LOGINนักฆ่าร่างยักษ์สวมเกราะหนังหนา หน้าตาเหี้ยมเกรียมมีแผลเป็นลากยาวตั้งแต่หางคิ้วถึงริมฝีปาก มันหัวเราะเยาะพร้อมกับยื่นมือหยาบกร้านหมายจะเข้ามาเชยคางเรียวของนางด้วยความอาจหาญ“ถอยไป! อย่าบังอาจมาแตะต้องเรา!” จ้าวชิงสะบัดพระพักตร์หลบด้วยความรังเกียจ พระเนตรถลึงมองอีกฝ่ายอย่างดุดันแม้พระวรกายจะสั่นเทา“ปากดีนัก! ระวังหัวหลุดจากบ่าก่อนจะได้เห็นหน้าแม่ทัพของเจ้าเถอะ!” นักฆ่าโมโหเงื้อมือขึ้นหมายจะตบสั่งสอนด้วยความเกรี้ยวกราดฉับพลัน!สายลมเย็นยะเยือกพัดกรรโชกเข้ามาในถ้ำจนคบเพลิงวับแวมเกือบดับลง พร้อมกับเสียงแหวกอากาศอันรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด!ฉึบ!ประกายแสงสีเงินวาววับพาดผ่านความมืดในพริบตาเดียว ศีรษะของนักฆ่าร่างยักษ์หลุดกระเด็นออกจากบ่า เลือดสีแดงฉานพุ่งทะลักราวน้ำพุก่อนที่ร่างไร้หัวจะล้มฟาดลงกับพื้นเสียงดังสนั่น!“อึก!!” จ้าวชิงเบิกพระเนตรกว้างด้วยความตกใจ อ้าพระโอษฐ์ค้างด้วยความตื่นตะลึง ภาพที่ปรากฏเบื้องพระพักตร์คือร่างสูงสง่าในชุดเกราะสีดำสนิทที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อและคราบเลือด ไอสังหารอันรุนแรงและเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างนั้นจนรอบบริเวณราวกับอุณหภูมิลดฮวบลงถึงจุดเยือกแข็ง ดวงตาคม
“เส้นทางหน้าผาหลังหุบผานั้น... ชันและอันตรายยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ มีลมพัดกรรโชกแรงตลอดเวลา พลาดพลั้งเพียงนิดเดียวคือร่างดิ่งลงสู่เหวลึกไร้ก้นบึ้ง” กวนซานสูดหายใจเข้าลึกเมื่อนึกถึงภูมิประเทศดังกล่าว“ต่อให้ต้องแลกด้วยเหวลึกหรืออเวจี หากที่ปลายทางคือชีวิตขององค์หญิงจ้าวชิง ข้า... ไป๋เหวินหลง ก็ไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย!” คำพูดเด็ดขาดราวดั่งประกาศิตสวรรค์ทำให้ทุกคนในกระโจมถึงกับเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าเอ่ยคัดค้านสิ่งใดอีก ความจงรักภักดีและความรู้สึกที่ซ่อนเร้นลึกซึ้งของแม่ทัพหนุ่มที่มีต่อองค์หญิงนั้นประจักษ์ชัดแก่สายตาทุกคน“ราชสาร์นจากฝ่าบาท!!” ทหารหลวงคนนึงลงมาจากหลังม้าอย่างเร่งรีบ“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้แม่ทัพไป๋เหวินหลงนำกองกำลังไปปราบศัตรูที่จับองค์หญิงเป็นตัวประกัน ทั้งยังมอบหมายให้องค์รัขทายาทห่าวหรานมาควบคุมทหารในสนามรบเปี้ยนจิ้ง!!” “เช่นนั้นทางนั้นก็ไม่น่าหวง องค์รัชทายาททรงปรีชาเรื่องรบ ทางนี้เราจัดการกันต่อเถอะ!!”การประชุมวางแผนดำเนินต่อไปอย่างเคร่งเครียดนานนับชั่วยาม รายละเอียดทุกกระเบียดนิ้วถูกตระเตรียมอย่างรอบคอบ ตั้งแต่การจัดแบ่งกำลังทหารส่วนหนึ่งคอยตรึงกำลังล่อหลอกที่หน้าปากหุบผาเพื
สิ้นคำรายงานนั้น บรรยากาศรอบกายของไป๋เหวินหลงราวกับหยุดนิ่งลงในฉับพลัน เสียงการต่อสู้รอบด้าน เสียงดาบ เสียงคำราม ราวกับถูกกลืนหายไปในความเงียบงันชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่ไอสังหารอันรุนแรงและน่าสะพรึงกลัวจะทะลักทะลายออกจากร่างของแม่ทัพหนุ่มราวกับพายุคลั่งมือแกร่งที่กำด้ามทวนมังกรทมิฬบีบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นัยน์ตาคมกริบฉายแววโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโชน แคว้นเปี้ยนจิ้งเกือบจะแตกพ่าย และยังมีศัตรูที่ยังขับไล่ไม่หมด แต่หัวใจของเขากลับกระชากวูบลงไปถึงตาตุ่มเมื่อได้ยินว่าสตรี ผู้ที่เขาแอบรักมาเนิ่นนานตกอยู่ในอันตราย“พวกมัน... กล้าดียังไง!” ไป๋เหวินหลงคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวจนสะเทือนไปทั่วบริเวณ ก่อนจะกระชากบังเหียนม้าศึกหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว พุ่งทะยานออกนอกสนามรบมุ่งตรงสู่ทิศเหนือทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย!“พวกเจ้าจัดการทางนี้!! เก็บกวาดให้หมด!! ที่เหลือตามข้ามา!!”ภายในกระโจมบัญชาการรบชั่วคราวที่ตั้งอยู่ลึกเข้ามาจากแนวหน้า แสงจากคบเพลิงสาดส่องกระทบกับเงาของแผนที่แผ่นใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้เนื้อหยาบ บรรยากาศภายในกระโจมเต็มไปด้วยความตึงเครียดและกดดันชนิดที่แทบจะหย
ย้อนไป10ปีก่อนสนามรบเบื้องหน้าเปี้ยนจิ้งในยามนี้มิใช่ทัศนียภาพที่น่ามองอีกต่อไป ผืนดินที่เคยเขียวขจีบัดนี้ถูกย้อมด้วยสีชาดของโลหิต กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนไปกับไอหมอกหนาทึบและควันไฟจากการเผาไหม้ รวมถึงเสียงกรีดร้องโหยหวนของทหารที่บาดเจ็บ เสียงเหล็กกระทบเหล็กดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของพญามาร เสียงฝีเท้าม้าและเสียงคำรามก้องของกองทัพศัตรูที่โหมบุกเข้ามาประชิดกำแพงเมืองราวกับคลื่นทะเลคลั่งที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งให้พินาศบนหลังม้าศึกสีดำสนิทร่างสูงสง่าของ ไป๋เหวินหลง แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น แผ่รังสีสังหารอันเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัวออกมาจนรอบกายแทบจะไร้ผู้คนกล้าเข้าใกล้ ดวงตาคมกริบราวกับพญาอินทรีจับจ้องไปยังกองทัพข้าศึกที่ดาหน้าเข้ามาดั่งคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่า “ท่านแม่ทัพ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เราอาจจะต้านไม่อยู่!!” ทรงผมยาวที่มัดรวบไว้สะบัดพลิ้วไปตามแรงลม พร้อมกับชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทที่ประดับลวดลายมังกรทะยานฟ้า บัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ ของศัตรูที่กระเด็นมาเกาะกรังในมือแกร่งของไป๋เหวินหลงคือ ทวนมังกรทมิฬ อาวุธคู่กายน้ำหนักเจ็ดชั่งที่แผ่ไอความเย็นยะเยือกออกมาทุกคราที่มันเคลื่อ
ข่าวเรื่องในราชสำนักเรื่องลือกันจนไกลถึงเป่ยโจว จนทั้งคู่ต้้งมาเยี่ยมเยียนวังหลวงแห่งนี้“เหตุใดสายพระเนตรจึงเฉียบคมนักเพคะ” ไป๋รั่วซีและห่าวหรานที่วันนี้พาองค์ชายน้อยมาเยี่ยมเฉิงไทเฟยที่เมืองหลวง ฮองเฮาหว่านหรงที่ทราบข่าวรีบส่งจดหมายเชิญให้เข้าไปพำนักในวังหลวงทันที ตอนนี้ทั้งสี่คนจึงนั่งจิบน้ำชากันอยู่ในสวนหลวง“เพราะท่านพี่สอนข้าเสมอว่า…แค่เพราะเราดีกับคนอื่นอย่าคิดว่าคนอื่นจะดีกับเรา การล้างบางครั้งนี้เป็นการหว่านแหที่ได้ปลาตัวใหญ่มา ทั้งๆที่ข้าคิดว่าไม่มีขุนนางที่ทำตัวเป็นปลวกแทะไม้แล้วแท้ๆ” ฮ่องเต้ซีอวิ๋นที่อุ้มหลานน้อยตอบอย่างชัดเจน“ขุนนางพวกนี้กระทำมาตั้งแต่เสด็จพ่อขึ้นครองบัลลังก์ใหม่ๆ ดีที่ฝ่าบาทไหวพระองค์ทัน มิเช่นนั้นเมืองหลวงต้องเกิดวิกฤตขาดแคลนอาหาร” ห่าวหรานชื่นชมพระปรีชาของฮ่องเต้ซีอวิ๋นไม่น้อย “นั่นสิ หากไม่ใช่เพราะพ่อค้าเกลือที่ประมูลใบค้าเกลือมาอย่างถูกต้องฆ่าตัวตาย ข้าคงโง่งมอยู่นาน”“เอาเถอะอย่างไรก็ผ่านไปแล้ว จากนี้จะมีแต่ขุนนางที่เข้ามาด้วยการสอบวัดระดับอย่างถูกต้อง การทำงานที่ดี คือการใช้คนเป็น ฝ่าบาททรงมีพระปรีชามากจริงๆ” การลื้อระบบขุนนางใหม่ ทำให้ระเบียบที่
สีหน้าของเสนาบดีฝ่ายซ้ายและพรรคพวกเปลี่ยนสีทันที ความตกใจฉายชัดขึ้นในแววตาเมื่อถูกกระชากหน้ากากกลางท้องพระโรง ทว่าพวกมันยังคงกัดฟันเถียงเสียงแข็ง "ฮองเฮาตรัสเช่นนี้โปรดมีหลักฐาน! การที่พระองค์ทรงกระทำการตามอำเภอใจโดยไม่มีพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้มาประทับยืนยัน ถือเป็นความผิดมหันต์! หากฝ่าบาททรงสิ้นพระชนม์ไปแล้วหรือเกิดเหตุอันใดขึ้น พระองค์ต้องรับผิดชอบต่อแผ่นดิน!""ใครบอกพวกเจ้าว่า... ฝ่าบาททรงสิ้นพระชนม์แล้ว?" สุรเสียงทรงอำนาจอีกสายหนึ่งดังแทรกขึ้นอย่างเฉียบขาด ราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางท้องพระโรง ทันใดนั้น ประตูทองคำบานใหญ่ก็เปิดออกพร้อมกับแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องเข้ามา อาภรณ์สีทองปักลายมังกรสะท้อนประกายระยับ ร่างสูงสง่าคุ้นตาของบุรุษผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งต้าเซี่ย ‘ฮ่องเต้ซีอวิ๋น’ ก้าวพระบาทเข้ามาด้วยพระวรกายที่แข็งแกร่ง สง่างาม และเปี่ยมด้วยพระบารมีอันน่าเกรงขามอย่างเต็มเปี่ยม!ความเงียบสงัดช็อกขีดสุดเข้าปกคลุมท้องพระโรงในทันที บรรดาขุนนางที่เคยยืนหยัดผยองพากันเบิกตากว้างจนแทบถลน อ้าปากพะงาบๆ สั่นสะท้านไปทั้งร่างราวกับเห็นผีสางในเวลากลางวัน เสนาบดีฝ่ายซ้ายถึงกับเข่าอ่อนทรุดฮวบลงไปกองกับ







