องยนต์ของรถเก๋งก็ดังขึ้นตรงลานจอดด้านหน้า เขาเงยหน้ามองอย่างไม่ตั้งใจ ทว่าภาพตรงหน้ากลับทำให้แววตาคมเข้มของเขาแข็งขึ้นในพริบตา
แก้ม…
เธอก้าวลงจากรถคันนั้นอย่างอารมณ์ดี และคนที่เปิดประตูให้เธอไม่ใช่ใครอื่น พล
เด็กหนุ่มคนนั้นยืนยิ้ม เหมือนทุกอย่างมันเป็นเรื่องปกติในโลกของเขา เสี่ยเมธมองอยู่อย่างนั้น ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบขึ้นในอก เขาไม่ได้แสดงออกอะไรมากไปกว่าการเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเบือนหน้าไปอีกทาง
แก้มเองก็เห็นเขาในจังหวะเดียวกัน เธอยกมือขึ้นจะทัก แต่เขากลับหมุนตัวเดินหนีไปยังแปลงไม้โดยไม่หันมามองด้วยซ้ำ
หญิงสาวชะงักมือกลางอากาศ หัวใจแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะหันไปหาพลที่ยืนมองเธออยู่
“งั้น…เดี๋ยวตอนเย็นฉันโทรไปนะ ว่าให้มารับกี่โมง นายก็ขับรถไปเที่ยวข้างนอกก็ได้”
“โอเคครับคุณผู้จัดการ” พลแกล้งยกมือทำความเคารพเล่น ๆ จนเธอหัวเราะ
“ไปเลย ไปก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจให้ไม่ต้องมารับ”
“ครับผม!”
เขาโบกมือให้เธอจนรถคันนั้นเคลื่อนออกไปจากลานจอด เหลือเพียงแก้มที่ยืนถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าบริษัท
เที่ยงวันนั้น
อากาศในออฟฟิศร้อนอบอ้าว แม้แอร์จะทำงานเต็มที่ก็ตาม แก้มที่กำลังนั่งเคลียร์เอกสารในแฟ้มใหญ่เห็นว่าต้องมีบางส่วนให้เสี่ยเมธเซ็นอนุมัติ เธอลุกขึ้นถือแฟ้มเอกสารไปเคาะประตูห้องทำงานเขาเบา ๆ
“เข้ามา” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น แต่ไม่มีความอบอุ่นเหมือนเคย
แก้มเปิดประตูเข้าไป เห็นเขานั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานใหญ่ สีหน้าเรียบนิ่ง ใบหน้าคมเข้มยังคงเคร่งขรึมเหมือนทุกวัน แต่วันนี้มีบางอย่างในแววตาเขาที่ดูต่างออกไป... มันนิ่งเกินไป เย็นชาเกินไป
“มีเอกสารต้องเซ็นค่ะ”
เขาเงยหน้าขึ้นมองเพียงแวบหนึ่ง ก่อนพยักหน้า “วางไว้”
เธอเดินเข้าไปวางแฟ้มบนโต๊ะ แล้วชี้บางจุดให้เขาดู “ตรงนี้ค่ะ เป็นใบสั่งของลูกค้าใหม่ ส่วนหน้านี้เป็นใบเสนอราคา ต้องเซ็นก่อนภายในวันนี้นะคะ”
เสี่ยเมธไม่พูดอะไร เขาหยิบปากกาเซ็นไปทีละหน้าโดยไม่เงยหน้ามอง เธอจึงได้แต่นิ่งเงียบ รอจนเขาเซ็นครบทุกหน้า
“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวเบา ๆ แล้วกำลังจะหมุนตัวกลับออกไป
แต่เสียงทุ้มต่ำของเขาก็ดังขึ้นทันที “เดี๋ยวนี้มีผู้ชายมาส่งถึงที่ทำงานเลยเหรอ”
แก้มหยุดชะงัก ปลายนิ้วที่จับแฟ้มแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ เธอหันกลับไปมองเขา ใบหน้าคมเข้มของเสี่ยเมธยังคงเรียบเฉย แต่แววตาที่มองมามันทั้งคม ทั้งแข็ง และมีบางอย่างที่คล้าย... ไม่พอใจ
เธอเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับอย่างสุภาพแต่เย็นเฉียบ
“ค่ะ... พอดีพลเขาอาสามาส่ง เพราะอยู่ดี ๆ ใครบางคนก็ทิ้งหนูไปเฉย ๆ ไม่มารับเหมือนก่อนหน้านี้”
เขาชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า ทิ้ง แต่ก็ยังไม่พูดอะไร
“ยังไงก็ขอตัวก่อนค่ะ” เธอกล่าวจบด้วยน้ำเสียงเรียบ แล้วเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับมา
ประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา ทิ้งให้ห้องทำงานเงียบสนิท
เสี่ยเมธนั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ สายตาคมยังจับจ้องที่ประตูที่เธอเพิ่งเดินออกไป เขายกมือขึ้นลูบปลายคางเบา ๆ ก่อนถอนหายใจหนัก ๆ
เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงพูดแบบนั้นออกไป ทั้งที่ไม่ควรเลยด้วยซ้ำ มันออกมาเอง เหมือนปฏิกิริยาจากความหงุดหงิดในใจที่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี
เขารู้ว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ภาพที่เห็นตอนเช้า... ภาพที่มีชายอีกคนเปิดประตูรถให้เธอ ยืนยิ้มใกล้เธอเกินไป มันติดอยู่ในหัวเขาไม่หาย
มือใหญ่ของเขากำปากกาแน่น ก่อนจะวางลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเอกสารขยับเบา ๆ
“ทำไมต้องหงุดหงิดขนาดนี้วะ เมธ...” เขาพึมพำกับตัวเอง พลางพิงหลังกับพนักเก้าอี้ หันหน้าไปมองนอกหน้าต่างที่เห็นเพียงเงาของหญิงสาวคนนั้นเดินอยู่ไกล ๆ
ไม่รู้ว่าหึงหรือโกรธ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาแน่ใจ เขาไม่ชอบให้ใครมาอยู่ใกล้เธอแบบนั้นเลย
เย็นวันนั้น
เสียงนาฬิกาบนผนังบอกเวลาเลิกงานพอดี แก้มที่นั่งเคลียร์เอกสารสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยก็หาวเบา ๆ พลางยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจ เสียงพนักงานคนอื่นเริ่มทยอยเก็บของกลับบ้านกันหมดแล้ว เหลือเพียงเธอที่ยังอยู่หน้าคอมคนเดียว
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากะจะโทรหาพล ให้เขาขับรถมารับเหมือนที่พูดไว้ตอนเช้า
ปลายนิ้วแตะที่ชื่อ “พล” ในรายชื่อโทรศัพท์ ทว่าก่อนที่เสียงสัญญาณจะดังขึ้น มือใหญ่ ๆ ของใครบางคนกลับพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง คว้าโทรศัพท์ออกจากมือเธออย่างแรง
“เฮ้ย! พี่เมธ! ทำอะไรคะ?” เสียงเธอหลุดออกมาอย่างตกใจ
เขาไม่ตอบ แต่กดวางสายทันที แล้ววางโทรศัพท์เธอคว่ำลงบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะหันกลับมามองเธอด้วยสายตานิ่งเรียบแต่แฝงแรงกดดันจนหัวใจเธอสั่น
“พี่เมธ... เอาโทรศัพท์แก้มคืนมาค่ะ”
“ไม่ต้องโทรหาเขา” เสียงเขาทุ้มต่ำแต่เฉียบขาด
“อะไรนะคะ?”
“บอกว่าไม่ต้องโทรหาเขา” เขาย้ำช้า ๆ ชัดทุกคำ ดวงตาคมจ้องเธอไม่กะพริบ
“พี่พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ พลเขาแค่มารับแก้มกลับบ้านเอง”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ เสี่ยเมธก็คว้ามือเธอไว้แน่น “ไปกับพี่”
“พี่เมธ! จะพาแก้มไปไหนคะ ปล่อยก่อนสิ!” เธอพยายามดึงมือออกแต่แรงเขามากกว่า เขาไม่พูดอะไรต่อ นอกจากลากเธอออกจากออฟฟิศอย่างรวดเร็ว
“พี่เมธ! คนอื่นเขามองอยู่นะคะ!” เธอพยายามดึงแขนกลับแต่ก็ไม่สำเร็จ
เขาเปิดประตูรถของตัวเอง จับไหล่เธอเบา ๆ แต่แน่นพอจะให้รู้ว่า “ไม่ให้เถียง”
“นั่ง”
“พี่เมธ นี่มัน..”
เขาไม่รอฟัง เขาแทบจะ จับเธอยัดลงบนเบาะหน้า มือข้างหนึ่งจับประตู อีกข้างประคองหัวเธอไม่ให้ชน แล้วปิดประตูดัง ปัง! เขาอ้อมไปด้านคนขับและขับออกไปอย่างรวดเร็ว
“พี่เมธ! จะพาหนูไปไหนคะ” เสียงเธอสั่น
เสี่ยเมธไม่พูดแม้แต่คำเดียว ใบหน้าเขาขึงตึง ดวงตาเหม่อมองถนนตรงหน้าไม่วอกแวก แต่แรงขับของรถมันกลับเร็วกว่าทุกครั้งที่เธอเคยนั่งมา
ลมหายใจของเขาหนักขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกำลังข่มอะไรบางอย่างไว้
“พี่เมธ... หนูกลัวนะคะ พูดอะไรหน่อยสิ” เธอพยายามเอื้อมมือแตะต้นแขนเขาเบา ๆ แต่เขากลับสะบัดออกแผ่ว ๆ แล้วพูดเสียงต่ำแทบเป็นเสียงพึมพำ
“อย่าทำแบบนี้อีก”
“แบบไหนคะ?”
“ให้คนอื่นมาส่งเธอแบบนั้น”
เธอชะงักไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้ว “อ๋อ... ที่แท้ก็เรื่องนี้สินะ พี่เมธ นี่พี่งอนหนูเหรอ?”
เขาไม่ตอบ มีเพียงเสียงลมหายใจของเขากับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังแผ่วในความเงียบ
“พี่เมธ...พลเขาเป็นเพื่อนหนู เขามาพักอยู่บ้านยาย หนูแค่ให้เขามาส่ง เพราะพี่ไม่มารับเอง”
“แล้วทำไมไม่รอพี่”
“รอเหรอคะ?” เธอหลุดหัวเราะในลำคออย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
“พี่ไม่บอกว่าจะมารับ หนูจะรู้ได้ยังไงว่าต้องรอ...”
เธอพูดไปก็มองหน้าเขาไป แสงแดดยามเย็นสะท้อนผ่านกระจกหน้ารถ ทำให้เห็นใบหน้าคมเข้มของเขาในเงาสลัว เขายังคงขับนิ่ง สันกรามเกร็งแน่น
“หนูไม่ได้ทำอะไรผิดนะคะพี่เมธ”
“พี่ไม่ได้ว่าเธอผิด”
“แล้วทำไมต้องทำแบบนี้”
เขาเงียบไปนาน... จนในที่สุดก็พูดเสียงเบาเหมือนคนพยายามระงับอารมณ์
“เพราะพี่ไม่ชอบเห็นผู้ชายคนอื่นอยู่ใกล้เธอ”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจแก้มเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ เธอหันมองเขาอย่างไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกไหม
เสี่ยเมธยังคงมองถนน แต่ปลายนิ้วเขาแน่นบนพวงมาลัย “พี่รู้ว่าพี่ไม่มีสิทธิ์จะพูดแบบนี้... แต่พี่ไม่ชอบจริง ๆ แก้ม”
หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ เธอพยายามเรียบเสียงไม่ให้สั่น “พี่เมธ... หนูไม่ได้ตั้งใจจะทำให้พี่ไม่สบายใจนะคะ แต่พี่ไม่มีสิทธิ์มาบังคับหนูแบบนี้”
“พี่รู้” เขาพูดเสียงแผ่ว “แต่ตอนเห็นเธอกับเขา พี่แค่... ควบคุมตัวเองไม่ได้”
เธอนิ่งไป ความเงียบในรถหนาทึบจนได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเอง
รถค่อย ๆ ชะลอความเร็ว แล้วเลี้ยวเข้าไปในถนนอีกเส้น ไม่ใช่ทางกลับบ้านของเธอแน่นอน
“นี่มันไม่ใช่ทางกลับบ้านหนูนะพี่เมธ จะพาไปไหนคะ?”
“ไปบ้านพี่”
“หา? พี่เมธ หนูจะกลับบ้าน!”
“พี่จะไปส่ง... แต่ตอนนี้ ไปคุยกันก่อน” น้ำเสียงเขานุ่มลงเล็กน้อย แต่ยังหนักแน่นพอจะปิดประตูการเถียงทั้งหมด
แก้มนั่งนิ่ง สายตาจับจ้องถนนเบื้องหน้าอย่างสับสน ทั้งโกรธ ทั้งตกใจ ทั้งหัวใจเต้นแรงจนแทบจะได้ยิน
เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่เคยอ่อนโยนและอบอุ่นถึงได้กลายเป็นคนเย็นชาและเอาแต่ใจขนาดนี้ในเวลาไม่กี่วัน...
แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า คำพูดเมื่อครู่ของเขา...
“พี่ไม่ชอบเห็นผู้ชายคนอื่นอยู่ใกล้เธอ”
มันยังคงวนอยู่ในหัว และทำให้หัวใจเธอสั่นจนควบคุมไม่อยู่...
ดาวค้างฟ้า เหมือนรักที่ไม่สิ้นแสง [END]เสียงลมหายใจของธรรมชาติแผ่วเบา พัดพาเอากลิ่นหอมของใบไม้และไอดินหลังฝนเมื่อวันก่อนลอยมาปะปนกับกลิ่นอายเย็นของน้ำคลองใสที่ไหลผ่านด้านหลังบ้านพักไม้หลังเล็กรถสีดำเงาวับของเสี่ยเมธจอดอยู่ตรงลานดินริมรั้วไม้ไผ่ เขาเดินอ้อมไปเปิดประตูให้คนข้าง ๆ อย่างแผ่วเบา มือใหญ่รับมือเล็กไว้มั่นเหมือนกลัวว่าเธอจะลื่นล้ม“ค่อย ๆ นะครับหนู ทางมันชันนิดนึง เดินช้า ๆนะ”เสียงทุ้มต่ำแฝงด้วยความห่วงใยดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนในดวงตาแก้มยกมืออีกข้างแตะท้องตัวเองที่เริ่มกลมได้รูป ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณค่ะ แต่พี่เมธก็ระวังตัวเองด้วย เดี๋ยวจะปวดหลังอีก”“พี่ปวดแค่ไหนก็ไม่เท่าหนูสะดุดล้มหรอกครับ” เขาพูดพร้อมโน้มตัวมาประคองเธอแน่นขึ้นอากาศบนเขาในฤดูต้นหนาวเย็นสบาย ลมพัดเอื่อยจนผมของแก้มปลิวผ่านไหล่ เธอสูดลมหายใจลึก ๆ อย่างรู้สึกสดชื่นเต็มปอด เสียงน้ำจากคลองเล็ก ๆ ไหลรินอยู่ไม่ไกล เสี่ยเมธพาเธอเดินช้า ๆ ไปยังชานไม้ของบ้านพักที่จัดไว้สำหรับพวกเขาสองคนเขายังไม่เคยปล่อยให้เธอเดินคนเดียวเลยตั้งแต่ตั้งครรภ์หกเดือน ตั้งแต่วันที่รู้ว่ากำลังจะมี “อีกหนึ่งชีวิต” ที่เกิดจากค
อาการแพ้ท้อง…แทนเมียณ บ้านไม้สักยามเช้าถูกโอบล้อมด้วยแสงแดดอุ่นและเสียงนกร้อง เสียงกาน้ำร้อนดัง “ติ๊ง” บอกให้รู้ว่าพร้อมชงกาแฟได้แล้วแก้มกำลังยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ในครัว มืออีกข้างลูบหน้าท้องที่เริ่มมีนูนเล็ก ๆ ด้วยแววตาอ่อนโยน เจ้าตัวน้อยในท้องอายุได้ประมาณสามเดือนกว่าแล้วเธอหันไปมองคนที่ตอนนี้นั่งฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะกินข้าวในสภาพที่ไม่ต่างจากคนเมาค้างเท่าไหร่ ใบหน้าคมเข้มของเสี่ยเมธซีดจางอย่างเห็นได้ชัด และมืออีกข้างกำลังถือผ้าเย็นไว้บนหน้าผากตัวเอง“พี่เมธ… เมื่อคืนก็กินข้าวไม่เยอะนะคะ ทำไมเช้านี้ยังจะอาเจียนอีกล่ะ”น้ำเสียงของแก้มมีทั้งความห่วงและความกลั้นหัวเราะ เพราะนี่มันไม่ใช่อาการของ “คนท้อง” แล้ว แต่มันคืออาการของ “คนแพ้ท้องแทนเมีย” ชัด ๆเสี่ยเมธเงยหน้าขึ้นมาพร้อมสีหน้าทรมาน “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันแก้ม… แค่กลิ่นข้าวต้มก็จะอ้วกแล้ว”“อ้าว แล้วหนูจะกินยังไงละคะ?”“กินเถอะ พี่ขอไปนอนก่อนนะ เดี๋ยวได้อ้วกใส่ข้าวต้มจริง ๆ”พูดจบเขาก็ลุกพรวด เดินแทบจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาเจียนเสียงดัง แก้มยืนมองตามหลังด้วยสีหน้าทั้งสงสาร ทั้งกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ตั้งแต่เธอเริ่มตั้งครรภ์ เสี่ยเมธก็เริ่มม
พี่ดูแลหนูได้ตลอดชีวิตพร้อมข่าวดีแสงแดดอ่อนยามสายส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาแตะผ้าม่านลูกไม้สีครีม ภายในห้องนอนใหญ่ของบ้านไม้สักอบอวลไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันบนเตียงไม้ขนาดใหญ่ ร่างของชายหญิงคู่หนึ่งยังคงกอดกันแน่นในท่าที่คุ้นเคย เสียงลมหายใจอุ่นสม่ำเสมอของเสี่ยเมธพาดผ่านกลุ่มผมนุ่มของแก้มที่ซบอกเขาอย่างสบายพอแสงแดดสาดเข้าหน้า เสี่ยเมธขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนค่อย ๆ ลืมตาภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าอวบอิ่มของเมียตัวเองที่นอนหายใจเบา ๆ อยู่ในอ้อมแขนชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ พลางยกมือลูบผมเธอเบา ๆ“น่ารักจริง ๆ นะ...เมียพี่เนี่ย”เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนก้มลงจูบหน้าผากของเธอเบา ๆ หนึ่งที“อื้อ...” เสียงครางแผ่วหลุดจากริมฝีปากของแก้มเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสนั้น“ตื่นได้แล้วครับคุณภรรยา”เสียงทุ้มกระซิบข้างหู แต่เธอกลับงอแงเบา ๆ แล้วซุกหน้ากลับเข้ามาในอกเขาอีก“ขออีกห้านาทีได้มั้ยคะ...เมื่อคืนพี่กอดแน่นจะตายอยู่แล้ว”“อ้าว...ก็เมียพี่ตัวหอมแบบนี้ จะให้พี่นอนห่างได้ยังไงล่ะครับ” เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะขยับตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา“งั้นนอนต่อเถอะ เดี๋ยว
เธอคือเมียผมออฟฟิศในบ่ายวันนั้น มีเสียงเครื่องปริ้น เสียงพูดคุย และกลิ่นกาแฟใหม่ ๆ ลอยอบอวลไปทั่วทั้งชั้น แต่อารมณ์ของ “มินท์” กลับไม่สดใสเหมือนคนอื่นเลยสักนิดเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน สายตาเหม่อลอย ก่อนจะก้มดูโทรศัพท์ที่มีข้อความจากแม่ท“ป้าศรี”ข้อความสั้น ๆ แต่เหมือนก้อนหินก้อนใหญ่ทับกลางอก“มินท์ แม่ต้องใช้เงินด่วน บ้านเรากำลังจะโดนยึดแล้ว แกต้องทำยังไงก็ได้ เมื่อไหร่จะจับเสี่ยเมธได้สักที รีบจับเสี่ยเมธมาให้ได้ เข้าใจมั้ย!”หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น ความเครียด ความกลัว และแรงกดดันตีตื้นขึ้นมาพร้อมกันเธอรู้ดีว่าตอนนี้ครอบครัวของเธอกำลังล่มสลาย เพราะความมือเติบของแม่ตัวเอง แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังเชื่อว่าถ้า “จับเสี่ยเมธได้” ทุกอย่างจะดีขึ้นและเมื่อรู้ว่า “พี่แก้ม” ไม่ได้มาทำงานในวันนี้ ความคิดนั้นก็ชัดเจนขึ้นในหัว ถึงแม้จะรู้เต็มอกว่าสองคนนั้นคบกัน“ยังไม่ได้แต่งนี่นา...”“งั้นก็ยังมีสิทธิ์...”ริมฝีปากของหล่อนยกยิ้มขึ้นจาง ๆ อย่างมีแผนบ่ายวันนั้น...ในห้องทำงานของเสี่ยเมธเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่มินท์จะเปิดเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือเสี่ยเมธกำลังนั่งเช็กเอกสารรายงานยอดผลผลิตสวนอ
อยากกินอย่างอื่นมากกว่า 🔞แสงแดดยามสายลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาแตะปลายเตียง เสียงนกร้องอยู่นอกหน้าต่างคล้ายกำลังกล่อมให้บ้านไม้สักทั้งหลังยังคงอบอุ่นอยู่ในบรรยากาศเมื่อคืนเสียงโทรศัพท์ที่ดังต่อเนื่องทำให้เสี่ยเมธขยับตัวพลิกนอนหงาย ดวงตาคมกะพริบลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง“ว่าา.. มีอะไร”เสียงทุ้มของเขาแผ่วต่ำกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ราวกับคนเพิ่งตื่นเต็มตาปลายสายเป็นลูกน้องที่สวนโทรมาแจ้งเรื่องคนงานลืมขนผลผลิตขึ้นรถ เสี่ยเมธฟังพลางพยักหน้าเล็กน้อย“โอเค เดี๋ยวพี่เข้าไปดูตอนบ่าย ขอบคุณมาก”เขาวางสาย ก่อนจะหันไปมองคนข้าง ๆ ที่ยังคงนอนตะแคงหันหลังให้เขาอย่างสบายใจเส้นผมยาวยุ่งนิด ๆ ของแก้มกระจายอยู่บนหมอน ผ้าห่มสีขาวคลุมถึงหัวไหล่ เผยให้เห็นเพียงลำคอขาวนวลและรอยแดงจากการทำแสดงถึงความเป็นเจ้าของในเมื่อคืน ทำให้หัวใจคนมองเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่เสี่ยเมธยิ้มบาง ๆ พลางพึมพำเบา ๆ “นี่มันเกือบเที่ยงแล้วนะครับคุณภรรยา...”ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงลมหายใจเบา ๆ ที่สม่ำเสมอ ริมฝีปากอิ่มนั่นเผยอเล็กน้อยคล้ายเด็กที่กำลังหลับฝันดีเขาขยับเข้าไปใกล้
อ้อมกอดของสามี 🔞เสียงลมในยามค่ำคืนพัดเอื่อย ๆ พาเอากลิ่นไม้หอมจางจากพื้นบ้านไม้สักลอยมาตามอากาศ แสงไฟอุ่นในโถงบ้านสะท้อนเงาคู่ของชายหญิงที่กลับมาจากอำเภอ... หลังจากเพิ่ง “จดทะเบียนสมรส” เสร็จหมาด ๆใบหน้ากลมของ “แก้ม” ยังแดงเรื่อไม่จางตั้งแต่เช้า ไม่ใช่เพราะแดด แต่เพราะคำที่เสี่ยเมธพูดตอนยื่นกระดาษสีชมพูในมือให้เธอดู“ตั้งแต่วันนี้ หนูเป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของพี่แล้วนะครับ...”แววตาเขาในตอนนั้นทำให้เธอพูดอะไรไม่ออก มีเพียงรอยยิ้มทั้งน้ำตาเท่านั้นที่ตอบกลับไปได้ตอนนี้ ทั้งคู่ยังคงนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น บ้านไม้สักอบอุ่นที่มีเพียงเสียงจิ้งหรีดร้องเป็นจังหวะเงียบสงบอยู่รอบตัว เสี่ยเมธนั่งเอนหลังพิงโซฟา มองใบหน้าของคนข้าง ๆ ที่กำลังจัดดอกไม้ลงในแจกันเล็ก ๆ บนโต๊ะ“คุณภรรยาพี่... ยังไม่ชินเหรอครับ กับคำนี้”เขาถามเสียงทุ้ม อ่อนโยนจนปลายเสียงแทบกลืนไปกับลมหายใจแก้มชะงักมือ “ยังค่ะ... มันแปลก ๆ”“แปลกยังไงครับ”“ก็... หนูไม่คิดว่าจะมีวันนี้...” เธอว่าเบา ๆ แล้วหลุบตาลงเสี่ยเมธขยับเข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของเขาแตะปลายจมูก “พี่เองก็ไม่คิดเหมือนกัน ว่าจะเจอคนที่ทำให้หัวใจอยากหยุดอย







