ก๊อกๆๆๆ
เสียงเคาะประตูจากท่านชายทำให้พุดต้องลุกขึ้นไปเปิดประตูแบบเสียไม่ได้ ท่านชายเดินตามเข้ามาในห้อง ส่วนเจ้าของห้องกลับไปนั่งทำท่าอ่านหนังสือไม่รู้ไม่ชี้ที่ปลายเตียง
“เป็นอะไรไป วิ่งหนีกลับมาคนเดียวทำไม ถือขนมมาให้พี่มิใช่หรือ?”
“ใครวิ่งหนี? กระหม่อมแค่เป็นคนมีมารยาท”
คนตอบเสียงบูดบึ้งทำให้ท่านชายเดินไปนั่งลงข้าง ๆ แย่งหนังสือออกมาวาง และจับไหล่คนตัวเล็กให้หันหน้ามาทางตน
“มองหน้าพี่แล้วตอบมา พ่อพุดกำลังน้อยใจพี่ ใช่หรือไม่”
พุดเริ่มรู้สึกประหม่าเพราะโดนพี่ชายไม่แท้พูดจี้ใจดำ
“นะ...น้อยใจอะไรกระหม่อม ฝ่าบาทเข้าพระทัยผิดแล้ว กระหม่อมเป็นชายชาตรีไม่น้อยใจอะไรไร้สาระเช่นนั้นหรอก”
“ฝ่าบาท? กระหม่อม?...เจ้ารู้หรือไม่ เวลาเจ้าน้อยใจพี่ มักจะใช้ถ้อยคำห่างเหินเช่นนี้เป็นประจำ เด็กน้อย...”
“กระหม่อมมิใช่เด็กน้อยแล้ว ครบ 20 ปีบริบูรณ์ไปเมื่อเดือนก่อน ฝ่าบาทจำมิได้หรือ? เพื่อน ๆ ของกระหม่อมแต่งงานมีลูกกันไปหลายคนแล้ว”
“งั้นหรือ? พูดเช่นนี้...พ่อพุดอยากแต่งงานแล้ว?”
“มิใช่เสียหน่อย”
“แต่พี่อยากแต่ง...”
“ไหนเคยตรัสว่ายังไม่อยากเสกสมรสไง?!!”
“ไหนว่าไม่น้อยใจไง? คนปากแข็ง หวงพี่ก็บอกมาเถิด”
“ใครจะหวงฝ่าบาทกัน ฝ่าบาทจะเสกสมรสกับใครก็ตามใจเถิด ไม่เกี่ยวกับกระหม่อม”
“งั้นแม่วิลาก็ไม่เลวนัก ชาติตระกูลดี กิริยามารยาทงาม เหมาะจะมาเป็นพี่สะใภ้เจ้า เจ้าว่าดีหรือไม่?...”
ท่านชายแกล้งพูดยั่วคนปากแข็งที่หวงพี่ชายไม่แท้คนนี้อย่างกับอะไรดี ซึ่งท่านชายเองก็ชอบให้พ่อพุดหวงเขาแบบนี้ ความรู้สึกลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ภายในใจนั้นท่านชายรู้ตัวดีว่ามันคืออะไร เพียงแต่เขายังไม่แน่ใจว่าเด็กน้อยของเขาคิดแบบเดียวกัน หรือแค่หวงเขาตามประสาน้องหวงพี่ชายกันแน่
“แล้วแต่องค์เองเถิด กระหม่อมง่วงจะงีบแล้ว”
พุดว่าพลางเอนตัวลงนอนหันหลังให้คนพี่แล้วทำเป็นแกล้งหลับเพราะขี้เกียจเถียงต่อ ตอนนี้เขาหงุดหงิดเกินไปประเดี๋ยวจะโดนจับไต๋ได้แล้วจะแย่เอา
“พรุ่งนี้เป็นวันเกิดแม่วิลา พี่คงไม่พ้นโดนเสด็จพ่อรับสั่งให้ไปร่วมงานเป็นแน่ พ่อพุดต้องไปกับพี่ เตรียมตัวด้วย”
ท่านชายพูดจบก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่รอฟังคำตอบ เพราะเขาไม่ได้ถาม แต่เป็นคำสั่งที่พุดห้ามปฏิเสธ
“เชอะ!!! เห็นเราเป็นไม้กันหมาตลอด”
พุดที่กำลังยืนดูเหตุการณ์อย่างตั้งใจถูกท่านชายพาไปโผล่อีกสถานที่
“ที่นี่วังใครอีกเนี่ย ใหญ่โตขนาดนี้”
พุดถูกพามายังสถานที่แห่งหนึ่งที่ดูใหญ่โตไม่แพ้วังรัชนีพงษ์ แต่ถูกตกแต่งไปด้วยดอกไม้และดวงไฟสว่างไสว มีนักดนตรีกำลังบรรเลงไวโอลินและเปียโนในบทเพลงคลาสสิคไพเราะสบายหู แขกเหรื่อในงานแต่งตัวสวยงามแปลกตาด้วยชุดย้อนยุคเหมือนละครพีเรียดที่พุดเคยดู ผู้ชายส่วนใหญ่ใส่สูท บางคนก็ใส่เสื้อสูทผูกหูกระต่ายกับโจงกระเบนผ้าไหมชั้นดี ส่วนผู้หญิงใส่ชุดกระโปรงบานฟูฟ่องตัดเย็บด้วยผ้าแพรพรรณชั้นดีที่นำเข้าจากต่างประเทศ บ้างก็กำลังยืนคุยกัน บ้างก็เต้นรำกันอย่างเพลิดเพลิน
“ที่นี่คือวังเทวลักษณ์”
คำตอบจากท่านชายทำให้พุดเริ่มเข้าใจได้ทันทีว่าตัวเองมาที่ช่วงเวลาใด
“คุณพุด สวัสดีครับ”
เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เรียกชื่อพุดในนิมิต เรียกความสนใจจากทั้ง 2 คนที่กำลังยืนดูเหตุการณ์อยู่
“อ้าว...สวัสดีครับพี่ชายเล็ก”
“คุณพุดมากับท่านชายพัฒน์หรือครับ?”
คุณชายเล็ก หรือหม่อมราชวงศ์พีระกุล เอ่ยถามพุดที่ยืนกินขนมตุ้ย ๆ อยู่คนเดียว
“ครับ”
“แล้วท่านชายล่ะครับ?”
ปกติเห็นพุดที่ไหนต้องเห็นท่านชายหน้าเย็นชาที่นั่น คุณชายเล็กจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“คงกำลังคุยสนุกอยู่กับเจ้าของวันเกิดอยู่กระมังครับ”
พุดพูดด้วยความประชดประชันเล็ก ๆ เพราะถูกท่านชายทิ้งให้อยู่คนเดียวมาสักพักแล้ว เลยระบายความหงุดหงิดด้วยการหาของกินเข้าปากถึงค่อยอารมณ์ดีขั้นมาหน่อย คุณชายเล็กได้รับคำตอบเช่นนั้นก็รู้สึกโล่งใจ ทางสะดวก จึงชวนคนตรงหน้าคุยต่อ
“เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ คุณพุดโตขึ้นเยอะเลยนะ”
“ก็ 2 ปีแล้วนี่ครับที่พี่ชายเล็กไปเรียนต่อเฉพาะทาง เป็นไงครับพุดหล่อขึ้นใช่มั้ยล่ะ”
“หล่อมากครับ สาว ๆ คงเข้าหาเยอะเป็นแน่”
“แหม สู้พี่ชายเล็กไม่ได้หรอก ดีกรีว่าที่คุณหมอสุดหล่อ ได้ยินว่าพยาบาลสาว ๆ พากันขายขนมจีบให้ตลอดเลยหนิครับ”
พุดแซวเพื่อให้บรรยากาศเป็นกันเอง เล่นเอาคนตรงข้ามหูแดงเลยทีเดียว
“คุณพุดก็...ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ เอ่อ...ขอโทษนะครับ”
คุณชายเล็กเอ่ยขอโทษพุดพร้อมกับเอื้อมมือมาหยิบเศษขนมที่เลอะขอบปากของพุดออก
“อ้อ...ขอบคุณครับ แหะ ๆ ขายหน้าเลย”
พุดเอ่ยขอบคุณโดยที่ไม่ได้คิดอะไรเลย แต่คนที่มาใหม่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง ใบหน้าเรียบเฉย แต่นัยน์ตากลับฉายแววไม่พอใจออกมา
“พ่อพุด...”
เสียงเรียกชื่อที่คุ้นเคยแต่เคลือบด้วยความเย็นยะเยือกมากกว่าปกติทำพุดสะดุ้งเล็กน้อย
“อ้าว...ฝ่าบาท”
คุณชายเล็กเอ่ยทักทายท่านชายปกรณ์ณพัฒน์ด้วยรอยยิ้ม พร้อมโค้งตัวทำความเคารพตามปกติ ท่านชายพัฒน์ก้มหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ซึ่งคุณชายเล็กคุ้นเคยกับภาพแบบนี้ดี กิตติศัพท์ของท่านชายปกรณ์ณพัฒน์ที่หวงน้องชายมากเป็นที่เลื่องลือ แม้แต่เพื่อนผู้ชายก็เข้าถึงตัวพุดยากมาก เป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ แม้ตอนนี้จะโต ๆ กันแล้ว ท่านชายก็ยังคงหวงน้องไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สิ...เขารู้สึกว่ามันมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
“กลับวังกัน”
“แต่กระหม่อมกำลังสนุก”
พุดตอบท่านชายด้วยอารมณ์หงุดหงิด อะไรกัน ทิ้งให้เขาอยู่คนเดียวแต่ตัวเองไปคุยสนุกกับคุณหญิงวิลาตั้งนานสองนาน ตอนนี้เขากำลังเพลิดเพลินกับอาหารตรงหน้าแถมมีเพื่อนคุยสนุกสนาน จู่ ๆ มาบอกให้กลับวัง ทำเอาพุดหงุดหงิดที่สุด
“แหม...จะรีบกลับไปไหนเพคะเด็จพี่ ยังไม่ดึกเลย แล้วดูสิ คุณพุดยังสนุกอยู่เลย”
คุณหญิงวิลาที่เห็นว่าท่านชายพัฒน์จะกลับแล้วก็อยากจะรั้งให้อยู่ต่อ และที่สำคัญยังไม่ได้ทำตามแผนที่วางไว้เลย
“นาน ๆ คุณพุดจะได้ออกงานสังคมสักที เด็จพี่ก็อย่าเพิ่งรีบกลับเลยเพคะ จริงไหมคะคุณพุด”
กล่าวจบ คุณหญิงวิลาก็หันไปยิ้มหวาน ๆ ให้กับพุด จนพุดขนลุกเกรียว เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล เพราะปกติคุณหญิงวิลาไม่เคยยิ้มให้เขาเลยสักครั้ง เจอกันทีไรมีแต่มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ไม่เคยเป็นมิตรเลย
“เอ่อ...ครับ...”
พุดตอบรับแบบเบา ๆ เพราะความเคลือบแคลงใจ
“จริงสิ...วิลาได้ยินมาว่าคุณพุดเล่นเปียโนเก่งมาก วันนี้วันเกิดวิลา ถ้าจะกรุณา คุณพุดเล่นให้ฟังเป็นของขวัญวันเกิดได้ไหมคะ”
นั่นปะไร!!! พุดถึงบางอ้อแล้วว่ากำลังจะโดนคุณหญิงวิลาหักหน้า เพราะตั้งแต่สมัยเรียน มีใครไม่รู้บ้างว่าพุดห่วยแตกเรื่องดนตรีที่สุด เรียกได้ว่าคะแนนเกือบตกมาโดยตลอด และที่ผ่านมาได้ เพราะมีศักดิ์เป็นบุตรบุญธรรมของพระองค์เจ้าพงษ์จักรพรรณ เลยได้คะแนนพิศวาสมาช่วยให้สอบผ่าน
“เอ่อ...กระผมไม่เก่งเรื่องดนตรี ขอผ่านดีกว่าครับ”
“จะเป็นไปได้อย่างไรคะ คุณพุดอย่าถ่อมตัวเลยค่ะ ทั้งเด็จพ่อของคุณพุด ทั้งเด็จพี่อย่างท่านชายพัฒน์เองเป็นถึงอัจฉริยะทางด้านดนตรีเลยนะคะ”
เอาแล้วไง ซวยแล้ว พุดคิดในใจว่าจะทำอย่างไรดี ไม่ว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธก็มีแต่จะทำให้ทั้งตัวเองและวังรัชนีพงษ์ขายหน้า
“ไม่มีปัญหา ในเมื่อแม่วิลาอยากฟัง”
พุดตกใจกับคำกล่าวของพี่ชายของตน คิดไม่ตกว่าไปทำอะไรให้ท่านพี่ไม่พอใจ ถึงกับต้องผลักให้เขาออกไปทำเรื่องขายหน้าเช่นนี้ แต่ยังไม่ได้ทันคิดอะไรต่อ ท่านชายพัฒน์ก็ยกมือขึ้นมาลูบหัวพุดที่กำลังยืนทำตาโตอยู่
“เพลงที่พี่แต่งให้เจ้า”
กล่าวจบท่านชายพัฒน์ก็โอบไหล่พุดเดินขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้เปียโนคู่กัน ซึ่งสาว ๆ ในงานมองว่าเป็นมิตรภาพพี่น้องที่น่าหลงใหลมาก ๆ อีกคนสูงใหญ่ สมาร์ต หล่อเหลาราวเทพบุตร อีกคนแม้จะตัวเล็กกว่าแต่ก็เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาน่ารักและมีเสน่ห์มาก ๆ สองหนุ่มหล่อจากตระกูลสูงศักดิ์ที่มีแต่สาว ๆ หมายปอง กำลังจะเล่นเปียโนด้วยกัน ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากมาก ๆ แต่ไม่ใช่กับวิลา เพราะวิลามองแค่ท่านชายพัฒน์คนเดียวมาตั้งแต่เด็ก ๆ และดูถูกชาติกำเนิดของพุดในใจมาโดยตลอด ด้วยความที่หลงใหลในตัวท่านชายพัฒน์ วิลายิ่งไม่ชอบใจที่เห็นท่านชายพัฒน์ให้ความสนใจและเอาใจใส่แค่พุดเพียงคนเดียว ทั้ง ๆ ที่ชาติกำเนิดพุดสู้ตัวเธอไม่ได้เลย จึงริษยาพุดมาตั้งแต่เด็ก ๆ
ท่านชายพัฒน์เริ่มกดโน้ตแรกด้วยมือขวาข้างเดียว หลังจากนั้นพุดก็เริ่มกดโน้ตมือซ้ายคู่กัน เสียงเปียโนถูกบรรเลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นบทเพลงง่าย ๆ แต่กลับทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้มและซาบซึ้ง พุดเริ่มยิ้มออกพร้อมกับน้ำที่คลอในดวงตา ที่แท้ท่านชายกำลังปกป้องตนเองอยู่ บทเพลงนี้เป็นเพลงที่ท่านชายแต่งให้พุดตอนที่ท้อแท้มาก ๆ กับการเรียนวิชาเปียโนสมัยเด็ก ๆ ทำให้พุดสนุกและมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่นเพลงนี้กับท่านชาย โน้ตทุกตัวจดจำได้จนขึ้นใจ จึงบรรเลงออกมาได้พลิ้วไหวและไพเราะ พุดซึ้งใจที่ผ่านไปหลายปีแล้ว ท่านชายยังจำบทเพลงนี้ไม่ลืมเลือน
แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ
เสียงปรบมือดังกึกก้อง แขกในงานต่างพากันประทับใจกับบทเพลงที่สองพี่น้องบรรเลงจบไป
“ไพเราะมากเพคะ”
“เพลงอะไรหรือกระหม่อม พวกกระหม่อมไม่เคยได้ยินมาก่อน”
บรรดาเหล่าคุณหญิงคุณชายและเพื่อน ๆ ของท่านชายต่างชื่นชมและสอบถามถึงบทเพลงที่เพิ่งบรรเลงจบไปเมื่อครู่
“เป็นความลับน่ะ”
ท่านชายกล่าวพร้อมกับยิ้มอ่อน ๆ ออกมา ทำเอาสาว ๆ ในงานพากันกรี๊ดในใจแทบจะเป็นลม และเพ้อฝันไปถึงว่าอยากจะออกเดตกับท่านชาย แต่ก็โดนคุณหญิงวิลาดับความฝันด้วยการเดินเข้ามาควงแขนท่านชายอย่างแนบชิด
“เก่งที่สุดเลยเพคะ วิลาจะให้รางวัลด้วยการเป็นคู่เต้นรำนะเพคะ”
แม้จะขัดใจที่ไม่สามารถหักหน้าพุดได้ แต่อย่างไรคืนนี้ทุกคนในงานต้องรู้ว่าตำแหน่งคู่หมายของท่านชายต้องเป็นเธอเท่านั้น คุณหญิงวิลาลากตัวท่านชายออกไปยืนกลางฟลอเต้นรำ นักดนตรีเริ่มบรรเลงบทเพลงใหม่ในจังหวะช้า ๆ โรแมนติก ท่านชายไม่อาจปฏิเสธคำชวนเต้นรำต่อหน้าแขกเหรื่อในงานได้ เพราะยังคงเกรงใจเสด็จพ่อของคุณหญิงวิลาหากจะหักหน้าบุตรีของท่านในงานวันเกิดเช่นนี้อาจจะทำให้ผู้ใหญ่ผิดใจกันได้ จึงเต้นรำตามน้ำไปก่อน และอีกใจก็หวังอยากจับสังเกตปฏิกิริยาของน้องชายแสนดื้อของตนเองไปด้วย คุณหญิงวิลาได้ทีจึงเข้าไปแนบชิดแผงอกของท่านชายพัฒน์พร้อมส่งสายตาไปหาสาว ๆ ในงานเพื่อบ่งบอกว่าท่านชายเป็นของตนเท่านั้น
ตัดมาที่ฝั่งของพุดที่ตอนนี้ถูกรุมจากทั้งคุณหญิงคุณชาย บ้างก็เพิ่งเคยเห็นพุดแล้วเกิดสะดุดตาในความน่ารัก บ้างก็เป็นคนรู้จักกันมาก่อนที่อยากจะเข้าหา พอสบโอกาสที่พี่ชายสุดเย็นชาของพุดโดนคุณหญิงวิลาลากตัวไปเต้นรำ จึงได้ทีเข้ามาทักทาย แต่ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าพุดเอาแต่มองไปทางท่านพี่ของตนที่เต้นรำกับสาวสวยด้วยความไม่สบอารมณ์
“ไหนว่าไม่ชอบ เต้นรำสนุกสนานเชียว แถมถึงเนื้อถึงตัวกันอีก...”
พุดได้แต่บ่นในใจ แถมยังต้องปั้นหน้ายิ้มทักทายบรรดาหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่เข้ามาหาตน
“คุณพุดวันนี้หล่อจังเลยนะคะ”
“น้องพุดไม่เจอกันนานเลยนะครับ จำพี่ได้ไหมครับ”
การโดนรุมจากคุณหญิงคุณชายทำให้พุดเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วน บวกกับอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัดมาก
“ขอโทษนะครับ ผมขอตัวพาคุณพุดไปคุยธุระก่อนนะครับ”
“พี่ชายเล็ก...”
คุณชายเล็กฝ่าวงล้อมเข้ามาจูงแขนพุดออกไปอีกทาง และทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของท่านชายพัฒน์...
“ต้องเสียมารยาทแล้ว พี่ขอตัวกลับวังก่อนนะครับ”
ท่านชายพัฒน์เอ่ยกับคุณหญิงวิลาและรีบผละออกมาจากการเต้นรำเพื่อตามทั้งสองคนไปอย่างรวดเร็ว
ทางฝั่งเจ้าของวันเกิดอย่างคุณหญิงวิลาเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง ยืนกำมือแน่นด้วยความริษยา เธออุตส่าห์อ้างชื่อท่านพ่อเพื่อกักตัวท่านชายไว้ แต่ท่านชายก็ยังมัวแต่สนใจน้องชายนอกไส้คนนั้น เดินหนีเธอไปเสียดื้อ ๆ คิดแล้วมันก็น่าเจ็บใจ ทั้ง ๆ ที่ใคร ๆ ต่างมองว่าเธอเหมาะสมคู่ควรจะเป็นคู่หมายของท่านชาย แต่ทำไมท่านชายไม่ให้ความสำคัญกับเธอเลย
“ขอบคุณมาก ๆ นะครับพี่ชายเล็ก”
พุดกล่าวขอบคุณคนที่พาตนเองออกมาจากความอึดอัดในงาน ตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ในสวนกุหลาบหลังฟลอเต้นรำที่ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่าน
“ไม่เป็นไรครับคุณพุด พี่เห็นว่าสีหน้าไม่ค่อยดีแล้วน่ะครับ”
“ถ้าไม่ได้พี่ชายเล็ก ผมคงได้เป็นลมกลางงานแน่ ๆ ครับ ฮ่าๆๆๆ”
พุดพูดติดตลกให้คนตรงหน้าขำ ทั้งสองคนหัวเราะอย่างเป็นกันเอง คุณชายพีเห็นพุดผ่อนคลายขึ้นก็รู้สึกดีใจ และอยากจะเข้าใกล้พุดให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
“เอ่อ...คุณพุดครับ ไว้ว่าง ๆ เราไปตีเทนนิสกันมั้ยครับ จำได้ว่าคุณพุดชอบตีเทนนิส”
“โห จำได้ด้วยเหรอครับ แต่ว่าผมต้องไปขอ...”
ยังพูดไม่ทันขาดคำ ท่านชายพัฒน์ก็เดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนพร้อมกับสีหน้าที่เรียบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยไอสังหารผ่านสายตา
“เราคงต้องขอตัวกลับวังก่อนนะครับ”
“...”