LOGIN“ตื่นแต่เช้าเจ้าก็อย่าเอาแต่เดินเล่น ล้างหน้าล้างตาแล้วเตรียมตัวกินมื้อเช้าเสีย!”
เทียนหรงรีบเดินไปยกถาดเล็กที่วางไว้ทันใดเพราะเข้าใจว่ามารดาต้องการให้ตนไปยกซาลาเป่าที่พี่สาวทำไว้มาให้ แต่ด้วยน้ำหนักของน้ำแกงและซาลาเปาที่อัดแน่นเต็มถาด มือเล็ก ๆ ก็ไม่อาจประคองไว้ได้ ถาดเอียง น้ำแกงหกลงพื้น ซาลาเปาหล่นกลิ้งไปคนละทาง
“โอย! เจ้าทำอะไร? เด็กอะไรโง่เง่านัก! ยกไม่ได้ก็ไม่ต้องฝืน!”
คำดุนั้นเหมือนคมมีดบาดลงกลางใจเด็กชาย เทียนหรงยืนนิ่งอย่างสำนึกผิดฟังทุกอย่างไร้การโต้เถียงใด
“ข้าต้องทนลำบากเช่นนี้เพราะอะไร? ก็เพราะมีเจ้าติดท้องนี่แหละ! ถ้าไม่มีเจ้า ข้าไม่ต้องมานั่งกินซาลาเปาร้อน ๆ ในบ้านไม้หลังนี้! แต่ไปอยู่ที่--”
“ฮูหยิน อย่าพูดเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ…คุณชายไม่รู้เรื่องอันใด”
ป้าเจาเดินออกมาพอดี ก็รีบเข้ามากวาดซาลาเปาขึ้นจากพื้นและจัดการทุกอย่างให้อยู่ในความสงบที่สุด นางเข้าใจในความเสียใจและเจ็บปวดของเจ้านายตนดี แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่เด็กชายตัวน้อยที่เกิดมาไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมารับกรรมด้วยเช่นกัน
“จะรู้เรื่องหรือไม่? ข้ารู้ชัดยิ่งกว่าสิ่งใด!”
เทียนหรงไม่พูดตอบโต้เลยและเขาก็ไม่อ่อนแอจนร้องไห้ด้วย เพียงรอให้มารดาใจเย็นลงตนจึงหมุนตัวเดินออกไปเงียบ ๆ
เขาเดินไปยังข้างบ้าน มุมหนึ่งที่พี่สาวเคยขุดดิน ปรับพื้นที่ให้กลายเป็นสนามเล่นเล็ก ๆ วางไว้ด้วยโครงไม้ ดินทราย และถังน้ำเก่า เด็กชายทรุดตัวลงข้างกองทราย ก่อนจะใช้ไม้ปลายแหลมเริ่มขีดลงบนพื้น
ภาพที่ปรากฏบนทรายกลับแปลกประหลาดเกินความคาดหมาย รูปทรงของสิ่งที่เขาวาดคล้ายกระบวนท่าการเคลื่อนไหวของคน ภาพโค้งของแขน การย่อขา การสะบัดเท้า
เส้นแต่ละเส้นดูมั่นคง แม่นยำ ราวกับผ่านการฝึกฝนมานับร้อยครั้ง หากแต่เจ้าของเส้นสายเหล่านั้น...ยังเป็นเพียงเด็กชายอายุเจ็ดขวบ ที่พูดจาไม่คล่องด้วยซ้ำ
ไฟในเตาอบอวลไปด้วยกลิ่นขิง และเหล้าหอม ลู่ชิงหรูยืนหลังตรงอยู่หน้าเขียงไม้ ใบหน้าสงบขณะหั่นแตงกวาแล้วนำมาคลุกเกลืออย่างรวดเร็วและแม่นยำ เสียงหั่นชัดถี่ราวกับมีดเฉือนผิวน้ำ
ซึ่งตลอดเวลาที่มีกลิ่นอาหารเจ้าระบบหยางอิ๋นก็มักจะปรากฏขึ้นเสมอ เสียงนั้นอารมณ์ดีทุกครั้งเมื่อพูดถึงเรื่องอาหาร ทว่าครั้งนี้กลับมีเสียงขุ่นเล็ก ๆ ปนมาเสียแล้วในวันนี้
‘หั่นแบบนั้นอีก ข้าขอประกาศเลยว่าเจ้าทำลายศิลปะแห่งการหั่นผักโดยสิ้นเชิง’
‘ข้าก็ไม่ได้หั่นใส่ถังให้เจ้ากินเสียหน่อย มัวแต่ประดิษฐ์ประดอยก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี’
‘เฮอะ ไม่ได้กินก็ใช่ว่าจะมองไม่เห็น ความไม่พิถีพิถันมันบาดตา…ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียนพอ ๆ กับตอนที่เจ้าจับข้าไปแทงคนนั่นล่ะ ตัวข้านั้นเต็มไปด้วยความเลือดสกปรก และกลิ่นเหงื่อชวนคลื่นไส้ เฮ้อ...กลิ่นไอของน้ำแกงปลาและน้ำมันงาสดชื่นกว่านัก’’
ลู่ชิงหรูหยุดมือ ช้อนตาขึ้นเล็กน้อย นางไม่ตอบอะไรต่อ แค่กลั้นหัวเราะแล้วตักน้ำหมักสูตรใหม่ขึ้นชิม
จากที่คุยเล่นกันอยู่ดีดีเจ้าอิ๋นตัวน้อยก็เปลี่ยนเรื่องเสียอย่างนั้น ‘อยากรู้คะแนนสะสมของเจ้าตอนนี้หรือไม่?’
‘ว่ามา’
แผ่นแสงโปร่งใสลอยขึ้นเบื้องหน้าชิงหรู ตัวเลขที่ขึ้นตรงหน้าเรียกเสียงถอนหายใจได้เป็นอย่างดี
‘คะแนนความพอใจ: 289’
นี่คือคะแนนที่นางใช้เวลาสะสมมาแรมปีจริงหรือนี่ ไม่นับคะแนนบางส่วนที่นางเบิกไปใช้ในช่วงแรกเพราะครอบครัวของร่างเดิมใกล้ตายก็เถอะ
‘เจ้านาย อย่าทำหน้าว่างเปล่าเช่นนั้นเลย หากเก็บเพิ่มอีกพันหกร้อยสิบเอ็ดคะแนน...ก็จะสามารถปลดล็อก ห้องครัวยุโรปจำลองระดับเริ่มต้น ได้แล้ว!’
นางปรายตามองรายการของที่แลกได้จากคะแนนเล็กน้อยที่นางมีตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟักทองจากแดนตะวันตก เนยสด หรือพริกเกาหลีและซอสสำหรับเอามาทำกิมจิ ล้วนเป็นของที่ไม่มีในยุคนี้แต่นั่นก็ไม่มีเหตุจำเป็นใดจะเอาคะแนนความพอใจไปแลก...
‘จะโทษใครก็ไม่ได้! ข้ารู้ว่าเจ้าอยากได้ครัวยุโรป! อยากได้ตู้เย็น เครื่องทอดไร้น้ำมัน เตาอบควบคุมอุณหภูมิ แต่เจ้าจะไปเอาคะแนนจากไหนมา หากยังไม่ยอมออกไปฟังคำชมด้วยตนเองเช่นทุกวันและทุกครา’
ลู่ชิงหรูวางจานลง ยืดตัวขึ้นพลางพูดเรียบ ๆ “ข้าจะพยายาม”
...ก็ใครให้นางมีนิสัยชอบอยู่คนเดียวไม่ชอบคุยกับใครกันเล่า หากจะต้องก้าวข้ามความไม่ชอบเหล่านี้เพื่อแลกคะแนนเพียงหลักหน่อยนางรู้สึกไม่คุ้มเอาเสียเลย ส่วนใหญ่หากรายการอาหารที่นางทำนั้นเป็นของง่าย ๆ นางก็เลยไปออกไปดีกว่าก็เท่านั้น
‘พยายามมาสามเดือนแล้ว คะแนนยังวิ่งเหมือนหอยทากพิการ! เจ้านาย--’
เสียงในหัวยังไม่ทันจบ เถ้าแก่ของภัตตาคารก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในครัว เปิดประตูแทบกระแทกฝาเตาอยู่ลอมล่อ
“พ่อครัวหรู!”
ลู่ชิงหรูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตายังสงบนิ่ง
“มีอะไรหรือ?”
“ข้า...เมื่อครู่นี้มีบุรุษสวมชุดดำมาสั่งอาหารแบบนำกลับ เขาต้องการ ‘อาหารที่ดีที่สุดในร้าน’ เพื่อนำไปให้เจ้านายกินบนรถม้า”
“แล้ว...?”
...เถ้าแก่กลืนน้ำลายสองสามครั้ง ก่อนพูดต่ออย่างระมัดระวัง
“ดูจากท่าทางของคนใช้ผู้นั้น เยือกเย็น...ราวกับไม่ใช่คนเดินดิน เหมือนคนที่ถ้าเจ้าใส่เกลือผิดเม็ดหนึ่ง เขาก็สามารถทำให้ร้านเราหายไปจากถนนนี้ได้ในคืนเดียว ข้า...กลัวเหลือเกิน”
ลู่ชิงหรูกวาดตามองเขาแวบหนึ่งก่อนหันกลับไปหยิบกระบวยคนน้ำแกงอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ท่านไม่ต้องวกวน” นางกล่าวเสียงเรียบ “สรุปแล้วเถ้าแก่ต้องการให้ข้าเป็นคนทำอาหารนั้นสินะ”
เถ้าแก่ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเจื่อนผุดขึ้นบนใบหน้าทันที
“ก็ในร้านนี้...พ่อครัวหรู ฝีมือดีที่สุด ข้าก็แค่อยากให้ลูกค้าได้ลิ้มรสสิ่งที่คู่ควรเท่านั้นเอง แหะ ๆ”
นางไม่ตอบในทันที เพียงแค่เงียบแล้วเช็ดปลายกระบวยกับผ้าสะอาดอย่างใจเย็น ก่อนกล่าวต่อมา
“เถ้าแก่พอรู้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นใคร?”
เถ้าแก่หลุบตาต่ำ ราวกับไม่อยากสบตานางพยักหน้าเล็กน้อย
“ไม่แน่ใจ...แต่ชุดดำของชายผู้นั้น มีลายปักรูปนกอินทรีย์กลางเวหา อวิ๋นอิ๋ง ข้าเลยเดาเดาว่าเป็นคนจากตระกูลหยวน ตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองเฟิ่งเซียงแห่งนี้”
ลู่ชิงหรูพยักหน้าเบา ๆ ดวงตายังสงบนิ่งเช่นเดิม เช่นนั้นการที่เถ้าแก่มีท่าทีวิตกเพียงนี้ก็คงเพราะคาดเดาว่าอาหารที่คนผู้นั้นมาสั่งว่าขออาหารที่ดีที่สุดในภัตตาคารเราก็คงเพราะเอาไปให้คุณชายหยวนที่ขึ้นชื่อเรื่องความเลือกมาก ถึงขนาดพ่อครัวที่จวนยังเป็นอดีตคนครัวจากวังหลวง
...อืม นางชอบความท้าทายพอดี
“ข้าจะจัดการให้... เถ้าแก่ไม่ต้องกังวล”
“ดีมากข้าฝากความหวังของภัตตาคารเราไว้ที่เจ้าแล้ว”
นางหันกลับไปยังโต๊ะเตรียมอาหารอีกครั้ง
ภายในครัวหลังร้าน ควันบาง ๆ จากไอน้ำในลังถึงลอยขึ้นคลอเคลียลำแสงแดดยามสายที่สาดผ่านช่องลม ลู่ชิงหรูยืนสงบนิ่งหน้าโต๊ะเตรียมอาหาร ขณะใช้ปลายนิ้วแตะขอบเขียงเบา ๆ สีหน้าของนางนิ่งขรึม แต่ในแววตากำลังคิดใคร่ครวญไม่หยุด
“ของกินที่ดีที่สุดในร้าน…” นางพึมพำกับตัวเอง
คำว่าดีที่สุดไม่ใช่ว่าจะหมายถึงอาหารที่อร่อย เลิศรสที่สุด เสมอไป แต่มันคือเลิศรสและเหมาะสมกับสถานการณ์ด้วยต่างหาก
ในใจของนางแวบขึ้นมาทันทีถึงของอย่างหนึ่ง อาหารพกพาในโลกเดิมที่นางเคยใช้ตอนออกปฏิบัติภารกิจช่วงเดินทาง
แซนด์วิช...เรียบง่ายแต่สารอาหารครบ รสชาติขึ้นอยู่กับฝีมือคนทำ รูปทรงสามเหลี่ยมจับถนัดมือ ไม่หก ไม่เลอะ ไม่ต้องมีชาม และสามารถเพิ่มน้ำแกงให้ทานควบคู่กันได้ด้วย สามารถกินได้แม้ขณะอยู่บนรถม้า ไม่รสชาติหยาบกระด้างเหมือนอาหารพกพาชนิดอื่นในยุคนี้
คราแรกนั้นนางคิดถึงแฮมเบอร์เกอร์ แต่สุดท้ายก็ตัดทิ้งไปด้วยเหตุผลว่า มันใหญ่เกินไป...หากทำให้อร่อยก็ต้องมีน้ำราดเยิ้ม กินบนรถม้าคงไม่เหมาะเท่าไหร่ แต่หากนำวัถุดิบมาประยุกติ์ก็ไม่ต่างกับแซนด์วิชหรอก
ชิงหรูกระชับผ้ากันเปื้อนแล้วเหลือบมองไปยังลังวัตถุดิบบนโต๊ะ พอเห็นสิ่งที่มีนางก็ลงมือทันที
ระหว่างที่นางทำแซนด์วิชประยุกติ์อยู่นั้น เสียงฝีเท้าของพ่อครัวหลักของร้านก็ดังเข้ามาจากข้างหลัง เขาหยุดยืนมองแล้วเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้
“พ่อครัวหรู เจ้ากำลังทำอะไรหรือ?”
ลู่ชิงหรูไม่เงยหน้า ขณะหั่นเนื้อหมักและนึ่งจนนุ่มบาง ๆ แล้ววางเรียงบนหมั่นโถแผ่นหนึ่งที่นางผ่าด้านข้างเปิดออกเรียบร้อยแล้ว
“หมั่นโถสอดไส้เนื้อ”
...นี่คือชื่อที่เจ้าระบบอิ๋นอิ๋นช่วยแต่งให้นางเอง
“หมั่นโถ?” เขาทวนอย่างแปลกใจ “ข้าว่าเจ้าจะทำซาลาเปาไส้พิเศษอะไรเสียอีก ทำหมั่นโถให้คุณชายผู้นั้นกินจะดีหรือ?”
นางใช้ตะเกียบหยิบผักกวางตุ้งลวกจนสีเขียวใสคลุกน้ำยำซีอิ้วมาวางซ้อนบนเนื้ออย่างประณีต ก่อนจะตักน้ำแกงเคี่ยวผสมข้นเต้าเจี้ยวและสุมนไพรอย่างอื่นหยดเป็นทางยาวลงบนเนื้อที่ยังอุ่น กลิ่นหอมฟุ้งผสมกลิ่นเครื่องปรุงอ่อน ๆ ลอยแตะจมูกจนพ่อครัวหลักต้องย่นคิ้วกลืนน้ำลายอย่างอดกลั้น
ชิงหรูเข้าใจความคิดของพ่อครัวหลัก เพราะหมั่นโถปกตินั้นจะเป็นแค่แป้งธรรมดา เป็นอาหารของคนไม่มีอันจะกินซะส่วนใหญ่ พอนางเอามาทำอาหารให้คุณชายที่ขออาหารที่ดีที่สุดของร้านจึงดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร
แต่นางไม่คิดเช่นนั้น... เพราะหมั่นโถของนางไม่เหมือนใครเสียหน่อย
“ซาลาเปาก็ดี แต่พอเย็นลงแป้งจะแข็ง กลิ่นจาง ซุปที่แทรกอยู่จะซึมออกมาก็ไม่อร่อยเท่ากินตอนร้อน ไหนจะไม่น่าดึงดูแม้จะทำไส้พิเศษเพียงใดแต่หากรูปลักษณ์ธรรมดาอาจไม่ถูกคุณชายผู้นั้นกินแต่แรกด้วยซ้ำ”
เสียงของนางราบเรียบขณะมือก็ทำอาหารไป
“หมั่นโถนี่ ข้านึ่งแยกไว้ก่อนให้เนื้อนุ่มฟูไม่แฉะเกินไป พอผ่าแหวกออกแล้วใส่ไส้หลายรสชาติเข้าไป แม้จะไม่ร้อนแล้วแต่หมั่นโถก็ไม่แข็งกระด้างเกิน ข้าทำไปหลายรสชาติเพียงเปิดกล่องไม้ออกดูก็ต้องมีสงสัยบ้างล่ะว่าสิ่งนี้คืออะไร อย่างน้อยเขาต้องหยิบชิมสักคำจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรสชาติแล้ว...”
พ่อครัวหลักนิ่งฟัง สีหน้าคล้ายเข้าใจแต่ก็ยังไม่แน่ใจนัก
ลู่ชิงหรูทำหมั่นโถอีกสองชิ้น วางเรียงลงกล่องไม้ที่รองด้วยใบไม้แห้งรมควันกลิ่นหอมอ่อน ก่อนจะปิดฝากล่องเป็นอันปิดจบ
พ่อครัวหลักยิ้มแห้ง รีบหันกายออกจากครัวไปอย่างทำอันใดไม่ได้แล้ว คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตาเสียแล้วล่ะ
บทที่ 18ผู้ดีเก่าเมียขุนนาง หรือ เมียโจรกลางลานมุงแน่นไปด้วยผู้คน ไป๋อี้เหยา มารดาของชิงหรูนั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้เก่าตัวหนิ่งมีป้าเจาคอยประคองไม่ห่าง ส่วนลู่เทียนหรงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ เบื้องหน้านั้นมี เถียนเหล่ย สามีของนางหู ผู้เคยเป็นทหารเก่า เขายืนเด่นอยู่กลางฝูงชน สีหน้าท่าทางดูไม่ใช่แค่โมโหแต่เต็มไปด้วยเจตนาข่มขู่ เขายังพาเพื่อนล่าสัตว์อีกสามคนมาด้วย“ไม่ต้องพูดมากแล้ว!” นางหูเท้าสะเอวตะโกนลั่น “เนื้อกวางตัวนั้นสามีของข้าล่ามาเองกับมือ เช้านี้ยังห้อยไว้ที่เรือน พอหายก็ไปเจอที่บ้านเจ้าพอดี! ไม่ใช่พวกเจ้าขโมยแล้วจะเป็นใคร?!”เสียงซุบซิบของชาวบ้านลอยแว่วมาพร้อมสายลม ผู้ใหญ่บ้านสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ด้านข้าง พยายามพูดด้วยน้ำเสียงไกล่เกลี่ยตลอดทว่าก็ไม่สามารถสู้สองสามีภรรยาที่มีพรรคพวกน่าหวั่นเกรงได้“อย่างน้อยข้าก็ต้องเอาเนื้อกวางคืนมาให้ได้! ข้าถึงจะยุติ”เถียนเหล่ยตวาดลั่นต่อมาทันที “ข้ากับพวกเหนื่อยแทบตายกว่าจะล่าได้! พวกเจ้ามาขโมยไปใช้ได้ที่ไหน!”“ไม่รู้พวกเจ้าทำเนียนขโมยไปได้อย่างไร บอกผู้อื่นว่าเป็นผู้ดีเก่าเมียขุนนางในเมืองหลวงแต่ที่แท้ก็สันดานโจรเท่านั้นเอง!” นางหูเสริมเสียง
บทที่ 17ทุกคนหายไปไหนหมด?‘แค่ก้าวแรกก็ถูกไล่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ให้ข้าเดาไหมล่ะว่าเขาเรื่องมากระดับไหน’ เสียงเจ้าอิ๋นอิ๋นดังแว่วขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงติดขำเชิงหยอกเย้าเจ้านาย‘อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไล่ข้ากลับตั้งแต่แรก ถือว่ายังพอมีโอกาสอยู่บ้าง’ ลู่ชิงหรูตอบในใจนางได้รับชุดบ่าวของสตรีมา เมื่อเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายสะอาดของคฤหาสน์ นางก็อดไม่ได้ที่จะลูบแขนเสื้อเบา ๆ“แม้แต่ชุดบ่าวก็ยังดูดีกว่าที่บ้านข้าเสียอีก…”นางพึมพำขณะจัดชายเสื้อให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะถูกไล่ออกมาอีกทีได้ จากนั้นจึงรีบกลับไปยังห้องรับรองเดิมที่เจ้าบุรุษจอมเย็นชารออยู่เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนเหวินซีกำลังนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะ ชายหนุ่มเพียงปรายตามองนางทีหนึ่ง ก่อนจะหันสายตากลับไปยังอาหารที่จัดวางเรียงตรงหน้าที่เพิ่งเอาออกจากกล่องไม้ แววตาเขายังนิ่ง แต่คล้ายแฝงความแปลกใจเมื่อเห็นรูปลักษณ์อาหารที่ไม่คุ้นตาบ่าวส่วนตัวที่ยืนข้างนายรีบเอ่ยเตือนเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าชิงหรูกำลังเข้ามาใกล้เกินว่าควรแล้ว“แม่นางไม่ต้องเข้าใกล้ เพียงวางไว้แล้วออกมายืนนิ่ง ๆก็พอ คุณชายไม่ชอบให้ใครจุกจิกกับมื้ออาหารขอรับ”ยังไม่ทันที่ลู่ชิงหรูจะก
บทที่ 16คฤหาสน์ข้าไม่ต้อนรับคนสกปรกรถม้าคันหรูหนึ่งจอดหน้าภัตตาคารจินฮวา ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรไปมา ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าทรงสง่า ผ้าแพรคลุมไหล่เนื้อดีพลิ้วตามแรงลม บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ที่ไม่ต้องอาศัยคำอธิบายเพิ่มเติมใดเขาคือ เซียวหลิงชวน บุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเฟิ่งเซียง ผู้มีใบหน้าคมสันดวงตาสว่างกระจ่างดังทะเลสาบยามต้องแสง เมื่อเขาเดินเข้ามาภายในร้าน เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งก็รีบตรงเข้าไปต้อนรับ“คุณชายเซียว เชิญท่านนั่งด้านในขอรับ ห้องชั้นบนยังว่างอยู่”“ไม่เป็นไร ข้าแค่อยากกินมื้อกลางวันธรรมดา”เซียวหลิงชวนยิ้มบางแล้วเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปยังถนนเบื้องนอก ก่อนเอ่ยขึ้น “ว่าแต่...วันนี้พ่อครัวหรูอยู่หรือไม่?”เสี่ยวเอ้อชะงักเล็กน้อยอย่างฉงนก่อนจะตอบเสียงสุภาพ“น่าเสียดาย พ่อครัวหรูเพิ่งออกไปได้ครู่เดียวเองขอรับ ไปส่งอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลหยวน ด้วยเพราะเป็นงานใหญ่ เถ้าแก่เลยให้ไปดูแลด้วยตนเอง...”เซียวหลิงชวนนิ่งไปครู่หนึ่ง นิ้วมือเรียวเคาะเบา ๆ บนโต๊ะไม้ รอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากจางลง“คลาดกันเสียได้...”เขาพึมพำเสียงเบา ไม่แน่ใจว่าเป็นกา
บทที่ 15นางมาเยือนที่คฤหาสน์ตระกูลหยวนครั้งที่สองกลิ่นหอมของงาคั่วลอยอบอวลทั่วห้อง ลู่ชิงหรูกำลังจัดวัตถุดิบลงบนโต๊ะเรียงเป็นหมวดหมู่ น้ำมันงาอย่างดี ข้าวสวยหุงใหม่ ปลาตากแห้งย่างเตรียมคลุกเครื่องเทศ เห็ดหอมแห้ง และผักกาดดอง ทั้งหมดเป็นของที่หาได้ในตลาดเมืองเฟิ่งเซียงนี้ทั้งสิ้น‘ซูชิ…?’นางเอ่ยพึมพำกับตนเอง ขณะนั่งพิจารณารูปในจอโฮโลแกรมที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้า เป็นภาพจำลองเมนูจากระบบที่นางเคยลิ้มลองในอดีตชาติ เมนูนี้เหมาะสมที่สุดแล้วกับวัตถุดิบที่มีนี้‘หากจะดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ยุคนี้ยอมรับได้ แนะนำให้ใช้ปลาตากแห้งย่างคลุกเครื่องเทศ แทนปลาดิบที่ไม่มีในที่นี้ และใช้น้ำราดจากซีอิ๊วเห็ดหอมผสมเหล้าจีนแทนน้ำราดแบบญี่ปุ่น จะได้ทั้งกลิ่นและรสที่ดี...’เสียงของหยางอิ๋นลอยเข้าโสตประสาท เป็นโทนเรียบจริงจังอย่างที่ยามทั่วไปไม่เจอแน่นอน“เริ่มจากทำน้ำราดรอก่อนแล้วกัน...”ลู่ชิงหรูหันไปหยิบซีอิ๊วไปหมักกับเห็ดหอมจากชามที่เคี่ยวไว้ก่อนหน้านี้ หยดผสมกับเหล้าจีนเล็กน้อย คนให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอมฉุนแต่นุ่มลึก ชิมรสชาติแล้วก็ปรุงรสเพิ่มอีกเล็กน้อยจนกลมกล่อมดี นางค่อยเริ่มปั้นข้าวคำเล็ก ๆ ด้วยมือเปล่
บทที่ 14คำสั่งด่วนจากตระกูลหยวนทันทีที่เท้าแตะพื้นท่าเรือ เซียวหลิงชวนก็รีบจัดการติดต่อทางการอย่างรวดเร็ว ขุนนางผู้รับหน้าที่ตรวจตราบริเวณท่าเรือเดินทางมาถึงภายในเวลาไม่นานก่อนหน้านั้นเขาก็เอ่ยปลอบใจชาวบ้านที่ยังตกใจกับเหตุการณ์บนเรือด้วยสีหน้าอ่อนโยน ท่าทีไม่ถือดีแม้จะเป็นถึงบุตรชายของเจ้าเมืองก็ตาม จากนั้นจึงเดินมายังลู่ชิงหรูและลู่เทียนหรงที่ยืนเงียบนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่ง“ข้าต้องขอบคุณแม่นางเป็นอย่างยิ่งอีกครั้ง ชาวบ้านบนเรือเมื่อครู่ฝากมาเช่นกัน”เซียวหลิงชวนประสานมือคำนับเล็กน้อย น้ำเสียงจริงใจทำให้ชิงหรูรู้สึกทำอันใดไม่ถูกโดยพลัน โดยปกติแล้วนางมักทำตามหน้าที่ตามภารกิจที่องค์กรสายลับมอบหมาย พอได้ช่วยคนโดยไม่หวังผลอันใดจึงรู้สึกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรไปบ้าง หากนางอยู่ตรงนี้คงต้องรับคำขอบคุณอีกหลายรอบแน่ ทางที่ดีควรรีบพาอาหรงที่เกาะขานางอยู่ด้วยใบหน้าง่วงงุนมาสักพักกลับบ้านเสียที“ข้ารับคำขอบคุณไว้ แล้วฝากไปบอกพวกเขาว่าข้าเพียงช่วยตนเองเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจช่วยใครไม่ต้องมาขอบคุณข้าอีก”หลิงชวนยิ้มมุมปากอย่างเข้าใจ เขามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดแล้วสุดท้ายก็มองมาทางนางที่กำลังอุ้มน้องชายที่ห
บทที่ 13เมื่อครู่มันมุกจีบสาวชายหนึ่งในกลุ่มนั้นชักมีดออกมาจากอกเสื้อ เงาวับสะท้อนแสงแดดพร้อมกระโดดขึ้นยืนโดดเด่นบนที่นั่งด้านหน้าสุด ก่อนชายอีกสองคนจะชักอาวุธตามออกมา กระตุ้นให้เสียงหวีดร้องดังระงมทันทีหญิงสาวคนหนึ่งกรีดร้องไม่หยุดก็ถูกฟาดด้วยสันมีดที่ไหล่ ล้มลงกุมแขนสะอื้นแทน นางรู้ว่าพวกเขาทำพอเป็นตัวอย่างเซียวหลิงชวนก้าวออกมาขวางไว้อย่างใจกล้า “อย่าทำร้ายใครอีก ข้ามีเงินเยอะ นี่เอาไปเถอะ!”เขาดึงถุงเงินออกมาแล้วโยนลงบนพื้นเรือทันทีชายคนหนึ่งเก็บขึ้นมา พลิกดูภายในสีหน้าฉายความพอใจเล็กน้อย แต่คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากลับต่างออกไป“เงินแค่นี้ไม่พอ! ทรัพย์สินทั้งหมด เอาออกมาวางตรงนี้!”สายตามันไล่ไปทั่วเรือก่อนหยุดที่เด็กน้อยลู่เทียนหรง เด็กชายตัวเล็กที่หลบอยู่ข้างหลังพี่สาว แววตาสว่างวาบอย่างมีความคิดร้ายใหม่ทันใด“เด็กคนนั้นก็ใช้ได้ เอามา!”“อย่าแตะต้องเขา!”ลู่ชิงหรูที่มองนิ่งอยู่นานแทรกตัวขึ้นขวางอย่างอดไม่ไหวอีกต่อไป ใบหน้าสงบนิ่งแต่ดวงตาเย็นเฉียบไร้ความหวั่นเกรงเหมือนสตรีอื่น นางไม่ได้กลัวเพียงบุรุษร่างโตแต่เหมือนเพียงทรงตัวบนเรือยังทำได้ยากพวกนี้หรอก เพียงแต่นางไม่อยากทำร้







