LOGINไอดอลหนุ่มที่บูชาสาวอ้วนจนตาย ได้เกิดใหม่ในยุคโบราณพร้อมภรรยาอ้วนที่น่ารักเกินต้าน เขาอยากบูชาสาวอ้วนทุกคน แต่หัวใจก็พ่ายแพ้ให้กับภรรยา…หรือสุดท้ายเขาต้องมีนางเพียงผู้เดียว? ไม่นะ! เขาเป็นของทุกคนนนนน *** “เจ้างดงามนัก ลี่เอ๋อร์ เจ้าเป็นเทพธิดาจำแลงใช่หรือไม่” ฟางหลินเฉินคุกเข่าลงตรงหน้าของภรรยาและกอดเอวกลมอวบอ้วนของนางไว้ “ท่าน..ท่านพี่” หลิวลี่อินมองไปรอบๆ นางกังวลว่าอาจมีคนเห็นพวกเขาแสดงความใกล้ชิดมากเกินไปเช่นนี้ และอาจถูกตำหนิ แต่รอบๆ กลับไม่มีผู้ใดเลย อีกทั้งประตูหน้าต่างของห้องโถงก็ถูกปิดมิดชิดเรียบร้อยแล้ว “เจ้าตัวหอมยิ่งนัก” เขาสูดดมกลิ่นดอกไม้แห้งจากตักของภรรยาอย่างหลงใหล “เอ่อ..ข้ากำลังเย็บถุงหอมอยู่เจ้าค่ะ จึงเตรียมดอกไม้หอมไว้บ้าง..หากท่านพี่ชอบ ข้าจะ..” “ข้าชอบ..แต่ชอบดมจากตัวเจ้ามากกว่า” ฟางหลินเฉินวนเวียนอยู่บนตักของภรรยา เขาค่อยๆ ลากปลายจมูกไปตามแนวพุงกลมของนางแผ่วเบา ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ “ท่าน..ท่านพี่..” หญิงสาวเสียงสั่น เพราะรู้สึกว่าเขากำลังแทรกตัวเข้ามาระหว่างขาของนาง ***
View Moreหลังจากที่ตระกูลฟางมาอาศัยอยู่ในจวนหลิวคับแคบได้เกือบเดือน ในที่สุดนางเจินหมานก็เพิ่งลากตัวสามีกลับจวนฟางได้เพราะต้องมีผู้นำในการทำการค้า หลิวฟู่จงเฝ้ามองรถม้า และคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสใกล้ชิดหลานชายแล้วแต่หลายสิ่งไม่เป็นดังคาด..ในห้องโถงใหญ่ของตระกูลหลิว บรรยากาศอำมหิตแผ่ซ่านไปทั่ว เมื่อบิดาและสามีของหลิวลี่อินต่างพากันแย่งอุ้มลูกชายของนาง บุรุษอายุมากผู้หนึ่งที่มักสงบนิ่งเยือกเย็นเสมอ และอีกคนที่ยังหนุ่มแน่นเย่อหยิ่งหน้าหนา พวกเขากำลังกลายเป็นคู่แข่งที่ดุเดือดในการแย่งชิงอุ้มเด็กน้อย“ข้าเป็นตา! ข้าควรจะได้อุ้มก่อน!” หลิวฟู่จงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยเสียงแข็งกระด้าง ขณะยื่นมือมาทางหลานชายที่อยู่ในอ้อมแขนของฟางหลินเฉิน“แต่ข้าเป็นบิดาของเขา ข้าก็ต้องการอุ้มบุตรของข้าบ้างนะ ท่านพ่อตา” ฟางหลินเฉินยิ้มบางๆ พลางเบี่ยงตัวออกห่างจากมือของเจ้ากรมหลิวเล็กน้อย ไม่ยอมให้อีกฝ่ายแตะตัวลูกชาย&l
ในทุกวันที่หลิวลี่อินไปสอนในสถานศึกษาสำหรับสตรี ฟางหลินเฉินมักตามติดนางไปด้วย ทำตัวเป็นคนรับใช้ของภรรยาอย่างเต็มใจและขยันขันแข็ง แม้ว่าขนบธรรมเนียมจะบ่งบอกว่าภรรยาควรเป็นผู้ดูแลสามี แต่เขาก็ไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านั้น ด้วยใจที่มุ่งมั่นจะบูชาภรรยาด้วยการดูแลของเขาทุกเช้า เขาจะปัดกวาดที่นั่งของภรรยาในห้องเรียนด้วยตัวเอง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าโต๊ะและเก้าอี้ของนางสะอาดเรียบร้อย หลังจากนั้น เขายังจัดเตรียมอาหารว่างสำหรับหลิวลี่อิน โดยจัดใส่จานอย่างปราณีต สิ่งที่หลิวลี่อินต้องทำก็เพียงนั่งลงและอ้าปาก เพราะเขาจะคอยป้อนใส่ปากของนางอย่างบรรจงไม่เพียงแค่นั้น ฟางหลินเฉินยังถือกล่องเครื่องเขียนของนางทุกครั้ง เดินตามไปทุกที่ นั่งเฝ้านางอยู่ใกล้ๆ ขณะนางสอนเหล่าสตรีร้องเพลงและบรรเลงดนตรี ราวกับเงาที่ไม่เคยห่างหายทุกการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยความเอาใจใส่และความรักที่แสดงออกอย่างชัดเจนเกินกว่าที่สามีในยุคนั้นจะทำกันได้ ทว่าความรักของเขานั้นกลับยิ่งลึกซึ้งเมื่อถึงเวลาพักผ่อน
ฟางหลินเฉินเดินไปเดินมานอกห้องคลอด ใจเต้นระรัวและเหงื่อซึมทั้งฝ่ามือ เขาไม่เคยรู้สึกกังวลเช่นนี้มาก่อน ตั้งแต่ที่เขาจำความได้ ทั้งชีวิตเขาเต็มไปด้วยความสามารถ เขารู้ว่าหากเขาพยายามย่อมเกิดผลดีตามมา เขามีความสามารถพอจะทำเพื่อสิ่งต่างๆ อยากได้สิ่งใดก็ต้องลงมือทำแต่ในวันนี้ ชะตากรรมของอีกสองชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขา ร่างเล็ก ๆ ที่กำลังจะเกิด และหลิวลี่อิน ภรรยาของเขาที่กำลังร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด โดยไม่อาจทำสิ่งใดได้เลยเขาเคยรู้สึกหงุดหงิดกับเด็กในครรภ์ที่ทำให้หลิวลี่อินไม่สามารถกินอาหารได้ตามปกติ นางอ่อนแรงและต้องได้รับการดูแลตลอดเวลา และสิ่งที่ทำให้เขาหนักใจที่สุดคือการที่เขาไม่สามารถนอนร่วมกับนางได้เหมือนเคย แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความรู้สึกในขณะนี้ เสียงร้องของนางดังขึ้นทุกครา ทำให้เขาเจ็บปวดแทบใจขาด“เธอต้องปลอดภัย!” ฟางหลินเฉินพึมพำกับตนเอง เสียงแผ่วเบาที่แฝงไปด้วยความห่วงใย“นางจะไม่เป็นไร ไม่
เรื่องนี้ทำให้ทุกคนงงงันไม่ต่างกัน ฟางเซิ่งฝูและนางเจินหมาน บิดามารดาของฟางหลินเฉินไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดบุตรชายผู้เคยกระตือรือร้นกับการเพิ่มอนุถึงกับเปลี่ยนใจในพริบตาแม้กระทั่งหลิวฟู่จง บิดาของหลิวลี่อินก็งงงันที่เห็นลูกเขยผู้ไม่เคยสนใจเรื่องการศึกษากลับมุ่งมั่นสร้างสถานศึกษาสำหรับสตรีขึ้นมาเช่นนั้น ทั้งยังยกย่องบุตรสาวของเขาให้เป็นอาจารย์ผู้สอน นางมีทั้งเกียรติและศักดิ์ศรีสูงส่ง เขาผู้เป็นบิดาจึงภูมิใจยิ่งนักแต่ผู้ที่ดูจะตกใจมากที่สุดกลับเป็นแม่เลี้ยงและน้องสาวของหลิวลี่อิน พวกนางที่เคยคิดว่าหลิวลี่อินจะโดนสามีทอดทิ้ง หลังจากที่หลิวฟู่จงไปรับนางกลับบ้านเดิมพวกนางยังกลั่นแกล้งให้หลิวลี่อินทำงานบ้านหลายอย่างโดยที่หลิวฟู่จงไม่รู้ ยามนี้กลับต้องเห็นนางกลายเป็นอาจารย์ผู้สอนในสถานศึกษาใหญ่โตที่ฟางหลินเฉินตั้งใจสร้างเพื่อยกย่องความสามารถของนางน้องสาวของหลิวลี่อินแสดงความอิจฉาอย่างชัดเจน นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดฟางหลินเฉินจึงเลือกที่จะทุ่มเทเพื่อพี่สาวท
“ไม่ต้องกังวล ข้าได้ส่งเสี่ยวฮวา สาวใช้และมาม่าเก่าแก่หลายคนไปช่วยดูแลนางแล้ว เจ้าไม่มีอะไรต้องวิตก” มารดาของเขาหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจคำพูดของมารดาไม่ได้ปลอบประโลมหัวใจของฟางหลินเฉินแม้แต่น้อย แทนที่จ
แม้เรื่องเรียนกับพ่อตาหลิวฟู่จงจะล้มเหลว แต่ด้วยความพยายามฝึกฝนของฟางหลินเฉิน ทำให้ฟางเซิ่งฝูไม่ได้พูดอะไรมาก ที่จริงเขาแทบอยากจะไปตามหาเรื่องหลิวฟู่จงเพราะตีมือลูกชายของเขาจนบวมและช้ำเขียวอยู่หลายวัน แต่ก็ทำได้แค่คิด พ่อค้าวาณิชต่อให้ขวัญกล้าและร่ำรวยเพียงใดก็ไม่อาจบุกไปหาเรื
ปลายยามเหม่า[1] ท้องฟ้าที่เป็นเคยสีเทาก็สว่างไสว รถม้าเริ่มชะลอตัวลงเมื่อมาถึงประตูจวนขุนนางเจ้ากรมกองสังคีต ไม่ได้เป็นจวนที่ใหญ่มากอะไร เพียงแต่ด้านหน้าประตูกลับมีตัวอักษรที่งดงามมากเขียนไว้ว่า คีตาจรรโลงใต้หล้าบทกวียิ่งใหญ่ ตัวอักษรทรงพล
ครั้งนี้เป็นการประลองต่อหน้าพระพักตร์ฮองเฮา ทั้งยังมีฝูงชนและปัญญาชนมากมาย ฟางหลินเฉินไม่รู้สึกว่าตัวเองจะแพ้เลยสักนิด เขาเคยเป็นไอดอลที่มากความสามารถถึงขั้นชนะคนเป็นร้อยเป็นพันจนได้รับคัดเลือกให้เดบิวต์ ศาสตร์ทั้งหกอะไรนั่น เขาศึกษามาอาจจะมากกว่าคุณชายตระกูลสูงศักดิ์บางคนเสีย

















