Masukเหมยอวี่ซิน หญิงสาวผู้ซึ่งถูกจองจำเอาไว้ในหุบเขาลึก กระทั่งถูกปลุกขึ้นมาจากการหลับใหลหลังผ่านไปหนึ่งพันปี ความแค้นที่ฝั่งแน่นทำให้นางยอมใช้วิญญาณของตนแลกกับหยกวารีจากแม่น้ำลืมเลือน เพียงเพื่อสะสางหนี้แค้นกับสามีผู้ที่เคยทรยศหักหลัง และมอบความตายให้นางอย่างเลือดเย็น กู้จื่อเหยียน หัวหน้ามือปราบเมืองหลงอู่ เขาคือจุดเริ่มต้นและจุดจบของทุกสิ่ง เป็นทั้งอดีตและอนาคต ซึ่งจะพลิกผันชะตาของปิศาจสาวสองตนที่เวรกรรมนำพา ชะตาชักนำให้มีแค้นต้องสะสาง คือบุรุษเพียงผู้เดียวที่ไม่ว่าปิศาจ หรือภูตผีวิญญาณ ล้วนไม่อาจแตะต้อง
Lihat lebih banyakบทนำ
ในห้วงลึกอันดำมืดร่างที่ถูกเหวี่ยงขึ้นลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ชายหนุ่มซึ่งติดอยู่ระหว่างห้วงเวลาเจ็บปวดอย่างสุดแสน เขาพยายามลืมตา หากแต่กลับทำได้เพียงปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไป
ในความมืดเสียงหัวเราะร้ายกาจของสตรี ทำให้เขารู้สึกลังเล แท้ที่จริงแล้วการตัดสินใจของเขาในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง
...หรือเป็นเรื่องที่เขาอาจต้องเสียใจในภายหลังกันแน่
แม้ความคิดขัดแย้งแต่เขากลับไม่อาจหวนคืนได้อีกแล้ว พันธสัญญาที่ถูกทำขึ้นกับปีศาจ แน่นอนว่าย่อมส่งผลให้เขาไม่อาจเป็นตัวของตัวเอง
‘แน่นอนเจ้าย่อมไม่อาจคืนคำพูด’
เสียงของนางยังคงก้องอยู่ในหัว เสียงหัวเราะที่ตามมาทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ หากแต่เมื่อร่างกายร่วงลงมาจากที่ใดสักแห่งอย่างรวดเร็ว เขากลับสะดุ้งสุดตัวพร้อมส่งเสียงตะโกน
“ไม่!!!”
ร่างสูงสะดุ้งเฮือกพร้อมกับลุกขึ้นนั่ง เขาลืมตาและพยายามรวบรวมสติและมองไปโดยรอบ คิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อพบว่าตัวเขานอนอยู่บนเตียงนอน อีกทั้งตอนนี้เป็นยามเช้าตรู่
“อา...ข้ากลับมาจริงๆ สินะ หรือว่าทุกอย่างนั้นคือความฝัน”
“หากคิดเช่นนั้นแล้วเจ้าสบายใจ เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าเถิด”
เสียงหวานซึ่งดังขึ้นแผ่วเบาทำเอาชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขาหันขวับไปมองยังต้นเสียง กระทั่งมองเห็นสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่กลางห้องของเขา
แผ่นหลังอรชรในชุดเย้ายวนสีแดงสด บวกกับเรือนผมยาวสลวยที่ทิ้งตัวลงเคล้าเคลียไหล่กลมกลึง ทำให้เรือนร่างของนางงดงามแลดูน่าหลงใหล
ท่าทีผ่อนคลายในยามที่ยกชาขึ้นจิบ ราวกับเป็นห้องของตัวเอง ช่างดูน่าโมโหในความรู้สึกของเจ้าของห้องตัวจริงอย่างเขา
“เจ้า!...”
“กู้จื่อเหยียน”
เรียกชื่อเขาจบร่างอรชรก็หมุนกายกลับมามองเขาช้าๆ ใบหน้างดงามประดับด้วยรอยยิ้มยั่วเย้า หากแต่ดวงตาของนางกลับให้ความรู้สึกราวกับสามารถมองทะลุถึงจิตใจผู้คน
“จะความฝันก็ดี จะความจริงก็ช่าง นับจากวันนี้ชีวิตของเจ้าเป็นของข้า”
นางประกาศอย่างถือดี กระทั่งมองสบตาชายหนุ่มนิ่ง ดวงตาของนางเรียบเฉยราวกับผืนน้ำในห้วงทะเลลึกสุดหยั่ง ในจังหวะที่นางกล่าวประโยคนั้นออกมา กู้จื่อเหยียนพลันรู้สึกเสียใจในภายหลัง
พันธสัญญาระหว่างเขากับนางนั้น เริ่มต้นขึ้นนับจากวันนี้ จนกว่าชีวิตของเขาจะสิ้นสุดลง หรือไม่ก็เป็นนางที่ยินยอมปล่อยเขาให้เป็นอิสระ
ซึ่งก็คงยากยิ่ง...
คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลงอู่ ทำให้ชาวบ้านต่างก็หวาดกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้านในยามค่ำคืน เจ้าหน้าที่ทั้งหลายแม้พยายามสืบหาตัวคนร้าย หากแต่สภาพศพของผู้ตายนั้น ร่างกายราวกับถูกดูดเลือดออกไปจนสิ้น กระนั้นทั้งตัวกลับไร้ซึ่งบาดแผล จึงเป็นที่มาของข่าวลืองมงายซึ่งเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของภูตผีปีศาจ
ศาลยุติธรรมเมืองหลงอู่กำลังเคร่งเครียด เนื่องจากไม่เพียงไม่อาจปิดคดีเท่านั้น หากแต่นับจากศพแรกก็ยังมีศพต่อมาเรื่อยๆ กระทั่งมีคำสั่งให้กู้จื่อเหยียนเป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้ด้วยตัวเอง หากยังไม่อาจปิดคดีนี้ได้ ท่านเจ้าเมืองเองก็กำชับไม่ให้เขาทำคดีอื่นอีก
กู้จื่อเหยียนเป็นหัวหน้ามือปราบซึ่งมีชื่อเสียง เขาย้ายมาประจำการยังเมืองหลงอู่ได้เพียงปีเดียว หากแต่ก็สามารถช่วยงานท่านเจ้าเมืองได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ดังนั้นแน่นอนในยามนี้เขาก็คือความหวังของผู้คนในเมืองอู่หลง
“ลำบากเจ้าจริงๆ”
เหวินซวี่ไห่ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง หลังจากที่ตลอดระยะเวลาสองเดือนมานี้ เขาที่เป็นผู้ดูแลคดีกลับไม่พบเบาะแสหรือเงื่อนงำใดๆ จากคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง
“ไม่ได้ลำบากอะไรเลย คดีที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านต่างหวาดผวา ข้าเองก็อยากให้ปิดคดีนี้ได้โดยเร็ว”
ชายหนุ่มทั้งสองนั่งปรึกษากันด้วยท่าทีเคร่งเครียด ทั้งสองสนิทสนมกันมานับจากกู้จื่อเหยียนย้ายมาประจำที่เมืองหลงอู่
หนึ่งโดดเด่น หนึ่งองอาจ
แม้ว่าฐานะของเหวินซวี่ไห่จะด้อยกว่า เนื่องจากตัวเขาเพียงบุตรคนรองของอดีตมือปราบ ในขณะที่กู้จื่อเหยียนนั้น เป็นบุตรชายคนรองของเจ้ากรมโยธาธิการ กระนั้นทั้งสองก็คบหาเป็นสหายที่รู้ใจ ไร้ท่าทีเป็นอคติต่อกันแม้แต่น้อย
ความจริงแล้วยังมีอีกข่าวลือหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีมูลความจริง เพราะหากจะกล่าวกันตามตรงแล้ว ฐานะหัวหน้ามือปราบศาลยุติธรรมเมืองหลงอู่สมควรตกเป็นของเหวินซวี่ไห่
หากแต่ท่านเจ้าเมืองไม่อาจทำอะไรได้ ทั้งนี้ก็เพราะข่าวลือที่ว่าเหวินซวี่ไห่นั้น มิใช่บุตรชายของอดีตมือปราบจริงๆ ดังนั้นฐานะของชายหนุ่มจึงคลุมเครือยิ่งนัก
ใบหน้าของกู้จื่อเหยียนเคร่งเครียดขึ้น ตรงหน้าของเขาคือแผนที่ซึ่งถูกวาดขึ้นคร่าวๆ จุดสีแดงที่ถูกวงกลมคือจุดที่มีคนตาย อีกทั้งยังเป็นบริเวณใกล้กับทางขึ้นหั่วซานทั้งสิ้น
นับจากมาประจำการยังเมืองหลงอู่ กู้จื่อเหยียนได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับหุบเขาสูงชันนี้จนนับครั้งไม่ได้ เนื่องจากข่าวลือต่างๆ ล้วนวนเวียนอยู่กับสิ่งลี้ลับที่ยังไม่มีใครเคยพิสูจน์ เขาเป็นคนไม่เชื่อเรื่องเช่นนี้ ดังนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนัก กระทั่งเกิดเรื่องนี้ขึ้นเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เคยเชื่อนั้นถูกต้อง
หลักฐานนะหรือศพที่อยู่ในห้องชันสูตรนั้นอย่างไรเล่า ศพที่มีสภาพราวกับเลือดหดหาย ผิวกายขาวซีดแห้งเหือด แต่ทั่วทั้งตัวกลับไร้ซึ่งบาดแผลโดยสิ้นเชิง
“จุดที่ศพถูกนำไปทิ้งล้วนอยู่ใกล้กับหั่วซานทั้งสิ้น” คิ้วเข้มขมวดมุ่น
“ใช่ ชาวบ้านที่นี่ต่างก็เชื่อกันว่าเหนือยอดหั่วซานมีปีศาจร้ายสิงสถิตอยู่ ไม่เคยมีใครที่ขึ้นไปแล้วได้กลับลงมา”
“เจ้าเองก็เชื่อเรื่องพวกนี้หรอกหรือ” กู้จื่อเหยียนหันไปมองสหายด้วยดวงตาประหลาดใจ
“ความจริงข้าเองก็ได้ยินเรื่องนี้มามาก เชื่อหรือไม่นั้นข้าเองก็ไม่อยากลบหลู่ หั่วซานกว้างใหญ่กินพื้นที่หลายร้อยลี้ อีกทั้งยอดเขาก็สูงชันไม่มีใครเคยเข้าไปสำรวจ” เหวินซวี่ไห่ถอนหายใจออกมา
“เจ้าดูนี่สิ” กู้จื่อเหยียนชี้มือไปยังจุดวงกลมสีแดง
“ชาวบ้านต่างให้การคล้ายๆ กัน ผู้ตายล้วนเป็นชายหนุ่ม ทั้งยังหายออกไปจากบ้านในยามวิกาล ศพที่พบล้วนเป็นคนละทิศทางกับจุดที่หายตัวไป”
มือใหญ่ลากเส้นเป็นกากบาท
เอวอ่อนขยับหมุนตอบรับเป็นจังหวะเชื่องช้า แต่เขาเหนื่อยอ่อนจนเกินไป ดังนั้นจึงตอบสนองอีกสักรอบสองรอบอย่างที่ใจอยากไม่ได้อา...ถ้านี่คือความฝัน อย่างนั้นเขาก็อยากจะฝันให้นานกว่านี้อีกสักหน่อยไม่รู้ว่าหลับไปกี่ชั่วโมงเหวินซวี่ไห่เหมือนจำได้ว่าออกมาจากบ้านตอนเก้าโมงเช้า ลืมตามองนาฬิกาบนผนังเป็นเวลาบ่ายสอง แต่อากาศมืดครึ้มและเสียงฝนที่ซัดสาด ทำให้ภายในห้องมืดสลัวถึงอย่างนั้นเมื่อเหลือบสายตามองช่วงล่างของตัวเอง ชายหนุ่มก็ได้แต่อ้าปากครวญเสียงสั่น แก่นกายในอุ้งปากแดงเรื่อซึ่งกลืนกินเขาจนมิด ทำให้ร่างแกร่งเกร็งแน่น เขาสูดปากพร้อมกับแอ่นเอวสอบขึ้นโดยไม่รู้ตัว“โอ...” สายตาคมสานสบกับดวงตายั่วยวนใบหน้างามซึ่งก้มอยู่ชิดกับกายส่วนล่าง ปลายลิ้นที่กำลังไล้เลียส่วนปลายของเขาซึ่งยังคงหลงเหลือธารร้อน“ตื่นก็ดีแล้ว” หญิงสาวเลียริมฝีปากก่อนค่อยๆ ขยับกายขึ้นทาบทับร่างสูง เขามองเหม่อด้วยหัวใจเต้นรัว ร่างกายซาบซ่านราวกำลังจะระเบิดออกมานึกว่าเป็นความฝันที่แท้เรื่องทั้งหมดคือความจริง จริงยิ่งกว่าจริง เพราะร่างงามตรงหน้ากำลังคร่อมร่างเขา เหวินซวี่ไห่คว้าสะโพกนิ่มเอาไว้แน่น เขากางขาออกเล็กน้อยในยามที่สอดเสย
“อา...” แก่นกายร้อนถูกบางอย่างกอบกุมชายหนุ่มลืมตาพรวด ไม่รู้ว่ากางเกงของเขาร่นลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนี้ที่เขาก้มลงเห็นคือมือข้างหนึ่งของเสี่ยวไป๋กำลังรูดรัดตัวตนของเขาที่แข็งขึงชูชัน“แหม น่ารักจริงนะคะ ตัวสั่นเชียว” หญิงสาวกระซิบ “แต่ไม่ต้องกลัวนะคะ ฉันไม่บุบสลายง่ายๆ หรอก ถึงอยากทำอย่างในคลิปนั่นก็ไม่เป็นไร”เหวินซวี่ไห่คำรามออกมา เขาดันร่างหญิงสาวไปข้างหลัง จนเสี่ยวไป๋ชนกับโต๊ะ ร่างเล็กถูกกดลงไปนอนราบกับโต๊ะ เกาะออกถูกรั้งลงมาจนอกอิ่มดีดตัวเป็นอิสระ ชายกระโปรงถูกถลกขึ้นสูง สองขาถูกแหวกออกอย่างหยาบคาย กระทั่งแพนตี้ลูกไม้เองเขาก็ไม่เสียเวลาถอด เพียงใช้ปลายนิ้วเขี่ยไปให้พ้นทางชายหนุ่มไม่พูดพร่ำดันตัวตนพร้อมพรั่งของตัวเองเข้าไปทันที กดพรวดโดยไม่รั้งรอ“อ๊า!!!” เขาคำรามออกมาเสียงดัง แนบกายด้านหน้าลงกับเรือนกายนุ่ม เรือนกายสะท้านราวกับบางอย่างปริแตก แต่ถึงอย่างนั้นความสุขสมหวิวไหวกลับเข้าครอบงำเสี่ยวไป๋เองก็กระสันซ่านจนร่างสั่นระริก แม้ภายในแห้งเหือดแต่แก่นกายร้อนรุ่มกลับเติมเต็มความหิวโหยในช่วงหลายวันมานี้ เรียวขาเพรียวแยกออกเพื่อเพิ่มความแนบชิด กอดเกี่ยวเอวสอบที่กดลึกจนร่างทั้งสอง
เสี่ยวไป๋หัวเราะกับความใสซื่อที่มากับน้ำเสียง “ก็ไม่เชิงค่ะ แต่ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ถ้าเกิดอะไรขึ้นคงตามหาตัวได้ไม่ยาก” เธอพูดพร้อมกับหัวเราะคิกสร้างความผ่อนคลายให้กับปลายสาย“ครับ เดี๋ยวผมเอาบัตรประจำตัวไปด้วย จะรอให้คุณแม่กลับมาก็คงอีกนาน ผมเอากุญแจไปให้คุณแล้วรออยู่ข้างนอกก็ได้ คุณจะได้ไม่กังวล”“ค่ะ” เสี่ยวไป๋ตอบรับ ในใจยิ้มกริ่มขอเพียงเขามาคนเดียวทุกอย่างก็ง่ายแล้วบ้านเช่าหลังนี้อยู่ห้างจากบ้านหลังอื่นไปเล็กน้อย กำแพงสูงที่ล้อมรอบทำให้มองไม่เห็นตัวบ้าน แต่โดยรวมแล้วสภาพแวดล้อมก็ดูไม่เลว อีกทั้งยังห่างไกลความเจริญพอสมควร หากจะค้างสักสองสามคืนก็นับว่าไม่เลวรถกระบะคันเล็กวิ่งเข้ามาจอดตามมาด้วยร่างสูงซึ่งก้าวลงมา เสี่ยวไป๋ลมหายใจสะดุด ดวงตาจดจ้องชายหนุ่มที่เดินตรงเข้ามาหานิ่ง หัวใจเต้นรัวด้วยความยินดี‘เหวินซวี่ไห่’หนุ่มน้อยคนนี้คือเหวินซวี่ไห่ไม่ผิดแน่ และเขาในตอนนี้น่าจะอายุน่าจะไม่เกินยี่สิบ หรือ...อาจจะมากกว่านั้นไม่กี่ปีชายหนุ่มกลืนน้ำลายให้กับหญิงสาวผู้เย้ายวนตรงหน้า เดรสเกาะอกสีแดงขับผิวกายขาวเนียน ส่งให้ร่างอวบอัดสมส่วนน่ามอง น่าสัมผัสไปทั่วทั้งตัว ทำให้หัวใจของเขาสั่น
แสงแรกของยามเช้าสาดส่องใบหน้างามซึ่งกำลังแย้มยิ้ม นางเลื่อนมือขึ้นลูบไล้แผ่นอกหนั่นแน่น เอวอ่อนบดเบียดช้าๆ เป็นจังหวะยั่วยวน“ขึ้นอยู่กับว่าท่านมีสิ่งใดดึงดูดใจให้ข้าตื่นขึ้น”กู้จื่อเหยียนกอดร่างงามแนบอก “สวรรค์ เจ้าตื่นขึ้นมาแล้ว”นางหัวเราะเสียงเบา “ข้าขอโทษ”“อย่าขอโทษ เจ้าไม่ผิด คนที่ผิดคือข้า เป็นข้าเอง” เขากอดนางแน่นพร้อมจุมพิตลงไปบนเรือนผมของหญิงสาว“ลำบากท่านแล้ว ข้าเพิ่งรู้ว่าเรื่องทั้งหมดไม่ใช่ที่ข้าเข้าใจ”“ไม่เลยอะไรก็ได้ขอเพียงเจ้าตื่นขึ้น ไม่ว่าสิ่งใดล้วนไม่เป็นไร” เขากระซิบเสียงเบา หากแต่นางกลับทำให้เขาครวญออกมาพร้อมกับร่างสั่นสะท้านเหมยอวี่ซินไล้เลียลำคอแกร่ง “ข้ากลายเป็นปิศาจราคะไม่อาจหวนคืนเป็นคนเดิมอีกแล้ว ท่านเตรียมตัวแล้วหรือยัง”เอวสอบกระทั้นเข้าหานางลึกล้ำ “อา...ดีเหลือเกิน นี่สิจึงเรียกว่าความสุขสมที่ปรารถนา” เขาจุมพิตนางคราหนึ่ง “แม่นางต้องการแบบใดเล่าข้าน้อยพร้อมรับใช้”หญิงสาวพลิกกายกดเขาลงกับพื้น ดวงตาพราวระยับพร้อมกับปลายลิ้นที่ไล้เลียไปรอบริมฝีปากแห้งผาก นางยกสะโพกขึ้น ก่อนกดลงไปกับความแข็งขึงจนสุดทางเสียงครางกระเส่าดังขึ้นผสานกัน บทรักอันเร่าร้อนของทั





