LOGINสาวรับใช้เยี่ยงข้า มีค่าพอให้ท่านแลเหลียวหรือไม่ หรือต้องเป็นสาวใช้ที่ต้องบำเรอรักให้ท่านต่อไป จนกว่าท่านจะเบื่อหน่ายแล้วผลักไสข้าไปให้พ้นทาง
View Moreแววตาที่ดูจริงจังของบิดา จ้องมองมายังหลิวหว่าอิ๋งอย่างดุดัน เมื่อบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยากำลังปฏิเสธคำขอของตน
“ท่านพ่อ อย่างไรข้าก็ไม่ยอม”
“หากเจ้าไม่ยอมไปเป็นอนุของท่านหวง การค้าของตระกูลเราได้ถูกเขาขัดขวางอีกเป็นแน่” ผู้เป็นบิดากล่าวเสียงแข็ง ไม่ยอมให้นางปฏิเสธ
“แต่ฮูหยินของท่านหวง มีชื่อเสียงเรื่องการข่มเหงอนุ รวมถึงท่านหวงเองที่ไม่พอใจอนุคนไหนก็ส่งไปที่หอนางโลม ข้าไม่อยากตกในสภาพนั้น ได้โปรด” หว่าอิ๋งขอความเมตตาจากบิดา
ตั้งแต่เล็กจนโต เขาละเลยไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตา ยิ่งเมื่อผู้เป็นมารดาจากไป นางก็อยู่ในบ้านตระกูลหลิวในฐานะที่ไม่ต่างกับหญิงรับใช้ แล้วอยู่ๆ กลับมาถูกบิดาสั่งให้นางไปเป็นอนุของชายวัยสี่สิบที่มีชื่อเสียงในด้านผู้หญิงที่ไม่ดีนัก
“เจ้ามีสิทธิ์ปฏิเสธคำสั่งของข้าด้วยหรือ เจ้ามีทุกวันนี้ได้ไม่ใช่เพราะบุญคุณของข้าหรืออย่างไร”
“ท่านพ่อ อย่างน้อยก็เห็นแก่สายเลือดของท่านในตัวข้า ได้โปรดอย่า...”
“มะรืนนี้ ทางนั้นจะส่งคนมารับเจ้าไป เตรียมตัวให้พร้อม อย่าให้ข้าต้องขายหน้า” ชายวัยกลางคนกล่าวเสียงเรียบ ไร้ซึ่งความเห็นใจ แล้วเดินจากไป ทิ้งให้บุตรสาวที่เขาไม่เคยเหลียวแลให้ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น
หว่าอิ๋งเดินกลับไปที่ห้องพักด้านหลังที่โกโรโกโส สภาพความเป็นอยู่ของเธอแย่ยิ่งกว่าสาวใช้บางคนที่นี่
อีกทั้งยังถูกเสี่ยวหลาน พี่สาวที่เกิดจากภรรยาเอกของบิดารังแก และยังถูกคนในบ้านข่มเหง คอยกลั่นแกล้งนางอยู่เสมอ
“ในเมื่อท่านพ่อไม่เคยเห็นว่าข้าเป็นลูก ข้าคงต้องขอเป็นลูกอกตัญญูแล้ว” นางพึมพำออกมาปนสะอื้น
นอนขดตัวร้องไห้กับโชคชะตาของตนเองหากต้องกลายเป็นอนุของชายที่แก่คราวพ่อ ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเรื่องความตัณหากลับ และมักส่งหญิงสาวที่เขาเบื่อหน่ายไปขายต่อยังซ่องชำเราให้บุรุษอื่นย่ำยี
**********************
หว่าอิ๋งไม่รอให้ถึงวันมะรืน นางเก็บเสื้อผ้าและของมีค่าเท่าที่มีมัดใส่ห่อผ้า เตรียมตัวหนีออกไปจากบ้านที่นางไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ปลอดภัยเลยสักครา
เมื่อยามอิ๋น (ช่วงเวลาประมาณตีสาม) มาถึง หว่าอิ๋งได้หลบออกไปทางด้านประตูหลัง จริงๆ นางไม่จำเป็นต้องแอบเลยด้วยซ้ำ เพราะนางไม่เคยอยู่ในสายตาของใครอยู่แล้ว
พอพ้นจากเขตบ้านตระกูลหลิวไปได้ นางจึงรุดเร่งเดินทางไปยังนอกเมืองอย่างไม่รู้จุดหมายปลายทาง ในตอนนี้นางแค่ต้องการไปให้ไกลมากที่สุด
สองชั่วยาม(สี่ชั่วโมง)ผ่านไป แสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้ภายในป่าทางด้านทิศเหนือของหมู่บ้านทำให้นางรู้ว่าตนเองเดินมาไกลมากแล้ว นางจึงหยุดพักที่ใต้ต้นไม้ ยกแขนขึ้นมาซับเหงื่อที่ผุดบนหน้าผากด้วยความเหนื่อยล้า
เสียงท้องของนางเริ่มดังเตือนเป็นนัยว่ามันต้องการการเติมเต็ม หว่าอิ๋งมีหมั่นโถวอยู่ในห่อผ้าสีฟ้าหม่นของนาง แต่ยังไม่ได้หยิบมันขึ้นมารองท้อง ด้วยเกรงว่าถ้าเดินทางไปไกลกว่านี้เสบียงอาจจะร่อยหรอลง ต้องอดกลั้นไว้จนกว่าจะเดินผ่านป่าแห่งนี้ไปเจอหมู่บ้านแห่งใหม่ที่อยู่ใกล้ๆ จึงจะกล้ากินเสบียงที่มี แล้วนำเงินติดตัวมาเพียงน้อยนิดซื้อเสบียงใหม่
‘เราต้องเตรียมน้ำด้วย’ นางนึกในใจ เพราะตื่นเต้นจากการหลบหนี จึงไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้
หว่าอิ๋งลุกขึ้นเดินมุ่งหน้าต่อไปตามทางเดินที่ปรากฏในป่าซึ่งเป็นเส้นทางการสัญจรหลัก แต่เมื่อนึกได้ว่าอาจโดนตามตัวกลับไป นางจึงเริ่มมองหาเส้นทางลัดเลาะเล็กๆ ที่มีร่องรอยการเดินทาง แล้วมุ่งหน้าไปตามเส้นทางนั้นแทน
เวลาผ่านไปนานหลายชั่วยาม หว่าอิ๋งไม่รู้ตัวว่าตนเองเดินทางมาไกลได้กี่ลี้แล้ว นางรู้สึกได้แค่ว่าตอนนี้ลำคอแห้งผาก และปวดฝ่าเท้า จึงตัดสินใจที่จะหยุดพักใกล้ๆ กับลำธารด้านหน้า ที่ได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ไม่ไกลจากจุดที่นางอยู่นัก
นางทรุดตัวนั่งที่ริมลำธาร ใช้มือวักน้ำขึ้นมาดื่มดับกระหาย และล้างหน้าให้รู้สึกสดชื่น ก่อนที่จะหยิบเอาหมั่นโถวขึ้นมากัดทาน ตั้งใจว่าจะทานเพียงกึ่งเดียว แต่เพราะความหิวโหยทำให้นางลืมตัวแล้วทานหมดไปทั้งลูก เหลืออีกลูกที่อยู่ในห่อ จึงรีบเก็บเอาไว้ เพราะไม่รู้ว่าคืนนี้นางจะเดินพ้นป่าแห่งนี้ไปเจอหมู่บ้านหรือไม่
“ให้ข้าหิวตายอยู่ในป่าแห่งนี้ ยังดีกว่าให้ท่านส่งข้าไปเป็นอนุของคหบดีใจโฉดนั่น” นางพึมพำตัดพ้อบิดาออกมาขณะที่นั่งพักอยู่ริมลำธารแห่งนั้น
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็มาเป็นเมียพวกข้าเถิด” เสียงเข้มและฟังดูเจ้าเล่ห์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
หว่าอิ๋งหันไปมองแล้วลุกขึ้นถอยหลังไปด้วยความตกใจ เมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนสามคน กำลังกอดอกยิ้มมองเธอด้วยสายตาที่กะลิ้มกะเหลี่ย
“นับว่าเป็นโชคดีของข้าจริงๆ ที่มาพบหญิงงามกลางป่าเช่นนี้ เหมือนฟ้ารู้ใจข้าว่ากำลังเกิดความกำหนัดจึงส่งสตรีผู้นี้มา”
สิ้นเสียงที่ฟังดูหื่นกระหายนั้น หว่าอิ๋งรีบหันหลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต นางไม่เสียเวลาหันกลับไปดูว่าพวกบุรุษท่าทางน่ากลัวเหล่านั้นจะตามมาหรือไม่ ใจคิดเพียงเอาตัวรอดในยามนี้
“โอ๊ย!” นางอุทานเสียงหลงเมื่อสะดุดรากไม้ล้มลงกับพื้น พอหันไปก็พบว่าทั้งสามคนกำลังย่างสามขุมเข้ามาหานางอย่างใจเย็น
‘หนีจากถ้ำเสือเจอดงหมาป่าโดยแท้ ทำไมข้าช่างโชคร้ายเยี่ยงนี้’ นางนึกในใจด้วยความหวาดหวั่น คิดแต่จะหนีบิดา แต่ลืมไปว่าระหว่างทางอาจเจออันตรายที่คาดไม่ถึง
“ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าไม่มีของมีค่าอันใดติดตัวมามากนัก มีเพียงกำไลหยกของมารดาเพียงชิ้นเดียว พวกท่านเอามันไปขายน่าจะได้หลายตำลึง” นางรีบละล่ำละลักบอกแล้วควานหากำไลยกที่จับฉลุลายเถาตำลึงด้วยทองเอาไว้
เหล่าโจรป่าหันไปมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมาเสียงกังวานลั่นป่า ขบขันที่นางนั้นโง่เขลา ที่ไม่รู้ว่าพวกเขานั้นต้องการทั้งของมีค่าและพรหมจรรย์ของนาง
**********************
เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ดังมาจากป่าอีกฟากหนึ่ง หยี่หานที่กำลังเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านของตน เขารีบเดินไปตามต้นเสียงแล้วพบกลุ่มชายฉกรรจ์ที่มีลักษณะเหมือนโจรผู้ร้ายกำลังช่วยกันขึงพืดหญิงสาวแล้วฉีกทึ้งเสื้อผ้าของนางอย่างบ้าคลั่ง
เสียงกรีดร้องที่ถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะนั้นทำให้หยี่หานไม่รอช้าที่จะเข้าไปช่วยเหลือนาง
แต่เนื่องด้วยตัวคนเดียว หยี่หานรู้ถึงขีดจำกัดของตนเอง เขาใช้เชือกมัดพุ่มไม้เข้าหากันทั้งสองฝั่ง โยงเชือกมาหาตัว แล้วดึงให้พุ่มไม้สั่นเหมือนดังว่าเขาไม่ได้มาคนเดียว
“พวกมันอยู่นั่น เข้าไปจับกุมเอาไว้” หยี่หานร้องตะโกนจากหลังพุ่มไม้ เหมือนกับว่าตนเองคือคนของทางการ แล้วจะมาตามจับพวกเขา
ทั้งสามคนรีบผละออกจากหว่าอิ๋งอย่างไม่คิดชีวิต เพราะต่างมีคดีติดตัวอยู่ และเข้าใจว่าหยี่หานมากันหลายคน เพราะเสียงพุ่มไม้ที่ดังรอบทิศทาง
เมื่อเห็นว่าพวกโจรไปไกลแล้ว หยี่หานจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือหญิงสาวที่นอนตัวสั่นอยู่ตรงพื้น เสื้อผ้านางหลุดลุ่ยเผยให้เห็นรอยจูบที่เนินอกที่พวกมันทิ้งรอยเอาไว้ โชคดีที่เขามาช่วยทัน ไม่อย่างนั้นนางคงถูกย่ำยีจากคนใจชั่วเหล่านั้น
“แม่นาง ข้ามาช่วยแล้ว”
“อย่าทำข้า ได้โปรด ข้ายอมแล้ว” หว่าอิ๋งหวาดกลัวจนไม่อาจรับฟังสิ่งที่เขาพูด
“ข้ามาช่วยเจ้า” หยี่หานพยายามอธิบาย แล้วหลับตาลงขยับสาบเสื้อของนางให้ปิดบังเนินอกอวบอิ่มนั้น
“ไม่!” นางร้องสุดเสียง เมื่อเห็นมือของเขายื่นเข้าใกล้ แล้วสลบไสลไปด้วยความหวาดกลัว
หยี่หานหันไปมองรอบๆ หากทิ้งนางไว้ที่นี่คนเดียวคงดูไร้ซึ่งมนุษยธรรม จึงรีบจัดอาภรณ์สีหม่นที่บ่งบอกฐานะอันต้อยต่ำนั้นให้นาง แล้วอุ้มหว่าอิ๋งขึ้นมาไว้ในวงแขน ตัดสินใจพานางกลับไปกับเขาด้วย
**********************
การทานอาหารในมื้อค่ำของทั้งคู่เต็มไปด้วยความเงียบงัน หว่าอิ๋งก้มหน้าก้มตาทานอาหารตรงหน้า พยายามทำตัวปกติเพื่อลดความตึงเครียดลงหยี่หานวางตะเกียบลงแล้วมองหน้านาง ตัดสินใจที่จะพูดอะไรบางอย่างในตอนนี้ ก่อนที่นางจะหลบเข้าห้องไปแล้วไม่ได้คุยกัน“เรื่องเมื่อคืนนี้...”“เรื่องเมื่อคืนที่เกิดขึ้น จงลืมมันไปเถิดเจ้าค่ะ คุณชายอย่าได้พูดถึงมันอีกเลย” หว่าอิ๋งรีบพูดออกมา ให้นางเป็นฝ่ายถอยออกมาดีกว่าให้เขาต้องพูดจาให้นางเจ็บช้ำ“ทำไมเล่า ในเมื่อข้าทำผิดต่อเจ้าถึงสองครั้ง ไยเจ้าต้องทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”“เรื่องของข้ามันไม่ใช่เรื่องที่คุณชายควรกังวลใจ ตอนนี้ท่านมีหน้าที่อ่านตำราและฝึกฝนเตรียมตัวสอบเท่านั้น อย่าได้นำมันมาใส่ใจเลยเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้คิดมากอันใด ไยคุณชายต้องคิดมากแทนข้าด้วยเล่า” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่สดใส“นี่เจ้า...”“อย่าลืมนะเจ้าคะ ว่าคุณชายจะเข้าสอบเพื่อจุดหมายอันใด ที่ผ่านมาเป็นเช่นไรก็ขอให้เป็นดังเดิม อีกสองเดือนข้าก็จะไปจากที่นี่แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นเราคงไม่ได้พบเจอกันอีก ท่านไม่ต้องกังวลว่าข้าจะเรียกร้องอันใดจากท่าน เพราะทุกอย่าง..ข้าเต็มใจ” หว่าอิ๋งเอ่ยเสียงเบาในตอนท้าย ทำให้
ในตอนเช้าหว่าอิ๋งที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็อมยิ้มที่ตอนนี้ตนเองอยู่ในอ้อมกอดของหยี่หาน นางค่อยๆ ลงจากเตียงแล้วหยิบอาภรณ์ขึ้นมาสวมใส่ ใช้มืออังที่หน้าผากของเขาพบว่าไข้ลดลงมากแล้วจึงยิ้มออกมาอย่างวางใจนางช่วยใส่กางเกงให้กับเขาเพียงตัวเดียวเพราะเกรงว่าถ้าขยับมากกว่านี้เขาจะตื่น จึงห่มผ้าให้เขาแล้วออกไปทำอาหารเช้าทิ้งเอาไว้ให้ ก่อนจะเดินออกไปให้อาหารเป็ดและรดน้ำสวนผักที่ตอนนี้พึ่งลงแปลงใหม่หลังจากขายผลผลิตไปเมื่อวันก่อนหยี่หานตื่นมาด้วยอาการหนักอึ้งที่ศีรษะ เขารู้ตัวว่าเมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้น และมั่นใจว่ามันไม่ใช่ครั้งแรกตอนนั้นที่หว่าอิ๋งทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วหลอกให้เขาเข้าใจผิดว่ามันคือความฝัน นางคงมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ไม่ยอมพูดความจริงกับเขาเขาลุกขึ้นสวมใส่เสื้อผ้าแล้วเดินออกไปที่ห้องโถงเล็กๆ กลางบ้านที่มีโต๊ะอาหารวางอยู่อาหารบนโต๊ะยังคงอุ่นอยู่แต่ไม่มีข้าว เขาจึงเดินเข้าไปในครัวพบว่านางทำซีฟั่น(ข้าวต้ม)เอาไว้ในหม้อต้มอุ่นอยู่บนเตาที่เอาฟืนออกไปจำนวนหนึ่ง จึงตักใส่ถ้วยมาทานกับอาหารที่นางเตรียมเอาไว้ให้บนโต๊ะนางไม่เคยอยู่รอทานอาหารเช้าด้วยกันเพราะนางต้องออกไปทำงานในสวนผักและรอต้อน
เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงคืนวันเพ็ญตามที่นัดหมาย หยี่หานจึงออกไปรอหญิงคนรักที่จุดนัดพบ ด้วยรอยยิ้มที่ดูมีความสุขและอิ่มเอมหัวใจเขาเดินไปมาที่ศาลานั้นอย่างตื่นเต้น สักพักก็เริ่มกระวนกระวายเพราะเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเหว่ยฟางจะมาที่นี่‘หรือว่านางมาไม่ได้ บิดาของนางต้องจับได้แน่ๆ’ หยี่หานคิดอย่างวิตกกังวล ห่วงว่าเจาหรูจะจับได้ตอนที่นางลักลอบออกมาแล้วลงโทษนางแต่บัณฑิตหนุ่มก็ยังไม่ไปจากตรงนั้น เกรงว่าหากเขากลับไปอาจจะสวนทางกับนางที่อุตส่าห์ลอบหนีออกมาเจอเขาได้ จึงยังคงรอนางด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความหวังผ่านไปครึ่งค่อนคืนหยี่หานที่เผลอหลับไปสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาเพราะถูกแมลงรบกวนและรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวราวกำลังจะมีไข้‘นี่ก็ดึกมากแล้ว นางคงไม่มาแล้ว’ เขามองไปรอบๆ ไม่เห็นวี่แววว่านางจะมาตามที่นัดหมาย จึงตั้งใจจะฝ่าความมืดกลับไปแต่ยังไม่ทันที่เขาจะเดินออกจากศาลา ก็เห็นแสงไฟจากตะเกียงกำลังมุ่งตรงมาทางเขา ทำให้หยี่หานนั้นยิ้มกว้างออกมา รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ในที่สุดเหว่ยฟางก็ลอบออกมาพบเขาได้สำเร็จเงาของสตรีที่ถือตะเกียงน้ำมันนั้นเดินเข้ามาหาเขาใกล้ๆ หยี่หานลดย
หว่าอิ๋งนั่งปักผ้าอยู่ใต้ร่มไม้ที่อยู่ข้างบ้าน ฟังหยี่หานดีดพิณบรรเลงในยามสายแล้วยิ้มออกมาขณะที่ปักลายนกกระยางที่เถ้าแก่ร้านผ้าร้องขอมาความสามารถของหยี่หานนั้นมีมากพอตัว นางมั่นใจว่าบัณฑิตซิ่วไฉ่คนนี้จะเป็นบัณฑิตจวี่เหรินในอนาคตอันใกล้นี่แน่นอนใบหน้าที่เขาที่ดูงดงามราวกับสตรี ผิดแค่คิ้วที่ดกหนาดั่งคันศรกับริมฝีปากของเขาเท่านั้นที่ไม่ใช่คำพูดที่อ่อนนุ่ม จิตใจอ่อนโยน ท่าทางที่ดูสุขุมและท่าเดินที่ยืดตัวตรงของเขานั้น ทำให้เขาดูสง่างาม เปรียบดังต้นหยกเล่นลมที่ทำให้สตรีทุกคนต้องหันมามองหากเขาไม่พลาดการสอบครั้งที่แล้ว หว่าอิ๋งคิดว่าสตรีทุกนางในหมู่บ้านย่อมอยากที่จะมาเสนอตัวเป็นฮูหยินของเขาแข่งกับคุณหนูตระกูลโจวเป็นแน่‘ขนาดข้าเองก็ยังอยากเป็นฮูหยินของท่าน แต่ข้าคงไร้วาสนา’ นางได้แต่คิดริษยาโจวเหว่ยฟาง อยากเห็นเหลือเกินว่าหน้าตานางจะงดงามเพียงใด ถึงทำให้หยี่หานรักนักหนาสิ้นเสียงพิณของหยี่หาน เขาเดินมาหาหว่าอิ๋งที่ใต้ร่มไม้ มองนางที่ถือเข็มในมือค้างเอาไว้ แล้วมองเหม่อไปที่แปลงผักใกล้ๆ ทำให้เขาสงสัยว่านางกำลังนึกอันใดอยู่บัณฑิตหนุ่มหน้าหยกเอามือขัดหลัง ก้มตัวลงยื่นหน้าเข้าไปใกล้นางจากด้าน