Masukปกติแล้วฉีอิงไม่เคยทำเช่นนี้ ทว่าค่ำคืนนี้ภรรยากลับหาได้ใส่ใจเขาไม่ และมิใช่แค่เพียงค่ำคืนนี้ ทว่านับตั้งแต่นางหายจากอาการป่วยเลยทีเดียว
ค่ำคืนของงานเลี้ยงได้จบลง เมื่อรถม้าจอดยังหน้าจวน ชายหนุ่มยังคงดุแลภรรยาอย่างดีเช่นเดิม ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินไปส่งนางยังเรือน
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพี่ ที่อุตส่าห์เดินมาส่งข้าถึงเรือน”
“อืม!”
แม่ทัพหนุ่มทำเพียงเสียงในลำคอ ก่อนจะเผลอถลึงตาตามหลังร่างงามไป เมื่อเขาคิดว่านางจะกล่าวสิ่งใดเพิ่ม ทว่าร่างบางของภรรยา กลับหมุนกายเข้าเรือนไป โดยไม่แม้แต่จะมองเขาเลยด้วยซ้ำไป
สิ่งที่ฉีอิงแสดงออกต่อสามี โดยการเมินเฉยนั้น มิได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว มิว่าจะงานเลี้ยงใด ที่ต้องไปร่วมกัน ฉีอิงหาได้ใส่ใจสามี นางสนุกสนานกับงาน ทั้งยังเว้นระยะห่างกับสามีอย่างเห็นได้ชัด
หากเป็นแต่ก่อน ในทุกงานเลี้ยง ภรรยาของเขาจะเป็นผู้ที่คอยใส่ใจ ดูแลถามไถ่จนเขารู้สึกรำคาญ แต่ทว่าในปัจจุบัน กลับเป็นเขาที่พยายามเข้าหานาง แต่ไร้ซึ่งการตอบรับจากหลี่ฉีอิง
เวลาผ่านไปเร็วประหนึ่งสายลมพัดผ่าน ในวันที่นางตื่นคือหน้าร้อนอันอบอ้าว ทว่าตอนนี้กลับเป็นหน้าหนาว ที่หิมะเริ่มโปรยปราย จะขวบปีแล้วหรือนี่กับชีวิตใหม่ของนาง
สำหรับนางแล้วนอกจากอาหารชั้นเลิศ ก็คงหนีไม่พ้นการรับมือกับสตรี ที่วนเวียนเข้าหาสามี ที่นางไม่ใคร่จะใส่ใจ ยิ่งช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่ แม่ทัพหนุ่มได้แวะเวียนมาหานาง จนเรียกได้ว่าทุกวันเลยทีเดียว และเป็นเรื่องที่ฉีอิงปวดหัวยิ่งนัก
เมื่อเสี่ยวเตี๋ยพยายามจะทอดสะพานให้สามี สำหรับนางแล้วนั้นมันมิใช่เรื่องแปลก แต่ที่น่าเบื่อหน่ายคือ สาวใช้มีอาการแข็งกระด้างในบางขณะ หากเกิดเสี่ยวเตี๋ยปีนขึ้นเตียงสำเร็จ จนกลายเป็นอนุย่อมไม่ใช่เรื่องดี เพราะนั้นคืออันตรายครั้งที่สองของร่างนี้เป็นแน่
การที่นางไม่อยากให้มีหญิงอื่นเพิ่มเติม เพราะไม่อยากที่จะมานั่งดื่มกิน พร้อมความหวาดระแวง ว่าจะถูกวางยาพิษ เหมือนภรรยาบ้านอื่น
ชีวิตของฉีอิงเรียบง่ายมาตลอด ในความรู้สึกของนางเอง ส่วนในสายตาผู้อื่นนางไม่รับรู้
“ฮูหยิน ท่านแม่ทัพให้มาเรียนฮูหยิน ว่าคืนนี้ให้ฮูหยินเตรียมตัวร่วมมื้อค่ำ ยังห้องอาหารเจ้าค่ะ”
เสี่ยวเจี้ยน ที่ได้รับการถ่ายทอดคำสั่ง ของแม่ทัพหนุ่มมาจากหัวหน้าพ่อบ้าน เพื่อมาแจ้งแก่นาง
“ไยวันนี้ ต้องไปที่นั้นด้วยเล่า”
ฉีอิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะวันใดที่สามีของไม่ติดงานยามค่ำคืน เขาจะมาร่วมมื้อเย็นกับนางที่เรือนนี้ ยิ่งเมื่อคิดถึงการเอาใจใส่ของสามี ฉีอิงก็อดที่จะขำขันมิได้
บุรุษที่วางตนเป็นใหญ่ เมื่อถูกมองข้าม แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ย่อมมิอาจยินยอมได้ แล้วนี่นางมองข้ามเขามันเสียทุกเรื่อง มาเกือบแรมปี จึงกลายเป็นเขาเอง ที่วิ่งเข้าหานาง โดยที่นางมิต้องลงแรงไปเสียให้ยาก
“นายท่านให้เรียนว่า คุณชายสาม จะมาร่วมมื้อค่ำด้วยเจ้าค่ะ”
“อ่อ...ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นเสี่ยวเตี๋ย มาช่วยข้าแต่งตัวเถอะ ข้าจะได้ออกไปดูความเรียบร้อย”
ฉีอิง เลือกที่จะเรียกเสี่ยวเตี๋ย ให้มาช่วยนาง เพราะนี่คือการบอกเสี่ยวเตี๋ยเป็นนัย ๆ ว่านางมิคิดที่จะให้เสี่ยวเตี๋ย ติดตามไปยังเรือนรับรอง
“เจ้าค่ะ”
เสี่ยวรับคำอย่างมิเต็มใจนัก มีหรือที่นางจะไม่รู้ว่ากำลังถูกกลั่นแกล้งจากผู้เป็นนาย ทว่าด้วยฐานะสาวใช้ นางมิอาจที่จะแข็งขืนได้ จำต้องยินยอมทำตามอย่างว่าง่าย เพื่อรอเวลาที่จะเป็นของนาง
‘เมื่อท่านขัดขวางข้าอยู่เช่นนี้ เห็นทีข้าคงมิอาจปล่อยท่าน ให้เสวยสุขเช่นนี้อีกต่อไปได้’ เสี่ยวเตี๋ย ยังหาโอกาสที่จะทำเช่นในอดีตได้ ด้วยเพราะหลายเดือนมานี่ ท่านแม่ทัพมาร่วมมื้ออาหาร กับนายของตนแทบทุกวัน จึงยากที่จะลงมือเช่นแต่ก่อน
ทางด้านจ้านซือถงนั้น ยังคงนั่งดูการฝึกทหารอย่างตั้งใจ แต่ทว่าภายในหัวของเขาตอนนี้ มีเพียงเรื่องของภรรยาฉายวนไปมา นับตั้งแต่นางหายป่วย ความเฉยชาที่เขาเคยมีต่อนาง
บัดนี้กลับกลายเป็นนาง ที่มองข้ามเขาอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าเขาจะใส่ใจนางหรือไม่ ดูเหมือนนางจะไม่เดือดร้อนเช่นแต่ก่อน เขาจำได้ดีว่าหลี่ฉีอิงนั้น บอบบางและขี้น้อยใจเพียงไร
ถูกว่าเพียงเล็กน้อย นางก็มีน้ำตาซึมให้เห็นแล้ว ทว่าเวลานี้นอกจากจะไม่มีอาการเช่นนั้น นางยังเมินเฉยต่อเขา จนตัวเขามิอาจนิ่งเฉยได้
“ท่านแม่ทัพ คุณชายสามมาถึงแล้วขอรับ”
พ่อบ้านของจวน ได้เอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันดัง ด้วยเขาเอ่ยเรียกผู้เป็นนายอยู่หลายครั้ง ทว่าก็ไร้ซึ่งคำตอบใด ๆ
“หือ! น้องสามมาถึงแล้วรึ เช่นนั้นให้เขาไปรอข้าที่ห้องรับแขก ประเดี๋ยวข้าตามไป”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น หลังจากตื่นจากภวังค์ของความคิด ที่ตัวเขาพยายามสลัดมันออกไปจากหัว ทว่ามิอาจทำได้อย่างที่ใจคิด
“ขอรับท่านแม่ทัพ” พ่อบ้านชรารับคำ ก่อนจะรีบไปจัดการตามที่ผู้เป็นนายสั่ง
จ้านซือถง เรียกรองแม่ทัพมาสั่งงานต่อ ก่อนจะออกจากลานฝึก ตรงไปยังเรือนฉีอิง เพื่อรับภรรยามาร่วมมื้อค่ำ ซึ่งปกติแล้วเขาไม่เคยทำมันเลยสักครั้ง นับตั้งแต่แต่งงานกับนาง
ระหว่างทางเดินไปสวนดอกไม้ “ฮูหยิน แบบนี้ดีแล้วหรือเจ้าคะ” “สาวน้อยช่างถามนี่! ไยมักสงสัยในสิ่งที่ข้าทำนักนะ แบบนี้ดีแล้ว! การให้โอกาสมิใช่จะทำได้ทุกคนนะ พระชายารองเคยทำผิดแต่ไม่ได้ทำให้ผู้ใดถึงตาย ฉะนั้นนางสมควรได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่ หรือเจ้าคิดว่าข้าทำผิดเช่นนั้นรึ” “บ่าวไม่กล้าตำหนิความคิดของฮูหยินหรอกเจ้าค่ะ แต่เราจะเชื่อใจพระชายารองได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ ก็ในเมื่อนางทำให้ฮูหยินต้องถูกรังแก” ไป่ไป่พูดตามสิ่งที่เห็นมาตลอด นางเป็นสาวใช้ของท่านหญิงมาตั้งแต่ยังเล็ก มีหรือจะไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งนางในฐานะสาวใช้ข้างกาย ก็รับผลนั้นพร้อมกับผู้เป็นนายมาโดยตลอด “นี่ล่ะเขาเรียกตำหนิ เด็กคนนี้นี่ช่างน่าตีนัก จำไว้นะไป่ไป่ความเชื่อใจไม่อาจเห็นได้ในวันเดียว ทุกอย่างย่อมต้องใช้เวลา นับจากนี้ไม่ใช่เราที่ต้องพิสูจน์ แต่เป็นนางที่ต้องกระทำมันให้เราเห็น” “บ่าวจะพยายามเข้าใจเจ้าค่ะ” “ฮ่า ๆ เด็กน้อยนี่น่าชังนัก” กั๋วเจี่ยจวิ๋นหัวเราะร่า เมื่อได้ยินคำพูดของสาวใช้ ไป่ไป่ต้องเรียนรู้ชีวิตอีกมาก เร่งรัดสอนไป
“ท่านพ่อ” กั๋วอ๋องชะงักเท้าทันที ใบหน้าที่ทะมึนตึงในคราแรก พลันแย้มยิ้มอย่างยินดี เมื่อเห็นใบหน้าที่เขาสุดแสนจะคิดถึง “จวิ๋นเอ๋อร์ มาแล้วรึลูกพ่อ” “จวิ๋นเอ๋อร์คารวะท่านพ่อ ท่านแม่รอง” กั๋วเจี่ยจวิ๋นยังคงไม่ลืมมารยาทอันดี หญิงสาวย่อกายอย่างงดงาม ให้กับบิดาและมารดาเลี้ยง นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางได้พบหน้าพระชายารอง เพราะปกติแล้วบิดาจะไม่เคยให้มารดาเลี้ยง ได้ย่างกรายไปให้นางพบเห็น ในยามที่นางมาเยี่ยมเยียน พอนางได้ยินว่าบิดาอยู่ที่เรือนนี้ นางจึงฉวยโอกาสนี้ ดำเนินตามความตั้งใจหญิงสาวมองสำรวจมารดาเลี้ยงเพียงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ดูหน้าเกลียดจนเกินไปนัก นี่หรือ! สตรีผู้อาจหาญวางยาบุรุษ เพื่อแต่งเข้ามาเป็นภรรยาน้อยรอวันช่วงชิงตำแหน่งเมียเอกแม้ว่าอีกฝ่ายจะสามารถก้าวเข้าจวนมาได้ แต่ความหวังที่รอมานานก็ไม่เคยเป็นจริง จะว่าไปนางก็นับถือความรักของบิดาที่มีต่อมารดา อีกความรู้สึกหนึ่ง นางก็นับถือน้ำใจของมารดาเลี้ยงอยู่ไม่น้อย ที่ใช้เพียงมารยาของสตรีเพื่อเอาชนะใจบิดา แต่มิได้ลงมือทำร้ายมารดาของนางจนถึงชีวิต เช่นภรรยาน้อยบ้านอื่น ถึงกระนั้นก็
ยามบ่าย ณ จวนกั๋วอ๋อง สายตาดุดันของกั๋วอ๋อง กำลังมองคาดโทษภรรยาด้วยอารมณ์ ที่เต็มไปด้วยโทสะ เขากลับจากวังหลวงมิทันนั่งให้หายเหนื่อย ก็ต้องมาอยู่ตรงนี้เพื่อชำระความกับนางเสียก่อน “กี่ครั้งแล้วฟ่านหลิน กับเรื่องที่เจ้าทำโดยไร้การไตร่ตรอง” กั๋วอ๋องเอ่ยถามภรรยา ด้วยน้ำเสียงที่ข่มกลั้นโทสะเอาไว้อย่างที่สุด เขาไม่เคยอยากมานั่งอยู่ตรงนี้ โดยมีสตรีไร้จิตสำนึกเช่นนาง มาตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จให้เขารับฟัง ตลอดหลายปีที่เขาทนนิ่งเฉยกับการมีอยู่ของนาง มันก็มากจนเกินพอแล้ว แต่เขาไม่คิดว่าวันนี้ฟ่านหลินจะล้ำเส้นเขา ถึงขั้นเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับสิ่งของในเรือนของบุตรสาว “ข้าทำสิ่งใดผิดไปเจ้าคะ ไยท่านอ๋องต้องโกรธกริ้วถึงเพียงนี้ด้วยเล่าเจ้าคะ” “เจ้ายังมีหน้ามาย้อนถามข้า อีกเช่นนั้นรึ!” “ก็ข้ามิรู้นี่เจ้าคะ” “เก็บมารยาของเจ้ากลับไปใช้ที่อื่น ข้ามิใช่หมูที่จะเชื่อภาพลวงของคนเช่นเจ้า จะเสแสร้งต่อหน้าใครก็ได้แต่มิใช่ข้า” “ท่านอ๋อง! ข้าเป็นชายาของท่านนะเจ้าคะ ไยจึงได้พูดจาไร้ไม่ตรีกับข้าถึงเพียงนี้ด้วยเ
“ฮูหยินเจ้าคะ”ไป่ไป่เรียกเบา ๆ ด้วยเกรงว่าจะเป็นการรบกวนความคิดของผู้เป็นนาย หญิงสาวค่อย ๆ วางชาดอกเหมย ที่มีก้อนน้ำแข็งวางเรียงอยู่รอบถ้วยชา เพื่อเพิ่มความเย็นจากด้านนอก แทนการใส่ในถ้วยชาโดยตรง จะได้ไม่ทำให้เสียรสชาติ“มาแล้วรึ! ขอบใจเจ้ามากไป่ไป่”กั๋วเจี่ยจวิ๋นยกถ้วยชาขึ้นดื่ม หญิงสาวรู้สึกว่าทุกสิ่งที่นางได้สัมผัสมาตลอดหลายเดือน มันให้ความคลาสสิกไปอีกแบบ ขนาดน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ พวกนี้ หากมิร่ำรวยจริงหรืออาศัยในแถบหิมะ ยากนักจะได้ลิ้มลองมันสักก้อนนางไม่ได้สุขล้นหรือทุกข์จนทนไม่ไหว กับชีวิตใหม่ที่นางไม่คิดมาก่อนว่าจะได้สัมผัส แม้แต่การร่ำเรียนวิชาการต่อสู้ในยุคนี้ ซึ่งนางได้เรียนรู้โดยบังเอิญ แม้จะไม่ได้ชื่นชอบ แต่นางต้องฝึกฝนเพื่อเอาไว้ป้องกันตัวยิ่งชีวิตที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง นางยิ่งต้องผลักดันตนเองให้เทียบเท่าหรือเหนือกว่าศัตรูเท่านั้น จึงจะอยู่รอดในสภวะเช่นนี้ ทุกอย่างรอบตัวมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ กับการมีชีวิตให้สงบได้ในแต่ละวัน“ฮูหยิน ต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมหรือไม่เจ้าคะ”“ไปอุ่นน้ำแกงที่จะนำไปจวนอ๋องเถอะ ข้าจะไปอาน้ำสักหน่อย”“เช่นนั้นบ่าวจะไปเตรียมน้ำร้อนให้นะเจ้าคะ”
มิติคู่ขนาน “หากไม่มีคำสั่งจากข้า ใครก็ห้ามพบนาง” ร่างสูงก้าวออกจากห้องบรรพชนไปในทันที ปล่อยกั๋วเจี่ยจวิ๋นยืนอยู่เพียงลำพัง หญิงสาวทำได้เพียงนั่งคุกเข่าหน้าป้ายบรรพชน ตามคำสั่งของสามี ความผิดที่นางไม่ได้ก่อ ทำไมนางต้องรับมันไว้คนเดียวตลอดด้วยเล่า หญิงสาวมองไปยังแผ่นป้ายของบรรพชนสกุลหยวน หากนางไร้ลมหายใจก็ไม่อยากถูกรวมชื่อไว้ที่นี่เลยสักนิด ไม่รักนางมิถือสา แต่ทำไมเขาต้องลงโทษทั้งที่ไม่สืบหาความกระจ่างเสียก่อนเล่า “แค่ก ๆ” กั๋วเจี่ยจวิ๋นไอถี่ เมื่ออยู่ ๆ นางก็รู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมา ทั้งที่ทั่วทั้งห้องก็ไม่มีควัน หรือฝุ่นที่เป็นต้นเหตุให้ละคายเคืองสักนิด จะมีก็แค่ธูปหอมที่มีเพียงกลิ่นหอมจาง ๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นอะไรที่นางคุ้นชินดีอยู่แล้วดวงตาที่เคยมองทุกอย่างชัดเจน บัดนี้เริ่มพล่ามัวลงทุกขณะ สิ่งของโดยรอบดูบิดเบี้ยวอย่างไรไม่รู้ หญิงสาวพยายามยันกายลุกขึ้นยืน เพียงสองก้าวเท่านั้นร่างบางกลับทรุดฮวบลงกับพื้น กั๋วเจี่ยจวิ๋นพยายามที่จะพาร่างที่เริ่มสิ้นเรี่ยวแรง ไปที่ประตูเพื่อร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านนอกทว่าความพยายามของนาง หาได้เป็นอย่างที่ต
‘เจ้ายังแสดงได้ไม่ดีพอ หยวนปิงเชี่ย คนอย่างข้าถ้ากล้าเปิดประตูออก ย่อมต้องรู้แน่ชัดว่าคนด้านนอกคือผู้ใด’ กั๋วเจี่ยจวิ๋นรู้สึกเบื่อหน่ายในบางครั้ง กับการที่นางรู้หลายอย่าง แต่แสร้งเป็นคนโง่ที่ไม่รู้สิ่งใดเลย นางคือผู้รับผลประโยชน์ไม่ว่าจากฝ่ายใดก็ตาม และนางจะไม่สอดมือยุ่งเรื่องของใครทั้งนั้น งานและเงินคือสิ่งที่นางต้องรักษายิ่งชีพ หญิงสาวถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนจะเดินออกไปที่สวนดอกไม้ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์สักหน่อย เพราะนับจากวินาทีนี้ไป ทุกอย่างคงคุกรุ่นไปด้วยสงครามของสตรี และศึกลับ ๆ ของเหล่าผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายกั๋วเจี่ยจวิ๋นเดินไปนั่งยังโต๊ะหินกลางสวน ก่อนจะมองดูความงามของดอกไม้หลากสี ที่กำลังแข่งกันเบ่งบาน เพื่ออวดโฉมให้ผู้คนได้ชื่นชม ทำให้ภาพในอีกชีวิตของนาง ซ้อนทับเข้ามาให้ห้วงความทรงจำอย่างช้า ๆ “สวยมากเลยเจี่ยอี้” หญิงสาวในชุดเดรสสีหวาน เอ่ยชมเพื่อนสนิท ที่กำลังยืนโพสต์ท่าอยู่ท่ามกลางสวนดอกกุหลาบนับสิบไร่ จางเจี่ยอี้นักธุรกิจสาวไฟแรง ที่ควบตำแหน่งเจ้าของฟาร์มม้าแข่ง ที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย กำลังส่งยิ้มหวานกลับมาให้หลิวลี่ถิง ความ







